“เจ้าสัตว์ประหลาด!!” เสียงประชดประชันของลี่อินดังขึ้นจากในดวงจิตถึงแม้นางที่ถูกกล่าวว่าเป็นอัจฉริยะในที่ที่จากมา ยังรู้สึกต้อยต่ำอยู่ภายในเมื่อต้องมาเทียบกับบุรุษผู้นี้ เพราะหากมีระดับเทียบเท่าเขา ตัวนางคงไม่สามารถรับพลังโจมตีเมื่อครู่ได้!
ในขณะที่ศัตรูเบื้องหน้าแสดงสีหน้าประหลาดใจอยู่นั้นจูเยว่จึงปล่อยหมัดโจมตีออกไปทันที!
เมื่อเสี่ยวเอ้อเห็นการโจมตี ที่กำลังพุ่งมาในระยะประชิดกลับตอบสนองกลับอย่างรวดเร็ว ยกแขนซ้ายขึ้นมาป้องกัน เพราะไม่สามารถชักกระบี่คืนกลับมาเพื่อรับการโจมตีดังกล่าวได้ทัน
พลั่กก!!!!
“อ๊ากกกกกก... ขะแขนข้า!!”
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานดังขึ้นมาแขนซ้ายที่ยกขึ้นมาปัดป้องเมื่อครู่ กลับกลายเป็นสีดำเพราะถูกเผาจนไหม้เกรียมแม้แต่กระดูกภายในยังถูกบดขยี้จนละเอียด
ใบหน้าของเสี่ยวเอ้อบิดเบี้ยวคล้ายคนใกล้ตายมันพยายามข่มความเจ็บปวดลงไปอย่างสุดกำลัง แล้วจึงสูดลมหายใจยาวเข้าไปพร้อมกล่าวบางสิ่ง
“เจ้า! มีนามว่าอะไร?!” สามารถสัมผัสได้ถึงความเจ็บแค้นภายในน้ำเสียงที่กล่าว
ไม่ทันที่จูเยว่จะได้กล่าวสิ่งใดออกไปกลับเป็นข้ารับใช้ที่ตะโกนดังขึ้นมา
“เจ้าคงตายตาไม่หลับสินะ!หากไม่รู้ว่าใครเป็นผู้สังหาร เช่นนั้นจงฟังให้ดี นายน้อยของข้า! แซ่เฟยมีนามว่าจูเยว่!! แห่งเมืองแสงอรุณ เมื่อทราบแล้ว... เจ้าก็ควรรีบตายๆไปซะ!”เฟยซิ่วตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามเพราะเมื่อครู่ศัตรูเบื้องหน้าได้กล่าววาจาดูถูกตัวมันเมื่อได้โอกาสมีหรือที่จะไม่เอาคืนอีกทั้งมันยังรู้สึกภูมิใจในตัวนายน้อยอย่างถึงที่สุดจนอยากป่าวประกาศให้ผู้คนได้รับรู้ ว่าชายหนุ่มผู้นี้ คือนายน้อยของมัน!!
หลี่ฟางซิ่นที่ยืนอยู่ข้างเฟยซิ่วถึงกับพูดไม่ออกเพราะข้ารับใช้ผู้นี้ ได้กล่าวออกมาด้วยความภาคภูมิใจเสมือนเป็นผู้ลงมือจัดการศัตรูเบื้องหน้าด้วยตนเอง
“จูเยว่... ดี! ข้าไป๋ฉี!ต้องมาทวงหนี้แค้นครั้งนี้แน่! หวังว่า... ครั้งหน้าเจ้าจะสามารถเอาชีวิตรอดไปจากข้าได้!!” พร้อมลมปราณที่หมุนเวียนขึ้นมาอย่างรวดเร็วร่างของมันจึงค่อยเลือนหายไป
จูเยว่ที่คิดหมุนเวียนพลังลมปราณ เพื่อติดตามมันไปเพื่อสังหารกลับต้องประหลาดใจขึ้นมา เพราะความเร็วเมื่อสักครู่ของไป๋ฉีกลับเร็วกว่าความเร็วสูงสุดของตน อีกทั้งยังไม่สามารถสัมผัสได้ถึงตัวมัน ในระยะเวทย์ค้นหาอีกด้วยตัวเขาคาดว่าศัตรูผู้นี้อาจใช้ทักษะลับบางอย่าง
ครู่ต่อมาร่างที่แขนไหม้เกรียมกลับปรากฏกายขึ้นมาห่างออกไปจากบริเวณต่อสู้เมื่อครู่นับสิบลี้
“อั๊ก..แค่กๆๆ...” เลือดกองโตได้ถูกกระอักออกมา ซึ่งเป็นผลจากการที่ตัวมันได้ฝืนใช้ทักษะลับอย่างที่จูเยว่คาดคิด ทำให้มีความเร็วเทียบเท่ากับระดับหลอมกายาแต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น และยังทำให้บาดเจ็บภายในต้องใช้เวลาฟื้นตัวอย่างน้อยสามวันเต็มๆเพื่อฟื้นฟู แต่ทักษะนี้ได้ทำให้มันรอดชีวิตจากอันตรายมาได้นับครั้งไม่ถ้วน
มันเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับอารมณ์โกรธแค้นคล้ายมีเปลวเพลิงเผาไหม้อยู่ในอกมันพยายามสงบสติอารมณ์ลง พร้อมปาดเลือดที่มุมปากจากนั้นจึงเริ่มก้าวเดินไปข้างหน้า โดยไม่หันหลังกลับไปมอง
ถึงแม้จูเยว่จะรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง ที่ไม่สามารถสังหารศัตรูลงได้แต่หาได้เก็บเอามาใส่ใจ เพราะหากศัตรูผู้นั้นยังกล้าที่จะกลับมาทั้งที่รอดชีวิตไปได้ เขาก็พร้อมที่จะทำให้มันไม่สามารถกลับไปได้ทั้งที่ยังมีลมหายใจ!
เสียงของหลี่ฟางซิ่นดังขึ้นมาพร้อมกับกล่าวถามในเรื่องที่ติดอยู่ในใจ
“ศัตรูเมื่อครู่..มะมีระดับพลังถึงขั้นใดกัน?”
เฟยซิ่วได้หันไปจ้องมองยังจูเยว่ด้วยความสงสัยเช่นกันเพราะตัวมันก็ไม่สามารถสัมผัสถึงระดับพลังของศัตรูได้
“รู้สึกว่า... มันจะอยู่ในระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 7”
ดวงตาที่โตอยู่แล้วของนางกลับแทบจะถลนออกมา ถึงแม้นางจะคาดเดาไว้แล้วแต่ก็ยังยากที่จะรับได้ เพราะในตอนแรกที่คิดนายน้อยผู้นี้น่าจะอยู่ในระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 4-5 เท่านั้น จากพลังที่ใช้สังหารสัตว์อสูรภายในป่าลมหวน แต่ใครจะไปคิดว่าตัวนางจะยังคงดูแคลนเขาเกินไป
“อึก” เสียงกลืนน้ำลายของนางดังขึ้นมาก่อนที่จะกล่าวถามออกไปอีกครั้ง
“ละแล้วระดับพลัง... ที่ข้าสัมผัสได้เพียงชีพจรขั้นที่ 1 ... คือระดับพลังที่แท้จริงของเจ้าเช่นนั้นรึ?”ตัวนางยังคงคาดเดาว่า เขาคงใช้วิธีการบางอย่างเพื่อที่จะปกปิดพลังของตน ไม่เช่นนั้นผู้คนที่ทั่วทั้งเมืองต่างทราบดีว่าไร้วรยุทธกลับมีพลังที่สูงถึงระดับนี้ได้อย่างไร!
แต่คำตอบที่ออกมาก็ไม่ได้เป็นดั่งที่นางหวังเอาไว้
“เพียงเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 1 อย่างที่เจ้าสัมผัสได้”
“จะเจ้า...” ด้วยท่าทีและน้ำเสียงที่ตอบกลับมาไม่แลดูว่าเป็นการโกหกแม้แต่น้อย หรือว่าบุรุษผู้นี้ คือเทพเซียนกลับชาติมาเกิด?!ซึ่งหากคนทั่วทั้งเมืองบอกว่านางเป็นอัจฉริยะแต่เมื่อเทียบกับนายน้อยผู้นี้ นางจะไม่กลายเป็นเพียงตัวตลก?! เอาชนะคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่าตนเองถึง 6ระดับ!หากตัวนางไปบอกผู้อื่น ใครเล่าจะเชื่อที่นางพูด!
“แม่นางหลี่... อย่างที่ข้าเคยกล่าวเอาไว้ถึงแม้นายน้อยของข้า จะยังไม่ถึงระดับที่เหนือกว่าเชื่อมโยงชีพจรแต่ท่านควรฟังคำของนายน้อยข้า จะดีที่สุด! เพราะเพียงแค่ระดับนั้นสำหรับนายน้อยของข้า... มันก็เพียงแค่ทางผ่าน!”
ประโยคที่คุ้นหูจากปากของเฟยซิ่วดังขึ้นมา ถึงแม้จะเป็นความจริง เพราะด้วยพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาดเช่นนี้แต่เมื่อได้ออกมาจากปากของข้ารับใช้ผู้นั้น ที่ยิ้มกระหยิ่มออกมาขณะที่กล่าวทำให้ตัวนางรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อได้กล่าวพูดคุยกันเสร็จสิ้นจึงได้แยกกันหาพื้นที่พักผ่อนของตนเอง เพราะโรงเตี๊ยมถูกทำลายจากการต่อสู้เมื่อครู่ทำให้ทั้งสามคนต้องนอนท่ามกลางป่าเขาเช่นเดิม
หลังจากที่พักผ่อนกันเต็มที่จนเช้าวันต่อมาพวกเขาได้เริ่มออกเดินทางต่อทันที ระยะทางจากที่อยู่จนถึงเมืองแสงอรุณนั้นห่างออกไปประมาณ 9000 ลี้ แต่ด้วยความเร็วที่พวกเขาได้เดินทางทำให้จูเยว่คิดว่าต่อให้ไม่ต้องรีบเร่ง ก็ยังคงสามารถไปทันเวลาที่กำหนด...
...เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปถึง 20 วัน ที่ทั้งสามคนได้เดินทางร่วมกันมาซึ่งระหว่างทางไม่เจออุปสรรคใดๆแม้แต่น้อย และในวันพรุ่งนี้ ก็จะถึงเมืองแสงอรุณที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงพันลี้ พวกเขาจึงเริ่มพักผ่อนในช่วงเวลาใกล้ค่ำเช่นที่ผ่านมา