ณ สถานีตำรวจห้วยเส้นขนาน
ชั้นวางเอกสารเรียงเป็แถวตอนอยู่สี่แถว มีลิ้นชักวางอยู่อีกฝั่ง เสียงกระดาษพลิกเบา ๆ ดังสม่ำเสมอ อินทรกำลังยืนเลือกแฟ้มคดีที่จะมีความเกี่ยวโยงกับฆาตกรต่อเนื่อง
แอด...
ภัทราวดีเดินเข้ามา พร้อมแก้วน้ำสองใบในมือ ส่งยิ้มอ่อน ๆ แบบคนเหนื่อยพอ ๆ กัน
“ยังหาไม่เจอเหรอคะ?”
“เจอแล้วครับ แต่ก็อยากดูคดีอื่น ๆ เพิ่มด้วย เพื่อได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง”
ภัทราวดีเดินเข้ามาใกล้ ยื่นแก้วให้ “พักสักหน่อยเถอะค่ะ เดี๋ยวสมองจะเบลอเอา”
ทั้งคู่สบตากัน
“...” เธอชะงักนิดหนึ่ง
“...” อินทรยื่นมือไปรับแก้วน้ำ
ความเงียบแผ่คลุมอยู่เพียงชั่ววินาทีเดียว แต่กลับยาวนานในความรู้สึกของทั้งสองคน
“เดี๋ยวฉันช่วยหานะคะ” ภัทราวดีพูดเสร็จ แล้วรีบเดินไปดูแฟ้มเอกสารอีกมุมนึงของห้อง โดยไม่ได้หันมามองอินทร
“...” อินทรมองแผ่นหลังเธอเงียบ ๆ เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ เขาเพิ่งสังเกตว่าเธอไว้ผมหางม้าแล้วดูสดใสกว่าตอนรวบตึง
ด้านภัทราวดี หลังจากเลือกแฟ้มเสร็จ เธอก็เหลือบมองอินทรแวบหนึ่ง อิทรยังขมวดคิ้วตอนใช้ความคิด ยังดื่มน้ำรวดเดียวหมดแก้ว ยังพูดน้อยเหมือนเดิม แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเขา
ภัทราวดีส่ายหัวเบา ๆ เหมือนจะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน แล้วเอ่ยถามขึ้น
“พรุ่งนี้ให้ฉันลงพื้นที่ไปด้วยไหมคะ”
“ไม่เป็ไรครับ ให้นทีไปคนเดียวก็ได้ ผมฝากคุณช่วยรวบรวมเอกสารทางนิติวิทยาศาสตร์ของ 14 ศพ รวมกับพิศาลด้วย เราจะประชุมใหญ่อีกครั้งในอีก 3 วัน”
“ได้ค่ะ” ภัทราวดีพยักหน้ารับคำสั่งนั้น
ผมยืนมองกระจกบานใสเล็ก ๆ ของส่วนบนประตูนั้น ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่ภาพตรงหน้ามันดึงให้ผมหยุดอยู่ตรงนั้นโดยไม่รู้ตัว อินทรกับภัทราวดียิ้มให้กันแบบที่ผมไม่เคยเห็นจากอินทรมาก่อน เขาดูผ่อนคลาย ไม่เกร็ง ไม่เฉยชาเหมือนเวลาอยู่กับคนอื่น ๆ
อ่า..จริงสินะ! ผมวางพล็อตนิยายเื่นี้ไว้ว่าให้อินทรคู่กับภัทราวดี แต่ทำไมหัวใจผมถึงเต้นช้าลง เหมือนมันกำลังจะหยุด ผมควรจะดีใจด้วยซ้ำ ที่เื่ราวกำลังดำเนินไปตามบทที่ผมเคยวางไว้ มันสวยงาม เรียบง่าย เป็ความรักที่ค่อย ๆ เติบโต ไม่บีบคั้น ไม่เร่งเร้า แต่.....
ณ บ้านพักอินทร
เสียงประตูห้องปิดลงเบา ๆ ก่อนที่ผมกับอินทรจะทิ้งตัวลงบนโซฟา คนละมุม เราทั้งคู่เหนื่อย แต่เป็ความเหนื่อยคนละแบบ
อินทรเอนหลังพิงพนัก ถอนหายใจเบา ๆ
“นที”
ผมหันไปมองเขา เขาไม่ได้หันมาหา แต่จ้องเพดานเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ลึก ๆ
“...”
“ถึงฉันจะเป็แค่สิ่งที่นายบอกว่าสร้างขึ้นมา” เขาหยุดไปนิดหนึ่ง
“แต่ฉันรู้สึกจริง ๆ ว่าฉันมีตัวตน”
“...”
“เหมือนสิ่งมีชีวิตคนหนึ่งเลย...ที่รู้สึกดีใจ เสียใจ เจ็บ เหงา คิดถึงเป็” เขาหัวเราะเบา ๆ แบบคนเหนื่อย
“นายเองก็ไม่ใช่คนเขียนต่อไปแล้ว ตอนนี้นายก็เป็ตัวละครคนหนึ่งเหมือนกัน”
“...” คำพูดของเขาเหมือนตอกย้ำความจริงที่ผมไม่อยากยอมรับ ว่าผมไม่ได้ควบคุมเื่นี้อีกแล้ว
“ถ้าชีวิตของคนเรามันมีเรียน ทำงาน แล้วก็มีครอบครัว ตอนนี้ฉันมีสองอย่างแรกแล้ว แต่ไอ้อย่างสุดท้ายนี่แหละที่ยังขาด” เขาหันมามองผมตรง ๆ แววตานั้นไม่ได้ล้อเล่น
“...” ผมกะพริบตาปริบ ๆ
“อีกไม่กี่ปีฉันก็จะเข้าเลขสี่แล้ว ยังไม่เคยมีแฟนเลย” เขาเคร้นเสียงหัวเราะ แล้วพูดต่อ
“นายจำได้ไหม ว่าเขียนให้ฉันคู่กับใคร?”
ผมชะงัก กำมือแน่นขึ้น
“จำไม่ได้ครับ” ตรงข้ามเลยด้วยซ้ำ ผมรู้อยู่แก่ใจว่าผมเขียนให้ผู้หมวดคู่กับภัทราวดี แต่ผมไม่กล้าที่จะตอบความจริง ผมกลัว...กลัวความรู้สึกบางอย่างที่มันจะเกิดขึ้นกับผมหลังจากนี้
“อืม ไม่เป็ไร เดี๋ยวฉันหาเอง” เขาหันหน้ากลับไปมองเพดาน แล้วเอ่ยต่อ
“ภัทราวดีก็ดูโอเคนะ นายว่าฉันควรเปิดใจกับเธอไหม?”
ประโยคนั้นเหมือนค้อนเหล็กกระแทกลงตรงกลางอกอย่างจัง ผมกัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเื
“...แล้วแต่ผู้หมวดเลยครับ มันเป็เื่ของหัวใจ ผมไม่สามารถตอบได้หรอกครับ” พยายามกลั้นเสียงให้ดูปกติที่สุด ทั้งที่ในใจมันเริ่มสะอึกแล้ว
เขานิ่งไปนิดนึง แล้วก็พยักหน้า
“ถ้าจะมีแฟนสักคน เป็ภัทราวดีก็น่าจะเวิร์กสุดแล้วล่ะ เพราะเธออยู่ข้างฉันมาตลอด”
“...” ผมรีบหันหน้าหนีไปทางอื่น กลัวว่าเขาจะเห็นความรู้สึกของผมที่ตอนนี้มันกำลังเริ่มเอ่อออกมาแล้ว ผมรีบเช็ดน้ำตาให้เนียนที่สุด ผมจะให้เขาเห็นไม่ได้
เวลา 23:14 น.
ผมนอนมองเพดานห้องที่มีแสงสลัว ๆ จากหัวเตียงสะท้อนลอดลงมา บนฟูกที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ซึ่งปูห่างจากเตียงประมาณสองเมตร แต่ระยะห่างแค่นี้ กลับรู้สึกเหมือนมีมหาสมุทรกั้นอยู่ตรงกลาง ผ้านวมที่คลุมตัวอยู่ไม่ได้ทำให้รู้สึกอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ผมพลิกตัวนอนตะแคงหันหน้าไปทางอินทร ซึ่งกำลังนอนหันหลังให้ผมอยู่ ความคิดเมื่อ่เย็นผุดขึ้นมาอีกครั้ง
‘ถ้าจะมีแฟนสักคน เป็ภัทราวดีก็น่าจะเวิร์กสุดแล้วล่ะ เพราะเธออยู่ข้างฉันมาตลอด’
แล้วผมล่ะ ผมก็อยู่ข้างเขามาตลอดเหมือนกัน แต่มันคงไม่มากพอที่จะเห็นผมอยู่ในสายตา ถ้าวันนึงเขาสร้างครอบครัวกับภัทราวดี แล้วผมจะอยู่ตรงไหนในชีวิตของเขา
วันต่อมา
เวลา 14:20 น.
ผมยืนอยู่ท่ามกลางรถที่ขึ้นสนิมจอดเรียงราย ลมพัดผ่านเศษใบไม้แห้งใต้เท้าปลิวไปมา บรรยากาศมันเงียบจนเสียงฝีเท้าผมกลายเป็สิ่งแปลกปลอมที่แห่งนี้คือลานเก็บรถเก่าของตำรวจ
ผมเดินมาหยุดที่หน้ารถคันหนึ่ง เป็รถของพิศาลที่ถูกลากมาเก็บไว้หลังจากเขาถูกยิงเสียชีวิต ตอนนี้ไม่มีหลักฐานอะไรเพิ่มเติมนอกจากรอยะุ แต่ลึก ๆ ผมรู้สึกว่ามันมีบางอย่างอยู่ในนี้
“ขอแค่มีอะไรหลุดออกมาสักอย่าง” ผมพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเอื้อมมือไปจับที่ประตูด้านคนขับเพื่อเปิดดู
ทันทีที่นิ้วผมแตะลงที่โลหะเย็น ๆ ภาพบางอย่างก็พุ่งเข้ามาในหัวราวกับถูกดูดเข้าไป
ปัง!
เสียงปืนดังขึ้น ผมเห็นเงาของคนหนึ่ง สูงประมาณ 165-190 ภาพซ้อนทับกันในความสูง คนนั้นสวมเสื้อฮูดสีดำ ใบหน้าเบลอ สวมถุงมือยาง แล้วเปิดประตูรถของพิศาล ก้มหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่เบาะข้างคนขับ ปิดประตู แล้วเดินกลับไปที่รถยนต์อีกคัน จากนั้นก็ขับออกไป ภาพรถดูเบลอ ไม่รู้ว่าสีอะไร เพราะมันเป็สีหลากหลายซ้อนทับกันอยู่
ผมผงะถอยจากรถทันที ภาพนั้นวาร์ปหายไปในพริบตา เหมือนถูกดึงกลับ
“คนนั้นคือใคร…?”
ยังไม่ทันที่ผมจะได้หายใจเต็มปอด
ปัง!!
“อั๊ก!”
ผมรับรู้ถึงเหล็กร้อนทะลุเข้ามาที่หัวไหล่ด้านขวา ความเจ็บแปลบขึ้นมาทันที เืไหลลงมาตามแขน โลกเริ่มหมุนช้า ๆ จนร่างผมล้มลงกระแทกพื้น แล้วทุกอย่างก็มืดลง
ณ บ้านพักอินทร
เวลา 16:25 น.
“ทำไมยังไม่กลับอีก…” อินทรมองนาฬิกาที่ข้อมือ เขาให้นทีไปเก็บหลักฐานที่รถของพิศาลั้แ่บ่ายสองโมง แต่ตอนนี้ยังไม่กลับมาเลย มือถือถูกกดโทรออกอีกครั้ง ไม่มีใครรับ
“นที ไม่รับสายเหรอคะ” ภัทราวดีเอ่ยขึ้น
“ครับ ผมว่ามันแปลก ๆ เดี๋ยวผมไปดูเขาก่อน” อินทรตอบด้วยสีหน้าเป็กังวล
“เดี๋ยวฉันไปด้วยค่ะ”
“เดี๋ยวผมไปคนเดียวดีกว่า อีกหน่อยจะเลิกงานแล้ว คุณกลับไปพักเถอะ”
“...ค่ะ” ภัทราวดีพยักหน้า
อินทรหยิบเสื้อคลุม แล้วเดินออกไป
ณ ลานเก็บรถ
อินทรขับรถมาจอดด้านหน้าทางเข้า เห็นว่ารถของนทียังจอดอยู่ เขารีบเข้าไปข้างใน มองหารอบ ๆ ที่มีรถจอดเต็มไปหมด แต่ไร้วี่แววว่าจะมีนที สีหน้าเริ่มเป็กังวลหนักขึ้น
“นที!”
ไร้เสียงตอบกลับ
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาอีกฝ่ายอีกครั้ง
ครืดดดดดด
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่ฝั่งด้านในสุดของลานจอดรถ อินทรรีบวิ่งเข้าไปตรงจุดนั้นทันที
วินาทีที่วิ่งมาถึง เขาเห็นร่างของนทีนอนแน่นิ่ง เืไหลนองเต็มพื้นปูนที่แตกระแหง
“นที!”
ผมรู้สึกตัว ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา ใช่เขาจริง ๆ ด้วย ผมพยายามคลี่ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“อินทร”
“เดี๋ยวฉันพานายไปโรงพยาบาล” อินทรค่อย ๆ พยุงผมให้ลุกขึ้น เืเปื้อนเสื้อเขาเต็มไปหมด แต่เขาไม่สนใจ เขาพาผมขึ้นรถยนต์ของเขา แล้วขับมุ่งหน้าไปที่โรงพยาบาล ขณะขับรถไป เขาก็หันมามองผม
“อดทนไว้ก่อนนะ นายจะไม่เป็ไร” เสียงของเขาสั่นจนผมรับรู้ได้
ณ ห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว
ผมนอนนิ่งอยู่บนเตียง แผลที่หัวไหล่ถูกพันไว้เรียบร้อยแล้ว แม้จะมียาชา แต่ก็รู้สึกเจ็บอยู่ดี
อินทรนั่งอยู่เก้าอี้ข้าง ๆ เตียงผม มือเขาวางอยู่บนผ้าห่มใกล้แขนผม ใกล้มากพอจะรู้สึกถึงความอบอุ่น สายตาเขามองผมอย่างไม่ละไปไหน ดวงตานั้นเต็มไปด้วยความเป็ห่วง
ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา มีสารวัตรเมฆา ทนายธนาธิป ก้องภพ และภัทราวดี
ผมหันไปสบตากับอินทรแค่ครู่เดียว มันสั้นมาก แต่ก็พอจะทำให้หัวใจผมเต้นแรงขึ้นมาหนึ่งจังหวะ
“เห็นหน้าคนร้ายไหม?” เสียงของสารวัตรเมฆาดังขึ้น
ผมหันไปมองเขาช้า ๆ ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่เห็นครับ” ใช่ครับ ผมไม่เห็นคนยิง เพราะมันน่าจะยิงผมจากทางด้านหลัง
แต่สิ่งที่ผมเห็นคือภาพสะท้อนของคนที่ยิงพิศาล ผมพูดออกไปไม่ได้
เพราะลึก ๆ ผมเองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงเห็นภาพเ่าั้จากรถ มันไม่สมเหตุสมผล ผมกลัวว่าถ้าพูดออกไป ทุกคนจะมองผมบ้า
ผมไม่กล้าสบตากับใคร แต่ยังรับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวของอินทรข้างกาย
“เขายังมึน ๆ อยู่ครับ คงยังไม่พร้อมให้ข้อมูลมาก” อินทรพูดแทนผม แต่แววตาเขากำลังกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่ผมเจอ
ภัทราวดีเหมือนรับรู้ได้ เธอแตะไหล่อินทรเบา ๆ อินทรหันไปมองเธอแล้วยิ้มตอบกลับ ยิ้มที่อบอุ่นและจริงใจ
ผมกลืนก้อนบางอย่างที่ติดอยู่ในลำคอลงไป เบือนหน้าไปอีกทาง เหมือนไม่ได้สนใจบทสนทนา แต่จริง ๆ ผมแค่กลัวว่าถ้ามองเขานานกว่านี้ น้ำตามันจะไหลออกมา