เกิดใหม่กับระบบ คนขับราคะ

    ตอนที่ 73

    ผมชะงักไปเล็กน้อยกับท่าทีของมะขิงที่ดูทั้งแปลกใจ ทั้งอยากรู้อยากเห็น รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้าเธอทำให้ผมรู้ทันทีว่าความลับนี้คงไม่รอดแน่

    “ก็...ถูกหวยไง” ผมตอบพลางหลบสายตาเล็กน้อย “พี่ก็เลยซื้อ...แปลกตรงไหนกัน มะขิงนี่...ทำเป็นตกใจเกินไปแล้ว”


    เธอเท้าแขนกับโต๊ะ แล้วเอนตัวมาทางผม “ก็ของมันแพง...จะไม่ตกใจได้ยังไงล่ะคะ อีกอย่าง พี่ยังใช้ไอโฟน 7 อยู่เลยไม่ใช่เหรอล่าสุดที่หนูเห็น” เธอยิ้มพร้อมหัวเราะในลำคอเบา ๆ “ถ้าอย่างนั้น พี่คงถูกหวยเยอะแน่ ๆ ใช่ไหมคะ” เธอหยุดพูดแล้วกระซิบเบา ๆ “พี่...ถูกรางวัลที่หนึ่งเหรอคะ”


    เมื่อมะขิงพูดออกมาแบบนั้น ก็เข้าทางผมพอดี “ใช่แล้วล่ะ...แต่ห้ามบอกใครเชียวนะ” ผมโน้มตัวกระซิบตอบเสียงเบา


    ทันใดนั้น ใบหน้าของมะขิงก็พลันสว่างขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้าง “โห่...จริงเหรอพี่!” ดวงตาของเธอเบิกโตขึ้น ทั้งตกใจทั้งขำในเวลาเดียวกัน


    “มะขิง...เบา ๆ หน่อยสิ” ผมบอกเธอที่กำลังดีใจจนเผลอเสียงดัง


    ทันใดนั้นมะขิงก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะสูดลมหายใจแล้วทำทีเป็นปกติ เธอก้มหน้าเล็กน้อย พลางโน้มตัวเข้ามาใกล้ กระซิบเสียงแผ่วว่า “ถ้าอย่างนั้น...”


    รอยยิ้มหวานผุดขึ้นบนใบหน้า ดวงตากลมโตคู่นั้นกระพริบปริบ ๆ อย่างออดอ้อน


    “พี่ขา...”


    ผมเห็นท่าทางของมะขิงแล้วถึงกับหลุดหัวเราะออกมา ทั้งขำทั้งเขิน


    “อะไรกัน...ทำไมทำแบบนั้นล่ะ มะขิง” 


    “ซื้อหนังสือนิยายให้หน่อยได้ไหมคะ” มะขิงเอ่ยเสียงอ้อน น้ำเสียงนุ่มจนผมเผลอยิ้มตาม


    “อ๋อ...ได้สิ แค่นี้เอง” ผมตอบพลางมองท่าทีของเธอที่แสดงความดีใจออกมาอย่างชัดเจน


    “มะขิงชอบอ่านนิยายเหรอ? วันนั้นพี่เข้าไปในห้อง เห็นหนังสือเต็มชั้นวางเลย” ผมพูดพลางนึกถึงภาพนั้น


    “ใช่ค่ะ ชอบมาก ๆ เลยมันสนุกดี” เธอตอบพร้อมรอยยิ้มสดใส ดวงตาเปล่งประกายอย่างคนที่พูดถึงสิ่งรักจริง ๆ


    “แล้ววันนี้จะไปซื้อนิยายเรื่องไหนล่ะ คิดไว้หรือยัง?” ผมถามพลางยิ้มขณะยกแก้วน้ำขึ้นจิบ ท้องก็หิวแต่ก็รอคุยกับมะขิงให้เสร็จก่อนจะดีกว่า

    “คิดไว้แล้วค่ะ...ว่าจะไปซื้อนิยาย...” มะขิงพูดพลางลากเสียงยาว “อืม...จะบอกดีไหมนะ~” เธอทำท่าทีเหมือนจะอุบไว้ เล่นตัวนิด ๆ 


    “พี่ไม่อยากรู้แล้ว... กินซูชิกันเถอะ!” ผมพูดแกล้งตัดบททันที


    “เอ้า พี่นี่!” มะขิงทำหน้ามุ่ยใส่พลางกอดอก แก้มพองเล็กน้อยอย่างน่ารัก “อยากรู้หน่อยสิคะ...” 


    “ก็ได้ ๆ... พี่อยากรู้จังเลย บอกพี่หน่อยสิ” ผมพูดลากเสียงพลางทำหน้ากวน ๆ ใส่เธอ


    มะขิงหัวเราะออกมาอย่างขำก่อนจะตอบ “นิยาย เกิดใหม่กับระบบคนขับราคะ ค่ะสนุกมากเลยนะ มีฉากเด็ด ๆ ด้วย...”


    เธอยิ้มตาพริ้ม ราวกับจงใจแหย่ให้ผมหน้าแดงเล่น


    ผมชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะไอแก้เขิน “เอ่อ...แน่ใจนะว่าซื้อมาอ่านเนื้อเรื่อง?” 


    มะขิงหัวเราะออกมาทันที แก้มขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่


    “ก็...อ่านรวม ๆ นั่นแหละค่ะ” เธอตอบพลางเม้มปาก มองขึ้นเพดานหลบสายตาอย่างมีพิรุธ


    ผมหัวเราะเบา ๆ มองท่าทางเขิน ๆ นั่นด้วยความเอ็นดู ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น


    “เล่าให้พี่ฟังหน่อยสิ นิดหน่อยก็ยังดี”


    มะขิงเหล่มามอง แววตาแฝงแววขี้เล่นขึ้นมาทันที “พี่อยากฟังจริงเหรอคะ ไม่เอา...ให้พี่ไปอ่านเองดีกว่า แล้วจะติดใจแน่ค่ะ” มะขิงพูดพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบซูชิหน้าทูน่าขึ้นมาอย่างตั้งใจ


    ทันทีที่คำแรกเข้าปาก เธอก็หลับตาพริ้ม พึมพำออกมาขณะเคี้ยวเบา ๆ


    “อื้อ...อาโหร่ย...”


    ผมมองท่าทางนั้นแล้วเผลอยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ “งั้นพี่จะลองไปอ่านดูบ้างนะ”


    พูดจบ ผมก็ยกตะเกียบคีบซูชิหน้าแซลมอนย่างขึ้นมาใส่ปากตามบ้าง “อร่อยเหมือนกันนะเนี้ย”


    จากนั้น ผมกับมะขิงก็นั่งทานอาหารไป พูดคุยกันอย่างออกรส เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นเป็นระยะ ๆ ท่ามกลางบรรยากาศสบาย ๆ ภายในร้าน

    บางครั้งเธอก็เล่าเรื่องชีวิตประจำวันอย่างอารมณ์ดี บางครั้งผมก็แกล้งแหย่ให้เธอทำหน้ามุ่ยเล่น ๆ จนเธอต้องหัวเราะออกมาอีกครั้ง


    เวลาผ่านไปจนล่วงเลย ผมกับมะขิงเดินออกจากร้าน ตอนนี้ก็เวลา 11.50 น. อีกเพียงสิบห้านาทีก็จะเที่ยง


    “เที่ยงครึ่งพี่ก็ต้องกลับไปทำงานแล้ว รีบไปกันเถอะ” ผมพูดเสียงเรียบ หน้านิ่งเฉย


    ในขณะเดียวกันมะขิงที่เดินตามหลังมา หน้าแดงระเรื่อ ท่าทางเงียบ ๆ แต่แฝงความตื่นเต้นจนเห็นได้ชัด 


    “พี่ว่า...” ผมหันไปมองมะขิง หน้าแดงระเรื่อของเธอทำให้ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้


    “ถ้าเราไปซื้อหนังสือ คงไม่ทันแน่ทำไงดีล่ะ อีกอย่างพี่ก็ไม่อยากให้มะขิงใส่ชุดนักศึกษาด้วย” ผมโน้มตัวเข้าไปใกล้ แล้วเอ่ยเบา ๆ ข้างใบหูของเธอ


    “พี่ไม่อยากให้ใส่ชุดนักศึกษา แล้วเดินเข้าโรงแรมน่ะ มันคงจะดูไม่เหมาะเท่าไหร่...”


    มะขิงเงียบไปครู่หนึ่ง แก้มแดงยิ่งกว่าเดิม ดวงตากลมโตเบิกกว้างเล็กน้อย ราวกับไม่ทันตั้งตัวกับคำพูดของผม


    “เรื่องหนังสือน่ะ เอาไว้ซื้อตอนไหนก็ได้ เรารีบทำเรื่องที่สำคัญก่อนเถอะค่ะ” มะขิงกระซิบกลับด้วยรอยยิ้มกว้าง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดีใจ

    จากนั้นมะขิงก็เสริมต่อ “เดี๋ยวขึ้นไปอีกชั้น ไปซื้อเสื้อผ้าแล้วเปลี่ยนที่ร้านเลยก็ได้นะคะ”


    พูดจบ เธอก็รีบดึงแขนผมทันที ราวกับไม่อยากให้เสียเวลาไปแม้เพียงเสี้ยววินาที


    “เอาสิ” ผมตอบพร้อมรอยยิ้ม พลางมองมะขิงที่ทั้งตื่นเต้นและตั้งใจ ดวงตาเป็นประกายขณะดึงแขนผมไปด้วยความรวดเร็ว


    ไม่กี่นาทีต่อมา เราก็มาถึงหน้าร้านยูนิโคล ผมหันไปบอกมะขิง “เข้าไปซื้อเลย ส่วนพี่จะหาโรงแรมแถวนี้สักหน่อย” แล้วก็ยื่นบัตรเครดิตให้ไป แล้วเสริมว่า “อยากซื้ออะไรก็ซื้อเลยนะ ตามสบาย”


    มะขิงพยักหน้า ก่อนจะเดินตรงเข้าไปในร้านด้วยท่าทางตั้งใจและตื่นเต้น


    ผมเดินไปที่ระเบียงใกล้ ๆ เพื่อความเป็นส่วนตัว แล้วเอ่ยกับระบบเบา ๆ “ระบบ ช่วยฉันหาโรงแรมใกล้ ๆ ที่นี่หน่อยสิ”


    ทันใดนั้นเอง จอโปร่งใสก็ปรากฏตรงหน้าผม ก่อนที่ข้อความจะปรากฏขึ้น


    [โรงแรมใกล้ไอค่อนสยาม มีให้เลือกหลากหลาย แต่ที่ใกล้ที่สุดคือโรงแรม พรีทาวเวอร์ โฮเตล ระดับห้าดาว สามารถเดินไปได้เลย ใช้เวลาเพียง 8 นาทีจากตรงนี้]


    ผมอ่านข้อมูลแล้วพยักหน้าเบา ๆ ความสะดวกสบายแบบนี้ทำให้ผมยิ้มในใจ เดินไปแค่ 8 นาที ก็ถึงแล้ว


    แต่ทว่าโรงแรมแห่งนี้ ทำไมดูคุ้นตาผมมาก ผมจ้องมองรูปภาพ บนหน้าจอ ก่อนจะเลื่อนดูภาพอื่น ๆ แล้วก็เข้าใจทันที ที่แท้ก็คือโรงแรมที่ผมไปส่ง คุณธนกฤต นี่เอง ตอนนั้นผม ไม่ได้สนใจบริเวณรอบ ๆ มากนัก


    "มันเป็นโรงแรมใหญ่ คงไม่ได้เห็นกันง่าย ๆ หรอกมั้ง" ผมบ่นเบา ๆ


    ไม่นานมะขิงก็เดินออกมาจากร้าน ตอนนี้เธอไม่ได้สวมชุดนักศึกษาอีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาเป็นชุดที่ดูปิดมิดชิดและสบายตา


    เธอสวมหมวกแก๊ป ปิดผมบางส่วน เสื้อยืดสีชมพูอ่อนทับด้วยฮู้ดกันยูวี ท่อนล่างเป็นกางเกงยีนส์ทรงหลวม ๆ ทำให้ภาพรวมดูทั้งเรียบง่ายและสะดวกสบาย


    ผมมองเธอแล้วอดยิ้มไม่ได้ แม้จะแปลงโฉมปกปิดตัวตน แต่ความน่ารักและความสดใสยังคงเด่นชัดอยู่เหมือนเดิม


    ในมือมะขิงถือถุงกระดาษของร้านออกมาด้วย ดูจากขนาดแล้ว เธอคงช็อปมาจนเต็มพิกัดแน่ ๆ


    แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ผมก็คิดในใจเบา ๆ ว่า เงินตัวเองคงไม่ลดไปมากเท่าไหร่ อย่างน้อยก็สบายใจที่เห็นมะขิงมีความสุขกับสิ่งที่เธออยากได้


    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่กับระบบ คนขับราคะ ที่คุณอ่าน