"พวกเราเอง" จางอ้ายหลินพยักหน้าไม่ถือสาคำเรียกที่อาจจะฟังดูสับสนบ้าง เพราะอีกฝ่ายเรียกนางว่า 'พี่สะใภ้' แสดงว่าเห็นว่านางยังดูสาว หากเรียก 'อาสะใภ้' นางคงไม่ชอบใจเป็นแน่!
นางยิ้มและเดินเข้าไปข้างในพลางลอบสังเกตท่าทีของหลี่เหนียงจื่อ "วันนี้มีเวลาว่างจึงมาเยี่ยมเยียนพวกเจ้า"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหนียงจื่อก็ยิ้มตอบ แต่รอยยิ้มนั้นกลับดูขมขื่นอยู่บ้างจางอ้ายหลินเป็นคนช่างสังเกต ย่อมมองออกทันที
ถึงแม้ว่าพวกนางจะพอเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนกันแต่ก็ไม่ได้สนิทสนมหรือคุ้นเคยกันมากนัก
เรื่องในบ้านคนอื่นนางไม่อาจล่วงล้ำถามไถ่ ทำได้เพียงแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วยื่นขนมในมือให้
หลี่เหนียงจื่อกล่าวขอบคุณด้วยความเกรงใจรับขนมมาแล้วรีบเปิดประตูรั้วให้ทั้งสามคนเข้ามา จากนั้นก็เตรียมไปชงชา
พวกนางมาที่นี่ก็มีธุระสำคัญต้องคุยกันจางอ้ายหลินจึงรั้งตัวนางไว้ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม "น้องหญิงอย่าเพิ่งรีบร้อน ท่านพี่อยู่ที่บ้านหรือไม่ที่พวกเรามาในครั้งนี้ ก็มีเรื่องที่จะปรึกษาหารือกับพวกเจ้า"
ถึงแม้ว่าหลี่เหนียงจื่อจะรู้สึกว่าพวกนางมาอย่างกะทันหันแต่ก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย หันไปมองทางบ้าน"เขา..."
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้น้ำเสียงของหลี่เหนียงจื่อก็เริ่มสั่นเครือ หยุดไปชั่วครู่แล้วถอนหายใจก่อนจะกล่าวว่า "เขา... พักรักษาตัวอยู่ในบ้านตอนนี้คงจะยังหลับอยู่..."
เห็นได้ชัดว่านางไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าคนนอกจึงสูดน้ำมูกและปาดน้ำตาก่อนกล่าวต่อว่า "ซูเหนี่ยงจื่อมีเรื่องเดือดร้อนอะไรหรือหากมิเป็นการรบกวน เล่าให้ข้าฟังก่อนได้ไหม"
เมื่อได้ยินเช่นนี้จางอ้ายหลินก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยความประหลาดใจ"เจ้าบอกว่า ท่านพี่กำลังพักรักษาตัว?"
"ไปโดนอะไรมา? ได้เรียกหมอมาดูอาการแล้วหรือยัง?"จางอ้ายหลินกล่าวพลางดึงซูอี้หว่านเข้ามา "หากยังไม่ได้ตรวจ ก็ให้หว่านหว่านช่วยดูอาการให้ก่อนเถิด ปัจจุบันนางได้เปิดสถานพยาบาลอยู่ในเมืองนี้แล้ว”
คำกล่าวของจางอ้ายหลินมิได้มีเจตนาโอ้อวดแต่อย่างใดเพียงแต่เกรงว่าหลี่เหนียงจื่อจะไม่วางใจ จึงเอ่ยถึงเรื่องสถานพยาบาลให้รับรู้
เพราะคนที่สามารถเปิดสถานพยาบาลได้ความสามารถทางการแพทย์ย่อมเป็นที่น่าเชื่อถือมากกว่า
"น้องหว่านหว่านเปิดสถานพยาบาลแล้วหรือนี่?" จริงดังคาดเมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เหนียงจื่อก็ประหลาดใจจนอ้าปากค้าง ทันใดนั้นเองเมื่อความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาสีหน้าของนางก็ยิ่งแสดงความกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด
นางหันไปจับมือของซูอี้หว่านไว้แน่นน้ำเสียงแฝงไปด้วยความอ้อนวอน "น้องหว่านหว่านหากเจ้าสะดวกละก็ ช่วยดูอาการของสามีข้าหน่อยได้หรือไม่?"
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ดวงตาของหลี่เหนียงจื่อก็แดงก่ำมากขึ้น กล่าวอย่างตะกุกตะกัก"เมื่อสองสามวันก่อน เขา... ไปล่าสัตว์ที่หลังเขาใครจะคิดว่าโชคไม่ดี กลับ... เจอกับหมูป่า ถึงแม้จะฆ่ามันได้สำเร็จแต่ตนเองก็บาดเจ็บสาหัส ข้า..."
เมื่อนึกถึงแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยบาดแผลของสามีหลี่เหนียงจื่อก็อดไม่ได้ที่จะเศร้าใจน้ำตาที่กลั้นไว้ครึ่งวันก็ไหลลงมาอย่างควบคุมไม่ได้
หากสถานการณ์ของครอบครัวไม่ย่ำแย่ขนาดนี้แถบนี้ขาดแคลนสัตว์ป่าให้ล่ามาหลายวันแล้วสามีของนางคงมิจำเป็นต้องเสี่ยงอันตรายเข้าไปในป่าลึกจนเป็นเหตุให้ต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้
ถึงแม้ว่าหมูป่าจะขายได้เงินหลายตำลึงแต่เงินจำนวนนั้นเกรงว่าจะไม่พอใช้รักษาตัวด้วยซ้ำตอนนั้นสามีของนางกัดฟันแบกหมูป่ากลับมา หลังของเขาเต็มไปด้วยเลือดเนื้อที่ฉีกขาดพอถึงหน้าบ้านก็หมดสติไป
นางต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านถึงจะช่วยกันแบกเขาเข้าไปในบ้านได้
ตอนนั้นนางตกใจจนทำอะไรไม่ถูกพอได้สติก็คิดจะไปตามท่านหมอ แต่สามีของนางกลับฝืนลืมตาขึ้น เมื่อเห็นนางคำพูดแรกที่เขาพูดก็คือ "อย่าไปตามท่านหมอ"
หลี่เหนียงจื่อจะไม่เข้าใจความหมายของสามีได้อย่างไรเขาเพียงแต่กลัวว่าจะเสียเงินค่ารักษา จึงพูดเช่นนั้น บอกว่าตนเองทนได้บาดแผลที่หลังนั้น เพียงแค่นางมองก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ตรงที่ลึกที่สุดมองเห็นกระดูกได้เลยเนื้อหนังฉีกขาดดูเจ็บปวดมาก ไหล่ก็มีรอยฟกช้ำเป็นวงกว้างสีเขียวคล้ำนางจะไม่รู้สึกเจ็บปวดได้อย่างไร?
หลี่เหนียงจื่อปกติเป็นคนนิสัยอ่อนโยนไม่ค่อยชอบขัดใจสามี แต่โดยเนื้อแท้แล้ว นางก็เป็นคนที่มีความคิดเป็นของตนเองรู้ว่าบาดแผลเช่นนี้ หากไม่ให้ท่านหมอรักษา ก็คงไม่หายดีแน่นางจึงตัดสินใจไปเชิญท่านหมอมาเอง
เพราะสถานการณ์รอไม่ได้แถมเงินในบ้านก็ไม่พอ หลี่เหนียงจื่อจึงไม่ได้เข้าไปตามท่านหมอในเมืองแต่ไปเชิญหมอชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงมาแทน
หมอชาวบ้านคนนี้สืบทอดการรักษามาจากบรรพบุรุษหลายรุ่นดูแลรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ในหมู่บ้านได้ดีพอสมควรบาดแผลภายนอกเล็กน้อยก็สามารถรักษาได้ เพียงแต่การบาดเจ็บสาหัสเช่นหลี่ต้าจู้เขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก จึงอดรู้สึกหนักใจไม่ได้
สุดท้ายทำได้เพียงจ่ายยาแก้ปวดสองสามขนาน ทิ้งผงยาที่ทำเองไว้ให้แล้วกำชับให้หลี่เหนียงจื่อเปลี่ยนยาให้ทุกวันเท่านี้ก็ถือว่าทำการรักษาเรียบร้อยแล้ว
หลี่เหนียงจื่อไม่ได้วางใจเขาอย่างเต็มที่รอดูอาการสองวัน เห็นว่าอาการของสามีไม่ได้ดีขึ้นเท่าไรจึงคิดจะเข้าไปตามท่านหมอในเมือง แต่สามีกลับไม่เห็นด้วย บอกแต่ว่าตนเองแข็งแรงทนได้ ไม่ต้องเสียเงินโดยใช่เหตุ
ใครจะรู้ว่าตั้งแต่เมื่อคืน เขากลับเริ่มมีไข้ขึ้นสูง นี่ทำให้นางร้อนใจมากรีบลุกขึ้นมาต้มยาให้ดื่มไปชามหนึ่ง ตอนเช้าก็ตื่นมาได้พักหนึ่ง แล้วก็หลับไปอีก
เมื่อครู่ที่นางยุ่งอยู่ในครัวก็กำลังจะต้มยาอีกชาม
ซูอี้หว่านรำพึงในใจว่ามิน่าเล่า...ก่อนหน้านี้นางได้กลิ่นยาจางๆ คิดอยู่ว่าจะถามหลี่เหนียงจื่อว่าป่วยเป็นอะไรคาดไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องเช่นนี้ไปได้
เมื่อได้ยินว่าหลี่ต้าจู้ถึงกับมีไข้ขึ้นซูอี้หว่านก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ ชีวิตของคนยากคนจนนั้นช่างยากลำบากเพื่อประหยัดเงินไม่เท่าไร บาดเจ็บสาหัสเช่นนี้กลับไม่กล้าไปตามท่านหมอดีๆ
แต่โรคบางโรคก็ทนได้บางโรคกลับทนไม่ได้จริงๆ ยิ่งเป็นบาดแผลภายนอกที่รุนแรงเช่นนี้
เมื่อมีไข้ขึ้นแสดงว่าบาดแผลต้องมีการอักเสบแล้ว สถานการณ์เช่นนี้อันตรายมาก หากไม่รีบทำการรักษาเกรงว่าจะมีอันตรายถึงชีวิตได้ นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น!
เมื่อคิดได้เช่นนั้นน้ำเสียงของซูอี้หว่านก็จริงจังขึ้นเล็กน้อย "หลี่เหนียงจื่ออย่าเพิ่งรีบต้มยา รีบพาข้าไปดูอาการของท่านหลี่ก่อนเถิดเจ้าค่ะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหนียงจื่อก็รีบพยักหน้า หันหลังพานางไปยังบ้าน
จางอ้ายหลินและซูอี้โจวมองหน้ากันแล้วก้าวเท้าตามไป
สภาพบ้านของหลี่ในหมู่บ้านถือว่าอยู่ในระดับปานกลางเป็นกระท่อมมุงจากธรรมดาสามห้อง มีห้องเก็บของสองห้องอยู่ด้านข้างแต่ก่อนเคยได้รับการดูแลอย่างดี สะอาดสะอ้าน ดูมีเสน่ห์แบบบ้านไร่
เพียงแต่ช่วงสองวันนี้หลี่เหนียงจื่อคงจะเอาใจใส่แต่สามีที่บาดเจ็บ จึงไม่มีเรี่ยวแรงดูแลบ้านเรือนบ้านจึงดูรกไปบ้าง