ย้อนเวลากลับไปเล็กน้อยก่อนที่สงคราม ณ แนวกำแพงทางทิศใต้จะจบลงด้วยชัยชนะของสกัด
***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
“วัตถุดิบแปลงสภาพโกเลมเหลืออีกแปดแสนหกหมื่น วัตถุดิบสำหรับสร้างลูกไฟยักษ์เหลือพอใช้แค่หนึ่งครั้ง และอื่น ๆ ที่เหลืออย่างละนิด… ทำไมมันเหลือน้อยแบบนี้ละดอง~! ใครบังอาจเอาไปใช้เล่นหรือดอก~! ”
ฉันพูดด้วยความโกรธ
หลังจากที่สร้างสะพานน้ำแข็งกับส่งหน่วยโกเลมบุกไปแล้ว พอฉันจะสั่งให้ทิ้งลูกไฟยักษ์ กลับมีรายงานว่าเหลือวัตถุดิบพอยิงได้อีกแค่นัดเดียวเท่านั้น
ฉันเลยสั่งให้พวกเขาตรวจสอบวัตถุดิบการแปรธาตุดู แล้วพบว่าเหลือน้อยนิดอย่างที่บอกนั่นละ
“อืม~ เอสเทอ ฉันว่าสาเหตุเกิดจากคำสั่งของเธอนั่นละยัน~”
“ดอง~? ”
ประธานาธิบดีลิลลี่พูดแทรกตอนที่ฉันกำลังต่อว่าลูกน้องอยู่
“ยังจำได้ไหม? ในวันแรกของการเดินทัพ ที่พวกเราร้องรำทำเพลงนะ ตอนนั้นใช้วัตถุดิบเปลืองน่าดูเลยนี่”
“ดอง!? ”
ภาพในอดีตที่ร้องเพลงพร้อมกับจุดพลุอย่างยิ่งใหญ่ แถมยังสร้างดอกไม้หลากสีเพื่อความสนุกได้ผุดขึ้นมาในหัว
“แถมตอนบุกตีป้อมปราการศัตรูที่แนวตะวันออกแถวชายแดน เธอยังสั่งให้ทุกคนโจมตีใส่ไม่ยั้งเลยนี่ยัน~”
“ดอก!? ”
ลูกไฟที่โปรยปรายเต็มท้องฟ้าชนิดไม่คิดจะให้ศัตรูหนีได้ ได้ผุดเข้ามาในหัว
“ระหว่างทางที่เจอกองทัพศัตรูโจมตี เธอก็เล่นสั่งให้ใช้ไม่ยั้งเหมือนกันนะยัน~”
“ดอง ดอก ดอก~! ”
ฉันรู้สึกเหมือนมีลูกศรกำลังแทงหน้าอกของตัวเอง
ฉันก้มหน้าลงพื้นดินอย่างหมดหวัง ขาชี้ขึ้นฟ้าอย่างสิ้นประดาตาย
ความผิดฉันทั้งนั้นเลยนี่หว่า!
“... ช่วยไม่ได้ งั้นพวกเราจะใช้แผนป่วนประสาทแทน หน่วยภูติวายุ ฝากด้วยดอง~! ”
“รับทราบค่ะ กิว~”
ภูติตรงหน้าตอบรับฉันด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
เธอมีผมสีขาวทรงแอร์โฟร์ และมีดวงตาสีขาวงดงาม
ชุดภูติตัวบางที่คล้ายกับกลีบใบไม้สีขาวกำลังพริ้วไปมาอย่างเริงร่า
ยัยนี่มีชื่อว่า [ดิไลออน] หัวหน้าหน่วยภูติวายุ ภูติที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าของเรา
เอาละ จะต่อสู้ไม่ให้น้อยหน้าเผ่าอื่นเลยคอยดูดอง~
“...เดียว แต่ไม่ต้องเอาจริงมากก็ได้ เดียวโดนเผ่าอื่นเพ็งเล็งเอา”
ฉันส่งคำเตือนสุดท้ายไปให้เหล่าหัวหน้าทุกคน
หากเอาจริงจนกลายเป็นที่เพ่งเล็งจากเผ่าอื่น เดียวจะซวยทีหลังได้ ดอง~
จะว่าไปยัยเปอร์ไซด์ที่เป็นสายสืบของชาวปักษามันหายไปไหนแล้วหว่า?
***ชายผู้กัดไม่ปล่อย [อลูฟ]
พวกปีศาจแสงเคลื่อนทัพบุกเข้ามาแล้ว
พวกสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายก้อนดินเหล่านั้น มันเกิดจากฝีมือของพวกตัวจิ๋วนี้เองสินะ?
หน่อย… พอคิดถึงเหตุการณ์ที่ถูกถล่มในภาคตะวันออกแล้ว ยังรู้สึกแค้นไม่หายเลยเฟ้ย
แล้วนั่นอะไร? ความสามารถที่ทำให้น้ำกลายเป็นผืนน้ำแข็งได้นั้นคืออะไรกัน? ”
ทุกคนรวมถึงข้าต่างรู้สึกตื่นตระหนกกับสิ่งที่ปีศาจแสงทำลงไปต่อหน้า
“ (อลูฟและทัพของเรา จงเลิกตื่นตระหนกได้แล้ว!) ”
“ท่านราชินีบอส…”
เสียงเตือนสติของราชินีบอสได้ถ่ายถอดโดยตรงสู่สมองของพวกเรา
นั่นสินะ ตั้งสติหน่อยตัวข้า
“ทุกคนเตรียมอาวุธ! ระวังการโจมตีเปลวเพลิงจากท้องฟ้า ส่วนหน่วยมดทหารระดับสูงหนึ่งพันนายจงลงไปทำลายสะพานน้ำแข็งซะ! ”
“รับทราบ! ”
กองทัพเกราะสีเลือดหมูได้วิ่งกระจายตัวไปตามแนวกำแพง
หากมีการโจมตีปูพรม พวกเราจะหนีมุดลงดินในทันที หรือหากมุดไม่ทัน อย่างน้อยความเสียหายจะได้น้อยที่สุดด้วยรูปแบบการกระจายกำลังพลเช่นนี้
สะพานน้ำแข็งที่กว้างกว่าห้าสิบเมตรข้างล่างเริ่มถูกถมเต็มไปด้วยปีศาจดิน
แต่พวกมันเคลื่อนไหวช้ามาก แบบนี้พวกเราน่าจะทำลายสะพานน้ำแข็งทิ้งไปได้ก่อนนั่นละ
*บรึ้ม! *
ในตอนนั้นเองที่เกิดเสียงบางอย่างดังสะท้านต่อเนื่องมาจากทิศเหนือและตะวันตก
เสียงนั้นดังสนั่นมาก คงเป็นการรบพุ่งที่รุนแรงน่าดู
สเลบกับฮอร์เนสจะไหวหรือเปล่านะ?
“ท่านอลูฟ! ศัตรูมันบินต่ำลงมาเข้าระยะโจมตีแล้วครับ! ”
“อย่างงั้นหรือ ทุกหน่วยเตรียมยิงธนู… เดียว เมื่อกี้ว่ายังไงนะ!? ”
ข้าแผดเสียงด้วยความตกใจ
กองทัพจำนวนหนึ่งของพวกปีศาจแสงได้บินลงต่ำมาที่ระยะเหนือกำแพงขึ้นไปหนึ่งร้อยเมตร
เป็นระยะโจมตีหวังผลที่ลูกธนูของพวกเราสามารถโจมตีไปถึงได้
แต่ข้ารู้สึกสงสัยบางอย่าง
หากพิจารณาจากเหตุการณ์โจมตีป้อมปราการทิศตะวันออกเมื่อหลายวันก่อน นั่นแปลว่าศัตรูสามารถโจมตีได้ไกลกว่านี้ไม่ใช่เรอะ?
แล้วทำไมพวกศัตรูถึงไม่ทำแบบนั้นแล้วบินลงต่ำแบบนี้แทนกันละ?
“จะให้รวมควันด้วยหญ้าเมาเลยมั้ยครับ? ”
นั่นสินะ คิดไปให้ปวดหัวเปล่าทำไม ในเมื่อมันมาให้ฆ่าถึงที่ งั้นก็ต้องตอบสนองให้ด้วยความยินดีสิ
“ทิศทางลมไม่มีปัญหา... งั้นจุดไฟเผาได้! ส่วนหน่วยธนู ให้รอสัญญาณจากข้า! ”
ควันไร้สีได้ลอยโขมงขึ้นท้องฟ้า
“ยิง! ”
พอเห็นว่าพวกศัตรูน่าจะถูกรมควันแล้ว ข้าก็สั่งให้ยิงธนูออกไปในทันที
แต่ทว่า---
“อะไรกันนั่น? ทำไมลูกธนูมันบินเฉี่ยวออกไปแบบนั้นกันละ? ”
ลูกธนูนับแสนที่ยิงออกไปกลับพลาดทุกดอกเสียอย่างงั้น
“เดียว… ทำไมทิศทางลมมัน… ดับไฟ! หน่วยหญ้าเมาดับไฟเดียวนี้เลย! ”
“ทำไม---”
แต่ทว่าสัญญาณคลื่นสมองของหน่วยเผาหญ้าได้ดับหายไปแล้ว
พวกเขากำลังถูกควันจากหญ้าเมาที่ถูกลมพัดตีกลับรมแทน จนเกิดความวุ่นวายขึ้นที่ตำแหน่งวางหญ้าเมาทั้งสองฟากของกำแพงแห่งนี้
“ทุกหน่วยระงับความวุ่นวาย แล้วรีบดับไฟซะ! ”
ข้ารีบสั่งระงับความวุ่นวายในทันที
กระแสลมที่ควรพัดไปทางตะวันออกนั้น กลับเปลี่ยนทิศกลับมาตรงข้ามอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“พวกมันสร้างลมได้อย่างงั้นหรือ? ”
ข้าสังเกตุเห็นว่าที่รอบตัวของพวกปีศาจแสงนั้น กำลังมีกระแสลมรุนแรงพัดวนอยู่
เรื่องแบบนี้มันบ้าชัด ๆ … ข้าไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตาคู่นี้ได้มองเห็นเลย
“ลูกธนูทุกดอกเบนเป้าออกไปหมดเลยครับ”
“เห็นกับตาแล้วเฟ้ย! ”
สร้างปีศาจดิน ทำให้คูน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง แล้วนี่ยังสามารถควบคุมลมได้อีก
จะเอาชนะปีศาจแบบนี้ได้ยังไงกันฟะ?
“ยิงธนูต่อเนื่องอย่าได้หยุดมือ! พวกมันไม่น่าป้องกันได้ไปตลอดกาลหรอก! ”
ข้าหวีดเสียงร้อง
ในตอนนั้นเองที่ข้าเห็นบางอย่าง
เจ้าพวกปีศาจแสงมันหันตูดมาให้ข้าท่ามกลางลูกศรที่แผ่พุ่งโจมตีเข้าไป
“@#$%~”
พวกมันพูดอะไรบางอย่างพร้อมกับตีตูดของตัวเองให้ดู
สายตูดไปมาจนรู้สึกคันเท้าขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
“$! %#~”
พอสายตูดจนพอใจแล้ว พวกมันก็หันหน้ามาแลบลิ้นใส่พร้อมใบหน้าที่ดูยี่ยวน
“...”
ดูถูกข้าอยู่อย่างงั้นเรอะไอพวกตัวจิ๋ว!
ทั้งข้าและเหล่าลูกน้องต่างรู้สึกหัวร้อนไม่ต่างกัน
“ยิง! มีธนูเท่าไหรขนมายิงแม่งให้หมด! ”
ธนูจำนวนที่มากขึ้นกว่าเดิมเท่าตัวได้ถูกยิงออกไป
แต่กระนั้นพวกมันก็ยังไม่ยี่หระ แล้วส่ายตูดให้พวกข้าดูต่อไป
ไอพวกเชี่ยนี่…
***ปักษาผู้เป็นไท [เปอร์ไซด์]
ทำไมทุกคนต้องสู้รบกันด้วยละ?
ความเจ็บปวดมันทรมานออก ความตายที่หนูเจอในวันแรก มันทำให้หนูรับรู้ความเจ็บปวดนั้น แล้วไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับสงครามอีก
หนูไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เนื่องจากเห็นฝูงบินของพวกเดียวกันบินสู้รบอยู่ในทิศใต้ เลยเข้าใจได้ว่าคงมีการนัดแนะบางอย่างมาทำสงครามกันที่นี่
กลิ่นเลือดและเสียงหวีดร้องได้ดังไปทั่วสนามรบ
สัญชาตญาณของหนูหวีดร้องดังเตือนอันตรายตลอดเวลาจนแทบจะเป็นบ้า
เพราะแบบนี้หนูเลยบินหนีออกมาจากแนวรบของพวกเขา
ไม่เอาแล้ว ไม่อยากอยู่ที่แบบนี้ต่อไปนานกว่านี้แล้ว
แต่ในตอนนั้นเองที่หนูได้เห็นบางสิ่งดึงความสนใจไป
“อะไรละนั่น? ”
มีบางอย่างตั้งอยู่ใกล้แนวรบในทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
บางสิ่งที่หากมองดูผ่านตาคงไม่ทันได้สังเกตุ แต่เป็นเพราะถูกธนูลูกหลงของพวกสี่แขนที่ยิงมาเมื่อกี้ เลยทำให้มันดูเด่นขึ้นมา
บางสิ่งที่มีผิวสีเขียวกลืนไปกับทุ่งหญ้า สูงประมาณสิบเมตรและกว้างสามเมตรนั้น กำลังมีสภาพคล้ายหอยเม่นเพราะลูกธนูที่ว่า
หนูรู้สึกได้ถึงจิตสังหารที่ชั่วร้ายซึ่งกำลังแผ่ออกมา
อะไร? จะหาเรื่องกันหรือคะ?
“ปี้! ”
เจ้าหนูออกไซด์พ่นไฟข่มขู่ออกไปที่สิ่งนั้น แล้วใช้ปากคาบเสื้อคลุมสีเขียวเพื่อลากตัวหนูให้ถอยห่างออกมา
จริงอยู่ว่ารู้สึกน่ากลัว แต่ความอยากรู้มันมีชัยเหนือความกลัวไปแล้ว
หนูกางปีกบินพร้อมกับง้างกรงเล็บไปที่เสาหอยเม่นตรงหน้าในทันที
“ปี้!? ”
เจ้าหนูออกไซด์ดูตื่นตระหนกมาก แต่หนูไม่สนหรอก
เอาละ ขอดูหน่อยสิว่ามันคืออะไรกัน~
***หนึ่งในโพรแคริโอต
“พวกเอ็งไปรบกันที่อื่นได้มั้ย!? คริสตัล… คริสตัลของพวกตรูมันจะพังลงมาแล้ว! ”
พวกเราต่างกรีดเสียงร้องพร้อมกัน
สุดท้ายสงครามครั้งใหญ่ก็ได้เริ่มขึ้นก่อนที่พวกเราจะกลายพันธุ์ได้สำเร็จ
พวกเราจึงตัดสินใจรวมตัวกันที่คริสตัลแห่งชีวิต แล้วพยายามเปลี่ยนสีผิวให้กลืนไปกับสภาพแวดล้อม
แต่สุดท้ายก็ยังไม่วายโดนลูกหลงอยู่ดี
ผิวของคริสตัลได้ถูกธนูลูกหลงจากเผ่าอาร์โธร์โพดาที่ยิงมา
พวกตรูตั้งใจจะช่วยพวกเอ็งนะเฮ้ย อย่ายิงสาดปูพรมลงมากันแบบนี้เซ่!
ไอพวกภูติก็เหมือนกัน จะใช้ลมพัดลูกธนูก็พัดไป แต่อย่าพัดส่งมาทางนี้สิฟะ!
แต่คำประท้วงของพวกเราคงส่งไม่ไปถึงพวกเขา
จนกระทั้ง…
“ธนูหยุดยิงแล้ว? ”
“ไม่ใช่ มันแค่ออกนอกระยะโจมตีไปต่างหาก โชคดีชิบหายเลยเฟ้ยพวกเรา! ”
เนื่องจากแนวรบทั้งตะวันออกกับทิศใต้เริ่มร่นประชิดเข้าแนวกำแพง ลูกธนูจึงไม่ได้ถูกยิงแบบสาดระยะไกลเหมือนตอนเริ่มสงครามแล้ว
รอดแล้วเฟ้ย!
“อะไรละนั่น? ”
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงนรกมาเยือน
สิ่งมีชีวิตตัวนั้นคือชาวปักษาที่มีใบหน้างี่เง่า และมีขนสีแดงสลับขาว
ยัยนี่มันตัวที่พวกเราขึ้นบัญชีดำเอาไว้นี่หว่าเฮ้ย!
“อืม~”
ไม่ต้องมาส่งเสียง “อืม~” เลย! อยากไปไหนก็ไป๊!
“หาเรื่องหรือคะ? ”
ใครอยากจะไปหาเรื่องกับแกในตอนนี้กันฟะ!
“ปี้! ”
เจ้ามังกรตัวน้อยกำลังลากยัยนั่นให้ถอยห่างออกไป
ดีมาก! ช่วยพาไปไกล ๆ จะเป็นพระคุณมากเลยครับ
“น่าสงสัย~”
ยัยนั่นสลัดตัวเองหลุดออกมาจากปากมังกรน้อย แล้วบินขึ้นมาเหยียบ ณ จุดยอดสุดของคริสตัลแห่งชีวิต
เกิดเสียงลั่นแตกดังเปรี๊ยะน่ากลัวให้ได้ยิน
แกจะมาเหยียบบนนี้ทำม้ายยยยยย!
“อ๊ะ? อย่างที่คิดเลย มีบางอย่างกำลังตั้งอยู่ตรงนี้จริง ๆ ด้วย”
ว่าแล้วมันก็ใช้กรงเล็บจิกลึกลงไปบนคริสตัลมากกว่าเดิม
รอยร้าวเพิ่มมากขึ้นอีกเท่าตัว
แตกแน่ แบบนี้ต้องแตกแน่ ๆ เลยครับท่านผู้ชม
ออกไปทีเถอะได้โปรด~
“จะให้ยัยนี่ออกไปไม่ได้นะ! ”
แต่ทว่ากลับมีเสียงหนึ่งในพรรคพวกประท้วงค้านออกมา
“คริสตัลมันเสียสมดุลแล้ว! ถ้ายัยนี่บินออกไป มีหวังได้ล้มแตกกระจายแน่! “
มันพูดถูกแฮะ…
“อืม… คงเป็นแค่แท่งสีเขียวธรรมดาละมั้ง? เบื่อแล้ว ไปดีกว่า~”
พอยัยนี่ทำท่าจะกางปีกบิน ก้อนคริสตัลก็ส่งเสียงลั่นน่ากลัวพร้อมกับทำท่าจะล้มในทันที
“แว้กกก!? อย่าไปนะ! ”
“นั่งพักอยู่ตรงนี้ก่อนเถิด! ”
“ได้โปรด อยู่กับพวกเราต่อเถอะ! ”
“เอ๊ะ? อ๊ะ? ทำไมถึงรู้สึกว่ามีแรงข้อร้องให้อยู่ตรงนี้ต่อได้ละ? ”
แรงใจของพวกเราส่งไปถึงเธอเว้ยพวกเรา!
ส่งแรงเชียร์ไปให้เธอกันหน่อยเร็ว!
“แม่นกสุดสวย อยู่ตรงนี้ก่อนเถอะ”
“อย่าไปเลย พวกเรายังไม่อยากตาย! ”
“อ๊ะ? เออ? ทำไมถึงรู้สึกว่าถ้าบินออกไป มันต้องเกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้นกันเนี่ย… ช่วยไม่ได้ นอนพักเอาแรงก่อนแล้วกัน”
สุดท้ายเธอก็ยอมนั่งนิ่งตรงนี้ต่อ
ขอบคุณมากแม่นางฟ้าของพวกเรา!
สงครามทิศตะวันออกยังคงดำเนินต่อไป
อลูฟกำลังรู้สึกปวดหัวและหัวร้อนมาก
ธนูที่ใช้ยิงออกไปนั้น มันถูกใช้ไปแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งที่พวกเขาได้รับมา
เรียกได้ว่าถูกพวกภูติยั่วยุจนใช้ลูกธนูมากเกินกำหนดก็ว่าได้
“ (ท่านอลูฟ! สะพานน้ำแข็งมันหนามากครับ ไม่สามารถทำลายได้ครับ!) ”
เสียงของหน่วยที่ลงไปทำลายสะพานได้ดังสะท้อนภายในหัวของอลูฟ
“... ช่วยไม่ได้ แบ่งครึ่งหนึ่งมากับข้า พวกเราจะไปต้อนรับพวกมันที่สะพานกัน! ”
ดังนั้นอลูฟจึงแบ่งทัพครึ่งหนึ่งลงมาประจำที่ปากสะพานน้ำแข็ง
ตรงหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยกองทัพโกเลมที่กำลังเดินเข้ามาหาอย่างเชื่องช้า
ส่วนกองทัพอีกหนึ่งแสนยังคงยิงกระหน่ำเข้าใส่หน่วยภูติลมที่บินบนท้องฟ้าต่อไป
ในตอนนั้นเอง
“ (แจ้งจากแนวรบทางใต้ ด้วยการต่อสู้อย่างกล้าหาญของขุนพลสกัด ทำให้พวกปีศาจปีกล่าถอยไปแล้วครับ!) ”
ก็ได้มีรายงานเช่นนั้นดังเข้าสู่สมองของทุกคน
“เจ้าสกัดมันทำได้แล้ว---”
อลูฟพึมพำออกมาอย่างประทับใจ
คงไม่มีนักรบคนไหนที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ และมากความสามารถเหมือนอย่างเขาอีกแล้ว
“พวกเราเองก็อย่าน้อยหน้าเจ้าสกัดมัน มาสู้สุดใจขาดดิ้นกันเถอะ! ”
“โอ้ว! ”
กองทัพของอลูฟต่างมีกำลังใจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ชัยชนะของพรรคพวกได้กลายเป็นแรงขับดันที่ไม่อยากให้พวกเขายอมแพ้
กองทัพโกเลมของภูติได้ยาตราทัพเข้ามาใกล้แล้ว
เหลืออีกสิบเมตร
เก้าเมตร
แปดเมตร…
เหงื่ออันเย็นเฉียบได้ไหลลงมาตามร่างกายของอลูฟ
ดวงตาสีแดงที่มองลอดผ่านช่องว่างของหมวกเกราะนั้น มีเพียงแต่ภาพของโกเลมร่างยักษ์สูงสองเมตรอันน่าหวาดกลัว
พวกเขาต่างรู้สึกถูกกดดันด้วยสิ่งมีชีวิตที่ดูน่าเกรงขามและไม่รู้จัก
จนกระทั้งระยะห่างเหลือเพียงสามเมตรเท่านั้น
“ทุกหน่วยบุก! ”
“หน่วยโกเลม กลับหลังหัน วิ่ง! ”
เอพีเซียร์ผู้นำหน่วยภูติปฐพีได้สั่งการให้หน่วยโกเลมหันหลังวิ่งหนี พร้อมกับที่อลูฟสั่งโจมตีพอดี
กองทัพสีเลือดหมูของอลูฟทำได้แต่เหวี่ยงหอกสุดแรงเกิดใส่อากาศที่ว่างเปล่าเท่านั้น
“... WTF!? ”
คนกำลังไฟลุกแต่ดันถูกพวกภูติเอาน้ำมาดับเสียได้
อลูฟถึงกับงุนงงว่าพวกบ้านี้กำลังเล่นอะไรอยู่
โกเลมหันหลังวิ่งด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ ก่อนจะหันกลับมาโบกมืออำลาให้พวกเขาพร้อมกับชูสองนิ้วด้วยรอยยิ้ม
“โบกมือหา--อง! ”
อลูฟพ่นคำหยาบออกมาอีกครั้ง แล้ววิ่งนำทัพตามพวกโกเลมไป
เขาไม่สนตำแหน่งป้องกันแล้ว ในหัวของเขามีแต่ความโกรธเท่านั้น
แต่การกวนประสาทจากพวกภูติยังไม่จบ
“เจอพวกแม่งมานอนตรงนี้กลุ่มหนึ่งครับ! ”
“ฆ่าแม่งเลย! ”
ที่ด้านข้างของสะพานน้ำแข็งนั้น มีภูติกลุ่มหนึ่งกำลังนอนบาดเจ็บอาบเลือดโปร่งแสงอยู่
เลือดของพวกภูตินั้นจะไร้สีราวกับน้ำเปล่า
ธนูที่ปักตรงหัวเขานั้น คือสาเหตุของบาดแผล
“ตาย! ”
อาร์โธร์โพดาลงมือกระหน่ำหอกใส่พวกภูติตัวน้อยที่น่ารักดวงตาโตไร้เดียงสาอย่างไร้ซึ่งความปรานี
กระหน่ำไม่ยั้งราวกับจะขอระบายความอัดอั้นทั้งหมดลงไป
จนกระทั้ง---
“ฮะ ฮะ ฮะ! .... เฮ้ย!? นี่มันบ้าอะไรฟะ!? ”
จนกระทั้งพวกเขาพบว่าสิ่งที่พึ่งฆ่าไปนั้น กลับเป็นเพียงแค่ก้อนดินเท่านั้น
พวกเขาพึ่งจะฆ่าโกเลมรูปลักษณ์ที่คล้ายภูติไป
“โดนหลอก โดนหลอกแล้ว”
“ไอโง่~ โง่~ โง่~”
บรรภูติต่างบินลงมาเยาะเย้ยกองทัพของอลูฟในระยะที่คมหอกไม่อาจเอื้อมถึงได้
ทั้งแลบลิ้นใส่ ส่ายตูดให้ และยังตบตูดตัวเองให้ดู
พวกเธอจงใจบินทิ้งระยะห่างจากจากปลายคมหอกของพวกอลูฟเพียงหนึ่งเมตรเท่านั้น
ใกล้จนราวรู้สึกว่าสามารถคว้าลงมาได้ แต่กลับไม่สามารถเอื้อมถึงได้ในเวลาเดียวกัน
อลูฟเลือดขึ้นหน้าจนไม่รู้ว่าจะขึ้นยังไงแล้ว
เขาถูกกองทัพภูติปั่นหัวอย่างไม่มีทางกู้กลับมาได้
“ดีละ พวกศัตรูมันหันไปสนใจทางนั้นหมดแล้ว ลงมือได้เลยดีลอนนิก ดอง~”
“รับทราบ หน่วยภูติอัคคี ทิ้งระเบิดเพลิงเดียวนี้ ดิก~! ”
เมื่อเห็นว่าได้โอกาสเหมาะ เอสเทอก็ส่งสัญญาณโจมตีในทันที
กองทัพภูติอัคคีสีแดงได้รวมตัวกันที่เหนือพื้นขึ้นไปเป็นระยะสามร้อยเมตร
แสงได้ส่องสว่างเจิดจ้าพร้อมกับผงถ่านสีดำที่โปรยลงมา
แล้วลูกไฟขนาดใหญ่ได้บังเกิดขึ้นเหนือปราสาทของพวกเขา
ลูกไฟนั้นใหญ่ราวกับพระอาทิตย์ที่ร้อนแรง
ดวงดาราอัคคีขนาดยี่สิบเมตรได้ร่วงโรยลงสู่ปราสาทของฝ่ายอาร์โธร์โพดา
เป้าหมายคือยอดปราสาทสูงสุดที่องค์ราชินีทั้งห้ากำลังรวมตัวอยู่
พวกภูติไม่รู้หรอกว่าที่จุดยอดสุดของปราสาทมีใครอยู่ แต่พวกเขารู้ว่าไม่ควรปล่อยให้ศัตรูสอดส่องลงมาจากที่สูงได้
ดังนั้นพวกเขาจึงเล็งโจมตีสุดกำลังไปที่แห่งนั้นกัน
ลูกไฟอันร้อนแรงได้แผดเผายอดปราสาทจดมอดไหม้
เปลือกดินได้ถูกหลอมเหลวจนระอุดังก้อนลาวา
แล้วระเบิดก็ได้สาดส่องไปทั่วทั้งสนามรบ
ชะตากรรมของราชินีทั้งห้าจะเป็นเช่นไร คงมีเพียงแต่ฝ่ายอาร์โธร์โพดาเท่านั้นที่ทราบได้