เกิดใหม่มาเติมเต็มท้องนาอันอุดมสมบูรณ์ ท่านอ๋องของข้าหล่อล้ำดั่งบุปผา 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 35 ความงามทำร้ายคนได้ อย่าลุ่มหลงเกินไป

            เมิ่งอู่หยักมุมปากพลางจัดชายเสื้อให้ตรงราวกับไม่มีอันใดเกิดขึ้นจากนั้นจึงเดินไปที่ประตูหลังบ้านสกุลซวี่ แล้วยกมือเคาะประตู

            ไม่นานนักก็มีคนมาเปิดประตูก่อนมองเมิ่งอู่ด้วยสายตาแปลกใจ

            แม่เฒ่าพาลูกน้องสองคนแอบดูอยู่ตรงหัวมุมเห็นเพียงเมิ่งอู่พูดคุยอะไรบางอย่างกับคนบ้านสกุลซวี่ไกลๆก่อนที่คนบ้านสกุลซวี่จะปิดประตูลงอีกครั้ง

            เมิ่งอู่ไม่ได้จากไปยืนรออยู่หน้าประตูสักพัก จนกระทั่งแม่เฒ่าเริ่มจะหมดความอดทนประตูก็เปิดออกอีกครา

            คราวนี้คนที่เปิดประตูเป็นบุรุษวัยกลางคนคาดว่าน่าจะเป็นผู้คุมงานของสกุลซวี่

            เมิ่งอู่พูดคุยกับผู้คุมงานพลางหันไปชี้แม่เฒ่าที่อยู่ตรงหัวมุม

            แม่เฒ่าทุกข์ทรมานจากการมองเห็นแต่ได้ยินไม่ชัดว่าพวกเขาพูดคุยอันใดกันเมื่อผู้คุมงานมองนาง นางจึงพยักหน้าพร้อมกับส่งยิ้มเป็นมิตรให้โดยไม่รู้ตัว

            ผู้คุมงานพยักหน้าเช่นกันบอกให้เมิ่งอู่พาแม่เฒ่าเข้ามาส่วนลูกน้องสองคนนั้นถูกทิ้งให้นั่งอยู่ตรงหัวมุมต่อไป

            ผู้คุมงานหันหลังเดินเข้าเรือนกล่าวว่า“พวกเจ้าทั้งสองคนตามข้าเข้ามา”

            เมิ่งอู่ก้าวเข้าบ้านสกุลซวี่ทางประตูหลังนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นสวนหลังเรือนของคหบดีในสมัยโบราณมองไปทางใดก็เห็นแต่ดอกไม้ใบหญ้าต้นไม้หลากสีสัน ช่างพิถีพิถันจริงๆ

            เมื่อมาถึงลานเรือนผู้คุมงานก็เรียกบ่าวรับใช้ของตระกูลซวี่คนหนึ่ง ก่อนชี้ไปที่เมิ่งอู่เอ่ยว่า “พานางไปที่ห้องบัญชีก่อน”

            ผู้คุมงานเหลียวกลับมามองแม่เฒ่ากล่าวว่า“เจ้าตามข้ามาลงนามเป็นหลักฐาน”

            แม่เฒ่างุนงงอยู่บ้างเมิ่งอู่จึงยิ้มใสซื่อให้นางก่อนเอ่ย “ท่านแม่ไปก่อนเถิดหากต้องการรับเงินก็ต้องลงนามเป็นหลักฐานก่อนรอข้าไปรับเงินที่ห้องบัญชีแล้วจะมาหาท่านแม่นะเจ้าคะ”

            เมื่อได้ยินดังนั้นแม่เฒ่าก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผล จึงเดินตามผู้คุมงานไปอย่างสับสนมึนงงส่วนเมิ่งอู่ก็ตามบ่าวรับใช้ไปรับเงินห้าตำลึงที่ห้องบัญชี

            เมื่อได้เงินมาแล้วเมิ่งอู่ก็กลับไปยังที่ที่นางจากมา

            ซวี่เฉินฟางบุตรชายคนรองของตระกูลซวี่ที่ผู้คุมงานจางพาคนออกตามหาทั่วเมืองเวลานี้กลับเดินเข้ามาทางประตูหลังบ้านสกุลซวี่อย่างสบายอารมณ์ระหว่างทางเขาหมุนพัดคลี่เล่นอย่างคล่องแคล่วระหว่างนิ้วไม่รู้ว่าไปเที่ยวสนุกที่ใดมา บนกายอวลกลิ่นสุราจางๆ แต่ไม่ทำให้คนสำลัก

            เมิ่งอู่ไม่คาดคิดว่าหลังเดินผ่านสวนหลังเรือนมาแล้วจู่ๆ ก็จะมีคนเดินสวนมาชนนางเข้าพอดีตรงหัวมุม

            พัดคลี่ร่วงหล่นลงพื้นเสียงหยกประดับบนพัดกระทบกันดังกังวานชัดเจน

            คนผู้นี้ตัวสูงกว่านางมากเมิ่งอู่เห็นเพียงชายเสื้อคลุมสีแดงเข้มพลิ้วไหว ท่ามกลางกลิ่นสุราจางๆยังมีกลิ่นคลุมเครือคล้ายชะมดและกล้วยไม้เจืออยู่

            คราแรกเมิ่งอู่คิดว่านางคงเดินชนคุณหนูคนงามคนใดเข้า

            แต่คุณหนูที่สูงกว่านางมากจนศีรษะของนางอยู่แค่ระดับหน้าอกของอีกฝ่ายนั้นหาได้พบเห็นบ่อยนัก

            ที่พบเห็นยากยิ่งกว่าก็คือคุณหนูผู้นี้ดูเหมือนจะ…ไม่มีทรวงอก

            เมิ่งอู่ก้มลงเก็บพัดคลี่นัยน์ตาที่มองเห็นแต่ความงามของนางไม่ได้หยุดทำงาน นางอาศัยจังหวะที่กำลังเก็บพัดมองสำรวจคนผู้นี้ตั้งแต่เท้าขึ้นไป

            ขาเรียวยาวคู่นี้คาดเข็มขัดหยกรอบเอว หน้าอกแบนราบไปสักหน่อย ชายเสื้อหลวมเล็กน้อย แต่ไม่เกะกะกลับเสริมเสน่ห์ยิ่งขึ้น...

            เมิ่งอู่เห็นคางขาวผ่องของคนผู้นี้จากนั้นจึงไล่สายตาขยับขึ้นไปยังวงหน้าของเขาสุดท้ายก็สบตากับดวงตาคู่งามของเขาที่กำลังมองนางอยู่นางเหลือบมองลำคอของเขาเพื่อยืนยันซ้ำๆ ก่อนแอบอุทาน “โอ้แม่เจ้า!”

            เบื้องหน้านางเป็นบุรุษที่มีเรือนผมดำขลับผิวขาวดุจหยก รูปงามเป็นเอก...

            โดยเฉพาะนัยน์ตาทั้งคู่เปล่งประกายระยิบระยับดั่งดวงดาวบนนภางดงามยิ่งนัก

            ซวี่เฉินฟางก็มองสำรวจเมิ่งอู่เช่นกันนางไม่ใช่คนในเรือน แต่เขาเป็นคนไม่ถือตัว ไม่เย่อหยิ่ง พูดจาไพเราะและโดยเฉพาะกับสตรีมักมีกิริยามารยาทดีงามอย่างสมบูรณ์

            ซวี่เฉินฟางหรี่ตาครึ่งหนึ่งค่อยๆ แย้มยิ้มให้เมิ่งอู่ก่อนกล่าว “เจ้าตัวน้อยซุ่มซ่าม”เขายื่นมือออกไปหานาง เผยให้เห็นนิ้วมือเรียวยาวงอขึ้นเล็กน้อยฝ่ามือเขาขาวผ่องปานหิมะ “ขอพัดคืนให้ข้า”

            รอยยิ้มนี้ทำให้คนราวกับถูกอาชาเหยียบอย่างแท้จริงโฉมตรูหกตำหนักถูกบดบัง แลยังกลับไปโปรยยิ้มเสน่ห์ [1]!

            ขณะเมิ่งอู่คืนพัดให้เขานางก็ก้มหน้าเงียบๆ ก่อนยกมือขึ้นปิดตา แล้วยกเท้าเดินอ้อมเขาไป

            ซวี่เฉินฟางหันข้างมองนางพลางเล่นพัดในมือยกมุมปากขึ้นใคร่ครวญ “รูปร่างหน้าตาข้าน่าเกลียดถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”

            เมิ่งอู่กล่าว “ความงามทำร้ายคนได้ อย่าลุ่มหลงเกินไป”

            นางยังคงจำได้ดีว่าตนเองข้ามเวลามาได้อย่างไรก็เพราะเผลอมองสิ่งที่ไม่ควรมองแค่สองหน! บัดนี้อยู่ในถิ่นของผู้อื่น รูปงามก็จริงแต่อย่าได้มองมากเกินไป!

            เมื่อได้ยินดังนั้นซวี่เฉินฟางก็หัวเราะเบาๆ สองหน ไม่ได้ขวางทางนางเฝ้ามองนางเดินออกจากบ้านสกุลซวี่ทางประตูหลัง

            ทันทีที่เมิ่งอู่ออกพ้นประตูหลังลูกน้องสองคนตรงหัวมุมก็รีบเข้ามาหาทันใดแล้วชะเง้อมองไปทางด้านหลังของเมิ่งอู่ก่อนถาม “ท่านป้าเล่า?”

            เมิ่งอู่กล่าวอย่างเมฆบางลมเบา “ขายไปแล้ว”

            ทั้งคู่ตกใจสุดขีด “อันใดนะ?!”

            เมิ่งอู่ยิ้มกล่าว “บ้านสกุลซวี่กำลังรับหมัวมัวให้คุณชายรองท่านป้าของพวกเจ้าเข้าไปแล้วเห็นว่าบ้านสกุลซวี่มีกิจการใหญ่โตไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารเสื้อผ้าจึงตัดสินใจจะอยู่ที่นี่เพื่อรับใช้คุณชายรองสกุลซวี่อย่างดี”

            เดิมทีซวี่เฉินฟางกำลังจะจากไปแต่เมื่อได้ยินเมิ่งอู่เอ่ยถึงเขา จึงเดินย้อนกลับมาฟัง

            ลูกสมุนค้ามนุษย์สองคนได้ยินดังนั้นก็ทั้งตระหนกตกใจทั้งโกรธเกรี้ยวตะคอกว่า“เจ้าพูดจาเหลวไหล ท่านป้าค้ามนุษย์ แล้วจะขายตนเองได้อย่างไร!ที่แท้เจ้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อรับเบี้ยเดือน แต่เจ้าตั้งใจมาขายท่านป้า!”

            เมิ่งอู่เลิกคิ้วเอ่ย “โวยวายอันใดกัน ข้าไม่ค้าคน หากคนไม่ค้าข้า หากคนค้าข้า ข้าจำต้องค้าคนนี่ไม่ใช่กฎของยุทธภพหรือไร?”

            กล่าวจบทั้งคู่ก็จะกระโจนเข้าหาเมิ่งอู่ชั่งน้ำหนักเงินตำลึงสีเงินขาวในมืออย่างใจเย็นพลางกล่าว “ข้าไม่ใช่คนคดโกงพวกเจ้าทั้งคู่อยากพุ่งเข้ามาให้ข้าซ้อมแล้วสุดท้ายก็ไม่ได้เงินสักอีแปะหรืออยากแบ่งเงินห้าตำลึงนี้กับข้าเล่า?”

            เมื่อเห็นเงินตำลึงทั้งคู่ก็สงบลงทันควัน

            ปกติแล้วพวกเขาช่วยท่านป้าทำงานจะได้รับเงินส่วนแบ่งมากขนาดนี้ที่ใดกันท่านป้าให้เงินค่าแรงพวกเขาเพียงบางส่วนก็ไม่เลวแล้ว

            ยิ่งกว่านั้นเมื่อครู่เมิ่งอู่ใช้สองขาเตะพวกเขาในตรอกนางดูไม่เหมือนคนที่มือไม่มีแรงแม้แต่จะมัดไก่

            หากปะทะกันพวกเขาอาจไม่ได้ประโยชน์อันใดเลย

            เมิ่งอู่กล่าว “คนเป็นของพวกเจ้า ข้าเพียงพาเข้าประตู พวกเจ้าสองคนได้ส่วนแบ่งมากส่วนข้าได้ส่วนแบ่งน้อย แบบนี้ยุติธรรมหรือไม่?”

            ทั้งคู่ขบกรามสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง

            ดังนั้นเมิ่งอู่จึงแบ่งเงินสองตำลึงให้ตนเองส่วนอีกสามตำลึงให้ทั้งคู่

            เงินที่เมิ่งอู่รับมาเป็นเศษเงินตำลึงหักทั้งหมดเมิ่งอู่แบ่งให้คนหนึ่งในนั้นสองตำลึงเงินอีกคนหนึ่งได้รับเงินที่เหลือหนึ่งตำลึงเงิน

            คนที่ได้หนึ่งตำลึงเงินไม่พอใจถามว่า “ไยเขาถึงได้สองตำลึงเงิน แล้วข้าได้แค่หนึ่งตำลึงเงินเล่า?”

            เมิ่งอู่จึงเก็บเงินกลับคืนพลางกล่าว “เช่นนั้นพวกเจ้าสลับกัน”

            อีกคนไม่พอใจพูดว่า “เจ้าให้ข้าสองตำลึงแล้วจะต้องเปลี่ยนไปไย!”

            เมิ่งอู่ตอบ “มีเงินแค่ห้าตำลึงแบ่งไม่ลงตัว พวกเจ้าสองคนเป็นพี่น้องกันผู้ใดได้มากได้น้อยสำคัญไฉน? หากไม่พอใจก็ตกลงกันเองว่าใครจะได้หนึ่งตำลึงเงิน ใครจะได้สองตำลึงเงิน”

            กล่าวเช่นนั้นแล้วเมิ่งอู่ก็สุ่มยื่นสองตำลึงเงินให้คนหนึ่ง และสุ่มยื่นหนึ่งตำลึงเงินให้อีกคน

            ซวี่เฉินฟางเอนพิงอยู่หลังประตูฟังด้วยความสนใจยิ่งยวดอดโบกพัดและหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ รอยยิ้มบางๆเกลื่อนหน้าทำให้บุปผาสีแดงเข้มในสวนหลังเรือนไร้สีสัน

            ดังสุภาษิตที่ว่า “ไม่กังวลว่าจะแบ่งให้มากหรือน้อย แต่กังวลว่าจะแบ่งไม่เท่าเทียม” ทั้งสองคนจะยอมได้อย่างไร คนที่ได้มากกว่าไม่ยอมแบ่งให้คนที่ได้น้อยกว่าก็อยากได้มากขึ้น เดิมทีเป็นหุ้นส่วนค้ามนุษย์ที่ร่วมมือกันดีแต่กลับต้องมาขัดแย้งกัน พวกเขาลงไม้ลงมือกันในตรอกเพื่อจะแย่งเงินอีกหนึ่งตำลึงมาเป็นของตนให้ได้

            เมิ่งอู่ตบเสื้อผ้าเดินอ้อมพวกเขาไป หรี่ตามองดูดวงอาทิตย์พลางพึมพำกับตนเอง “เวลาไม่เช้าแล้ว ยังต้องไปซื้อของให้ท่านแม่กับอาเหิงแล้ว”

            ……….

            [1] กลอนท่อนหนึ่งของไป๋จวีอี้ (ค.ศ.772-846) กวีสมัยราชวงศ์ถังชมโฉมของหยางกุ้ยเฟยหนึ่งในสี่ยอดโฉมงามของจีน