Age of war

    ตอนที่ 46 ชายผู้กัดไม่ปล่อย [อลูฟ]

    ย้อนเวลากลับไปเล็กน้อยก่อนที่สงคราม ณ แนวกำแพงทางทิศใต้จะจบลงด้วยชัยชนะของสกัด



    ***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]

    “วัตถุดิบแปลงสภาพโกเลมเหลืออีกแปดแสนหกหมื่น วัตถุดิบสำหรับสร้างลูกไฟยักษ์เหลือพอใช้แค่หนึ่งครั้ง และอื่น ๆ ที่เหลืออย่างละนิด… ทำไมมันเหลือน้อยแบบนี้ละดอง~! ใครบังอาจเอาไปใช้เล่นหรือดอก~! ”

    ฉันพูดด้วยความโกรธ

    หลังจากที่สร้างสะพานน้ำแข็งกับส่งหน่วยโกเลมบุกไปแล้ว พอฉันจะสั่งให้ทิ้งลูกไฟยักษ์ กลับมีรายงานว่าเหลือวัตถุดิบพอยิงได้อีกแค่นัดเดียวเท่านั้น

    ฉันเลยสั่งให้พวกเขาตรวจสอบวัตถุดิบการแปรธาตุดู แล้วพบว่าเหลือน้อยนิดอย่างที่บอกนั่นละ

    “อืม~ เอสเทอ ฉันว่าสาเหตุเกิดจากคำสั่งของเธอนั่นละยัน~”

    “ดอง~? ”

    ประธานาธิบดีลิลลี่พูดแทรกตอนที่ฉันกำลังต่อว่าลูกน้องอยู่

    “ยังจำได้ไหม? ในวันแรกของการเดินทัพ ที่พวกเราร้องรำทำเพลงนะ ตอนนั้นใช้วัตถุดิบเปลืองน่าดูเลยนี่”

    “ดอง!? ”

    ภาพในอดีตที่ร้องเพลงพร้อมกับจุดพลุอย่างยิ่งใหญ่ แถมยังสร้างดอกไม้หลากสีเพื่อความสนุกได้ผุดขึ้นมาในหัว

    “แถมตอนบุกตีป้อมปราการศัตรูที่แนวตะวันออกแถวชายแดน เธอยังสั่งให้ทุกคนโจมตีใส่ไม่ยั้งเลยนี่ยัน~”

    “ดอก!? ”

    ลูกไฟที่โปรยปรายเต็มท้องฟ้าชนิดไม่คิดจะให้ศัตรูหนีได้ ได้ผุดเข้ามาในหัว

    “ระหว่างทางที่เจอกองทัพศัตรูโจมตี เธอก็เล่นสั่งให้ใช้ไม่ยั้งเหมือนกันนะยัน~”

    “ดอง ดอก ดอก~! ”

    ฉันรู้สึกเหมือนมีลูกศรกำลังแทงหน้าอกของตัวเอง

    ฉันก้มหน้าลงพื้นดินอย่างหมดหวัง ขาชี้ขึ้นฟ้าอย่างสิ้นประดาตาย

    ความผิดฉันทั้งนั้นเลยนี่หว่า!

    “... ช่วยไม่ได้ งั้นพวกเราจะใช้แผนป่วนประสาทแทน หน่วยภูติวายุ ฝากด้วยดอง~! ”

    “รับทราบค่ะ กิว~”

    ภูติตรงหน้าตอบรับฉันด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

    เธอมีผมสีขาวทรงแอร์โฟร์ และมีดวงตาสีขาวงดงาม

    ชุดภูติตัวบางที่คล้ายกับกลีบใบไม้สีขาวกำลังพริ้วไปมาอย่างเริงร่า

    ยัยนี่มีชื่อว่า [ดิไลออน] หัวหน้าหน่วยภูติวายุ ภูติที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าของเรา

    เอาละ จะต่อสู้ไม่ให้น้อยหน้าเผ่าอื่นเลยคอยดูดอง~

    “...เดียว แต่ไม่ต้องเอาจริงมากก็ได้ เดียวโดนเผ่าอื่นเพ็งเล็งเอา”

    ฉันส่งคำเตือนสุดท้ายไปให้เหล่าหัวหน้าทุกคน

    หากเอาจริงจนกลายเป็นที่เพ่งเล็งจากเผ่าอื่น เดียวจะซวยทีหลังได้ ดอง~

    จะว่าไปยัยเปอร์ไซด์ที่เป็นสายสืบของชาวปักษามันหายไปไหนแล้วหว่า?



    ***ชายผู้กัดไม่ปล่อย [อลูฟ]

    พวกปีศาจแสงเคลื่อนทัพบุกเข้ามาแล้ว

    พวกสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายก้อนดินเหล่านั้น มันเกิดจากฝีมือของพวกตัวจิ๋วนี้เองสินะ?

    หน่อย… พอคิดถึงเหตุการณ์ที่ถูกถล่มในภาคตะวันออกแล้ว ยังรู้สึกแค้นไม่หายเลยเฟ้ย

    แล้วนั่นอะไร? ความสามารถที่ทำให้น้ำกลายเป็นผืนน้ำแข็งได้นั้นคืออะไรกัน? ”

    ทุกคนรวมถึงข้าต่างรู้สึกตื่นตระหนกกับสิ่งที่ปีศาจแสงทำลงไปต่อหน้า

    “ (อลูฟและทัพของเรา จงเลิกตื่นตระหนกได้แล้ว!) ”

    “ท่านราชินีบอส…”

    เสียงเตือนสติของราชินีบอสได้ถ่ายถอดโดยตรงสู่สมองของพวกเรา

    นั่นสินะ ตั้งสติหน่อยตัวข้า

    “ทุกคนเตรียมอาวุธ! ระวังการโจมตีเปลวเพลิงจากท้องฟ้า ส่วนหน่วยมดทหารระดับสูงหนึ่งพันนายจงลงไปทำลายสะพานน้ำแข็งซะ! ”

    “รับทราบ! ”

    กองทัพเกราะสีเลือดหมูได้วิ่งกระจายตัวไปตามแนวกำแพง

    หากมีการโจมตีปูพรม พวกเราจะหนีมุดลงดินในทันที หรือหากมุดไม่ทัน อย่างน้อยความเสียหายจะได้น้อยที่สุดด้วยรูปแบบการกระจายกำลังพลเช่นนี้

    สะพานน้ำแข็งที่กว้างกว่าห้าสิบเมตรข้างล่างเริ่มถูกถมเต็มไปด้วยปีศาจดิน

    แต่พวกมันเคลื่อนไหวช้ามาก แบบนี้พวกเราน่าจะทำลายสะพานน้ำแข็งทิ้งไปได้ก่อนนั่นละ

    *บรึ้ม! *

    ในตอนนั้นเองที่เกิดเสียงบางอย่างดังสะท้านต่อเนื่องมาจากทิศเหนือและตะวันตก

    เสียงนั้นดังสนั่นมาก คงเป็นการรบพุ่งที่รุนแรงน่าดู

    สเลบกับฮอร์เนสจะไหวหรือเปล่านะ?

    “ท่านอลูฟ! ศัตรูมันบินต่ำลงมาเข้าระยะโจมตีแล้วครับ! ”

    “อย่างงั้นหรือ ทุกหน่วยเตรียมยิงธนู… เดียว เมื่อกี้ว่ายังไงนะ!? ”

    ข้าแผดเสียงด้วยความตกใจ

    กองทัพจำนวนหนึ่งของพวกปีศาจแสงได้บินลงต่ำมาที่ระยะเหนือกำแพงขึ้นไปหนึ่งร้อยเมตร

    เป็นระยะโจมตีหวังผลที่ลูกธนูของพวกเราสามารถโจมตีไปถึงได้

    แต่ข้ารู้สึกสงสัยบางอย่าง

    หากพิจารณาจากเหตุการณ์โจมตีป้อมปราการทิศตะวันออกเมื่อหลายวันก่อน นั่นแปลว่าศัตรูสามารถโจมตีได้ไกลกว่านี้ไม่ใช่เรอะ?

    แล้วทำไมพวกศัตรูถึงไม่ทำแบบนั้นแล้วบินลงต่ำแบบนี้แทนกันละ?

    “จะให้รวมควันด้วยหญ้าเมาเลยมั้ยครับ? ”

    นั่นสินะ คิดไปให้ปวดหัวเปล่าทำไม ในเมื่อมันมาให้ฆ่าถึงที่ งั้นก็ต้องตอบสนองให้ด้วยความยินดีสิ

    “ทิศทางลมไม่มีปัญหา... งั้นจุดไฟเผาได้! ส่วนหน่วยธนู ให้รอสัญญาณจากข้า! ”

    ควันไร้สีได้ลอยโขมงขึ้นท้องฟ้า

    “ยิง! ”

    พอเห็นว่าพวกศัตรูน่าจะถูกรมควันแล้ว ข้าก็สั่งให้ยิงธนูออกไปในทันที

    แต่ทว่า---

    “อะไรกันนั่น? ทำไมลูกธนูมันบินเฉี่ยวออกไปแบบนั้นกันละ? ”

    ลูกธนูนับแสนที่ยิงออกไปกลับพลาดทุกดอกเสียอย่างงั้น

    “เดียว… ทำไมทิศทางลมมัน… ดับไฟ! หน่วยหญ้าเมาดับไฟเดียวนี้เลย! ”

    “ทำไม---”

    แต่ทว่าสัญญาณคลื่นสมองของหน่วยเผาหญ้าได้ดับหายไปแล้ว

    พวกเขากำลังถูกควันจากหญ้าเมาที่ถูกลมพัดตีกลับรมแทน จนเกิดความวุ่นวายขึ้นที่ตำแหน่งวางหญ้าเมาทั้งสองฟากของกำแพงแห่งนี้

    “ทุกหน่วยระงับความวุ่นวาย แล้วรีบดับไฟซะ! ”

    ข้ารีบสั่งระงับความวุ่นวายในทันที

    กระแสลมที่ควรพัดไปทางตะวันออกนั้น กลับเปลี่ยนทิศกลับมาตรงข้ามอย่างไม่ทราบสาเหตุ

    “พวกมันสร้างลมได้อย่างงั้นหรือ? ”

    ข้าสังเกตุเห็นว่าที่รอบตัวของพวกปีศาจแสงนั้น กำลังมีกระแสลมรุนแรงพัดวนอยู่

    เรื่องแบบนี้มันบ้าชัด ๆ … ข้าไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตาคู่นี้ได้มองเห็นเลย

    “ลูกธนูทุกดอกเบนเป้าออกไปหมดเลยครับ”

    “เห็นกับตาแล้วเฟ้ย! ”

    สร้างปีศาจดิน ทำให้คูน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง แล้วนี่ยังสามารถควบคุมลมได้อีก

    จะเอาชนะปีศาจแบบนี้ได้ยังไงกันฟะ?

    “ยิงธนูต่อเนื่องอย่าได้หยุดมือ! พวกมันไม่น่าป้องกันได้ไปตลอดกาลหรอก! ”

    ข้าหวีดเสียงร้อง

    ในตอนนั้นเองที่ข้าเห็นบางอย่าง

    เจ้าพวกปีศาจแสงมันหันตูดมาให้ข้าท่ามกลางลูกศรที่แผ่พุ่งโจมตีเข้าไป

    “@#$%~”

    พวกมันพูดอะไรบางอย่างพร้อมกับตีตูดของตัวเองให้ดู

    สายตูดไปมาจนรู้สึกคันเท้าขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

    “$! %#~”

    พอสายตูดจนพอใจแล้ว พวกมันก็หันหน้ามาแลบลิ้นใส่พร้อมใบหน้าที่ดูยี่ยวน

    “...”

    ดูถูกข้าอยู่อย่างงั้นเรอะไอพวกตัวจิ๋ว!

    ทั้งข้าและเหล่าลูกน้องต่างรู้สึกหัวร้อนไม่ต่างกัน

    “ยิง! มีธนูเท่าไหรขนมายิงแม่งให้หมด! ”

    ธนูจำนวนที่มากขึ้นกว่าเดิมเท่าตัวได้ถูกยิงออกไป

    แต่กระนั้นพวกมันก็ยังไม่ยี่หระ แล้วส่ายตูดให้พวกข้าดูต่อไป

    ไอพวกเชี่ยนี่…



    ***ปักษาผู้เป็นไท [เปอร์ไซด์]

    ทำไมทุกคนต้องสู้รบกันด้วยละ?

    ความเจ็บปวดมันทรมานออก ความตายที่หนูเจอในวันแรก มันทำให้หนูรับรู้ความเจ็บปวดนั้น แล้วไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับสงครามอีก

    หนูไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เนื่องจากเห็นฝูงบินของพวกเดียวกันบินสู้รบอยู่ในทิศใต้ เลยเข้าใจได้ว่าคงมีการนัดแนะบางอย่างมาทำสงครามกันที่นี่

    กลิ่นเลือดและเสียงหวีดร้องได้ดังไปทั่วสนามรบ

    สัญชาตญาณของหนูหวีดร้องดังเตือนอันตรายตลอดเวลาจนแทบจะเป็นบ้า

    เพราะแบบนี้หนูเลยบินหนีออกมาจากแนวรบของพวกเขา

    ไม่เอาแล้ว ไม่อยากอยู่ที่แบบนี้ต่อไปนานกว่านี้แล้ว

    แต่ในตอนนั้นเองที่หนูได้เห็นบางสิ่งดึงความสนใจไป

    “อะไรละนั่น? ”

    มีบางอย่างตั้งอยู่ใกล้แนวรบในทางทิศตะวันออกเฉียงใต้

    บางสิ่งที่หากมองดูผ่านตาคงไม่ทันได้สังเกตุ แต่เป็นเพราะถูกธนูลูกหลงของพวกสี่แขนที่ยิงมาเมื่อกี้ เลยทำให้มันดูเด่นขึ้นมา

    บางสิ่งที่มีผิวสีเขียวกลืนไปกับทุ่งหญ้า สูงประมาณสิบเมตรและกว้างสามเมตรนั้น กำลังมีสภาพคล้ายหอยเม่นเพราะลูกธนูที่ว่า

    หนูรู้สึกได้ถึงจิตสังหารที่ชั่วร้ายซึ่งกำลังแผ่ออกมา

    อะไร? จะหาเรื่องกันหรือคะ?

    “ปี้! ”

    เจ้าหนูออกไซด์พ่นไฟข่มขู่ออกไปที่สิ่งนั้น แล้วใช้ปากคาบเสื้อคลุมสีเขียวเพื่อลากตัวหนูให้ถอยห่างออกมา

    จริงอยู่ว่ารู้สึกน่ากลัว แต่ความอยากรู้มันมีชัยเหนือความกลัวไปแล้ว

    หนูกางปีกบินพร้อมกับง้างกรงเล็บไปที่เสาหอยเม่นตรงหน้าในทันที

    “ปี้!? ”

    เจ้าหนูออกไซด์ดูตื่นตระหนกมาก แต่หนูไม่สนหรอก

    เอาละ ขอดูหน่อยสิว่ามันคืออะไรกัน~



    ***หนึ่งในโพรแคริโอต

    “พวกเอ็งไปรบกันที่อื่นได้มั้ย!? คริสตัล… คริสตัลของพวกตรูมันจะพังลงมาแล้ว! ”

    พวกเราต่างกรีดเสียงร้องพร้อมกัน

    สุดท้ายสงครามครั้งใหญ่ก็ได้เริ่มขึ้นก่อนที่พวกเราจะกลายพันธุ์ได้สำเร็จ

    พวกเราจึงตัดสินใจรวมตัวกันที่คริสตัลแห่งชีวิต แล้วพยายามเปลี่ยนสีผิวให้กลืนไปกับสภาพแวดล้อม

    แต่สุดท้ายก็ยังไม่วายโดนลูกหลงอยู่ดี

    ผิวของคริสตัลได้ถูกธนูลูกหลงจากเผ่าอาร์โธร์โพดาที่ยิงมา

    พวกตรูตั้งใจจะช่วยพวกเอ็งนะเฮ้ย อย่ายิงสาดปูพรมลงมากันแบบนี้เซ่!

    ไอพวกภูติก็เหมือนกัน จะใช้ลมพัดลูกธนูก็พัดไป แต่อย่าพัดส่งมาทางนี้สิฟะ!

    แต่คำประท้วงของพวกเราคงส่งไม่ไปถึงพวกเขา

    จนกระทั้ง…

    “ธนูหยุดยิงแล้ว? ”

    “ไม่ใช่ มันแค่ออกนอกระยะโจมตีไปต่างหาก โชคดีชิบหายเลยเฟ้ยพวกเรา! ”

    เนื่องจากแนวรบทั้งตะวันออกกับทิศใต้เริ่มร่นประชิดเข้าแนวกำแพง ลูกธนูจึงไม่ได้ถูกยิงแบบสาดระยะไกลเหมือนตอนเริ่มสงครามแล้ว

    รอดแล้วเฟ้ย!

    “อะไรละนั่น? ”

    ในตอนนั้นเองที่มีเสียงนรกมาเยือน

    สิ่งมีชีวิตตัวนั้นคือชาวปักษาที่มีใบหน้างี่เง่า และมีขนสีแดงสลับขาว

    ยัยนี่มันตัวที่พวกเราขึ้นบัญชีดำเอาไว้นี่หว่าเฮ้ย!

    “อืม~”

    ไม่ต้องมาส่งเสียง “อืม~” เลย! อยากไปไหนก็ไป๊!

    “หาเรื่องหรือคะ? ”

    ใครอยากจะไปหาเรื่องกับแกในตอนนี้กันฟะ!

    “ปี้! ”

    เจ้ามังกรตัวน้อยกำลังลากยัยนั่นให้ถอยห่างออกไป

    ดีมาก! ช่วยพาไปไกล ๆ จะเป็นพระคุณมากเลยครับ

    “น่าสงสัย~”

    ยัยนั่นสลัดตัวเองหลุดออกมาจากปากมังกรน้อย แล้วบินขึ้นมาเหยียบ ณ จุดยอดสุดของคริสตัลแห่งชีวิต

    เกิดเสียงลั่นแตกดังเปรี๊ยะน่ากลัวให้ได้ยิน

    แกจะมาเหยียบบนนี้ทำม้ายยยยยย!

    “อ๊ะ? อย่างที่คิดเลย มีบางอย่างกำลังตั้งอยู่ตรงนี้จริง ๆ ด้วย”

    ว่าแล้วมันก็ใช้กรงเล็บจิกลึกลงไปบนคริสตัลมากกว่าเดิม

    รอยร้าวเพิ่มมากขึ้นอีกเท่าตัว

    แตกแน่ แบบนี้ต้องแตกแน่ ๆ เลยครับท่านผู้ชม

    ออกไปทีเถอะได้โปรด~

    “จะให้ยัยนี่ออกไปไม่ได้นะ! ”

    แต่ทว่ากลับมีเสียงหนึ่งในพรรคพวกประท้วงค้านออกมา

    “คริสตัลมันเสียสมดุลแล้ว! ถ้ายัยนี่บินออกไป มีหวังได้ล้มแตกกระจายแน่! “

    มันพูดถูกแฮะ…

    “อืม… คงเป็นแค่แท่งสีเขียวธรรมดาละมั้ง? เบื่อแล้ว ไปดีกว่า~”

    พอยัยนี่ทำท่าจะกางปีกบิน ก้อนคริสตัลก็ส่งเสียงลั่นน่ากลัวพร้อมกับทำท่าจะล้มในทันที

    “แว้กกก!? อย่าไปนะ! ”

    “นั่งพักอยู่ตรงนี้ก่อนเถิด! ”

    “ได้โปรด อยู่กับพวกเราต่อเถอะ! ”

    “เอ๊ะ? อ๊ะ? ทำไมถึงรู้สึกว่ามีแรงข้อร้องให้อยู่ตรงนี้ต่อได้ละ? ”

    แรงใจของพวกเราส่งไปถึงเธอเว้ยพวกเรา!

    ส่งแรงเชียร์ไปให้เธอกันหน่อยเร็ว!

    “แม่นกสุดสวย อยู่ตรงนี้ก่อนเถอะ”

    “อย่าไปเลย พวกเรายังไม่อยากตาย! ”

    “อ๊ะ? เออ? ทำไมถึงรู้สึกว่าถ้าบินออกไป มันต้องเกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้นกันเนี่ย… ช่วยไม่ได้ นอนพักเอาแรงก่อนแล้วกัน”

    สุดท้ายเธอก็ยอมนั่งนิ่งตรงนี้ต่อ

    ขอบคุณมากแม่นางฟ้าของพวกเรา!



    สงครามทิศตะวันออกยังคงดำเนินต่อไป

    อลูฟกำลังรู้สึกปวดหัวและหัวร้อนมาก

    ธนูที่ใช้ยิงออกไปนั้น มันถูกใช้ไปแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งที่พวกเขาได้รับมา

    เรียกได้ว่าถูกพวกภูติยั่วยุจนใช้ลูกธนูมากเกินกำหนดก็ว่าได้

    “ (ท่านอลูฟ! สะพานน้ำแข็งมันหนามากครับ ไม่สามารถทำลายได้ครับ!) ”

    เสียงของหน่วยที่ลงไปทำลายสะพานได้ดังสะท้อนภายในหัวของอลูฟ

    “... ช่วยไม่ได้ แบ่งครึ่งหนึ่งมากับข้า พวกเราจะไปต้อนรับพวกมันที่สะพานกัน! ”

    ดังนั้นอลูฟจึงแบ่งทัพครึ่งหนึ่งลงมาประจำที่ปากสะพานน้ำแข็ง

    ตรงหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยกองทัพโกเลมที่กำลังเดินเข้ามาหาอย่างเชื่องช้า

    ส่วนกองทัพอีกหนึ่งแสนยังคงยิงกระหน่ำเข้าใส่หน่วยภูติลมที่บินบนท้องฟ้าต่อไป

    ในตอนนั้นเอง

    “ (แจ้งจากแนวรบทางใต้ ด้วยการต่อสู้อย่างกล้าหาญของขุนพลสกัด ทำให้พวกปีศาจปีกล่าถอยไปแล้วครับ!) ”

    ก็ได้มีรายงานเช่นนั้นดังเข้าสู่สมองของทุกคน

    “เจ้าสกัดมันทำได้แล้ว---”

    อลูฟพึมพำออกมาอย่างประทับใจ

    คงไม่มีนักรบคนไหนที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ และมากความสามารถเหมือนอย่างเขาอีกแล้ว

    “พวกเราเองก็อย่าน้อยหน้าเจ้าสกัดมัน มาสู้สุดใจขาดดิ้นกันเถอะ! ”

    “โอ้ว! ”

    กองทัพของอลูฟต่างมีกำลังใจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ชัยชนะของพรรคพวกได้กลายเป็นแรงขับดันที่ไม่อยากให้พวกเขายอมแพ้



    กองทัพโกเลมของภูติได้ยาตราทัพเข้ามาใกล้แล้ว

    เหลืออีกสิบเมตร

    เก้าเมตร

    แปดเมตร…

    เหงื่ออันเย็นเฉียบได้ไหลลงมาตามร่างกายของอลูฟ

    ดวงตาสีแดงที่มองลอดผ่านช่องว่างของหมวกเกราะนั้น มีเพียงแต่ภาพของโกเลมร่างยักษ์สูงสองเมตรอันน่าหวาดกลัว

    พวกเขาต่างรู้สึกถูกกดดันด้วยสิ่งมีชีวิตที่ดูน่าเกรงขามและไม่รู้จัก

    จนกระทั้งระยะห่างเหลือเพียงสามเมตรเท่านั้น

    “ทุกหน่วยบุก! ”

    “หน่วยโกเลม กลับหลังหัน วิ่ง! ”

    เอพีเซียร์ผู้นำหน่วยภูติปฐพีได้สั่งการให้หน่วยโกเลมหันหลังวิ่งหนี พร้อมกับที่อลูฟสั่งโจมตีพอดี

    กองทัพสีเลือดหมูของอลูฟทำได้แต่เหวี่ยงหอกสุดแรงเกิดใส่อากาศที่ว่างเปล่าเท่านั้น

    “... WTF!? ”

    คนกำลังไฟลุกแต่ดันถูกพวกภูติเอาน้ำมาดับเสียได้

    อลูฟถึงกับงุนงงว่าพวกบ้านี้กำลังเล่นอะไรอยู่

    โกเลมหันหลังวิ่งด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ ก่อนจะหันกลับมาโบกมืออำลาให้พวกเขาพร้อมกับชูสองนิ้วด้วยรอยยิ้ม

    “โบกมือหา--อง! ”

    อลูฟพ่นคำหยาบออกมาอีกครั้ง แล้ววิ่งนำทัพตามพวกโกเลมไป

    เขาไม่สนตำแหน่งป้องกันแล้ว ในหัวของเขามีแต่ความโกรธเท่านั้น

    แต่การกวนประสาทจากพวกภูติยังไม่จบ

    “เจอพวกแม่งมานอนตรงนี้กลุ่มหนึ่งครับ! ”

    “ฆ่าแม่งเลย! ”

    ที่ด้านข้างของสะพานน้ำแข็งนั้น มีภูติกลุ่มหนึ่งกำลังนอนบาดเจ็บอาบเลือดโปร่งแสงอยู่

    เลือดของพวกภูตินั้นจะไร้สีราวกับน้ำเปล่า

    ธนูที่ปักตรงหัวเขานั้น คือสาเหตุของบาดแผล

    “ตาย! ”

    อาร์โธร์โพดาลงมือกระหน่ำหอกใส่พวกภูติตัวน้อยที่น่ารักดวงตาโตไร้เดียงสาอย่างไร้ซึ่งความปรานี

    กระหน่ำไม่ยั้งราวกับจะขอระบายความอัดอั้นทั้งหมดลงไป

    จนกระทั้ง---

    “ฮะ ฮะ ฮะ! .... เฮ้ย!? นี่มันบ้าอะไรฟะ!? ”

    จนกระทั้งพวกเขาพบว่าสิ่งที่พึ่งฆ่าไปนั้น กลับเป็นเพียงแค่ก้อนดินเท่านั้น

    พวกเขาพึ่งจะฆ่าโกเลมรูปลักษณ์ที่คล้ายภูติไป

    “โดนหลอก โดนหลอกแล้ว”

    “ไอโง่~ โง่~ โง่~”

    บรรภูติต่างบินลงมาเยาะเย้ยกองทัพของอลูฟในระยะที่คมหอกไม่อาจเอื้อมถึงได้

    ทั้งแลบลิ้นใส่ ส่ายตูดให้ และยังตบตูดตัวเองให้ดู

    พวกเธอจงใจบินทิ้งระยะห่างจากจากปลายคมหอกของพวกอลูฟเพียงหนึ่งเมตรเท่านั้น

    ใกล้จนราวรู้สึกว่าสามารถคว้าลงมาได้ แต่กลับไม่สามารถเอื้อมถึงได้ในเวลาเดียวกัน

    อลูฟเลือดขึ้นหน้าจนไม่รู้ว่าจะขึ้นยังไงแล้ว

    เขาถูกกองทัพภูติปั่นหัวอย่างไม่มีทางกู้กลับมาได้

    “ดีละ พวกศัตรูมันหันไปสนใจทางนั้นหมดแล้ว ลงมือได้เลยดีลอนนิก ดอง~”

    “รับทราบ หน่วยภูติอัคคี ทิ้งระเบิดเพลิงเดียวนี้ ดิก~! ”

    เมื่อเห็นว่าได้โอกาสเหมาะ เอสเทอก็ส่งสัญญาณโจมตีในทันที

    กองทัพภูติอัคคีสีแดงได้รวมตัวกันที่เหนือพื้นขึ้นไปเป็นระยะสามร้อยเมตร

    แสงได้ส่องสว่างเจิดจ้าพร้อมกับผงถ่านสีดำที่โปรยลงมา

    แล้วลูกไฟขนาดใหญ่ได้บังเกิดขึ้นเหนือปราสาทของพวกเขา

    ลูกไฟนั้นใหญ่ราวกับพระอาทิตย์ที่ร้อนแรง

    ดวงดาราอัคคีขนาดยี่สิบเมตรได้ร่วงโรยลงสู่ปราสาทของฝ่ายอาร์โธร์โพดา

    เป้าหมายคือยอดปราสาทสูงสุดที่องค์ราชินีทั้งห้ากำลังรวมตัวอยู่

    พวกภูติไม่รู้หรอกว่าที่จุดยอดสุดของปราสาทมีใครอยู่ แต่พวกเขารู้ว่าไม่ควรปล่อยให้ศัตรูสอดส่องลงมาจากที่สูงได้

    ดังนั้นพวกเขาจึงเล็งโจมตีสุดกำลังไปที่แห่งนั้นกัน

    ลูกไฟอันร้อนแรงได้แผดเผายอดปราสาทจดมอดไหม้

    เปลือกดินได้ถูกหลอมเหลวจนระอุดังก้อนลาวา

    แล้วระเบิดก็ได้สาดส่องไปทั่วทั้งสนามรบ

    ชะตากรรมของราชินีทั้งห้าจะเป็นเช่นไร คงมีเพียงแต่ฝ่ายอาร์โธร์โพดาเท่านั้นที่ทราบได้