เ้าแพงฟื้นขึ้นมาเป็คนละคน จำความหลังกับเรไรไม่ได้ เพราะิญญาเ้าเอกเข้าร่างเ้าแพงแล้ว
ทุกวันภาวนาให้ฟื้นขึ้นมา แต่เมื่อลืมตาก็เอาแต่จ้องมองสาวเรไร ทำให้หน้าแดงขวยเขินของหญิงสาวขึ้นมาทันที ทำให้ความหวังขึ้นมาว่าจะจำอดีตความหลังกับเรไรได้ หญิงสาวดีใจได้แต่กระซิบเรียกชื่อ” พี่แพง” แต่พอลืมตาขึ้นก็ทำหน้าเซ่อได้ จ้องมองไม่นานก็หลับตาลงตามเดิม ดับความหวังของเรไรลง
ในขณะที่นายช่างปั้นพระพุทธรูปกำลังปั้นปูนปิดทับพระพุทธรูปเหลืองอร่ามองค์โต ช่างทั้งสองเริ่มใช้ปูนโบกทับั้แ่ฐานองค์พระพุทธรูปค่อยๆ ไล่ขึ้นไปบนหน้าอกพระอุระ ช่างอิ่มปั้นโบกด้านหน้า ส่วนช่างมั่นโบกปูนด้านหลัง ช่างทั้งสองปั้นองค์พระขึ้นรูปให้เหมือนองค์พระแบบหามรุ่งหามค่ำให้เร็วที่สุดแข่งกับเวลาที่ทัพพม่าอาจตีแตกทัพไทยเข้ามาในเมืองพิษณุโลก ช่างมั่นที่โบกปูนด้านหลังพลางเหลือบสายตามองผ่านพระพุทธรูปไปทางร่างที่เ้าแพงนอนพักรักษาตัวอยู่ถึงกับสะดุ้ง แล้วกระซิบบอกช่างอิ่ม
“ไอ้แพงมันฟื้นเอาแต่จ้องมายังองค์พระ” ช่างมั่นไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าร่างที่นอนแน่นิ่งเดือนหนึ่งแล้วจะขยับลุกขึ้นมาได้
“เราเดินไปหามันกันเถอะ” ทั้งคู่จึงเดินเข้าไปหาหนุ่มาเ็ เมื่อเดินถึงตัวก็เอ่ยปากถาม
“ไอ้แพงเอ็งฟื้นนั่งได้แล้วรึ” ช่างอิ่มถาม
“เรียกข้ารึ ข้าชื่อเอก ไม่ได้ชื่อแพง” หนุ่มาเ็ยังไม่หายดีบอก ยังรู้สึกงงกับร่างสลับิญญา
“เอ็งชื่อแพง เป็ทหารจากเมืองหลวงธนบุรี เคยอยู่กับลูกสาวคืนหนึ่ง ชื่อเรไรจำไม่ได้ฤา”
“รึว่าข้าสติฟั่นเฟือนไปหรือ มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” เ้าเอกเพ่งมองไปรอบข้างตัว
“สงสัยสติมันยังไม่กลับมา แล้วตอนนี้เอ็งรู้สึกอย่างไร เจ็บตรงไหน” ช่างอิ่มมองหน้าช่างมั่นคุย แล้วหันมาหาเ้าเอก
“ข้ายังรู้สึกเจ็บหน้าอกอยู่ ว่าแต่ข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” เ้าเอกพอเข้าใจกับสถานการณ์ของตัวเอง
“ข้าทั้งสองออกนอกเมือง พากันไปหาปูนกับอ้อยมาตำโบกพระพุทธรูป เห็นเอ็งนอนาเ็อยู่ในป่าข้างทาง จึงช่วยกันหาแคร่หามเอ็งมารักษาแผลให้หยูกยาที่นี่ พาเอ็งมาหยอดน้ำข้าวต้มที่นี่ ภาวนาต่อหน้าองค์พระศักดิ์สิทธิ์ให้เอ็งฟื้นขึ้นมา”
“นี่ข้าอยู่ที่ไหนนะเป็ป่าเป็เขาไม่ใช่กรุงเทพฯหรอกหรือ” เ้าเอกทบทวนตัวเองอยู่พักใหญ่
“เรไร มาดูไอ้แพงฟื้นแล้ว” ช่างอิ่มะโลั่น เรไรรีบเดินมาหาจ้องหน้าเ้าแพง แต่รู้สึกแปลกใจปนความผิดหวังเมื่อเห็นเ้าแพงจ้องหน้าเฉยไม่ได้กล่าวทักทาย
“พี่แพงจำฉันไม่ได้หรือ ฉันเรไรไง” เรไรถาม แต่เ้าแพงส่ายหน้าทำหน้างง
“ข้าชื่อเอกไม่ใช่ชื่อแพง จำได้แค่อยู่เมืองกรุงแถวเยาวราช ไงมาอยู่ที่นี่ได้ แล้วที่นี่ที่ไหนกัน” เ้าเอกในร่างเ้าแพงว่า
“ที่นี่คือเมืองโลก เ้าคือทหารมาจากกรุงธนบุรีมาอาสามาร่วมกับทัพพระยาจักรีที่พิษณุโลกรบกับทัพพม่าอแซหวุ่นกี้ จำไม่ได้หรือ” ช่างอิ่มว่า ส่วนเรไรลูกสาวรู้สึกใปนผิดหวังที่เ้าแพงจำพ่อกับตัวเองไม่ได้
“ข้าจำอะไรไม่ได้เลย จำได้แต่อยู่บ้านตึกแถวมีคนจีนอยู่เยอะ ใช้โทรศัพท์มือถือใช้พูดคุยกัน” เ้าแพงพูดถึงอดีตข้ามภพมา แต่ก็ทำให้คนที่อยู่ตรงหน้าอึ้ง งงเหมือนไก่ตาแตก
“ตึกแถวเยาวราช โทรศัพท์มือถืออะไรของเ้า ช่างพูดจาเลอะเทอะฟังไม่รู้ความ เ้าจากไปไม่กี่เดือนก็ลืมเราพ่อลูกแล้วรึ” ช่างอิ่มผู้เป็พ่อพูดกระแทกชายหนุ่ม
"พี่แพง จำเรไรไม่ได้หรือ คืนนั้นเรา....” เรไรเรียกชื่อคนรักเก่าเบาๆ ไม่กล้าพูดต่อเพราะเื่ราวรักใคร่อุดจาดเกิดขึ้นรวดเร็วอาจทำให้พ่อใ หญิงสาวอายที่จะพูดต่อหน้าพ่อ หญิงสาวจำชายหนุ่มหน้าคมเข้มอาจหาญ แต่ดูหน้าซื่อๆ ตาตี่ ที่เธอเฝ้าติดตามง้อขอเป็คนรักเมื่อเดือนก่อน แค่คืนหนึ่งก็รักจนเกือบจะปักใจว่าเป็ผัวเมียกันแล้ว แต่ชายหนุ่มบอกลาไปเข้าสู่สมรภูมิรบกับข้าศึกพม่า เราจากลากันก่อนสัญญาว่าจะมาเจอกันใหม่
จนบัดนี้เรไรได้เจอหน้าพี่แพงอีกครั้งในสภาพาเ็สาหัส ต้องเดินมาดูแลบ่อยๆ ถึงแม้จะดูโทรมไป แต่หน้าตาหนุ่มหล่อเหลาแบบคนจีน ร่างกายไม่กำยำแข็งแกร่งเหมือนั์ปักหลั่น แต่ก็มีฝีมือเพลงดาบเพลงมวยสามารถต่อสู้ชกต่อยจนนักเลงหัวไม้ขยาดไม่กล้ามาตอแยรังแกเรไรได้ก็พอใจแล้ว ทำให้ความหลงใหลกลับมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ที่พี่จำอะไรไม่ได้เลยหรือนี่ จำคืนรักอันหวานฉ่ำไม่ได้ คืนนั้นเรไรอุตส่าห์ตั้งใจดื่มเหล้ากับ พี่แพงแก้เหงา แต่พี่จิบแค่จิบสาโทเล็กหน่อย เรไรเลยตัดสินใจมอมเหล้าตัวเอง จนรู้ว่าตัวเองเมาและมึน ทั้งหัวเราะทั้งพูดจาเพ้อเจ้อพูดหยอกล้อแบบไม่อาย บ่นน้อยใจตัวเองไม่มีใครสนใจเหมือนคนขาดสติ แล้วตัดสินใจรุกประชิดจู่โจมเข้าใกล้ชิดพี่แพง ทั้งจูบทั้งกอดก่อน ดูพี่ใแต่ก็ตอบสนองความรักที่เรไรให้ จนเรามีอะไรกัน พี่แพงจำไม่ได้เลยหรือ เรไรสะดุ้งตื่นจากภวังค์เมื่อนึกถึงความหลังเมื่อเดือนก่อนๆ แต่ก็ยังอายตัวเองนิดๆ ที่ตัวเองทำไปได้อย่างไร ถ้ามีกระจกมองภาพย้อนหลังมองภาพอุดจาดตาในอดีตได้ คงไม่รู้จะเอาหน้าตัวเองไปซุกที่ไหน เรไรคิด
“เอ็งพูดเหมือนอยู่คนละโลกกับข้า” ช่างมั่นพูด
“สงสัยพี่แพงยังป่วยอยู่ไม่สู้ฟื้นดี จึงพูดจาเพ้อเจ้อ นอนพักอีกประเดี๋ยวคงดีขึ้นนะพ่อ” เรไรพูดแก้ต่างให้เ้าแพงและยังมั่นใจว่าถ้าเ้าแพงฟื้นคืนสติดี จะสามารถเอาตัวเ้าแพงกลับมาเป็ผัวอีกครั้ง แต่ดูเหมือนเ้าแพงก็ยังทำซื่อบื่อไม่รู้เื่ราวให้คุยต่อ
“ข้าฟื้นมาพักใหญ่แล้ว มองเห็นลุงกำลังทำอะไรกับพระพุทธรูปนั่นเล่า” เ้าเอกที่ถูกโปรแกรมให้สนใจพระพุทธรูปทองคำ แต่บัดนี้อยู่ในร่างเ้าแพง เพียงรู้ตัวว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปในชาติภพของคนโบราณ
“ข้าทั้งสองกำลังโบกปูนปิดองค์พระพุทธรูปทองคำอยู่นี่ หวั่นว่าพม่าจะตีเมืองพิษณุโลกแตก แล้วพากันบุกเข้ามาเผาเมืองเผาวัดทั่วเมือง พระพุทธรูปก็พลอยถูกเผาลอกเอาทองคำกลับอังวะไป” ช่างมั่นพูดตามความรู้สึกจริงเปิดเผยต่อทหารหนุ่มจากพระนครธนบุรี
“ข้าเห็นลุงทั้งสองโบกปูนพระพุทธรูปหามรุ่งหามค่ำเลยนะ พวกพม่ามันน่ากลัวปานนั้นหรือ” ช่างมั่นฟังเ้าแพงพูดก็ยังงงว่าทหารจากกรุงธนบุรีไม่รู้เื่าพม่าเผากรุงศรีอยุธยาได้อย่างไร หรือาเ็แล้วฟั่นเฟือนเลอะเลือนความจำไป
“ตอนที่พม่ามาตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อแปดปีก่อนมันสำรอกเผาทองที่หุ้มพระพุทธรูป เผาผลาญทำลายวัดพระศรีสรรเพชญ์ในพระราชวังกรุงศรีอยุธยาอย่างย่อยยับ เสียกรุงครั้งที่แล้วช่างเป็ฝันร้ายยังไม่ลบเลือนจากความทรงจำเรา แต่บัดนี้ทัพพม่ายกทัพใหญ่เข้ามาทางด่านเมืองตาก มาที่โลก แลตั้งค่ายอยู่นอกเมืองพิษณุโลกมาั้แ่เดือนยี่ข้างขึ้น เ้าพระยาทั้งสองตั้งค่ายป้องกันเมืองเต็มกำลังอยู่ ออกไปตีค่ายพม่าตีทัพพม่าแตกบ้างผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ แต่พม่ายังไม่ยอมถอยทัพกลับไปอังวะ ยังคงล้อมเมืองมุ่งตีพิษณุโลกพยายามตีเมืองให้แตก หากทัพหลวงจากธนบุรีไม่มาช่วยได้ทัน หวั่นว่าจะตีทัพไทยแตกเข้าเมืองพิษณุโลกได้ หากพม่าตีเมืองใหญ่เราได้ ต้องเผาเมืองพิษณุโลก บ้านเรือนใกล้เคียงก็พลอยถูกเผาปล้นสะดมไปด้วย วัดป่าหลวงเเราอยู่โลกเมืองเหนือติดพิษณุโลกใกล้ทัพพม่าคงวอดวายไปด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าที่ไหนมีทองคำมันก็คงปล้นลอกทองคำเอากลับอังวะเสียหมด เราจึงต้องปกป้องพระพุทธรูปองค์นี้ไว้” ช่างมั่นว่า
“บ้านเมืองเราคงมีพระพุทธรูปมากอีกกี่องค์ใครเป็เ้าของกันเล่า มีมาแต่เมื่อไร ดูแล้วพระพุทธรูปช่างสง่างาม มีค่ายิ่งนัก แล้วท่านมิต้องไปโปกปูนปิดพระพุทธรูปหมดหรือ” เ้าแพงว่า
“เ้าพูดถูกเมืองเหนือนี้มีพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ล้ำค่าหลายองค์ พระพุทธรูปในแว่นแคว้นนี้มีมาแต่โบราณสมัยสุโขทัยโน่น พระมหากษัตริย์ทรงสร้างพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ประจำวัดหลวง ส่วนวัดนอกกำแพงเมืองพระอัครมเหสีจะทรงออกไปสร้าง มีตำนานเล่าว่าสมัยพระเ้าลิไทเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ในการสร้างพระพุทธรูปแต่ละครั้ง จะทรงนำทองคำมาหล่อ เมื่อหล่อองค์พระองค์แรกจะมีทองคำเหลืออยู่เสมอ จะนำทองคำที่เหลือมาหล่อพระพุทธรูปองค์ที่สองสามสี่ การหล่อพระพุทธรูปแต่ละครั้งของพระมหากษัตริย์มักจะมีองค์พี่องค์น้องสององค์เป็อย่างต่ำ เช่นที่วัดใหญ่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เมืองพิษณุโลก มีพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา และพระเหลือ ส่วนที่วัดโคกสิงคารามเป็วัดที่พระนางพสุจเทวีอัครมเหสีพระร่วงทรงสร้างไว้ใจกลางเมืองศรีสัชนาลัย มีพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์อยู่เหมือนกัน แลวัดป่าหลวงนี้ก็เช่นกันมีพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ที่เป็พี่น้องกันอยู่กับวัดโคกสิงคาราม เมืองเหนือนี้จึงมีพระพุทธรูปสั่งสมมากมาย”
“ท่านรู้อย่างไรว่าพระพุทธรูปสององค์นี้เป็พี่น้องกัน”
“วิธีสร้างพระพุทธรูปเหมือนกัน คือพระพุทธรูปมีรอยต่อเก้าแห่ง สามารถแยกออกจากกันเป็ส่วนๆ ได้เก้าส่วน และนำมาประกอบกันโดยมีหมุดเป็เครื่องเชื่อม หรือมีกุญแจสำหรับถอดองค์พระได้ พระพุทธรูปนี้เป็องค์พี่ พระพุทธรูปองค์น้องอีกองค์ที่วัดโคกสิงคารามอยู่ไม่ห่างจากวัดนี้ พระพุทธรูปพี่น้องมักจะไม่อยู่ห่างไกลกัน หรือไม่ก็อยู่วัดเดียวกันดังเช่นที่วัดใหญ่ หากใครพรากองค์ใดองค์หนึ่งออกห่างไกลกันไปเมืองเหนือเมืองใต้ จะนำความวิบัติสู่คนนั้น”
“ท่านพูดเหมือนมีมนต์สาปแช่ง” เ้าเอกในร่างเ้าแพงซักต่อ
“โบราณท่านว่าไว้เล่าต่อๆ กันมา พระพุทธรูปนี้เป็ของกษัตริย์เ้าแผ่นดิน ในการสร้างจะมีพิธีบวงสรวงอันศักดิ์สิทธิ์เป็สำคัญเสมอ” ช่างมั่นว่า
“เสร็จจากองค์นี้ท่านก็ต้องโบกปูนองค์พระพุทธรูปองค์น้องอีกหรือ”
“องค์น้องที่วัดโคกสิงคารามคงไม่ต้องหรอกเพราะองค์น้องใช้ทองคำที่เหลือ เป็เนื้อทองคำแค่ครึ่งเดียวนอกนั้นเป็โลหะอื่นที่มิใช่ทองคำ แต่องค์พี่นี้เป็ทองคำบริสุทธิ์สมบูรณ์ทั้งองค์”
“ท่านรู้อย่างไรเล่าท่านไม่ได้เป็ผู้สร้างพระพุทธรูป”
“ทองคำบริสุทธิ์จะทำให้สีผิวพระสุกปรั่งนะสิ ใครเห็นก็ต้องตา หากพวกพม่าเห็นก็จะหลอมละลายเอาไป ส่วนพระพุทธรูปองค์น้องสีผิวไม่เหลืองอร่ามเท่าไม่สะดุดตา พวกพม่าไม่สนใจหรอก”
“พระพุทธรูปพี่น้องหมายถึงมีพระพักตร์คล้ายคลึงกันไม่ใช่ดอกหรือ”
“การปั้นพระพุทธรูปพี่น้องอาจไม่ใช่คนเดียวกัน เป็คนละคนแต่ชุดเดียวกัน พระพักตร์จึงไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่ก็ใช้ศิลปยุคเดียวกันเช่นใบหน้าพระพักตร์รูปไข่ จึงถือว่าคล้ายคลึงกัน การหล่อพระพุทธรูปแต่ละครั้งจะใช้ช่างยุคเดียวกัน กลุ่มที่มาจากเมืองเดียวกัน แล้วแต่ว่าช่างจะใช้ศิลปะยุคใด เชียงแสนหรือศรีสัชนาลัย ช่างที่หล่อจะเป็ช่างพราหมณ์ฝีมือดี มีพิธีพุทธาภิเษกและพิธีพราหมณ์อันศักดิ์สิทธิ์ การหล่อพระพุทธรูปต้องใช้ผู้บริสุทธิ์มีปาฏิหาริย์เท่านั้นถึงพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์จึงสำเร็จได้”
“แล้วทำไมพระพี่น้องทองคำไม่อยู่ในเมืองในกำแพงวังเช่นพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์เล่า”
“พระพุทธรูปพี่น้องทองคำประดิษฐานอยู่ในวัดหลวงที่มเหสีทรงสร้างขึ้นห่างไกลนอกวังนอกกำแพงเมือง ส่วนพระมหากษัตริย์จะทรงสร้างพระพุทธรูปประดิษฐานตามวัดหลวงในเมืองมีกำแพงเมืองล้อมรอบ” ช่างอิ่มนิ่งไปสักครู่
“เราถึงเป็ห่วงพระพุทธรูปทองคำสองพี่น้องคู่บ้านคู่เมืองนี้ยิ่งนัก อยู่นอกเมืองไร้ผู้คนเ้าหน้าที่ปกป้องกลัวพวกพม่าจะมาปล้นสะดมไป” ช่างมั่นย้ำ
“แล้วท่านไม่ห่วงพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์ ไม่กลัวพวกพม่าจะเผาเอาเมืองเอาทองคำไปหรือ”
“บัดนี้ในเมืองพิษณุโลกมีกำแพงเมืองล้อมรอบมีกองทัพสองพี่น้องเ้าพระยาจักรี และพระยาสุรสีห์ปกป้องดูแลอยู่” ช่างมั่นว่า
“ตอนนี้เราถูกพวกพม่าล้อมอยู่หรือ พวกพม่าใครกันที่บังอาจบุกมา”
“แม่ทัพอแซหวุ่นกี้เป็แม่ทัพพม่าบุกมาล้อมเราไว้ ถึงแม้จะแก่เฒ่าแล้ว แต่มีความเจนจัดในามาก แม้แต่ทัพจีนยังกลัวเลย เคยตีทัพจีนแตกให้ยอมแพ้พ่ายมาแล้ว”
“แล้วบัดนี้เวลาใด ปีพุทธศักราชเท่าไรแล้วกันนะ” เ้าเอกสงสัยอย่างยิ่ง
“พี่แพง เพลานี้เดือนยี่ ข้างขึ้นปีพ.ศ.2318” เรไรตอบ ส่วนเ้าเอกงงย้อนมาพุทธศักราชนี้ได้อย่างไร แต่ก็จำได้ว่ากรุงศรีอยุธยาโดนพม่าเผาไปเมื่อปี พ.ศ.2310 แต่ตอนนี้ไหนไหนชื่อแพงก็แล้วกันตามน้ำไป
“พระเ้าตากสิน” เ้าเอกในร่างเ้าแพงอุทาน นี่เราอยู่ในสมัยพระเ้าตากสินยุคแผ่นดินกรุงธนบุรีเป็เมืองหลวงนะหรือ
“ถูกต้องแล้ว พระเ้าตากสินคือพระเ้ากรุงธนบุรีเป็กษัตริย์เราเมื่อแปดปีที่แล้วต่อจากกรุงศรีอยุธยา”
“แล้วตอนนี้ข้าอยู่ไหน” เ้าเอกไม่หายงง
“ท่านอยู่ศรีสัชนาลัยเหนือพิษณุโลกใกล้โลกที่พวกพม่าตั้งทัพอยู่ แลพม่ากำลังล้อมพิษณุโลกไว้” ช่างอิ่มสงสัยว่าเ้าแพงไม่รู้ได้อย่างไร หรือว่าสติฟั่นเฟือนไปชั่วขณะ เพราะาเ็สาหัสกระทบกระเทือนถึงสมอง
“ข้าว่าจะพักรักษาตัวหลายวันแล้วขออาสาไปรบกับทัพพม่ารักษาเมืองได้ไหม” คำพูดออกมาจากปากเ้าเอกเหมือนโดนโปรแกรมไว้
“จะไม่ได้อย่างไรก็ในเมื่อเ้าได้รับบัญชามาจากพระเ้ากรุงธนบุรีให้ขึ้นมาเมืองเหนือเพื่อขับไล่ทัพพม่า แต่ตอนนี้ข้าว่าเ้าจงนอนหลับฟื้นกำลังตามสบายเถอะ” ช่างอิ่มว่า
เ้าแพงนอนพักรักษาตัวอยู่ไม่นาน ตอนแรกนอนอยู่บนแคร่ดูช่างปั้นทั้งโบกปูนบนองค์พระพุทธรูปอย่างขมีขมัน มือของช่างทั้งสองช่างมีศิลปะชั้นยอด แต่เป็เพราะพระพุทธรูปงดงามเหลืองอร่ามที่ซ่อนอยู่ด้านในเป็เหมือนแบบจำแลงเป็ปูนปั้นมา ทำให้การโบกปูนเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว เพียงแต่การวาดลวดลายบนผิวปูนนั้นต้องใช้ทักษะของช่างทั้งสอง ผิวของปูนจะต้องเรียบละเอียดไม่แตกร้าวเป็หลุมบกพร่องให้เป็ที่สังเกตได้ เนื้อปูนจะต้องไม่บางจนกะเทาะง่าย เ้าแพงไม่ทนนอน เฝ้ามองดูช่างทั้งสองอยู่หลายวันจนต้องต้องตัดสินใจลุกขึ้นเดินโซเซไปหาช่างมั่น
“เ้าจะมาทำอะไร กลับไปนอนซะ” ช่างมั่นว่า
“ข้าจะช่วยท่านตำปูนผสมน้ำอ้อย” เ้าแพงว่า
“แล้วเ้ารู้สึกสบายดีแล้วรึ ข้าแปลกใจจริงทำไมเ้าฟื้นคืนตัวมาเร็วนัก” ช่างมั่นว่า
“ข้ารู้สึกแน่นหน้าอกเล็กน้อย แต่อยากช่วยตำปูนให้ เหลือโปกปูนเศียรองค์พระพุทธรูปอย่างเดียว ข้าอยากมีส่วนช่วยด้วย ข้าอยากให้พระพักตร์ที่ปั้นใหม่ยิ้มเหมือนองค์เดิม”
“แน่นอนอยู่เราทั้งสองก็เป็ช่างศรีสัชนาลัยเหมือนกัน เ้าจงวางใจเถอะ จงไปเอาปูนที่ข้าหมักไว้ที่ด้านหลังอุโบสถเอามาตำคลุกกับน้ำอ้อย ช่วยเบาแรงข้า งานจะได้เสร็จเร็วขึ้น”
เ้าแพงเป็คนว่านอนสอนง่ายเรียนรู้ไม่นานก็สามารถช่วยงานปูนปั้นได้ แต่พอมีเวลาว่างก็ขอออกไปเดินตลาดบ้าง เรไรจึงขอโอกาสติดสอยห้อยตามไปด้วย
“ข้าขอไปด้วย พี่ไปเดินตลาดคนเดียวไม่ได้หรอก ถึงอย่างไรก็ต้องหาของกินมาให้พ่อด้วย” เรไรอ้างเพียงขอใกล้ชิดคลอเคลียชิดเ้าแพง หมายให้ฟื้นความรักเก่าๆ กลับมา ไปตลาดทุกครั้งเรไรสังเกตเห็นพวกสาวๆ พากันมองจ้องตาเป็มันกับหนุ่มหน้าหล่อ บ้างก็เดินเข้ามากระแซะพูดจาเกี้ยวพาราสี ทั้งๆ ที่เรไรเดินคุมตามหลัง
“ยามาหาผู้ชายดีๆ ยาก นังพวกผู้หญิงทั้งหลายคงอดอยาก” เรไรคิด ความรู้สึกหึงหวงเกิดขึ้นในบัดดล รีบเดินไปจูงแขน “ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยมนต์คาถา เดี๋ยวกลับไปจะทำเสน่ห์นะหน้าทอง เสน่ห์ปลายจวักให้พี่แพงสยบเป็ของเรไรให้จงได้” เรไรคิด
มีวันหนึ่งเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันมีทหารพม่าสองนายหนีทัพเข้ามาในหมู่บ้านหมายฉุดหญิงสาวชาวบ้านไปข่มขืน ทหารพม่านายหนึ่งกำลังฉุดยึดจับแขนหญิงสาวเพื่อลากไปข่มขืน เ้าแพงเห็นเช่นนั้นจึงรีบตรงเข้าหมายจะะโถีบทหารพม่า แต่ทหารพม่าเห็นเสียก่อนจึงยกดาบขึ้นชี้หาเ้าแพง เ้าแพงมองเห็นดาบที่ตกอยู่ที่พื้น เป็ของพ่อหญิงสาวที่วิ่งมาปกป้องลูกสาว แต่พ่อของหญิงสาวโดนทหารพม่าฟันนอนที่พื้นจมกองเือยู่ เ้าแพงคว้าดาบขึ้นมาหมายปะดาบด้วย แต่ใยเหมือนคนเก้ๆ กังๆ จับดาบครั้งแรก ทหารพม่าเห็นดังนั้นก็รู้ว่าคู่ต่อสู้อ่อนหัด จึงฟันหมายคอเ้าแพงอย่างแรง เ้าแพงยกดาบขึ้นรับ แต่ดาบหลุดกระเด็นออกจากมือ ตามด้วยใช้เท้าถีบที่ยอดอกเ้าแพงกระเด็นล้มลง ทหารพม่าหมายฟันซ้ำ เ้าแพงยกแขนขึ้นป้องมองจ้องตะลึง “ตายแน่” เ้าแพงคิดในใจ ยังได้ยินเสียงร้องกรีดมาจากเรไร แต่ทันใดนั้นธนูพุ่งตรงมาเสียบถูกอกทหารพม่าล้มลง ทหารพม่าอีกนายตรงเข้ามาหมายดูเพื่อนที่จับลูกธนูที่คาอยู่บนอก มองไปรอบๆ ปรากฏชายคนหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาช่วยเ้าแพง
“เป็อย่างไรบ้างพ่อหนุ่ม” ชายวัยกลางคนค่อนข้างาุโแต่มีหนวดเครา ร่างกายกำยำ ท่าทางเจนจัดในวิชาการต่อสู้ วิ่งเข้ามาพร้อมกับโยนคันธนูทิ้ง ชักดาบที่ติดตัวมาเพื่อปะดาบกับพม่าอีกคนที่เหลือ ไม่รอช้ากระหน่ำฟันด้วยเพลงดาบเชิงรุกสองเพลง ถีบให้พม่าล้มลง ฟันอีกหนึ่งฉาดทหารพม่านอนแน่นิ่งกองกับพื้น
“ขอขอบคุณอาจารย์คงมากที่มาช่วยเหลือทันเวลาพอดี” เรไรว่า ชายกลางค่อนข้างาุโผู้นี้อาศัยอยู่ขอบชายหมู่บ้าน เรไรรู้จักดี ต้องรู้จักใช้เพราะเป็ผู้มีศิลปะการต่อสู้ วิชาดาบรามัญอันสูงส่งจากสำนักดาบเมืองกรุงศรีอยุธยา มีชื่อเสียงในฐานะศิษย์เอกของสำนักดาบ รับใช้จนชีวิตรุ่งโรจน์ในรับตำแหน่งาุโ และตำแหน่งครูฝึกดาบให้ทหารในกองทัพ เป็ผู้ยึดมั่นในความชอบธรรมมากที่สุด แต่ครอบครัวถูกรังแกจากผู้มีอิทธิพลทีฮุบเอาที่ดินทำกิน เลยบุกเข้าไปกำจัดผู้มีอิทธิพลเสียให้สิ้น ตอนที่เสียกรุงฯครั้งที่สองพม่าเผากรุงศรีอยุธยา มีผู้คนอดอยากมากจนเกิดปล้นสะดมทั่วเมือง เมื่อเห็นผู้คนอ่อนแอถูกรังแกถูกปล้นอาหารข้าวเปลือก ของทำกินไปจากครอบครัว จึงตรงเข้าขัดขวาง สังหารโจร นักเลง และผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะผู้ที่ข่มขืนกระทำชำเราผู้หญิงตายไปหลายคน ชื่อเสียงนักดาบของเขาหายไปจากสังคม เก็บตัวเหมือนฤาษีจำศีลอยู่ภายในถ้ำ รอดูรุ่นต่อไป ไม่ได้ร่วมทัพกับสมเด็จพระเ้าตากสินแต่อย่างไร
“ไอ้หนุ่มนั่นเป็ผัวของเ้าหรือ” อาจารย์คงถามเรไร ทำเอาเรไรทำหน้าเลิ่กลักก่อนหันมามองเ้าแพง
“จ้า ฝีมือดาบไม่ได้เื่เลยเ้าค่า อยากช่วยให้อาจารย์ฝึกหน่อย"เรไรรีบแบ่งรับแบ่งสู้
“ข้าเป็ผัวเ้าแล้วรึ” เ้าเอกในร่างเ้าแพงถามย้ำ
“พี่พื้นขึ้นมาจำเมียตัวเองไม่ได้ แถมยังเป็คนไร้ฝีมือไม่มีเพลงดาบ เมื่อก่อนพี่เป็ทหารเตะนักเลงกลิ้งลงนอนบนพื้นถนน ปะดาบสองสามเพลงพวกนักเลงก็ยกมือไหว้ขอชีวิต แต่นี่โดนพวกพม่าฟันดาบหลุดจากมือ เหมือนคนอ่อนหัด หากเป็กะเทยไร้ฝีมือปะดาบ ฉันจะทิ้งพี่ไม่ดูแล จะไม่ทำสำรับข้าวอร่อยๆ ให้กินอีก” เรไรขู่
“พี่ก็ไม่รู้ว่าทำไมเป็เช่นนี้ เ้าคงอยากให้พี่ฝึกวิชาดาบกับอาจารย์นะหรือ” เ้าเอกต่างจากเ้าแพงในเื่บู้อย่างสิ้นเชิง
“หากไร้วิชาดาบ จะเข้ากองทัพทำากับพม่าตามที่บอกได้อย่างไรเล่า คงตายแน่นอน เวลานี้เกิดปล้นสะดมบ่อยครั้ง หากไร้วิชาดาบก็ยากที่จะมีชีวิตอยู่รอดได้” เรไรเตือนสติ อาจารย์คงมองดูผัวเมียโต้ตอบกันทำหน้าเมินหนี
“อาจารย์ขา ช่วยรับผัวข้าเป็ศิษย์อีกสักคนได้ไหมจ๊ะ ฉันจะทำสำรับอาหารอร่อยๆ ให้กิน” เรไรอ้อนวอน อาจาร์ยคงมองหน้าเรไร รู้สึกเห็นใจอย่างยิ่ง
“ได้ นี่ข้าสนิทกับพ่อเ้านะจึงรับไว้” อาจารย์คงรับปาก เ้าแพงจึงได้เข้าเรียนวิชาดาบและหมัดมวยจากอาจารย์คงไม่กี่สิบวันจึงชำนาญในศิลปะการต่อสู้วิชาดาบได้เร็วไว เหมือนมีพร์ บ้างก็ไปฝึกดาบ แล้วกลับมาช่วยพ่อตาโบกปูนพระพุทธรูปต่อ ไม่รู้ว่าเ้าแพงเป็ผัวเรไรเพราะเสน่ห์ปลายจวัคห่อหมกเลิศรส หรือนะหน้าทองกันแน่