บทที่ 6
การเจรจาเหนือชั้น และเฟืองตัวแรกแห่งการค้า
แสงอรุณสาดส่องผ่านรอยแยกของ ‘รังไหมสีเงิน’ ที่ลินสร้างขึ้นชั่วคราว แม้ภายนอกจะดูเหมือนก้อนขยะโลหะประหลาดท่ามกลางซากไม้ แต่ภายในกลับอบอวลด้วยอุณหภูมิที่คงที่และปลอดภัย ลินลืมตาขึ้นพร้อมกับความขยับเขยื้อนของร่างกาย แม้จะยังมีความปวดเมื่อยตกค้างอยู่บ้าง แต่หัวใจกลับโชติ่ด้วยไฟแห่งการเริ่มต้น
เธอดึงไซรัสเข้ามากอดแนบอก ตรวจสอบสัญญาณชีพของเด็กน้อยผ่านระบบสแกน เมื่อยืนยันว่าทุกอย่างปกติ เธอจึงรวบรวม ‘ศิลาคราบตะกรันเพลิง’ ที่คัดแยกไว้ใส่ย่ามใบเก่าที่ซ่อมแซมจนแข็งแรง
“ไปกันเถอะไซรัส ไปดูหน้าตาของคำว่า ‘กำไร’ กัน”
การเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองอาเธลอสไม่ใช่เื่ง่ายสำหรับผู้หญิงที่ต้องอุ้มทารกพร้อมแบกสัมภาระหนักอึ้ง ทว่าด้วยการคำนวณทิศทางและการกระจายน้ำหนักของสายสะพายที่ลินประดิษฐ์ขึ้นเอง ทำให้เธอประหยัดแรงไปได้มากกว่าที่คิด เมื่อเข้าสู่เขตเมือง ภาพกำแพงหินสูงตระหง่านและเสียงอื้ออึงของผู้คนย้ำเตือนให้เธอนึกถึงโลกเก่า แต่นี่ไม่ใช่ความวุ่นวายที่น่ารำคาญ เพราะสำหรับลิน มันคือสัญญาณของ ‘สภาพคล่องทางการเงิน’
ลินไม่ได้มุ่งหน้าไปยังตลาดสดหรือร้านรับซื้อของเก่า เป้าหมายของเธอคือสถานที่ซึ่งความร้อนและโลหะคือหัวใจหลัก... ร้านตีเหล็ก ‘ค้อนทมิฬ’ ร้านที่ใหญ่ที่สุดในย่านนี้ ปล่องไฟมหึมาของมันพ่นควันสีเทาเข้มออกมาอย่างไม่ขาดสาย
กลิ่นกำมะถันและเสียงเหล็กกระทบกันดังกัมปนาทคือบทเพลงที่ลินคุ้นเคย เธอเดินฝ่ากลุ่มชายฉกรรจ์ร่างกำยำที่กำลังกวัดแกว่งค้อน ตรงไปยังชายวัยกลางคนเคราแดงเพลิงผู้กำลังยืนกอดอกจ้องมองเตาหลอมด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
“เตาของท่านกำลังสูญเสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ไปมากกว่า 40% ค่ะ” เสียงนิ่งเรียบแต่ทรงพลังของลินดังแทรกผ่านเสียงสะท้อนของโลหะ
ชายเคราแดงหันขวับมามอง เขาไล่สายตาสำรวจหญิงสาวในชุดมอมแมมที่อุ้มทารกตาใสแป๋ว “เ้าว่าอะไรนะนังหนู?”
“ข้าบอกว่า เตาหลอมของท่านมีระบบหมุนเวียนความร้อนที่ล้มเหลว พลังงานเกือบครึ่งจึงระเหยทิ้งไปกับควัน” ลินย้ำชัดถ้อยชัดคำ
“จะเป็ไปได้ยังไง! เตาของข้าสร้างตามตำราโบราณอย่างเคร่งครัด ไม่มีทางเสียพลังงานบ้าบออะไรนั่นหรอก!”
ลินไม่โต้เถียงด้วยอารมณ์ เธอวางย่ามลงแล้วหยิบก้อนหินสีดำสนิทออกมา “ตำราโบราณอาจจะแม่นยำในยุคของมัน แต่ไม่ใช่กับตอนนี้... เตาของท่านมีการไหลเวียนอากาศ (Airflow) ที่ผิดทิศทาง มันจึงสร้างควันมากกว่าความร้อน” ลินสบตาเ้าของร้านอย่างท้าทาย “ถ้าท่านอนุญาตให้ข้าปรับโครงสร้างเตาด้วยหินพวกนี้และวิธีการของข้า ข้าจะทำให้เหล็กของท่านหลอมละลายเร็วขึ้นเท่าตัว โดยใช้เชื้อเพลิงเพียงครึ่งเดียว”
บารอน เ้าของร้านหัวเราะลั่น ทว่าแววตาของหญิงสาวตรงหน้ากลับนิ่งสงบจนเขาเริ่มสับสน “แล้วถ้าเ้าทำไม่ได้ล่ะ?”
“ข้าจะยกศิลาหายากในย่ามนี้ให้ท่านทั้งหมดฟรีๆ แต่ถ้าข้าทำได้... ท่านต้องจ่ายค่าวิชาให้ข้า 100 เหรียญทอง และรับซื้อหินพวกนี้ในราคาก้อนละ 5 เหรียญทอง”
ด้วยเดิมพันที่เป็ของแปลกตา บารอนจึงยอมหลีกทางให้ลินจัดการเตาหลอมที่ว่างอยู่ ลินเริ่มลงมือทันที เธอไม่ได้ใช้เวทมนตร์ แต่ใช้ ‘วิศวกรรมย้อนกลับ’ (Reverse Engineering) เธอวิเคราะห์จุดอับลมและช่องทิ้งขี้เถ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะนำศิลาคราบตะกรันเพลิงมาวางสลับกับอิฐทนไฟในตำแหน่งที่คำนวณไว้ เพื่อบีบอัดความร้อนให้พุ่งสู่จุดศูนย์กลาง
เธอสั่งให้ลูกมือช่างเหล็กเจาะช่องระบายอากาศเพิ่มที่ฐานเตาตามหลักการ Rocket Stove เพื่อกระตุ้นการเผาไหม้สมบูรณ์ ไซรัสที่นอนอยู่ในตะกร้าข้างๆ จ้องมองแม่ของเขาทำงานด้วยดวงตาสดใส ราวกับกำลังรอชมการแสดงนวัตกรรมที่โลกนี้ไม่เคยพบเห็น
“จุดไฟได้เลยค่ะ” ลินสั่งการ
ทันทีที่เปลวไฟััศิลาตะกรันเพลิง แสงสีส้มแดงก็ทวีความเข้มข้นจนเกือบเป็สีขาว ควันที่เคยพวยพุ่งหนาทึบจางหายไปในพริบตา บ่งบอกถึงการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ บารอนที่เคยยืนกอดอกสบประมาทถึงกับต้องถลาเข้าไปดูใกล้ๆ ด้วยความตกตะลึง
“เป็ไปได้ยังไง... อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นเร็วขนาดนี้เชียวหรือ? แล้วหินพวกนี้... ทำไมมันถึงเรืองแสง!”
“มันคือการกักเก็บความร้อนความหนาแน่นสูงค่ะ” ลินอธิบายพลางใช้คีมคีบแท่งเหล็กดิบใส่ลงไป “หินพวกนี้จะกำจัดจุดอับความเย็น ทำให้ความร้อนคงที่โดยไม่ต้องโหมลมให้ไฟมอด” เพียงชั่วครู่ เหล็กกล้าที่เคยต้องรอนานนับชั่วโมงก็แดงฉานและอ่อนตัวพร้อมขึ้นรูป
บารอนหยิบแท่งเหล็กออกมาตรวจสอบด้วยมือที่สั่นเทา “คุณภาพการหลอมระดับนี้... มีแต่ในโรงงานของพวกขุนนางเท่านั้น เ้าเป็ใครกันแน่?”
ลินคลี่ยิ้มบาง พลางอุ้มไซรัสขึ้นแนบอก “ข้าก็แค่หญิงหม้ายที่รักในการประดิษฐ์... สรุปว่าข้อตกลงของเราล่ะคะ?”
บารอนมองเตาที่แผ่รังสีความร้อนอันสมบูรณ์แบบสลับกับมองถุงหินในย่าม เขาเป็นักธุรกิจที่มองการณ์ไกล หากเขามีสิ่งประดิษฐ์นี้ เขาจะครองตลาดอาวุธและเครื่องมือเกษตรได้เบ็ดเสร็จ “100 เหรียญทองมันน้อยไปสำหรับปัญญาของเ้า... ข้าจะให้ 200 เหรียญทอง! และรับซื้อหินในย่ามนั่นทั้งหมดก้อนละ 10 เหรียญทอง! แต่เ้าต้องสัญญาว่าถ้าเ้าหาศิลานี้ได้อีก เ้าต้องขายให้ข้าเป็คนแรกเสมอ”
ลินคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว เงินก้อนนี้มากพอจะซื้อบ้านในเมืองและจ้างคนดูแลไซรัสในยามที่เธอต้องออกไปเก็บทรัพยากร
“ตกลงค่ะ แต่ข้ามีเงื่อนไขอีกข้อ... ข้าต้องสามารถใช้โรงหลอมของท่านเป็ครั้งคราว เพื่อสร้าง ‘โปรเจกต์ส่วนตัว’ ของข้าด้วย”
“ได้เลย! สำหรับอัจฉริยะอย่างเ้า ประตูร้านค้อนทมิฬเปิดต้อนรับเสมอ!”
ลินรับถุงเงินหนักอึ้งมาไว้ในมือ ััของโลหะมีค่าที่กระทบฝ่ามือนั้นช่างหอมหวานยิ่งกว่ากลิ่นน้ำมันเครื่องที่เธอเคยหลงใหล เธอหันไปสบตากับไซรัสแล้วกระซิบแ่เบา “เห็นไหมลูก... เงินก้อนแรกมาแล้ว ต่อไปเราจะสร้างอาณาจักรของเราเองจริงๆ เสียที”
เฟืองตัวแรกของจักรวรรดิวิศวกรรมเริ่มหมุนขับเคลื่อนแล้ว และครั้งนี้... จะไม่มีใครหยุดยั้งลินได้อีกต่อไป
……………
ในที่สุดลินก็โชว์เทพจนได้เงินถุงเงินถัง! การใช้ความรู้จากโลกเก่ามาแก้ปัญหาโลกใหม่นี่มันสะใจจริงๆ ค่ะ แต่แน่นอนว่าความรวยมักมาพร้อมกับความริษยา ลินจะรับมือกับสายตาที่จับจ้องมาจากมุมมืดของเมืองได้อย่างไร?
ฝากกดติดตามและเป็กำลังใจให้นักประดิษฐ์สาวกับเ้าก้อนแป้งด้วยนะค้าาา!