“เจ้า ! เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครถึงกล้าปฏิเสธการเป็นศิษย์สายตรงของข้า”ท่านปู่ตงฟางเอ่ยขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดพลังปราณทั่วร่างปั่นป่วนยากที่ควบคุมพลังปราณบางส่วนหลุดจากการควบคุมแผ่พุ่งกดทับร่างฮุ่ยซุนอย่างไร้ปราณี “ผู้อา…วุโส…ปะ…โปรดยั้งมือ”ฮุ่ยซุนฝืนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าซีดเผือด
“ทะ…ท่านปู่โปรดระงับโทสะข้าขอถามเหตุผลมันก่อน” ลี่เซียนกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “มันอวดดีขนาดนี้ เจ้ายังต้องมีอะไรถามมันอีก”ท่านปู่ตงฟางพลังจ้องมองเฟยซุนด้วยสายตาอันคมกริบ “ท่านปู่ ฮุ่ยซุนได้ยกอ้างเหตุผลบางประการที่ไม่สามารถเปิดเผยเคล็ดลับวิชาเร้นกายของมันท่านไม่อยากรู้หรือว่าเหตุผลอันใดที่มันกล้ากล่าวยกอ้างเช่นนีุ้่ยซุนได้ยกอ้างมกริบ เหตุผลอะไรกันตุผลมันก่อน” ลี่เซียนพลันยกเหตุผลร้อยแปดมาให้ท่านปู่ตงฟางหวังเพียงระงับโทสะอันเกรี้ยวกราดลดลงเพียงเล็กน้อยก็ยังดี
“หึ เหตุผลอย่างงั้นเหรอไหนเจ้าเด็กอวดดีพันธุ์นี้มันจะมีเหตุผลอะไรที่ไม่สามารถเปิดเผยได้” ท่านปู่ตงฟางตวัดสายตาอันคมกริบจ้องไปร่างฮุ่ยซุนด้วยเพลิงโทสะ“…” ทว่านัยน์ตาฮุ่ยซุนกลับจดจ้องไปที่ใบหน้าของลี่เซียน ลี่เซียนพลันจ้องกลับเข้าไปในแววตาดำทมิฬของฮุ่ยซุนก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ“ท่านปู่ ข้าขอคุยกับมันเพียงชั่วครู่ได้ไหม” ลี่เซียนก้าวเท้าอันเบาะบางไปด้านหน้าท่านปู่ตงฟางอย่างช้าๆไปหยุดห่างจากฮุ่ยซุนเพียงสามก้าว ท่อนแขนขวาลี่เซียนพลันยกขึ้นระดับหัวไหล่ฮุ่ยซุนมือน้อยๆของลี่เซียนพลันคว้าเสื้อฮุ่ยซุนอย่างรวดเร็วเหวี่ยงฮุ่ยซุนโดยที่มันไม่อาจทันตั้งตัวเหว๋ออออ เสียงของฮุ่ยซุนดังขึ้นอย่างกะทันหัน ปัง หัวไหล่ฮุ่ยซุนกระแทกเข้ากำแพงโดยมิอาจเกร็งป้องกันได้อย่างทันท่วงที“ฮุ่ยซุน ! มีสติสักที เจ้ารู้หรือไหม สิ่งที่ข้าพูดออกไป หวังเพื่อช่วยชีวิตเจ้าหากเจ้ายังดื้อดึงไม่รักชีวิตเจ้า มันก็สุดแล้วแต่ที่เจ้าจะต้องการ” ลี่เซียนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านทว่าน้ำเสียงของลี่เซียนกลับส่งผลให้ส่วนลึกในนัยน์ตาของมันต้องสั่นสะท้านเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ“ฮุ่ยซุน…ข้าขอจะถามเจ้าอีกครั้ง เจ้ามีเหตุผลอะไรที่ไม่อาจบอกเคล็ดลับให้กับท่านปู่ข้าทราบได้”ลี่เซียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
นัยน์ตาฮุ่ยซุนเลื่อนลอยราวกับภายในจิตใจมันกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก “เหตุผลที่ข้าต้องหลบหนีมาที่สำนักแห่งนี้เพียงเพราะต้องการได้รับปกป้องการตามล่าจากคนของตระกูลข้าจะไม่ยอมมาทิ้งชีวิตไว้สถานที่แห่งนี้ ท่านแม่…” นัยน์ตาอันดำทมิฬของฮุ่ยซุนพลันเกิดประกายระยิบระยับอันประหลาด สายตาทั้งสองพลันกลับมาควบแน่นดังเดิมจับจ้องใบหน้าลี่เซียนด้วยสายตาจริงใจไร้เล่ห์กลใดๆ “เหตุผล…ที่ข้าไม่อาจบอกเคล็ดลับท่านได้เพราะมันคือวิชาทางสายเลือดข้า มันจึงเป็นเหตุผลที่ผู้อื่นไม่อาจสามารถฝึกฝนวิชาเร้นกายของข้าได้”ฮุ่ยซุนพลันจ้องมองผู้อาวุโสตงฟางด้วยสายตาแน่วแน่นสร้างความประหลาดใจให้ผู้อาวุโสตงฟางเป็นอย่างมากที่เจ้าเด็กอวดดีผู้นี้ไม่หวาดหวั่นต่อสายตาอันคมกริบดุจเพชรแท้คู่นี้ได้
“หึ…เจ้าจะบอกข้าว่าเฉพาะสายเลือดของเจ้าคิดว่าข้าโง่ถึงขนาดไม่รู้จักวิชาของฮุ่ยเหมยเลยหรือยังไง เจ้าทั้งสองเป็นญาติเกี่ยวพันทางสายเลือดนางก็ต้องมีสายเลือดของเจ้าไหลเวียนอยู่บ้างแต่เหตุใดนางถึงไม่อาจใช้ถึงวิชาเร้นกายเช่นเจ้า” ผู้อาวุโสตงฟางหรี่ตามองฮุ่ยซุนราวกับมองทะลุทะลวงทุกความลับที่มันพยายามซ้อนเร้น“…” เฟยซุน
ด้วยสัมผัสอันเฉียบคม ลี่เซียนพลันกล่าวย้ำคำถามท่านปู่ของนางอีกครั้ง“ฮุ่ยซุน สิ่งที่เจ้าได้กล่าวออกมา มันขัดแย้งกับความจริงที่ปรากฏ เจ้าจงบอกเหตุผลที่แท้จริงมาและเจ้าจงสบายใจได้ เมื่อท่านปู่ข้าไม่อาจฝึกเคล็ดลับเร้นกายของเจ้าได้ท่านปู่ก็ไม่อาจทำร้ายเจ้าแต่อย่างใด ข้าขอรับรอง ท่านปู่ข้าก็เพียงอยากทราบเหตุผลที่แท้จริง”ลี่เซียนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าอ่อนโยน ฮุ่ยซุนจ้องมองลี่เซียนด้วยสายตาสั่นสะท้านเพียงเสี้ยววินาทีก่อนแววตาฮุ่ยซุนกลับมาควบแน่นไร้ระลอกความประหม่า
“ตัวข้ากับผู้อาวุโสฮุ่ยเหมยมิได้เกี่ยวพันทางสายเลือดกันอย่างใดข้าเพียงแต่รู้จักกับบิดาของนาง ข้าเลยขอให้นางรับรองข้า” ฮุ่ยซุนกล่าวโดยสีหน้าเรียบเฉยทว่าคำที่เอ่ยออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยกลับสร้างความแตกตื่นให้ทั้งผู้อาวุโสตงฟางและลี่เซียนเป็นอย่างมาก“จะ…เจ้าว่าอย่างไรนะ เจ้าไม่ได้เป็นญาติกับท่านพี่ฮุ่ยเหมย แล้วเจ้าชื่อแซ่ว่าอะไร”ลี่เซียนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก แม้แต่ผู้อาวุโสตงฟางยังคงจ้องมองฮุ่ยซุนด้วยสายตาความไม่ไว้วางใจทว่ายังไรซึ่งคำพูดใดๆ ได้เพียงปล่อยให้ลี่เซียนเป็นผู้ไต่ถามต่อไป “ตัวข้าแซ่ เฟยชื่อ ซุน” เฟยซุนเอ่ยขึ้นด้วยแววตาอันมั่นคงไร้ระลอกความกังวลใดๆ
“เฟยซุน…เฟยหลง…หรือว่าเจ้าเป็นคนของกลุ่มหมู่บ้านเงามังกรของจอมโจรเฟยหลง”ผู้อาวุโสตงฟางพลันกล่าวขึ้นด้วยความตกตะลึง “ใช่ข้าเป็นคนของหมู่บ้านเงามังกรเฟยหลงคือบิดาของข้าเอง” เฟยซุนยังคงจ้องมองผู้อาวุโสตงฟางด้วยสายตาอันแน่วแน่น ดวงตาผู้อาวุโสตงฟางหดลีบจ้องมองเฟยซุนด้วยแววตาอันไม่เป็นมิตร
“หึ…นับเจ้ากล้ามากที่เปิดเผยตัวตนต่อหน้าข้านี้แสดงว่าเจ้ายังไม่ล่วงรู้ว่ากลุ่มจอมโจรของหมู่บ้านเงามังกรของเจ้าเหิมเกริมช่วงชิ่งเกราะเกร็ดมังกรไฟพันปีของสำนักพิทักษ์มังกรส่งมอบเพื่อแสดงความยิ่งดีกับหลานสาวของข้านับว่ากกลุ่มชุมโจรของเจ้า กล้าที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับสำนักของเรา ความผิดนี้เจ้าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”ผู้อาวุโสตงฟางเอ่ยขึ้นด้วยโทสะอย่างเกี้ยวกราด “ถ้าหาก…เจ้าฉีเคาะล่วงรู้ว่าเจ้าเป็นคนของหมู่บ้านเงามังกรมันคงไม่รีรอเอาชีวิตเจ้าทันที” ผู้อาวุโสตงฟางหรี่ตามองเฟยซุนพลันปลดปล่อยพลังปรายแผ่พุ่งเข้ากดทับร่างเฟยซุนอย่างหนาแน่นจนเฟยซุนหายใจติดขัดใบหน้าซีดเผือด
เพียงเสี้ยววินาทีลี่เซียนกลับปลดปล่อยพลังปราณสีอำพันส่องแสงสะท้อนไปทั่วห้องเข้ากีดกั้นพลังปราณของท่านปู่ท่านที่กดทับเฟยซุนอย่างรวดเร็วท่านปู่จ้องมองหลานสาวด้วยสายตาพินิจ “เจ้าสามารถใช้ปราณอำพันได้แล้วอย่างนั้นเหรอ”ท่านปู่ตงฟางเอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ ทว่าลี่เซียนกลับไม่หันกลับมามองท่านปู่พลันเอ่ยขึ้นด้วยด้วยน้ำเสียงใสอันแผ่วเบา“ท่านปู่ ข้าขออภัย แต่ข้ายังมีบางอย่างที่ต้องถามมัน” ลี่เซียนพลันเดินเข้าไปแทรกกลางระหว่างท่านปู่ตงฟางและเฟยซุน
“เจ้าแซ่เฟย ชื่อซุน อย่างนั้นเหรอ” ลี่เซียนพลันจ้องเข้าไปนัยน์ตาเฟยซุนไม่อาจค้นพบความจริงใดๆได้จนท้ายสุดลี่เซียนพลันสังเกตสีผมและดวงตามันอย่างถี่ถ้วน ท่านปู่ตงฟางขมวดคิ้วลึกครุ่นคิดความสัมพันธ์ของผู้เยาว์ทั้งสองด้วยความประหลาดใจ“ลี่เซียน เจ้ารู้จักกับมันอย่างงั้นเหรอ” ท่านปู่ตงฟางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“ท่านปู่ข้ารู้จักคนชื่อเฟยซุนจริง แม้รูปร่างมันใกล้เคียงกับเฟยซุน แต่มันไม่ใช่ลักษณะแบบนี้เฟยซุนผู้นั้นผมมันยาวสีฟ้า ดวงตากระจ่ายใสสีฟ้าดุจน้ำทะเล ทว่าเจ้าหมอนี้กลับยกเรื่องอ้างชื่อเฟยซุนข้าอยากรู้ว่ามันมีเหตุผลใดถึงยกอ้างชายที่ชื่อเฟยซุน” ลี่เซียนหรี่ตาจ้องมองมันราวกับค้นหาความลับที่ซ่อนทุกซอกทุกมุมมือขวาลี่เซียนคว้าคอเสื้อเฟยซุนที่อยู่ด้านหน้านางอย่างฉับพลัน “เจ้าเป็นใครกันทำไมเจ้าถึงแอบอ้างว่าเป็นชายที่ชื่อเฟยซุน เจ้ามีเหตุผลอะไรกันแน่น” ปราณอำพันปกคลุมร่างลี่เซียงพลันยกเฟยซุนขึ้นจนตัวลอยจากพื้นทว่าแววตาเฟยซุนไร้วี่แววความเกรงกลัวใดๆ ได้เพียงพึมพําเบาๆ “เจ้ารู้จักรูปลักษณ์เดิมของข้าได้เช่นไร”เฟยซุนครุ่นคิดภาพความทรงจำตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ตัวมันมีเพียงท่านย่าและผู้อาวุโสสี่ที่ค่อยช่วยเหลือมันอย่างจริงใจ
ลี่เซียนหรี่ตามองเฟยซุนด้วยความไม่เป็นมิตร“ถึงขนาดนี้ เจ้ายังไม่เลิกโกหกข้าอีกงั้นเหรอ” ลี่เซียนไม่อาจควบคุมอารมณ์พลันเหวี่ยงเฟยซุนกระแทกกับกำแพงอั๊ค มุมปากเฟยซุนปรากฎเลือดออกมาเล็กน้อยทว่าเฟยซุยกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เจ้าจะเชื่อหรือไม่…มันก็เป็นสิทธิของเจ้า…ข้ากับเจ้าล้วนไม่เคยพบหน้ากันแต่เจ้าสามารถจดจำภาพลักษณ์เดิมของข้าได้…เจ้าได้ยินมาจากใครกัน”เฟยซุนเอ่ยโดยไร้ท่าทีกริ่งเกรงใดๆ
ลี่เซียนพลันหยุดชะงัดขมวดคิ้วลึก“เจ้ารู้จักชายที่ชื่อว่า…ซิ่งหยางหรือไม่” ดวงตาเฟยซุนเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “จะ…เจ้ารู้จักกับซิ่งหยางด้วยอย่างงั้นเหรอ ตอนที่ซิ่งหยางอยู่ที่ใด หยางคือสหายคนแรกของข้า….เจ้ารู้ใช่ไหมเขาอยู่ที่ใด”เฟยซุนเอ่ยด้วยท่าทีลนลาน กลับเป็นลี่เซียนต้องอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง นางพลันเอ่ยขึ้นในใจ“หรือว่ามันคือคนเดียวกับเฟยซุนข้าทดสอบปฏิกิริยามันหน่อยดีกว่า” ลี่เซียนพลันจ้องมองเฟยซุนด้วยความไม่ไว้วางใจเอ่ยขึ้นสี่คำด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา“ดาบเสี้ยวพระจันทร์” เสียงที่แผ่วเบากลับสร้างปฏิกิริยาของเฟยซุนอย่างตื่นตระหนก“จะ…เจ้ารู้ชื่อดาบไม้ได้อย่างไรได้” เฟยซุนจ้องมองลี่เซียนอย่างประหลาดใจ “รู้อะไรสี่คำนี้มีความหมายอะไรกับเจ้า” ลี่เซียนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “มันคือชื่อดาบไม้ที่ซิ่งหยางเป็นคนตั้งชื่อดาบไม้เสี้ยวพระจันทร์” เฟยซุนเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าที่ร้อนร่นทว่าลี่เซียนกลับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด “ทะ…ท่านปู่ ขะ…ข้าขอคุยกับท่านหน่อย”ลี่เซียนเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าตกตะลึง ท่านปู่พลันกางมานปราณปกคลุม จนร่างทั้งสองเลือนหายไปอย่างช้าๆต่อหน้าต่อตาเฟยซุน“ที่แท้ ตาเฒ่าก็มีมิติเร้นกายเช่นข้า เหตุใดยังต้องการ อสูรเร้นกาย ของข้าไปอีก” เฟยซุนพลันครุ่นคิดอย่างช้าๆ
“ลี่เซียน เจ้ามีอะไรอย่างงั้นหรือทำไมถึงทำหน้าแตกตื่น” ท่านปู่ตงฟางขมวดคิ้วลึกเต็มด้วยความสงสัย “ท่านปู่ ข้ากับเฟยซุนเราเคยพบกัน ช่วงที่ข้าปลอมตัวเป็นท่านพี่หยาง ฮุ่ยซุนผู้นี้รูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกับฮุ่ยซุนมีเพียงสีผมและสีดวงตาที่แปรเปลี่ยนจากเดิมจากสีฟ้าสว่างใสกลับกลายเป็นสีดำทมิฬทว่ากลับมีสิ่งหนึ่งที่ยืนยันเฟยซุนได้นั้นคือ ช่วงเวลาที่ข้าปลอมตัวข้าเคยเหลาดาบไม้เป็นรูปเสี้ยวพระจันทร์เพื่อใช้ประลองฝีดาบกับมัน มีเพียงมันที่ล่วงรู้ชื่อดาบไม้นั้นเพราะฉะนั้น ฮุ่ยซุนกับเฟยซุน น่าจะเป็นคนเดียวกัน และข้าเคยได้ยินมาเฟยซุนผู้นี้มักถูกผู้นำหมู่บ้านคนล่าสุดชิงชังเหตุเพราะมันเป็นบุตรของเฟยหลง ทว่าสิ่งที่ข้าประหลาดใจกับมันที่สุดคือพลังปราณของมันเพราะข้าเป็นคนสอนมันตั้งแต่เริ่มรวบรวมพลังธรรมชาติกำหนดลมปราณก่อนที่ข้าจะจากมันมามันใช้เวลากว่าห้าเดือนพยายามฝึกฝนพลังปราณด้วยตนเอง จนตอนนี้พลังปราณมันอยู่ช่วงชั้นลมปราณก่อตั้งชั้นสี่นี้มันเกินกว่าที่ข้าคาดคิดไว้นัก” ใบหน้าลี่เซียนแฝงไปด้วยความภูมิใจ
“สาเหตุที่เจ้าเอ่ยขึ้นแบบนี้มันกำลังหมายความว่าอยากให้ข้ารับเฟยซุนเป็นศิษย์สายตรงเช่นนั้นหรือไม่” ท่านปู่ตงฟางใช้สายตาอันคมคริบดุจเพรชแท้มองทะลุเข้าไปในแววตาอันกลมโตของลี่เซียนจนนางสะดุ้งไม่ทันตั้งตัว “ลี่เซียน เหตุผลที่แท้จริงขอเจ้าทำไมเจ้าถึงคอยปกป้องมัน”
“ขะ…ข้าเป็นสหายคนแรกของมัน…ช่วงเวลาที่ข้าปลอมตัวเป็นท่านพี่หยางข้าพบมันนั่งร้องไห้อยู่ริมลำธาร แววตาของมันโศกเศร้าที่สุดที่เข้าเคยพานพบยามข้าเห็นข้าหวังเพียงปลอบให้มันพ้นจากความโศกเศร้าที่กัดกินหัวใจก่อนจากไป แต่…ยิ่งเวลาผ่านไปข้าจึงได้รับรู้เหตุผลที่แท้จนจนมันต้องมาร้องไห้ริมลำธารทุกวัน ข้าใช้เวลาหลายวันในการพูดคุยกับมัน จนล่วงรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงมันคือบุตรชายคนเดียวของจอมโจรเฟยหลงก่อนที่บิดาของมันตกตายและถูกยึดอำนาจโดยเฟยหมิงลูกพี่ลูกน้องของบิดามัน ตัวมันถูกกีกกั้นไม่ให้ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับผู้เยาว์ในรุ่นเดียวกันจนมันอายุแปดปีเช่นข้า ในจักรวรรดิมังกรฟ้าแห่งนี้แม้แต่เด็กอายุสี่ขวบก็เริ่มฝึกฝนพลังปราณกันแล้ว แต่มันกลับไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะเรียนรู้วิธีกำเนิดลมปราณตลอดเวลาที่ข้าพูดคุยกับมัน มันไม่เคยแม้แต่เคยร้องขอให้ข้าสอนวิธีการกำหนดลมปราณแต่อย่างใดแต่เป็นข้าเองที่ทนไม่ได้ ทุกวันที่มันมาพบข้าร่างกายมันจะปรากฏรอยชำบนร่างกายไม่ซ้ำที่อยู่ทุกวัน จนข้าเป็นคนเอ่ยปากที่จะสอนมันเองให้ป้องกันตัว” ลี่เซียนเบนสายตาไปยังเฟยซุนที่นั่งโง่งมอยู่กับพื้นด้วยแววตาที่เหม่อลอย “ลี่เซียนเจ้ายังตอบไม่ตรงคำถามของปู่” ดวงตาอันคมกริบของท่านปู่ตงฟางยังคงไม่ละสายตาไปจากลี่เซียนแต่อย่างใด
“ขะ…ข้าเป็นคนสอนมันใช้ปราณข้าก็เป็นอาจารย์ของมัน” ลี่เซียนเอ่ยขึ้นด้วยความประหม่า “เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ได้ ข้าจะรับมันเป็นศิษย์ และปู่จะไม่ไต่ถามเคล็ดลับทักษะเร้นกายของมัน แต่ปู่จำเป็นต้องรู้ภูมิหลังของศิษย์ทุกคนเจ้าจงบอกให้มันเตรียมตัว ปู่จะออกไปรอที่ด้านนอกห้องโถง” ท่านปู่ตงฟางกล่าวเสร็จพลันหันหลังม่านปราณสหายหายไปในพริบตาภาพแรกที่ปรากฎต่อสายตาเฟยซุน คือลี่เซียนกำลังยืนแข็งทื่อดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงภายใต้ความเงียบงั่น ท่านปู่ตงฟางก้าวเดินออกจากห้องด้วยท่าทีสงบ