“อีแก่หนออีแก่...ผัวแก่ๆหนังเหี่ยวๆยังทำมาหวงก้าง”
เมื่อถูกหักหน้าความอดรนทนรองรับฝีปากของคุณนายใหญ่ก็แทบจะขาดผึง เดินกลับเข้าไปในครัวไม่รู้จะระบายอารมณ์กับใคร ก็หันไปคว้ามีดอีโต้ที่เสียบอยู่ข้างผนังแล้วสับเข้ากลางเขียงเต็มแรง ขณะที่ปากก็ด่าฝ่ายนั้นอย่างเจ็บแสบ
“แค่แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ก็ไม่ได้สึกหรอซะหน่อย ดีกว่าปล่อยให้น้ำยาบูดจนใช้งานไม่ได้นี่อะไรวะ...ผัวตัวเองก็ไม่อยากเอา กับอีแค่ฉันจะเอาอกเอาใจก็ดันยักท่าหึงหวงผัวจนเนื้อตัวสั่น...หน็อยแน่ะ คอยดูเถอะฉันจะเอาไปกกไปกอดไว้ไม่ให้กลับไปนอนด้วยสักคืน รู้ฤทธิ์อีสุนี่น้อยไป...”
มือที่จับมีดปังตอนั้นยังคงสั่นเทาแต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นกับแกล้มอีกสองอย่าง เป็นยำปลาหมึกรสเด็ดกับกุ้งแช่น้ำปลาเพิ่งซื้อติดมือมาจากโรงแรมหรูกลางเมือง เธอก็เลยละมือจากมีดซึ่งปักอยู่กลางเขียงหันไปหยิบจานอาหารทั้งสอง แล้วหมุนตัวไปยังหน้าถังขยะยืนจ้องเศษขยะบางส่วนภายในถุงสีดำ
“อาหารนี้ฉันเป็นคนหามา...ถ้าอย่างนั้นก็อย่ากินมันเลยแล้วถ้าตายห่าตายโหงไปเมื่อไหร่ ฉันจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้นะ...อีหนังเหี่ยว”
สุธาสินีมองอาหารในจานอย่างอาฆาตมาดร้ายแช่งชักหักกระดูกคุณนายใหญ่ด้วยถ้อยผรุสวาทอันหยาบคายแล้วก็คว่ำอาหารทั้งสองจานลงในถังขยะทิ้ง หันไปเห็นขวดน้ำเปล่าใกล้มือจึงหยิบมาเทผ่านนิ้วน้ำใสไหลเป็นสายออกจากปากขวดสู่ซากอาหารเน่าคละคลุ้งผสมกับอาหารชั้นดีเมื่อครูขณะที่ปากก็ขมุบขมิบพึมพำบทกรวดน้ำในใจ
แล้วความขึ้งเครียดของสุธาสินีก็ถูกขัดด้วยเสียงจากนางปราณี ซึ่งเดินเข้ามาทางประตูหลังบ้านในมือของผู้สูงวัยกว่าถือถาดขนาดเล็ก มีดอกมะลิสีขาวนวลเพิ่งเด็ดมาจากต้นซึ่งปลูกไว้เป็นจำนวนมากทางสวนด้านนอกโดยท่านออกไปเด็ดเพื่อเตรียมจะนำมาร้อยมาลัยนำไปถวายพระตอนตักบาตรเช้าวันรุ่งขึ้น
“นั่นคุณสุกำลังทำอะไรคะทำไมเทน้ำเปล่าทิ้งลงไปในถังขยะล่ะคะ มันก็จะเปียกจนเฉอะแฉะไปหมด...”
การเอื้อนเอ่ยโดยไม่ได้ตั้งใจของนางปราณีทำให้สุธาสินีหันขวับมาสบตาวาววับเอาเรื่อง ตกที่นั่งเป็น ‘คู่กรณี’ไปโดยปริยาย
“เป็นแค่แม่บ้านอย่าสะเออะมายุ่มย่ามเรื่องส่วนตัวของเจ้านายนักเลย ฉันจะเทอะไรทิ้งในถังขยะหรือว่าจะเททิ้งให้หมามันกิน มันก็ไม่หนักหัวใคร”
คำพูดอันไม่เป็นมิตรช่างต่างจากความหวานฉอเลาะในยามทักทายกันวันแรกๆอย่างสิ้นเชิงไม่เพียงแค่นั้น สุธาสินียังหันไปทำท่าขึงขัง ขยับเท้ามาหนึ่งก้าวเหมือนจะมาถึงตัวนางปราณีจนอีกฝ่ายต้องถอยเท้าร่นด้วยความตื่นกลัว
ทันใดนั้นสุธาสินีก็สาดอารมณ์ด้วยการถีบถังขยะตรงหน้าจนล้มคว่ำไม่เป็นท่าความแฉะฉ่ำจากน้ำในถังผสมกับอาหารและสิ่งปฏิกูลขยอกออกจากปากถุงสีดำเลอะเปรอะเปื้อนบนพื้นหินอ่อน แถมยังมีกลิ่นเหม็นคละคลุ้งโชยขึ้นมาจนน่าสะอิดสะเอียน
“อวดดีนัก...นี่ไงล่ะคือหน้าที่ของแก ทีหลังจะได้จำไว้ว่าอย่ามายุ่งเรื่องของฉัน”
แล้วจังหวะนั้นการกระทำของสุธาสินีก็อยู่ในสายตาของปีวราพอดิบพอดีซึ่งเจ้าตัวถือถาดมาอีกใบตามหลัง โดยมีดอกดาวเรืองอยู่หลายหยิบมือ
“เกิดอะไรขึ้นคะแม่...”
ปีวรารีบวางถาดดาวเรืองกับพื้นแล้วเข้าพยุงกายมารดาซึ่งตั้งท่าจะซวนเซ แต่แล้วความตื่นตกใจของท่านหวั่นกลัวทั้งคำพูดและท่าทางเอาเรื่องของสุธาสินีทำให้มือที่ถือถาดใส่ดอกมะลินั้นอ่อนแรงจนถาดนั้นร่วงลงพื้นดอกมะลิตกกระจายเต็มไปหมด
เสียงของสุธาสินีลอยมาตามลมขณะที่ปากนั้นเหยียดคว่ำ “สำออย...ก็แค่ขี้ข้า”
ปีวราโกรธจนนิ้วที่จับต้นแขนมารดาสั่นเผลอกดลงเนื้อจนท่านร้องเบาๆแล้วความโกรธนั้นก็ทำให้เธอย้อนกลับอีกฝ่ายอย่างดุเดือดเช่นกัน
“แม่ฉันไม่ใช่ขี้ข้าของใครทั้งนั้นและคุณสุก็ไม่ใช่เจ้านายที่บ้านนี้...คุณคิดจะมาดูถูกคนอื่นขอให้ส่องกระจกดูตัวเองเถอะ ว่าตัวเองนั่นล่ะ ก็ไม่ต่างอะไรจากกาฝากแต่หวังจะบานอย่างดอกเอื้องบนคาคบไม้ที่สูง...อย่าให้ฉันต้องพูดเรื่องของคุณเลยเพราะเดี๋ยวขี้กลากขี้เกลื้อนมันจะติดปาก”
สุธาสินีแทบจะกรีดร้อง...แต่ก็ระงับเสียงนั้นไว้ทันด้วยเกรงว่าผู้ที่อยู่ในห้องรับแขกจะมารู้เห็น กำลังจะด่ากลับก็พอดีกับที่นางปราณีเห็นท่าไม่ดีรีบรั้งร่างของบุตรสาวจนเกือบเป็นดึงทึ้งให้เดินกลับไปยังประตูเล็กที่เพิ่งเข้ามา
สาวใหญ่ผู้เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวจึงได้แต่กำมือสองข้างแน่นกัดฟันกรอดอยู่ที่เดิม หวังจะกำราบแม่ลูกคู่นี้ให้อยู่หมัดสักวัน!
......................................................จบตอนที่ 12