ชิงคน (ตอนปลาย)
อาณาจักริเซี่ย หรือที่ประชาชนเรียกขานกันว่า 'ต้าิเซี่ย' นั้น ตั้งอยู่บริเวณที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของทวีป ประกอบด้วยห้ามณฑล เหนือ 'เป่ยคัง' ใต้ 'หนานผิง' ตะวันออก 'เจี้ยนหลง' ตะวันตก 'ตงหยาง' และใจกลาง 'เสิ่นิ' ทั้งหมดประกอบกันเป็รูปหลังเต่าที่มีรอยเว้าแหว่งทางทิศตะวันออก
ทิศเหนือของแคว้นติดกับเขตทุ่งหญ้าของพวกชนเผ่าเร่ร่อนที่เรียกตัวเองว่า 'หลี' ฟากตะวันออกติดมหาสมุทรกว้างใหญ่ ด้านตะวันตกสุดเขตที่เทือกเขาไป๋มู่กง ซึ่งหากข้ามไปจะเป็ดินแดนของพวกอนารยชนหลากหลายเผ่าพันธุ์ ส่วนฝั่งใต้แม่น้ำเหอผิง และที่นี่ยังมีูเาหลงเซี่ยซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงเพียงสองพันหลี่ มันเป็ูเาศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิัขาว หนึ่งในศาสนายึดเหนี่ยวจิตใจของคนในแผ่นดิน มีภูมิประเทศหลากหลาย ั้แ่สมบูรณ์ที่สุดไปจนถึงทะเลทรายอันแห้งแล้ง
เพราะที่ตั้งแคว้นเป็จุดที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดจุดหนึ่งของทวีป ชนเผ่านอกด้านซึ่งมีความเป็อยู่แร้นแค้นกว่าจึงมักยกทัพมาปล้นชิงต้าิเซี่ยเสมอ ในอดีตเป็พวกอนารยชนทางตะวันตก แต่ปัจจุบันคือพวกหลีทางเหนือ ดังนั้นจักรพรรดิทุกรัชสมัยจึงให้ความสำคัญกับการป้องกันศึกจากภายนอกไม่แพ้ศึกภายนอก ั้แ่ปฐมบรมกษัตรย์ทรงวางแผนผังป้องกันแคว้นด้วยการสร้างเมืองใหญ่สลับด้วยป้อมปราการไว้ตามแนวทางหลวงและเส้นทางเดินทัพสำคัญๆ ซึ่งจำนวนป้อมปราการจะมากน้อยแตกต่างกันไปตามระยะทางและพื้นที่ในแต่ละมณฑล
มณฑลเป่ยคังเป็มณฑลใหญ่อันดับสองรองจากมณฑลเสิ่นิ เมืองหยางคังอยู่ไกลจากเมืองหลวงนับหมื่นหลี่ ถ้าเดินทางตามทางหลวงต้องผ่านเมืองหลักสิบสองแห่ง ป้อมปราการใหญ่อีกแห่ง เส้นทางที่ใช้แม้จะเป็ถนนหลวง แต่หากมองจากท้องฟ้ายังจะดูไม่ต่างจากอสรพิษที่ทอดกายคดเคี้ยวไปตามแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลที่มีลักษณะเป็ูเาสลับด้วยที่ราบลุ่ม และมีทางเล็กอีกมากมายที่แตกแขนงออกไปยังที่ต่างๆ ดังแขนงรากของต้นไม้ใหญ่
บนถนนสายเล็กที่ตัดเลาะไปตามแนวเขาสูงตระหง่าน ซึ่งเป็ส่วนหนึ่งของเส้นทางที่ใช้เข้าเมืองหลวงได้ รถม้าที่มีร่องรอยเสียหายคันหนึ่งกำลังตะบึงผ่านไปอย่างรวดเร็วจนฝุ่นตลบ โดยมีเด็กสาวในชุดสีเหลืองอ่อนเปรอะเปื้อนไปด้วยเืเป็คนขับ ด้านหน้าและด้านหลังมีชายฉกรรจ์ที่าเ็เช่นเดียวกันอีกสามคนขี่ม้าคอยคุ้มกันไม่ห่าง
"แม่นางอดทนอีกนิด พ้นทางนี้ก็จะถึงเมืองเสียนเป่ยแล้ว" หัวหน้าผู้คุ้มกันที่ขี่ม้าสีดำอยู่ฝั่งขวาะโไปทางรถม้า
ภายในนั้น หญิงสาวในชุดสีเขียวอีกนางกำลังเกาะขอบหน้าต่างรถแน่น มืออีกข้างกดาแที่มีธนูปักอยู่บนไหล่ซ้ายไว้ ใบหน้างดงามของนางซีดขาวจากความเ็ปและอาการเืเสียมาก หากแต่ั์ตาน้ำตาลอ่อนอย่างชนนอกด่านยังคงส่องประกายเจิดจ้า
"ข้าไม่เป็ไร พวกท่านระวังตัวให้ดีๆ เถิด พวกมันไม่ยอมรามือโดยง่ายแน่" นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงหวานที่ราบเรียบและหนักแน่น ทำให้คนรอบข้างรู้สึกมั่นคงขึ้น "อาลั่วเ้าเป็อะไรมากหรือไม่"
"ข้ายังไหวเ้าค่ะ" สตรีผู้บังคับรถม้าตอบกลับ เสียงของนางแหบแห้งไปหมดแล้ว แต่ฝีมือการรถม้ากลับไม่ตกลงเลยสักนิด ราวกับาแบนตัวไม่มีอยู่จริงเช่นนั้น "คุณหนูเถิด ท่านเจ็บมากหรือไม่ ในลิ้นชักเล็กด้านข้างมีขวดยาอยู่ ท่านรีบใส่ยาเถิดเ้าค่ะ"
"อืม" หญิงสาวชุดเขียวตอบกลับเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้น ในสภาพแบบนี้อย่าว่าแต่การทำแผลเลย แค่นั่งให้มั่นคงยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ ดวงตาสีอ่อนเหม่อลอยไปนอกม่านเปื้อนเืขาดกะรุ่งกะริ่งผืนนั้นแล้วพลันยิ้มหยันออกมา "ลำบากอยู่ตั้งนาน ไม่คิดเลยว่าจะ...ว้าย!!"
จู่ๆ รถม้าห่อตะบึงก็โคลงกะทันหัน เหวี่ยงร่างแบบบางที่บอบช้ำไปกระแทกกับผนังอย่างแรง ความเ็ปแล่นไปทั่วร่าง หญิงสาวกัดฟันข่มความเ็ปทั้งหมดไว้ขณะตะเกียกตะกายกลับขึ้นมานั่ง แต่จังหวะกำลังจะอ้าปากถามสถานการณ์กับคนด้านนอก เสียงกรีดร้องของอาลั่วกลับดังขึ้นเสียก่อน
"อ๊า!"
หญิงสาวช้อนตาขึ้นมองก็เห็นร่างในชุดสีเหลืองถูกบางอย่างทำให้ตกจากคานรถ ก่อนที่รถม้าทั้งคันจะกระดอนขึ้นพร้อมเสียงกระแทกดังตึงใหญ่ หัวใจของหญิงสาวถึงกับเย็นวาบ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า สาวใช้ของนางโดนสังหารเสียแล้ว
"คุ้มกันรถม้า อย่าให้พวกมันเข้ามาใกล้!"
เพียงสิ้นเสียงคำสั่งของหัวหน้าผู้คุ้มกัน ก็มีเสียงฝีเท้าม้าพุ่งออกมาจากป่าด้านขวามือ ตามมาด้วยเสียงการปะทะกันดังกระหึ่มมาจากภายนอก หญิงสาวโผล่หน้าออกไปดูเล็กน้อยก็เห็นกลุ่มคนชุดดำที่กำลังฟาดฟันกับผู้คุ้มกันทั้งสามคนอย่างดุเดือดจนจนมองไม่เห็นดาบเลยทีเดียว
แต่หญิงสาวไม่ได้มีเวลาสนใจมากนัก เนื่องจากหนึ่งในคนร้ายกำลังควบม้ามาเทียบด้านข้างของรถม้าและเตรียมที่จะะโขึ้นมา นางรีบหยิบกระบี่ที่ตกอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาคอยท่าแล้วเสือกแทงอีกฝ่ายทันทีที่เหยียบคานรถ
"อ๊าก! เ้า...!"
หญิงสาวไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบก็ถีบชายคนนั้นตกรถไป การกระทำนั้นทำให้ปลายธนูคาอยู่บนไหล่ครูดเข้ากับผนังรถ ส่งผลให้ความเ็ปแล่นปลาบไปทั่วร่าง หญิงสาวพยายามดึงมันออก แต่ก็เจ็บเกินกว่าจะทำเองไหว นางจึงตัดสินใจใช้กระบี่ตัดปลายธนูออกเพื่อให้ตนเองเคลื่อนไหวสะดวกยิ่งขึ้น
"ในรถ! ผู้หญิงอยู่ในรถ! ยิงธนู!"
มีเสียงคนะโสั่ง หญิงสาวเพิ่งจัดการกับลูกธนูเสร็จรีบถอยไปหลบตรงมุมด้านในของรถม้า พริบตาต่อมาก็มีเสียงธนูปักผนังทางฝั่งขวา บางส่วนทะลุมาทางหน้าต่าง เฉียดตัวของนางไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากว่าช้ากว่านี้แค่ครึ่งก้าว นางคงกลายเป็หมอนปักเข็มไปแล้วเป็แน่แท้
สถานการณ์อันย่ำแย่ทำให้หญิงสาวนึกอยากสบถยิ่งนัก แต่กลับไม่มีได้โอกาสทำ เพราะอึดใจต่อมาก็มีชายชุดดำอีกคนปีนขึ้นรถม้าจนได้ มันแทงดาบเข้ามาทันทีอย่างไม่ลังเล หนหญิงสาวหลบไม่พ้นจึงโดนอาวุธบาดแขนเป็รอยใหญ่
"โอ๊ย!"
เพิ่งจะร้องไห้คำเดียว หญิงสาวพลันเปลี่ยนเป็กรีดร้องสุดเสียง เมื่อคนร้ายมุดเข้ามากระชากผมแล้วลากตัวนางออกไปนอกรถ นางพยายามใช้กระบี่ต่อสู้ตอบโต้กลับไปบ้าง อีกฝ่ายกลับกระทืบมือข้างนั้นอย่างไร้ความปรานี
"หากยังอยากมีชีวิตอยู่ก็อย่าขัดขืน!" มันเอามีดจ่อคอนางพร้อมส่งสัญญาณออกไป ชายชุดดำอีกคนก็ะโขึ้นมาบนรถ บังคับบังเหียนให้ม้าเปลี่ยนทิศทางกลับไปทางเดิม
หญิงสาวอาศัยจังหวะที่รถม้าหมุนเปลี่ยนทางกวาดตามองไปรอบๆ นับคนร้ายในรัศมีการมองเห็นได้ราวยี่สิบคน ห้าคนในนั้นอยู่แถวรถม้า ส่วนผู้คุ้มกันของนางนั้น มีสองคนนอนอาบเืกับพื้น ขณะผู้เป็หัวหน้ายืนถือกระบี่ในวงล้อมศัตรู เขาพยายามจะฝ่ามาช่วยเหลือนาง แต่ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามสกัดกั้นไว้ นางได้แต่ส่ายหน้าส่งสัญญาณบอกให้เขายอมแพ้ แม้จะไม่รู้ว่าจะช่วยให้เขารอดชีวิตได้หรือไม่ก็ตาม
"ของอยู่ไหน!" น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมเอ่ยถามเหนือศีรษะขณะรถเริ่มออกวิ่งด้วยความเร็วสูงอีกครั้ง
"ข้าไม่รู้ว่าเ้าพูดเื่อันใด" หญิงสาวตอบแล้วก็สูดลมหายใจลึกเมื่อดมดาบกดลึกเข้ามาทันที
"โกหก อย่าคิดว่าข้ามิรู้เล่ห์เหลี่ยมของเ้า หาก 'ของ' มิได้อยู่กับเ้า มันจะอยู่กับ์หรือ!" ชายคนนั้นปล่อยมือที่จิกผมนางออกแล้วเริ่มลูบค้นตามร่างแบบบางอย่างหยาบคาย
"ข้าบอกว่าไม่รู้เื่ก็คือไม่รู้เื่!" หญิงสาวดิ้นรนสุดแรงเกิด ไม่ยินยอมให้มันมาแตะต้องตัวโดยง่าย ครั้นััได้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะล้วงเข้าไปในอกเสื้อ นางก็ยื่นคอไปที่ดาบหมายจะปาดคอตนเองให้ตายเสีย
"นังนี่!" คนร้ายเห็นการเคลื่อนไหวของนางก็รีบดึงดาบออก ก่อนจะตบหน้านางอย่างแรงจนเซถลา ศีรษะกระแทกกับขอบประตูรถม้าเืไหลอาบทันใด แต่เหมือนมันจะยังไม่พอใจจึงเตะเข้าที่ท้องของนางอีกที คราวนี้ร่างของหญิงสาวกระเด็นกลับเข้าไปในรถม้า
"บอกมาดีๆ 'ของ' อยู่ไหน!"
หญิงสาวนอนกระอักกระไอบนพื้นรถด้วยความทรมาน แต่ถึงจะเ็ปจนแทบไม่เหลือแรงขยับแล้ว นางยังยืนหยัดเช่นเดิม "ข้า...ไม่...รู้เื่!"
"ได้! ในเมื่อคุยกันดีๆ ไม่รู้เื่ เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าโหดร้ายเลย!"
"ช้าก่อน...!"
ชายชุดดำที่รับหน้าที่ขับรถม้ารีบร้องห้ามหลังหันมาเห็นว่า เพื่อนร่วมงานกำลังเงื้อดาบจะสังหารเป้าหมาย แต่แล้วทั้งคู่กลับต้องชะงักไปพร้อนกัน เมื่อจู่ๆ ก็มีลูกดอกพุ่งมาจากไหนมิรู้แทงทะลุคอหอยของพวกเขา คนที่ยืนอยู่ถึงกับเสียหลักตกจากคานม้าไปในทันที
สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความตื่นตระหนกให้กับพวกคนร้ายไม่น้อยทีเดียว ทว่านั้นกลับเป็เพียงการเริ่มต้นเท่านั้น เพราะอึดใจต่อมาก็มีกลุ่มลูกดอกห่าใหญ่ถูกระดมยิงออกมาจากป่ารกข้างทาง พวกชายชุดดำต่างสะบัดอาวุธป้องกันตัวเองกันจ้าละหวั่น สิ้นระยะการโจมตีนั้นกลุ่มคนสวมชุดดำอีกกลุ่มก็ทะยานร่างออกมาโจมตีพวกเขา
"มารดามันเถอะ พวกเ้าเป็ใครกัน!"
ใครสักคนะโถาม ทว่าไม่มีเสียงตอบกลับมา มีเพียงเสียงอาวุธฟาดฟันกับเสียงร้องแห่งความเ็ปของทั้งคนทั้งม้า คนร้ายกลุ่มแรกมีกำลังคนเกือบสามสิบคน แต่เมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ฝีมือดีกว่าก็ยากต้านทานไหว คนที่น่าจะเป็หัวหน้าได้แต่มองสมุนคนแล้วคนเล่าของตนโดนฝ่ายตรงข้ามลากลงจากม้าไปสังหารอย่างเืเย็น
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์กำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ หัวหน้าคนร้ายย่อมไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากควบอาชาไปยังรถม้าที่ยังวิ่งอยู่ได้แม้คนขับจะถูกลูกดอกปักคออยู่ก็ตาม แต่มันรู้ดีว่าฝ่ายตรงข้ามจะหมดลมหายใจในอีกไม่ช้านี้
"ถอยไป!" หัวหน้ากลุ่มกระโจนจากม้าไปผลักชายคนนั้นตกไปอีกฟากฝั่งของรถ ก่อนจะกุมบังเหียนบังคับพาหนะเอง โดยมีสมุนอีกสองคนปลีกตัวมาช่วยคุมกัน ยามนี้เขาไม่สนใจแล้วว่าคนที่เหลือจะอยู่หรือตาย เหลือรอดกลับไปได้เท่าไหร่ เขาคิดเพียงว่าจะต้องเอาสตรีในรถกลับไปให้ได้เท่านั้น
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนร้ายล้วนตกอยู่ในสายตาของผู้นำฝ่ายตรงข้าม ชายคนนั้นปกปิดใบหน้าด้วยหน้าส่วนบนด้วยหน้ากากเงินลวดลายปิศาจสีเงิน คลุมทับอีกชั้นด้วยผ้าสีดำสนิท ปกปิดมิดชิดยากมองจะมองให้ชัดว่าเป็ใคร เขารีบนำคนส่วนหนึ่งะโขึ้นหลังม้าของพวกคนร้ายแล้วไล่ติดตามมาทันที
"หยุดรถเดี๋ยวนี้!"
ชายสวมหน้ากากะโเสียงดังลั่น ทว่าหัวหน้าคนร้ายไม่สนใจ มือสะบัดแส้เร่งม้าให้ควบหนีต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง คนร้ายที่คุมกันหันหัวม้ากลับมาเพื่อจะสกัดศัตรูไว้ ผู้ติดตามของชายสวมหน้ากากจึงควบม้าขึ้นรับมือแทน เปิดทางให้ชายคนนั้นไล่ตามรถม้าต่อไป
หัวหน้าคนร้ายคนกลุ่มแรกพยายามเร่งรถม้าหนีสุดความสามารถ แต่มีหรือที่ม้าลากรถจะสู้อาชาศึกอันปราดเปรียวได้ เพียงไม่นานชายสวมหน้ากากก็ไล่ตามทัน เขาสะบัดกระบี่สีดำคู่กายใส่หัวหน้าคนร้ายในฉับพลัน
"อึก! พวกเ้าเป็ใครกันแน่ เหตุใดจึงยุ่งกับการของพวกข้า!" หัวหน้าคนร้ายถามหลังใช้ดาบสกัดการโจมตีอย่างลำบาก
"ข้าสิ ควรถามคำถามพวกนั้น!"
กระบี่ดำในมือชายสวมหน้ากากยังคงตวัดว่องไว เพลงกระบี่ผกพลิ้วไปในอากาศราวกับพญาอินทรีผกผินบนฟ้ากว้าง รวดเร็วแต่หนักหน่วง โจมตีตรงช่องว่างของศัตรูจนเห็นเืทุกครั้ง ใช้เวลาไม่นานตัวหัวหน้าตนร้ายก็เต็มไปด้วยาแ โดยเฉพาะแขนซ้ายที่กุมบังเหียนรถม้าแน่น ิัฉีกขาดหลายรอยจนเห็นไปถึงกระดูก!
มาถึงตอนนี้ หัวหน้าคนร้ายรู้แล้วว่ามิอาจคุยกันได้ เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็ใคร ทว่าคาดเดาจากการกระทำก็คงอยากได้ตัวสตรีในรถม้าเหมือนกับตน เขาอาศัยจังหวะที่กำลังปะทะกันเหลือบมองหญิงงามที่นอนหมดสติอยู่ภายในรถ ภารกิจของเขาคือเค้นหาที่อยู่ของ 'บางสิ่ง' จากนางให้ได้ หากยังมิได้ก็ต้องเอาตัวนางไปทรมานสอบสวนก่อนกำจัดทิ้ง น่าเสียดายที่พวกเขาเสียเปรียบคนกลุ่มใหม่ทั้งขึ้นทั้งล่อง คงได้แต่ตัดใจใช้แผนสุดท้ายเท่านั้น
"ฮี้!!"
วินาทีที่ตัดสินใจได้ หัวหน้าคนร้ายก็ชักมีดสั้นที่เหน็บไว้ที่รองเท้าทรงสูงออกมาซัดใส่ก้นมาม้าลากรถทันที มันร้องด้วยความเ็ปแล้วจะวิ่งเร็วขึ้นอีกขั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเสียจนชายสวมหน้ากากขัดขวางไม่ทัน สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือ กระแทกท้องม้าไล่งวดตามไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะสังเกตเห็นว่าทางด้านหน้าห่างไปอีกร้อยจั้งนั้นเป็ทางโค้งเลียบหน้าผากที่ไม่มีอะไรขวางกั้นเลย
"บัดซบ!"
ชายสวมหน้ากากสบถลั่นพลางกระตุ้นม้าครั้งสุดท้าย เร่งความเร็วตามรถม้าทันในที่สุด แน่นอนว่าฝ่ายตรงข้ามย่อมต้องป้องกันสุดความสามารถ ทว่าครั้งนี้ไม่รู้คู่ต่อสู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ฟาดฟันกระบี่เหล็กกล้าเพียงครั้งเดียวก็ทำให้อาวุธหัวหน้าคนร้ายหักสะบั้น พอตวัดกลับมาอีกครั้ง ศีรษะของมันก็ขาดกระเด็น บุรุษที่ซ่อนใบหน้าใต้หน้ากากพลันทะยานร่างขึ้นไปบนรถม้าด้วยวิชาตัวเบา เขาพยายามดึงบังเหียนเหนี่ยวรั้งม้าเทียมรถไว้ แต่มันกลับคลุ้มคลั่งเกินกว่าจะฟังคำสั่งเขา ภาพหน้าผาสูงชันร่นระยะใกล้เข้ามาทุกที
"บัดซบ มารดามันเถิด เ้าลูกเต่าเอ๊ย ไอ้ลูกขี้ครอก สารเลว!"
บุรุษสวมหน้ากากสบถเสียงดั่งลั่นไปทั้งรถม้าด้วยความโมโห ทั้งที่อุตส่าห์ขึ้นมาได้แล้วแท้ๆ แต่ไอ้สารเลวนั่นกลับเล่นลูกไม้กับม้าเสียดาย ชายหนุ่มตัดใจโยนบังเหียนในมือทิ้ง แล้วพุ่งไปยังท้ายรถม้าซึ่งเป็ผนังไม้ปิดแน่น ใช้ฝ่ามือฟาดด้วยกำลังภายในเพียงครั้งเดียว มันก็พังทลายกลายเป็เศษซากปลิวไปในอากาศ เขาเก็บกระบี่พลางประเมินความเร็วในตอนนี้เล็กน้อยก่อนหันกลับไปอุ้มร่างหญิงสาวขึ้นมา
"บอกเลยนะ ข้าทำขนาดนี้แล้ว เ้าห้ามตายเด็ดขาด!" เขาคำรามใส่นางแล้วพุ่งตัวออกไปทันใด วงแขนแกร่งกระชับรอบร่างนางแน่นตอนแผ่นหลังของตนกระแทกกับพื้น จากนั้นโอบแขนข้างหนึ่งรอบศีรษะนางขณะกลิ้งตัวไปด้วยกันลนพื้นถนน ก่อนพวกเขาทั้งสองคนจะหยุดก่อนถึงขอบผาเพียงสิบก้าวเท่านั้น ส่วนรถม้าทั้งคันตกหายไปในหุบเหวนั้นในพริบตา
"นี่!" ชายสวมหน้ากากไม่สนใจอาการาเ็ที่อาจได้รับ กัดฟันลุกขึ้นมาดูอาการของคนในอ้อมแขนก่อน ดวงตาของนางยังคงปิดสนิท ใบหน้าเลอะคราบเืและดินขาวซีดราวกับกระดาษ แต่อะไรก็ไม่น่ากลัวเท่ากับลมหายใจที่แ่เบาของนาง
"เ้า! นางหญิงบ้าลืมตาสิ นี่! ข้าบอกว่าให้ลืมตา!" ชายหนุ่มตบหน้าปลุกนางเบาๆ โดยไม่รู้สักนิดว่าอาการร้อนรนของตนทำให้พวกลูกน้องที่ตามมาหลังจัดการกับศัตรูเสร็จแล้วใแค่ไหน
"ข้าบอกให้เ้าลืมตาไงเล่า ได้ยินข้าหรือไม่!" เขาเขย่าร่างนางเบาๆ อีกครั้ง มืออีกข้างฉีกกระชากแขนเสื้อออกมาใช้กดห้ามแผลบนคอของนางไปด้วย "บัดซบที่สุด ข้าตามเ้ามาถึงที่นี่ไม่ใช่เพื่อเห็นเ้าตายนะ ตื่นสิ ซู่อิ๋ง ข้าบอกให้เ้าตื่น ฉู่ซู่อิ๋ง!"
ไม่รู้เป็เพราะได้ยินชื่อของตัวเอง หรือเสียงะโอันดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่าตรงข้างหู หญิงสาว...ฉู่ซู่อิ๋งปรือเปลือกตาขึ้นมาเล็กน้อย ริมฝีปากเผยออ้าคล้ายอยากจะพูดบางอย่าง
แต่...ก็เพียงเท่านี้ นางมิได้มองไปที่เขา หรือกล่าวสิ่งใดออกมา และไม่ว่าบุรุษที่ช่วยนางไว้จะพูดหรือกระทำสิ่งใดกับนาง หญิงสาวก็หาได้เคลื่อนไหวอีกต่อไป...
...นิ่งเฉยประหนึ่งตุ๊กตาผ้าไร้ชีวิตตัวหนึ่ง
_______________
สนทนาท้ายตอน
พั่งพั่ง - เละ….