ชายผู้หนึ่งแต่งกายสูงส่งราวกับราชวงศ์ชั้นสูง ใส่จี้ห้อยคอรูปสัญลักษณ์แห่งการทำลายล้างสีรุ้งที่แฝงไว้ด้วยความอันตรายอย่างโดดเด่น เขาเดินไปตามทางเดินในปราสาทที่ไร้ผู้ฅนอย่างผ่าเผย รัศมีออร่ารอบตัวคล้ายกำลังบิดเบี้ยวราวกับปรารถนาที่จะทำลายล้างทุกสรรพสิ่งให้ราบ ท่าทีเ่าั้ผลักดันผู้ฅนที่พบเห็นให้ต้องหนีไปไกลห่างสุดสายตา กระทั่งเขาเดินมาถึงทางตัน เบื้องหน้าเป็ประตูใหญ่โอ่อ่าอลังการ เขาหยุดและก้มหน้าลงพร้อมกับคุกเข่าคำนับอย่างไม่สนเครื่องแต่งกาย ท่าทีของเขาเปี่ยมไปด้วยศรัทธาอันแรงกล้า พร้อมกลับกล่าววาจาด้วยความเคารพเทิดทูนสุดหัวใจ “ผู้น้อยรับคำสั่งพระองค์จ้าว”
“อิมเฟอร์นอสบัลลังก์ขวาแห่งข้า เ้ารู้จักเผ่าแห่งหายนะหรือไม่ และทราบเื่ราวมากน้อยเพียงใด” คล้ายเป็เสียงหญิงสาวผู้หนึ่งตอบกลับมา เพียงได้ยินได้ฟังราวกับถูกเสียงนี้ทำลายโสตประสาท สูญเสียััทางกายภาพจนหมดสิ้น แม้น้ำเสียงจะเบาบางยิ่งแต่กลับสั่นคลอนไปถึงห้วงิญญา ให้ความรู้สึกราวกับจิตใจจะแตกดับอยู่รอมร่อ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตะลึง เป็เื่ที่ทราบกันดีว่าเผ่าแห่งหายนะนั้นเป็ตำนานต้องห้ามของสาวกผู้ทำลาย
“ผู้น้อยพอทราบอยู่บ้างแล้ว เป็เื่ราวที่เกิดขึ้นในศักราชแห่งความมืดนับสิบรอบศักราชแห่งแสงที่แล้ว ราวๆศตวรรษมืดที่66 มหาเวทย์บทที่เจ็ดของพระองค์ได้สร้างสรรค์สิ่งมีชีวิตทรงพลังเหนือสิบหกเผ่าขึ้น เป็เหตุให้ต้องถูกพระองค์ผนึกในศักราชแห่งแสงถัดมา เผ่าที่สิบสาม นามนั้นคือเผ่าแห่งหายนะ มิทราบว่าผู้น้อยเข้าใจถูกหรือไม่” ชายหนุ่มนามอิมเฟอร์นอสตอบคำถามด้วยความยำเกรง
“นี่ก็นานมากแล้วจริงๆ แท้จริงแล้วข้าก็ไม่ได้จงเกลียดจงชังผู้ประสบภัยเ่าั้หรอก ทั้งหมดเป็เสมือนทายาทแห่งข้า และตอนนี้พวกเขากำลังจะประสบภัยร้ายแรงจากผู้สร้าง...” น้ำเสียงนั้นขาด่ไป ไม่ทราบผู้ทำลายกำลังคิดเห็นเช่นไรกับเื่นี้
“คราวนี้พระองค์ทรงไม่คิดเสด็จเยือนอีกกระมัง” แม้จะกล่าวแทรกถามอย่างกะทันหัน แต่ก็ยังคงไว้ด้วยน้ำเสียงที่หวั่นเกรง คราที่แล้วผู้ทำลายเกือบถูกผู้เป็เ้าขังลืมในเอกภพ เหล่าสาวกนั้นทราบดีว่าแท้จริงแล้วด้านสว่างเองก็ไม่ใช่มิตรแท้ ผู้ทำลายประกาศตนเป็กลางไม่เข้าร่วมด้านใดด้านหนึ่ง ทว่าผู้ทำลายนั้นเป็ตัวตนที่กล่าวขานถึงหายนะได้ดีที่สุด ขจัดความมืด ทำลายล้างแสงสว่าง จะอย่างไรก็ไม่อาจเก็บไว้ได้
“ครานั้นหากไม่ได้จิตมืดของวอล์เลนช่วยไว้ ข้าเองก็คงแย่เหมือนกัน บรรลังก์ขวาแห่งข้าเอ๋ย เ้าจงเป็ตัวแทนข้าไปช่วยพวกเขาได้หรือไม่” แม้จะเป็การกล่าวถามแต่ชายหนุ่มทราบดีว่าไม่อาจปฏิเสธได้
*วอล์เลน คือ เทพเ้าผู้มีสิทธิ์ขาดในโชคชะตาทั้งปวงกลับชาติมาเกิด เป็เื่ราวจาก Fate 2 ซึ่ง Fate 1 จะปรากฏในนามลูซีส เป็ผู้บิดเบือนชะตากรรมของมหาเทพจากความตาย ให้เป็ะ และมอบพลังอำนาจบงการฟ้าดิน
“ขอพระองค์ชี้แนะเพิ่มเติมด้วย ผู้น้อยไม่อาจปฏิเสธคำสั่งของพระองค์อยู่แล้ว” ชายหนุ่มเร่งกล่าวอย่างร้อนใจ เนื่องจากมหาเทพไม่บันดาลโทสะโดยง่ายอยู่แล้ว
“บรรลังก์ขวาแห่งข้า เ้าเข้าใจข้าผิดแล้ว นี่ไม่ใช่แค่คำสั่ง แต่เป็การขอร้อง...” แม้จะถูกกล่าวออกอย่างราบเรียบ ทว่าเขากลับััได้ถึงความโศกเศร้าไร้ที่มา เป็อารมณ์อันมืดมิดไร้สิ้นสุดที่ไม่อาจคาดหยั่งได้ ทำให้เขาเร่งกล่าวคำขึ้นแทรกอย่างเสียมารยาทอีกครั้ง “ยิ่งไม่อาจปฏิเสธแล้ว”
“เช่นนั้นก็ประเสริฐยิ่ง จงช่วยผู้ฅนเ่าั้ตามความ้าของเ้า ผู้เป็เ้าบันดาลโรคภัยครั้งนี้ให้เผ่าแห่งหายนะก็เพื่อความหรรษาของจอมปราชญ์ เตรียมของให้เต็มช่องิญญาเสีย เ้าจะได้ไปเกิดใหม่ในร่างที่ตายแล้วของมนุษย์ผู้หนึ่ง...” ทันใดนั้นเขากลับแทรกขึ้นมาอีกครั้ง “ช้าก่อนพระองค์จ้าว เหตุใดผู้น้อยถึงต้องเกิดใหม่ด้วย”
เฮ้อ... เสียงถอนหายใจราวกับละวางสิ้นกับทุกสรรพสิ่งในพิภพนี้แล้ว การดังขึ้นให้ได้ยินสร้างความตื่นกลัวแก่ชายหนุ่มเป็อย่างมาก “ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความสำราญของจอมปราชญ์ หากเป็เมื่อก่อนเราคงใช้ปัญญาสู่การดับสูญ(มหาเวทย์บทที่หนึ่งของผู้ทำลาย ยิ่งอีกฝ่ายมีภูมิปัญญาสูงล้ำเท่าไหร่ก็ยิ่งง่ายต่อการสังหารมากขึ้นเท่านั้น)สังหารนางไปแล้ว แต่สมัยนี้คงไม่ได้ การมีอยู่ของนางสำคัญยิ่งเหนือสิ่งอื่นใด เ้าก็ช่วยเล่นกับนางหน่อยแล้วกัน”
น้ำเสียงของผู้ทำลายนั้นแม้จะราบเรียบมั่นคงดุจเดิม ทว่าลึกๆแล้วกลับแฝงไว้ด้วยความเบื่อหน่ายอย่างสุดแสน นิสัยของจอมปราชญ์มีหรือมีผู้ทำลายจะไม่ทราบ เขาก้มหน้าลงอีกครั้งคล้ายยอมรับชะตากรรม ผู้ทำลายจึงกล่าวสืบต่อ “ขอเพียงสิบปีเท่านั้น ยื้อไว้สิบปี แล้วโรคภัยนั้นจะสลายไปเอง ให้เ้าสร้างอารยธรรมของเ้าเองขึ้นมาใหม่ สถาปนาตนเองเป็จอมกษัตริย์เหนือราชันย์ บอกเล่าเื่ราวของเรา กล่าวขานความจริงของพระเ้าที่พวกนั้นนับถือ ให้กำเนิดทายาทแห่งการทำลายล้างทิ้งไว้เป็หลักฐาน ไป! ไปเตรียมตัวเสีย อีกสองยามฮาเดสคงมารับจิติญญาเ้าไปด้วยตัวเอง ร่างกายของเ้าข้าจะส่งไปรักษาดูแลในพิภพว่างเปล่า... ข้าจะรอวันที่เ้ากลับมาพร้อมกับข่าวดี”
“รับบัญชาพระองค์จ้าว” ชายหนุ่มก้มหน้าลงอย่างเคารพก่อนจะยืนขึ้นและหันหลังเดินจากไป หลังจากกลับมาเขาเตรียมเสร็จสิ้นั้แ่ยามแรกแล้ว เขาทำสมาธิขณะที่รอคอย ฮาเดสมาด้วยตัวเองหรือ นั้นหมายความว่าเขาอาจจะไม่สูญเสียพลังเดิมไป ทว่าร่างใหม่อาจจะไร้พลัง การจุติลงไปอาจทำให้สูญเสียพลังหมดสิ้น การที่มหาเทพจะทรงร่างมนุษย์นั้นไม่ต่างจากเทน้ำทั้งมหาสมุทรลงในแก้วใบเล็กๆ การเสาะหาผู้ที่มีบุคลิกใกล้เคียงกับพลังนับเป็ทางแก้ ทว่า...เขาไม่มีสิทธิ์เลือก ร่างที่ลงไปอาจจะขัดแย้งกับพลังแห่งธรรมชาติของผู้ทำลายก็ได้ ฮาเดสควรตัดิญญาเขาไปหลายส่วนเพื่อไม่ให้ร่างใหม่ตายทันที
...
ในโลกแห่งนี้หนึ่งแสนแปลกตา ใบไม้สีเขียวรื่นรมย์ สายลมอ่อนๆเย็นสบาย แสงแดดสอดลงมาอย่างอบอุ่น ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆหมอกยิ่งดูยิ่งกว้างใหญ่มองไปราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด บรรยากาศโดยรวมร่มเย็นเป็สุขอย่างสุดแสน ไม่มีา ไม่มีการต่อสู้ ไม่มีการจลาจลใดๆให้ได้เห็น บ้านเมืองถูกสร้างด้วยคอนกรีต โลหะ และกระจก ลักษณะเป็ตึกเหลี่ยมๆรูปร่างแปลกตา ทุกอย่างแม้พิสดารแต่ก็สวยงามตามระเบียบไปอีกแบบหนึ่ง
ณ ห้องเรียนในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
ชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งเรียนอยู่หลังห้องอย่างใจลอย สายตาเขาบังเอิญกวาดมองผ่านหญิงสาวผู้หนึ่งที่นั่งหลับอยู่บนโต๊ะ แถวติดหน้าต่าง การพบเห็นครั้งนี้สร้างความแปลกใจให้ชายหนุ่มเป็อย่างมาก : วณิชยา...เธอเป็เด็กเรียนดี ปกติก็ตั้งใจขนาดนั้น ทำไมวันนี้ถึงหลับในคาดเรียนได้
ทันใดนั้นหญิงสาวนามวณิชยาค่อยๆเงยหน้าขึ้นอย่างอยากลำบาก นางมองรอบๆอย่างสนอกสนใจ ทว่านางตื่นช้าไปเสียแล้ว อาจารย์ชายผู้หนึ่งรูปร่างสูงใหญ่อวบอ้วนเล็กน้อยมองนางอย่างแปลกใจก่อนจะกล่าวถามด้วยความห่วงใย “วณิชยา เธอเป็อะไรรึเปล่า ไปนอนห้องพยาบาลมั้ย”
“...” อิมเฟอร์นอสนั่งอื้ออึงคล้ายสับสนคิดอะไรไม่ออกชั่วขณะ : ฟัง...ไม่รู้ความ!
“นี่...เป็อะไรรึเปล่า” อาจารย์ผู้นั้นกล่าวถามซ้ำด้วยความสงสัย เมื่อนางมองเห็นแววตาและหางคิ้วเชิงสงสัยของอีกฝ่ายจึงส่ายหน้าปฏิเสธอย่างช้าๆเป็คำตอบ แม้จะไม่ทราบว่าถามอะไรแต่การส่ายหน้าของนางก็เป็คำตอบที่ชัดเจนแล้ว
อิมเฟอร์นอสค่อยๆสงบสติอารมณ์อย่างรวดเร็ว ใช้สมาธิทั้งหมดค้นหาความทรงจำเดิมของร่างนี้ ทว่าพยายามจนเกือบสติแตกแล้วกลับไม่ทราบอะไรเพิ่มเติมมากมาย มีเพียงความหมายของภาษาที่ยังพอแกะความ กระทั่งยังพอคาดเดาได้บ้างเท่านั้น ทั้งชั่วโมงเรียนกลับทำได้เพียงตีความภาษาที่ไม่รู้จัก จนกระทั่งคาบเรียนนี้สิ้นสุดลง
~คะ ใครน่ะ~ เสียงหนึ่งดังขึ้นจากใต้สำนึกอันมืดมิด ส่งผลให้อิมเฟอร์นอสสะท้านในอกอย่างรุนแรง ร่างนี้ตายแล้วแน่หรือ ไฉนจิติญญาถึงยังคงอยู่ในร่าง ... ไม่ใช่ สาเหตุการตายย่อมมาจากอิมเฟอร์นอสจุติลงในร่างนี้ เป็การตายที่ไม่สมบูรณ์ และแน่นอนว่าเขาสามารถสังหารเ้าของเสียงนั้นได้เพียงจิตสั่งการ
“ข้าคืออิมเฟอร์นอส บรรลังก์ขวาแห่งการทำลายล้าง จุติลงมาเพื่อทำลายประสงค์แห่งพระผู้เป็เ้า” อิมเฟอร์นอสตอบเสียงนั้นกลับในห้วงิญญาอันดำมืด เขานั้นไม่มีที่พึ่งใดๆ ยังดีที่ร่างนี้จิติญญายังไม่ดับสูญ
~ประสงค์ของพระเ้าคืออะไร~ เสียงนั้นเป็สตรีแน่นอน ทว่านางกลับตอบอย่างสงบนิ่ง เยือกเย็นอดกลั้นผิดปกติ ไม่มีอาการแตกตื่นแม้แต่น้อย
“มาเป็หนึ่งเดียวกับข้าเถิด ข้าจะแบ่งปันความทรงจำและภูมิปัญญาให้กับเ้า แลกกับความรู้ที่เ้ามี” อิมเฟอร์นอสไม่เสียเวลามากมาย ฮาเดสได้มอบภูมิปัญญาแห่งิญญามาบ้างแล้ว สิ่งที่กล่าวไปไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้
~จะกลืนกินฉันสินะ อย่าเสียใจภายหลังแล้วกัน~ นางเป็ใครกัน เหตุใดถึงไม่มีความรู้สึกกลัวเอาเสียเลย ทุกประโยคช่างเด็ดเดี่ยวกล้าหาญเกินสตรี ทำให้อิมเฟอร์นอสรู้สึกสนใจในตัวนางยิ่งแล้ว
“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าจะไม่เป็หนึ่งกับเ้า ลองขยับร่างกายได้หรือไม่ ...” อิมเฟอร์นอสค่อยๆผ่อนคลายร่างกายลง ทว่ามือเขากลับค่อยๆสั่นเคลื่อนไหวไปเองราวกับกำลังดิ้นรนหนีหาอิสรภาพ
~ทำไมฉันรู้สึกหนักขนาดนี้ ราวกับไม่ใช่ร่างของตัวเอง~ นางตอบในขณะที่พยายามยกมืออันสั่นเทาขึ้น มันควบคุมยากราวกับมีอะไรขัดขวางการเคลื่อนไหวของนางอยู่ ... นี่คงไม่ใช่ร่างกายของนางอีกต่อไปแล้ว
“ระดับิญญามันต่างกัน ... จอมเวทย์ขั้นสี่” อิมเฟอร์นอสคิดหาคำอธิบาย ทว่าเมื่อคิดถึงห้วงิญญาอีกครั้งกลับพึ่งนึกขึ้นได้ จอมเวทย์ขั้นสี่! แม้ระดับไม่สูงนัก แต่นี่ถือว่าเกินคาดไปมากโข มหาเทวทัศน์ผู้หนึ่งร่วงหล่นลงสู่ขั้นจอมเวทย์กลับแปลกใจแทนที่จะผิดหวัง นี่สำหรับอิมเฟอร์นอสถือเป็เื่ราวน่ายินดี เพราะสำหรับเขาแค่จอมเวทย์ก็เพียงพอสำหรับก่อาแล้ว หากคำนวณเป็ตัวเลข เขาคงมีหน่วยมานาราวๆ 4,000mp หากเป็ใครอื่นย่อมใช้ทำอะไรได้ไม่มาก ... แต่เขาคือ อิมเฟอร์นอส บรรลังก์ขวาแห่งการทำลายล้าง!
~จอมเวทย์? จะเล่านิทานอะไรงั้นหรือ ฉันไม่รับฟังเื่ราวไร้สาระหรอกนะ~ นางรู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าใดนักที่จู่ๆก็เหมือนจะได้ยินเื่ราวไร้สาระขึ้นมา ต่อให้เป็เด็กยังทราบได้ว่าเื่ราวเ่าั้ไม่มีอยู่จริง ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่านี่เป็ยุค ค.ศ.2348 แล้ว เื่ราวเช่นนั้นเป็เพียงเื่เพ้อเจ้อ ไม่มีทางมีอยู่จริงไปได้
อิมเฟอร์นอสหันมองรอบๆ คิดหาคำเปรียบเทียบง่ายๆ ทว่านักเรียนฅนอื่นๆต่างหายไปกันหมดแล้ว เขาพลันสังเกตเห็นจอแสงขนาดใหญ่ที่ใช้ในการเรียนการสอนหน้าห้อง ก่อนจะคิดพิจารณาเล็กน้อยเพื่อกล่าวคำ “... โลกนี้มีไฟฟ้าเหมือนโลกคู่ขนานสินะ เ้ารู้หรือไม่ ว่าสิ่งสำคัญในการใช้เวทย์มีอะไรบ้าง”
~งั้นหรอ ได้ ไหนลองว่ามาสิ~ นางกำลังท้าทายเขาอยู่ ซึ่งหากเป็อิมเฟอร์นอสในร่างเดิมคงบันดาลโทสะบดขยี้นางเป็เศษเนื้อไปแล้ว ตอนนี้เขาได้แต่พยายามสงบสติอารมณ์ไม่ล่วงเกินิญญานางให้แตกสลายไปเสียก่อน
“ก็เหมือนกับอุปกรณ์ไฟฟ้านั้นล่ะ สิ่งแรกคือพลังงาน สองคือกฎเกณฑ์ สามคือการประสานทั้งสองสิ่งเข้าด้วยกัน อย่างเช่น ...” อิมเฟอร์นอสค่อยๆอธิบายก่อนที่จะหยิบปากกาขึ้น ทันใดนั้นปากกาในมือพลันสลายเป็ละอองสีรุ้งหายไปในอากาศอย่างลึกลับ ... แปรธาตุ
~ไม่ใช่แล้ว นี่มันมายากลชัดๆ แกนี่มัน... แน่จริงก็ลองทำอะไรที่มันน่าเชื่อถือกว่านี้หน่อยสิ~ กลับกลายเป็ว่านางต้องหัวเสียยิ่งกว่าเดิม ทว่านี่ไม่ใช่ มายากลต้องมีการเตรียมตัวเป็อย่างดี นางสงบจิตใจลงอย่างรวดเร็วก่อนจะท้าทายเขาอีกครั้ง
“ย่อมได้ ... เคียวหายนะ!” อิมเฟอร์นอสตอบรับ กวาดแขนออกเบาๆเป็เส้นโค้งราวกับแกว่งดาบ ทว่าเหลือเชื่อแล้ว เพียงการกวาดมือเบาๆนี้ กลับกลายเป็คลื่นลมนับไม่ถ้วนกระจายออกไปทั่วทุกมุมห้อง กระจกหน้าต่างแตกออกห้าหกแผ่น ทำให้แม้แต่เขาเองยังตกตะลึง โดยปกติแล้วห้องนี้ควระเิออกเป็เสี่ยงๆแล้วสิ ทว่าไม่ช้าเขาก็สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้ : พิภพนี้อุดมไปด้วยพลังแห่งธรรมชาติ ทุกอย่างแกร่งขึ้นเพราะมีพลังแห่งธรรมชาติสถิติอยู่
เนื่องจากมีพลังแห่งธรรมชาติในปริมาณที่เข้มข้นอัตราการฟื้นฟูของนามาถึงรวดเร็วผิดปกติ หากเป็มนุษย์ธรรมดาย่อมไม่สามารถชักนำพลังขุมนี้มาใช้ได้อยู่แล้ว แต่อิมเฟอร์นอสเจตจำนงแห่งการทำลายล้างของผู้นำพาแห่งหายนะ การชักนำพลังแห่งธรรมชาติจึงไม่ใช่เื่ยาก
~ได้ ฉันเชื่อนายแล้ว และตอนนี้ไม่รีบทานอาหารจะหมดเวลาพักเอานะ~ เดิมทีนางก็แอบหลงเชื่ออยู่แล้ว แค่ได้คุยกับตัวเองก็แปลกประหลาดปานใดกัน ที่ท้าทายไปเช่นนั้นก็แค่พยายามหลอกตัวเอง นางยังไม่ค่อยยากจะยอมรับความจริงเท่าใดนัก ... ว่าตอนนี้ร่างกายของนางนั้น ไม่ใช่ของนางอีกต่อไปแล้ว
“ทานอาหาร? โลกนี้จำเป็ต้องดื่มกินด้วยงั้นหรอ” เขายังไม่ค่อยเข้าใจเท่าใด ในพิภพที่เขาจากมาการดื่มกินก็เพื่อความสำราญเท่านั้น มีบ้างที่เป็ยา หรือวัตถุดิบบ่มเพาะ แต่กินเพื่อคลายหิวนั้นไม่มี
~นี่นายมาจากที่ไหนกัน ์รึไง ร่างมนุษย์้าอาหารเพื่ออยู่รอด และฉันก็รู้สึกหิวมากแล้วด้วย เมื่อเช้าก็ไม่ได้ทานอะไรมา ทางที่ดีควรไปหาอะไรกินได้แล้ว ก่อนที่จะหมดเวลาพัก~
“หิวคือสิ่งใด ใช่สิ่งเดียวกับกระหายอยากหรือไม่ แล้วข้าเองก็รู้สึกเจ็บท้องั้แ่เมื่อครู่แล้ว ... เกิดอะไรขึ้น หรือร่างนี้กำลังป่วย” อิมเฟอร์นอสรู้สึกได้ตั้งแรกแล้ว ทว่าเขาไม่เคยหิว จะรู้จักการกินเพื่ออยู่เฉดเช่นพวกเผ่าแห่งหายนะได้อย่างไร มือขวาััท้องตัวเองด้วยความไม่เข้าใจ ทว่าััอยู่เพียงไม่นาน สายตาเขาที่ก้มมองร่างตัวเองพลันนึกได้ถึงบางสิ่ง นี่มัน...ร่างสตรีไม่ใช่หรือ
~เป็อะไรไป หรือว่าหิวจนตาลายแล้ว ... ทะทำอะไรน่ะ~ ระหว่างที่นางกำลังกล่าวเสียดสีท่าทีของเขา อิมเฟอร์นอสพลันจับลูบไล้จับััร่างสตรีด้วยท่าทีที่แตกตื่นยิ่งกว่าเดิม ก่อนหน้านี้สมาธิเขาไม่ได้อยู่ที่ร่างกายเลยแม้น้อย กว่าจะรู้สึกตัวก็แทบคลั่งตายอยู่แล้ว เป็สตรี สตรีจริงๆไม่มีความเป็ชายผสมเลยแม้แต่น้อย
เฮ้อห์ อิมเฟอร์นอสถอนหายใจเฮือกใหญ่เฮือกใหญ่ด้วยความสิ้นเรี่ยวหมดแรง สีหน้าและแววตาของเขาราวกับกำลังจะร่ำไห้ออกมา หากไม่ใช่ว่าเขาพยายามตระหนักว่าตนเป็บรรลังก์ขวาแห่งการทำลายล้างแล้วล่ะก็ ปานนี้คงหลั่งน้ำตาเป็เด็กน้อยหลงทาง ทั้งอาจหนีไปฆ่าตัวตายเป็แน่แล้ว หลังจากได้ถอนหายใจเฮือกใหญ่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ความคิดมากกว่าทำให้ความวิตกกังวลค่อยๆถาโถมท่วมท้นเข้าสู่หัวใจอย่างหนักหน่วงและเชื่องช้า ทุกวินาทีที่ผ่านไปคล้ายเชื่องช้าลงอย่างไม่น่าเชื่อ : ไม่ ไม่นะ ทำไมกัน ทำไมถึงต้องเป็สตรีด้วย โหดร้ายเกินไปแล้ว ... จ้าวนรก ท่านคิดอ่านประการใดอยู่
ทว่าขณะนั่นเองพลันมีใครบางฅนเดินเข้ามาห้องมา ผู้มาเยือนกลับนิ่งค้างใกับห้องที่มีสภาพระเนระนาดเละเทะไปหมด อิมเฟอร์นอสหันหน้าไปมองตาขวางทันที เขากำลังอารมณ์เสียที่ทรงร่างลงกายสตรี ความหงุดหงิดทำให้สภาพอารมณ์ของเขาไม่ค่อยมั่นคงนัก นางเป็ผู้หญิงรูปร่างสูงใหญ่มาที่มาพร้อมกับผู้ติดตามหญิงอีกสองฅน นางลังเลเล็กน้อยก่อนกล่าวถาม “... เกิดอะไรขึ้นหรอนิล”
~เหมือนว่าเวลาพักจะหมดแล้วล่ะ แต่ถ้านายใช้พลังนั่นขู่มันสักหน่อยอาจจะได้เวลาพักเพิ่มก็ได้นะ~ เสียงลึกลับประกาศบอกเตือนเขาอย่างสดใสร่าเริง ... ราวกับกำลังสนุกสนาน ทว่าพริบตานั้นเอง เขาพลันรู้สึกถึงคลื่นพลังเวทย์สุดสยองอันมหาศาลกวาดผ่านร่างจนต้องขนลุกสู้ อิมเฟอร์นอสหันมองไปมองหยั่งหลังห้องด้วยความแตกตื่นที่รุนแรงยิ่งกว่าที่ผ่านๆมา “... รู้สึกมั้ย”
ก่อนหน้านี้ในสถานที่อันไกลโพ้น กลางเวหากลับปรากฏอุกกาบาตขนาดใหญ่ ร่วงหล่นลงเป็แนวเฉียงท่ามกลางท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล อุกกาบาตลูกนี้มีความพิสดารอย่างหนึ่งเพราะที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยเปลวเพลิงสีเขียวมรกต ตกลงมาเป็ลูกไฟขนาดเท่าบ้านหลังหนึ่ง ทว่าความแปลกประหลาดของมันไม่ได้่มีแค่นั้น ยังไม่ทันที่มันจะกระทบกับพื้นดิน มันก็ะเิแตกออกเป็ละอองสีเขียวน่าพิศวง มันกระจายออกราวกับพลุฉลองบางอย่าง ... เทศกาลแห่งความวิบัติเริ่มขึ้นแล้ว!