เจียงซือไม่ได้พุ่งเข้าหารถม้าของพวกตนอย่างไร้ทิศทาง
หลินเย่สังเกตเห็นั้แ่จังหวะแรก ร่างที่เดินได้ทว่าไร้ชีวิตเ่าั้กระจายตัวในรูปแบบที่ไม่ใช่การโจมตีตามสัญชาตญาณ หากเคลื่อนไปในทิศที่มีจุดหมาย ทิศของรถม้าคันกลาง รถม้าที่มีมีดปักอยู่บนยันต์ ราวกับไม่ได้มาเพื่อฆ่า หากมาเพื่อเปิดประตูอย่างไรอย่างนั้น
ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องก็ดังออกมาจากด้านหลังรถม้าของเขา
หลินเย่หันขวับ
เจียงซือหนึ่งตนเกาะอยู่ที่ขอบรถ นิ้วมือสีดำกรังเกี่ยวเข้ากับเนื้อไม้ ร่างกำลังดึงตัวขึ้น เด็กในรถกระเจิงหลบไปตามมุม บางคนกอดเข่านิ่งโดยไม่ออกเสียง บางคนเบียดตัวเข้าหากันจนแทบเป็กลุ่มเดียว
ฝนกระทบหลังคารถดัง 'เปาะ เปาะ เปาะ' สม่ำเสมอและไร้ความหมาย เสียงข้อต่อกระดูกลั่นกรอบแกรบตัดผ่านเสียงฝนขึ้นมาชั่วขณะ แล้วก็จมกลับลงไปในเสียงฝนอีกครั้ง ไม่มีเสียงหายใจ ไม่มีเสียงหัวใจ มีแต่ความว่างที่เกาะอยู่ที่ขอบรถ
"ท่านพี่"
เขาเรียกก่อนที่เสียงจะออกมาเต็มคำ ร่างของหลินตงพุ่งผ่านหน้าเขาไปแล้ว แรงลมกระทบใบหน้าในพริบตา เย็นและคม บอกว่าร่างนั้นเคลื่อนเร็วกว่าที่ตาจะตามได้ทัน
หัวของเจียงซือหลุดออกจากบ่า ตกลงบนพื้นดินโดยไม่มีเสียงร้อง ร่างที่เหลือทรุดล้มลงตามน้ำหนักของมันเองโดยไม่รู้ว่าตัวเองตายแล้ว
หลินตงยืนนิ่งอยู่กลางสายฝน ดาบยังไม่ลด น้ำฝนไหลลงตามคมดาบ รวมเป็หยดที่ปลาย แล้วหยดลงดิน หยดหนึ่งไม่ใส เืที่ไม่ใช่ของนาง ตกลงบนโคลนแล้วจางหายไปกับน้ำ ไม่แดงสด เพียงคล้ำลงเข้ากับสีดิน ราวกับสีที่ถูกน้ำลบเลือน
หลินเย่มองปลายดาบนั้นจากระยะห่างอยู่ครู่หนึ่ง หลินตงลงจากรถม้าโดยไม่หันกลับมา
"อยู่บนรถ"
เงียบไปครู่หนึ่ง
"ห้ามลง"
เด็กที่อยู่ปลายรถซบหัวลงโดยไม่ออกเสียง ไม่กล้าเงย
หลินเย่มองตามร่างของหลินตงที่ก้าวลงไปยังพื้นหน้ารถ ครั้งนี้นางไม่ได้หันมามองกลับ แววตาที่กวาดดูรอบขบวนนั้นต่างจากทุกครั้งที่เคยเห็น ไม่ใช่แววตาของครูที่ดูแลเด็ก หากเป็แววตาของนักรบที่กำลังคำนวณว่าจะต้องสังหารอีกเท่าใด
เจียงซือสามตนเดินตรงออกมาจากหมอก
หลินตงจับด้ามดาบสองมือ
ใบไม้ชื้นบนพื้นหยุดนิ่ง แล้วปลิวออกไปจากจุดที่นางยืน ดินสั่น ไม่ใช่จากเสียง หากจากสิ่งที่มองไม่เห็นซึ่งกำลังถูกดูดเข้าร่าง ปราณเอ่อออกมาจากตัวนาง กดลงที่อากาศแล้วปล่อยขึ้นในพริบตา
นางพุ่งตัวออกไป
เจียงซือตนแรกพุ่งเข้าคว้า นางเบี่ยงตัวโดยไม่หยุด ปลายดาบตวัดเฉียงจากอกขึ้นสู่ลำคอในการเคลื่อนไหวเดียว ร่างถูกแบ่งออกเป็สองส่วนก่อนที่เืจะทันไหล
นางไม่มองผลของการฟัน ฝ่าเท้าหมุนออกจากเืที่กำลังจะพุ่ง แล้วพุ่งเข้าหาตนที่สองด้วยความเร็วที่ไม่ลดลงเลย ดาบตวัดเข้าที่ลำคออย่างเฉียบคม หัวหลุดออกมา ร่างไร้ิญญาล้มลงกองทับถมกัน
เจียงซือตนสุดท้ายอยู่ห่างออกไปเกือบหกก้าว นางเหวี่ยงดาบออกจากมือ ใบดาบพุ่งไปในอากาศพร้อมกับตัวนางที่พุ่งตามไป เสียบทะลุลำตัวของมันจนตรึงติดเข้ากับโขดหินข้างทาง ร่างที่ถูกตรึงขยับไม่ได้
นางก้าวเข้าไปหามัน กำหมัดขวาขึ้น รวบรวมปราณเข้าไปให้แน่น กระชับลงจนชีพจรที่ข้อมือเต้นซ้อนกับแรงปราณที่หมุนอยู่ข้างใน แล้วชกลงที่ศีรษะของมันด้วยแรงทั้งหมดที่มี
ศีรษะะเิออกเป็เสี่ยง
หลินเย่ได้แต่นิ่งอยู่กับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ในรถคันเดียวกัน เด็กคนหนึ่งที่แอบมองผ่านช่องม่านอยู่ค่อยๆ ถอยกลับเข้าไป แล้วก็ไม่มีผู้ใดในนั้นส่งเสียงออกมาอีกเลย
เขาเคยเห็นกงหยางอวี้และกงหยางฮ่าวต่อสู้ ทว่าสิ่งที่หลินตงเพิ่งทำนั้นไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ใช่แค่เร็วกว่าหรือแรงกว่า มันต่างออกไปจนทำให้รู้สึกว่ากำลังเทียบสิ่งที่ไม่ควรนำมาเทียบกัน ทุกท่วงท่าประณีต ทว่าก็ทรงพลัง ราวกับสิ่งที่ฝึกมาจนไม่ต้องคิดแล้วว่าจะทำอะไรบ้าง
หลินตงหันมาสำรวจพื้นที่รอบขบวน กวาดสายตาไปตามรถม้าแต่ละคัน ตามขอบป่า ตามหมอก โดยไม่พูดอะไร
หลินเย่ชี้นิ้วออกไป "ท่านพี่ สิ่งนั้น"
นางหันตามนิ้วที่ชี้ มีดที่ปักอยู่บนยันต์รถม้าของจวิ้นเฉิง รอยร้าวบนยันต์กว้างขึ้นกว่าตอนแรก แสงสีทองจางลงเรื่อยๆ ราวกับไฟที่กำลังจะดับ กลิ่นแปลกลอยมาตามลม กลิ่นของกระดาษเก่าที่กำลังไหม้ ปนกับกลิ่นธูปที่ถูกลมฝนดับไปครึ่งทาง
และทุกครั้งที่แสงนั้นหม่นลง หมอกสีดำรอบกายเจียงซือก็เข้มข้นขึ้น พวกมันพุ่งตัวเร็วขึ้น แรงชนหนักขึ้น ราวกับความมืดข้างนอกกำลังสูบบางอย่างเข้าไปในร่างแห้งกรังเ่าั้ทีละนิด
ไม่มีคำพูดใดออกมาระหว่างกัน หลินตงพุ่งออกไปในทันที
ส่วนกลางขบวนวุ่นวายกว่าที่เห็นจากระยะไกล เจียงซือกระจุกอยู่รอบรถม้าของจวิ้นเฉิงหนาแน่น ทหารตั้งแนวป้องกันเป็ชั้นๆ บางคนยังยืนได้ บางคนเริ่มถอยร่น บางคนล้มไปแล้วโดยไม่ได้ลุกขึ้นอีก ดาบที่ฟาดลงบนร่างพวกมันไม่ทำให้มันหยุด ต้องตัดหัวเท่านั้นจึงจะหยุดได้
ทว่าไม่ใช่ทหารทุกคนที่รู้เื่นั้น นายพลหลินเจี้ยนกว๋อฝ่าดงเจียงซือเข้ามาจากด้านหน้า
"ท่านนายพลหลินเจี้ยนกว๋อ!" หลินตงะโข้ามสนามรบ "รีบทำลายมีดที่ปักยันต์บนรถม้า มันคือตัวควบคุมพวกเจียงซือ"
นายพลไม่ได้ตอบกลับสักคำ ทว่าคำสั่งชุดถัดไปที่ออกจากปากเขานั้นเปลี่ยนทิศทั้งแนวรบไปในจังหวะเดียว ทหารที่ใกล้รถม้าที่สุดหันไปพุ่งเข้าหา
ทว่าเจียงซือสามตนสกัดไว้ก่อน เสียงกระดูกกระทบโลหะดังขึ้น คนที่วิ่งเข้าไปกระเด็นออกมา หลินตงเองก็ติดพัน สี่ตน ห้าตน ไม่หยุด
แสงบนยันต์จางลงอีก
หลินเย่ยืนอยู่ที่ขอบรถม้า มองไปที่ใจกลางขบวน ม่านของรถม้าคันนั้นไม่สั่นเลยแม้แต่น้อย
รอบข้างวุ่นวายไปหมด ทหารปะทะ ม้าตื่น ดาบกระทบกระดูก รถม้าคันข้างๆ สั่นไหวทุกครั้งที่มีร่างกระแทกเข้ากับมัน ทว่าม่านสีเข้มของคันกลางกลับนิ่งสนิท ไม่ไหวติงตามแรงลม ไม่ขยับตามแรงสั่นะเื ราวกับมันไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นเดียวกับสนามรบ
ราวกับไม่ใช่มันที่ติดอยู่กับพื้น หากเป็พื้นที่ติดอยู่กับมัน
ภาพซ้อนทับกันขึ้นมาในหัว ภาพตอนออกเดินทาง หลินจวิ้นเฉิงขึ้นรถ หลินเหยียนขึ้นรถ ฮูหยินขึ้นรถ สามคน ทว่านับจากที่ขบวนออกมา ไม่เคยเห็นม่านนั้นเปิดออกเลยแม้แต่ครั้งเดียว
'รถม้านั้นยังมีคนอยู่หรือไม่'
คำถามลอยขึ้นมาในหัวและไม่ยอมจมลงไป หากคนในรถไม่อยู่แล้ว หากมีดเล่มนั้นถูกปักไว้เพื่อให้ทุกคนมองมาที่นี่แล้วลืมมองไปที่อื่น หากทั้งหมดนี้เป็เพียงกับดักเพื่อดึงความสนใจ
เขาส่ายหัวตัดความคิดนั้นออกไป ไม่ว่าจะเป็อะไรก็ตาม ยันต์ที่กำลังจะแตกนั้นคือปัญหาเฉพาะหน้า เจียงซือตนหนึ่งหลุดจากแนวป้องกัน
ไอเย็นแตะผิวหลินเย่ก่อนที่ตัวมันจะมาถึง ไม่ใช่ความเย็นของอากาศหลังฝน หากเป็ความเย็นของร่างที่ไม่มีเืหมุนเวียนอยู่ข้างใน ความว่างที่เดินได้ กลิ่นของมันมาก่อนตัวมัน เน่าและแห้ง ไม่ใช่กลิ่นของสิ่งที่เพิ่งตาย หากเป็กลิ่นของสิ่งที่ตายไปนานแล้วและยังไม่ยอมรับรู้ถึงมัน
หลินเย่ไม่ถอย
ดาบออกมาจากด้ามในพริบตาเดียวกับที่ร่างพุ่งไปข้างหน้า ปราณออกมาตามท่วงท่าของพยัคฆ์ซ่อนคมที่ซ้อมมาหลายร้อยครั้ง ไม่ต้องคิด กล้ามเนื้อทำก่อนหัวสั่ง ปลายดาบฟันเข้าที่ลำคอของมันได้ราวสี่ส่วนในสิบ
ไม่ลึกพอ
ดาบค้างอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง เจียงซือไม่กะพริบตา ไม่สะดุ้ง ไม่ถอย หลินเย่เห็นตัวเองสะท้อนอยู่ในดวงตาแดงคู่นั้น ชัดเจน ทว่าไม่มีชีวิต มันไม่ใช่กระจก มันเป็หลุมที่รอให้เขาตกลงไป
เสียงหัวใจของเขาเองดังขึ้นมาเหนือเสียงฝนอยู่ชั่วขณะ แขนสองข้างของมันยื่นออกมาจะคว้า หลินเย่ปล่อยแรงที่ค้างอยู่ในท่าฟันออกมาพร้อมกัน เหวี่ยงตัวให้แรงส่งพาออกจากมือที่กำลังจะคว้า ร่างตกลงพื้น กลิ้งออก แล้วลุกขึ้นในจุดที่ต่างออกไป
เจียงซือหันตาม
เขาส่งปราณทั้งหมดออกมาจากจุดตันเถียน ไม่สงวน ไม่แบ่ง ส่งทุกอย่างไปที่ใบดาบ ราวกับอัดของทั้งกองลงในภาชนะใบเดียวอย่างไรอย่างนั้น รสเหล็กแผ่ขึ้นมาในลำคอ รสเปรี้ยวของบางอย่างที่เขากลืนกลับลงไปพร้อมกับมัน เขากดดาบลงจากจุดเดิมด้วยแรงทั้งหมดที่มี
หัวของมันหลุดกระเด็นขึ้นกลางอากาศ
มือสั่น สั่นจนบอกได้ว่าร่างกายใช้แรงไปมากกว่าที่ควรมีอยู่ หลินตงวิ่งเข้ามาถึงก่อนที่เขาจะทันหายใจออก จับแขนยกขึ้น กวาดตาดูทั้งตัวด้วยสีหน้าที่ไม่พยายามซ่อน
"ข้าไม่เป็ไร"
เขาพูดก่อนที่นางจะถาม หลินตงเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดออกมาเบาๆ
"เ้ารู้หรือไม่ว่าเจียงซือไม่ใช่คู่ต่อสู้ระดับเดียวกับเ้าในตอนนี้"
เขารู้ั้แ่ก่อนพุ่งเข้าไปแล้ว รู้ว่าพวกมันรวดเร็ว ทนทาน อันตรายในระดับที่ยังไม่ควรเผชิญเพียงคนเดียว
ทว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นตอนที่มือจับด้ามดาบเล่มนี้ บางอย่างที่ไม่ได้ออกมาจากการคิด มันออกมาจากที่อื่น จากความรู้สึกที่บอกว่าฟันมันเข้าได้ก่อนที่หัวจะทันยืนยัน
เขาไม่รู้จะอธิบายเื่นั้นอย่างไร จึงไม่พูด สถานการณ์รอบขบวนเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ม้าบางตัวเริ่มวิ่งแตกขบวน เสียงวุ่นวายจากส่วนกลางดังขึ้น ทหารที่เหนื่อยล้าเริ่มถอยร่น แสงบนยันต์ของรถม้าจวิ้นเฉิงเกือบดับสนิทแล้ว
"ข้าจะไปทำลายมีดเล่มนั้นเอง"
หลินตงหันมามอง
"ไม่ต้องห่วง" เขาพูดก่อนที่นางจะค้าน "ข้าไม่สู้ ท่านพี่สู้ ข้าแค่วิ่งไป"
นางไม่ตอบทันที สายตาของนางจับอยู่ที่ใบหน้าของเขา ไม่ใช่การมองตรวจสอบว่าาเ็ที่ไหน หากเป็การมองที่นางทำก่อนจะตัดสินใจในเื่ที่ไม่มีเวลาให้คิดนาน ครู่เดียวเท่านั้น แล้วก็มองออกไปที่สนามรบข้างหน้า
นางส่ายหัวเบาๆ อย่างคนที่รู้ว่าห้ามไม่ได้ "หลบพวกมันให้ดี" นางพูด แล้วจับด้ามดาบขึ้น "ข้าจะเปิดทางให้เ้า"
หลินเย่พุ่งออกไปตามเส้นทางที่หลินตงเปิดด้วยดาบ ใจกลางขบวน รถม้าที่เงียบสนิทนั้นอยู่ข้างหน้า หลินเย่มองม่านรถม้าคันนั้น
ฝนตกหนักขึ้น
ม่านยังคงนิ่ง เขาไม่ถามอีกแล้วว่ามีคนอยู่หรือไม่ เขาถามว่าหากมี เหตุใดจึงเงียบได้ถึงเพียงนี้ และหากไม่มี เหตุใดเขายังรู้สึกว่ามีคนกำลังมองออกมาจากช่องว่างระหว่างผ้า