เมื่อเสิ่นตวนหนิงพาคนงามไปส่งถึงจวนสกุลฉิน ไม่รอให้ผู้ใดเอ่ยปากตั้งคำถามเขาก็เป็คนเอ่ยอธิบายทุกอย่างให้บิดาของฟางเฟยฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วนตวนหนิงเอ่ยชี้แจงว่าเขาเจอนางที่ไหน อย่างไร และไม่ลืมพูดทิ้งท้ายไว้อีกว่าเดิมทีเขาก็ตั้งใจจะมาที่จวนสกุลฉินพอดี ครั้นบังเอิญพบคุณหนูฉินคิดสั้นหวังฆ่าตัวตายเขาจึงยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือและอุ้มนางขึ้นรถม้ามาที่จวนสกุลฉินด้วยกันเหมือนอย่างที่เห็นดังนั้นรับประกันได้ว่าระหว่างเขากับนาง ย่อมไม่มีอะไรเกินเลยและไม่ได้ทำเื่ที่ิ่เกียรติิ่ศักดิ์ศรีของนางเลยแม้แต่น้อย
ด้านฉินอวี้ฝางที่ได้ฟังคำอธิบายของโหวหนุ่มก็ไม่คิดตำหนิติเตียนเสิ่นตวนหนิงแม้แต่ครึ่งคำตรงกันข้ามฉินอวี้ฝางนั้นเอ่ยชมเชยเสิ่นตวนหนิงไม่ขาดปากแต่ทว่าเื่เดียวที่ตาเฒ่าอย่างเขาเป็กังวลมากที่สุด ก็คือ...ชื่อเสียงของบุตรสาว
ไม่เพียงฉินฟางเฟยเปียกซ่กไปทั้งตัวแต่เสื้อผ้าของนางยังโปร่งบางจนสามารถมองเห็นส่วนอวบส่วนนูนได้ถนัดตาแน่นอนว่าการที่โหวหนุ่มยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือบุตรสาวของตนถือว่าเป็เื่ดีแต่ผลเสียที่ตามมาภายหลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือ... ผู้คนมากหน้าหลายตาที่เห็นว่าคุณชายเสิ่นััร่างกายของฉินฟางเฟยอย่างแแ่ขนาดนั้นคงเอาไปนินทาเสีย ๆ หาย ๆ อย่างแน่นอน
แล้วบัดนี้สัญญาหมั้นหมายของสกุลิก็ถูกยกเลิกไปแล้วด้วยชื่อเสียงของนางก็มาด่างพร้อยอีก...
อย่างนั้นก็คงไม่มีบุรุษบ้านไหนกล้าเข้ามาทาบทามสู่ขอยัยหนูสามเอาไปตบแต่งเป็ฮูหยินเอกเสียแล้วกระมังแต่ครั้นจะเอ่ยปากขอให้คุณชายเสิ่นเป็ฝ่ายออกตัวรับผิดชอบชื่อเสียงของบุตรสาวตาเฒ่าฉินที่พอจะมีมโนธรรมสำนึกอยู่บ้าง ก็คงพูดเื่นั้นได้ไม่ถนัดนักเพราะลำพังแค่เสิ่นโหวยื่นมือเข้ามาช่วยชีวิตของยัยหนูสามไว้ก็ถือว่าเป็บุญคุณต่อกันอย่างล้นเหลือแล้ว ไหนเลยจะกล้าเอ่ยปากให้เขาทำเื่ฝืนใจจำพวกสู่ขอบุตรสาวของตนไปเป็ภรรยาเอกของจวนโหว
ยิ่งยัยหนูสามเป็นางมารน้อยในสายตาคนอื่นแล้วด้วยการจะหาบุรุษดี ๆ มาแต่งกับนาง ถือว่าเป็เื่ที่ยากแสนยากมันยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก ยิ่งคิด... ก็ยิ่งเหนื่อยใจ...
เห้อ… เฟยเอ๋อร์ลูกรักวาสนาดอกท้อของเ้าช่างอาภัพนัก ไฉนฟ้าดินถึงกลั่นแกล้งเ้าได้ถึงเพียงนี้
ด้านเสิ่นตวนหนิงที่เห็นท่าทีลำบากใจของผู้าุโฉายชัดอยู่บนใบหน้าเขาก็รู้ในทันทีว่าควรเดินหมากตัวไหนต่อ เพื่อให้ตนเองไม่พลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิตไปครั้นวันนี้ไม่รีบคว้าเอาไว้ เขาคงจะเสียใจไปชั่วชีวิต
หลังจากนิ่งงันพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเมื่อคิดตกแล้ว ตวนหนิงจึงชิงพูดประโยคปลายเปิดขึ้นมาว่า...
“ท่านผู้าุโ...ข้ารู้ว่าท่านกำลังกังวลเื่ชื่อเสียงของบุตรสาว แล้วข้าก็รู้ด้วยเช่นกันว่าท่านลำบากใจที่จะเอ่ยปากขอให้ข้ารับผิดชอบชื่อเสียงของนางท่านกำลังคิดเื่นี้อยู่ ใช่หรือไม่”เสิ่นตวนหนิงมองช้อนเข้าไปในดวงตาของผู้าุโ ราวกับ้าจะหยั่งเชิง
ด้านฉินอวี้ฝางที่คาดไม่ถึงว่าเสิ่นตวนหนิงจะเป็ฝ่ายเอ่ยประโยคนี้ออกมาก็พลันนิ่งงันไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ทว่าหลังจากนั้นเพียงเสี้ยวอึดใจเดียวมุมปากของฉินอวี้ฝางก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แล้วเอ่ยโต้ตอบกลับไปว่า…
“ฉลาดนัก!สมกับที่เป็โหวหนุ่มอนาคตไกล!”
เมื่อเห็นว่าผู้าุโไม่ได้แย้งในคำพูดของตนทั้งไม่ได้เอ่ยปฏิเสธ แต่กลับกลายเป็เอ่ยชื่นชมด้วยสีหน้าสง่าผ่าเผย เสิ่นตวนหนิงที่ฉลาดเป็กรดก็พอจะรู้แล้วว่า หมากตัวต่อไป เขาควรเดินหน้าหรือถอยหลัง
แน่นอนว่า…ควรรุกเดินหน้าเพื่อทำแต้มต่อ ด้วยตกตะกอนความคิดได้เช่นนี้แล้วโหวหนุ่มจึงไม่ลังเลที่จะเอ่ยออกไปตรง ๆ ว่า…
“หากท่านผู้าุโไม่รังเกียจที่จะเกี่ยวดองกับสกุลเสิ่นข้าก็ยินดีจะรับผิดชอบชื่อเสียงของฉินฟางเฟยด้วยความเต็มใจสาบานด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายข้าผู้แซ่เสิ่นจะไม่ทำให้บุตรสาวของท่านต้องเจ็บช้ำน้ำใจเลยแม้แต่น้อย”
สีหน้าและแววตาของเสิ่นตวนหนิงขณะเอ่ยประโยคเหล่านี้ทำให้ฉินอวี้ฝางััได้ว่า คำพูดของเขาคนนี้ ไม่ใช่แค่คำพูดส่งเดชแต่มันคือคำมั่นสัญญาของลูกผู้ชาย เห็นเป็เช่นนี้แล้วฉินอวี้ฝางคงต้องหันมาพิจารณาเสิ่นโหวคนนี้ให้ชัด ๆ เสียแล้วกระมัง
แต่เดิมแม้สกุลฉินไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับสกุลเสิ่นมาั้แ่เก่าก่อนเฉกเช่นที่สนิทชิดเชื้อกับสกุลิแต่ทว่าสกุลฉินกับสกุลเสิ่นก็ไม่เคยเป็ศัตรูคู่อาฆาตยิ่งไม่เคยเป็ปฏิปักษ์ต่อกัน แล้วระยะหลังมานี้ฉินอวี้ฝางก็ได้ยินชื่อเสียงของเสิ่นตวนหนิงมาไม่น้อย
แม้เขาจะไม่ใช่ขุนนางฝ่ายบู๊ ไม่ได้เป็วีรบุรุษผู้หาญกล้าไม่ได้มีนิสัยกล้าได้กล้าเสียบ้าบิ่นดีเดือดเหมือนอย่างเ้าิซางเฉวียนแต่ทว่าตวนหนิงกลับเป็ขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ได้รับคำชมจากขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายฝ่ายและเขายังเป็ขุนนางยศโหวที่อายุน้อยที่สุดในราชสำนักอีกด้วยนี่ก็ชี้ชัดแล้วว่าคุณสมบัติของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าิซางเฉวียนเลยแม้แต่ครึ่งส่วน
เช่นนั้นแล้วเ้าโหวหนุ่มแซ่เสิ่นก็นับว่าผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้
“จริงหรือ!!!เ้าพูดจริงหรือ บุรุษพูดแล้วห้ามคืนคำ เข้าใจหรือไม่”คราวนี้เป็ฉินอวี้ฝางที่ถามหยั่งเชิงคนหนุ่มเสียบ้าง
“จริงแท้แน่นอนขอรับแต่ว่าข้ามีข้อแม้…” คำพูดสั้นห้วนประโยคนี้ของเสิ่นตวนหนิงทำให้รอยยิ้มชื่นมื่นเลือนหายออกจากใบหน้าของฉินอวี้ฝางอย่างฉับพลัน
“หืม…เ้ามีข้อแม้อะไรงั้นหรือ?” สารภาพตามตรงว่าฉินอวี้ฝางแอบหวั่นใจอยู่เล็กน้อยกลัวว่าเสิ่นตวนหนิงจะเปลี่ยนใจกะทันหัน
“ข้อแม้ของข้าก็คือ…ท่านต้องมอบโสมบูรพาให้ข้าขอรับ” พอได้ยินคำเรียกร้องของอีกฝ่ายตาเฒ่าฉินก็ผุดยิ้มออกมาอย่างไม่ปิดบัง
ก็นึกว่าข้อแม้อะไรเสียอีกที่แท้ก็แค่เื่โสมบูรพา...
ในความรู้สึกนึกคิดของฉินอวี้ฝางครั้นจะถามว่าโสมบูรพาใช่ของสำคัญล้ำค่า ที่ควรค่าให้เก็บรักษาหรือไม่แน่นอนว่าฉินอวี้ฝางย่อมตอบว่า 'ใช่' แต่หากให้เทียบระหว่าง'โสมบูรพา' กับชื่อเสียงของ 'ฉินฟางเฟย' ฉินอวี้ฝางย่อมตอบได้เต็มปากว่าบุตรสาวของเขาคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในใต้หล้าเช่นนั้นแล้วฉินอวี้ฝางจึงไม่รู้สึกกังวลเลยสักนิดเมื่อได้ฟังข้อแม้ของตวนหนิง
“ว่าที่บุตรเขยของข้า...ช่างเ้าเล่ห์เพทุบายนัก ~” แม้ใบหน้าของฉินอวี้ฝางจะแต้มรอยยิ้มน้อยๆ แต่ทว่าคำพูดที่หลุดออกมาจากปากของผู้าุโ กลับตีความหมายได้สองแง่สองง่ามได้ยินอย่างนั้นเสิ่นตวนหนิงจึงรีบพูดตัดบทขึ้นมาว่า
“แต่ท่านผู้าุโอย่าเพิ่งมีโทสะข้าผู้น้อยไม่ได้หมายความว่าจะเอาโสมบูรพาของท่านมือเปล่าเพื่อแลกกับโสมบูรพาแค่ชิ้นเดียว ข้าเตรียมม้างามฝีเท้าดีสองร้อยตัวเรือนปลูกสร้างสามหลัง ที่ดินเปล่าอีกสิบหมู่ไว้ให้ท่านที่เพิ่มเติมเข้ามาอีกหนึ่งอย่าง ก็คือสถานะบุตรเขยของท่านข้อเสนอนี้ท่านผู้าุโจะยอมรับได้หรือไม่”
เสิ่นโหวพูดกับผู้นำตระกูลฉินด้วยสีหน้าเป็จริงเป็จังขณะเดียวกันก็ล้วงเอาม้วนกระดาษออกมาจากอกเสื้อ เขาวางมันลงบนโต๊ะน้ำชา แล้วค่อย ๆใช้ปลายนิ้วดันให้กระดาษม้วนนั้นเคลื่อนไปอยู่ต่อหน้าฉินอวี้ฝางอย่างรู้กาลเทศะ
ฉินอวี้ฝางคลี่ม้วนกระดาษออกดูเห็นว่าเป็หนังสือส่งมอบที่ดินจำนวนสิบหมู่ จึงเผลอฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะอย่างแรงกระทั่งชาในจอกหยกสั่นกระเพื่อม ด้านเสิ่นตวนหนิงที่เห็นปฏิกิริยารุนแรงของอีกฝ่ายก็ด่วนสรุปได้ในบัดดล ว่า... สิ่งของที่ตนจัดเตรียมไว้ให้อาจจะยังไม่เป็ที่พึงพอใจเช่นนั้นเขาคงต้องบากหน้าไปขอซื้อโสมบูรพาจากสกุลฮั่วสินะ
แต่ทว่า!!!เพียงชั่วอึดใจต่อมา ฉินอวี้ฝางก็หันมาเอ่ยกับเสิ่นตวนหนิงด้วยสีหน้าแย้มยิ้ม
“อะฮ่าาาาพูดต่อรองกันมาตั้งยืดยาว ข้านึกว่าเ้าจะฉวยโอกาสเอาเปรียบสกุลฉินด้วยการแต่งกับยัยหนูสามเพื่อแลกกับสมุนไพรล้ำค่าชิ้นนั้นเสียอีก ทั้ง ๆที่สามารถทำเช่นนั้นได้ แต่เ้ากลับนำสิ่งของพวกนี้มาแลกหนำซ้ำยังยอมแต่งเฟยเอ๋อร์ของข้าเข้าจวนอีกต่างหาก" ฉินอวี้ฝางทั้งพูดทั้งลูบหนวดเคราไปพลาง ๆ
"ในเมื่อคิดจะเกี่ยวดองกับสกุลฉินไหนเลยที่ข้าผู้น้อยจะกล้าเอาเปรียบตระกูลของว่าที่ภรรยา"ตวนหนิงผินยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดเอาใจผู้าุโอย่างรู้งาน ไม่น่าเชื่อว่า...คำพูดประโยคนี้มันจะสร้างแต้มต่อให้เขาได้อย่างน่าอัศจรรย์
"ไม่ผิด!ข้ามองคนไม่ผิดเลยจริง ๆ เช่นนั้นเ้าจงฟังข้า... เพื่อเฟยเอ๋อร์แล้วข้าจะมอบโสมบูรพาให้เปล่า ๆ ก็ยังได้ ไหน ๆ ก็จะเกี่ยวดองเป็ครอบครัวเดียวกันแล้วไหนเลยยังต้องเอาทรัพย์สินพวกนั้นจากเ้าด้วยเล่า ถ้าไม่ติดว่าต้องรักษาหน้าให้สกุลฉินและไม่ติดว่ากลัวคำครหานินทา กล่าวหาว่าบุตรสาวของข้าไม่มีสินสอดดีไม่ดีข้าอยากจะยกทรัพย์สินให้เ้าเอาติดไม้ติดมือกลับไปด้วยเสียด้วยซ้ำ”
ทีท่าคุ้มดีคุ้มร้ายของฉินอวี้ฝางทำเสิ่นตวนหนิงหายใจไม่ทั่วท้องไปหนึ่งยกก็ใครจะไปคาดคิดกันเล่า ว่าฉินอวี้ฝางจะยอมตกลงด้วยง่ายขนาดนี้
“ท่านผู้าุโล้อข้าเล่นแล้ว”ตวนหนิงส่งยิ้มอ่อนและค้อมหัวให้ชายสูงวัยไปหนหนึ่งเพียงเท่านี้ก็เอาชนะใจว่าที่ท่านพ่อตาได้แล้ว
“ข้าไม่ได้ล้อเล่นนะข้าอายุปูนนี้แล้ว เฟยเอ๋อร์ก็ไม่ใช่อายุน้อย ๆ แล้วด้วยได้แต่งกับเ้าก็ดีเหมือนกัน นางจะได้เลิกจมปลักกับซางเฉวียนเสียทีเพราะอย่างไรแล้วเ้าซางเฉวียนคงไม่ยอมเปิดใจให้เฟยเอ๋อร์ง่าย ๆข้าเห็นเขามาั้แ่เล็ก ๆ ข้าย่อมรู้จักนิสัยใจคอของเ้าซางเฉวียนเป็อย่างดีแล้วอีกอย่าง... ข้าได้ยินว่ามารดาของเ้าป่วยหนักเข้าขั้นวิกฤติได้นำโสมบูรพาชิ้นนี้ไปรักษานาง ก็ถือเป็กุศลใหญ่”
ในแววตาของตวนหนิงที่มองไปยังฉินอวี้ฝางฉายชัดว่าเขารู้สึกซาบซึ้งในความใจกว้างของผู้าุโฉินอย่างล้นเหลือนี่มันตอกย้ำให้ตวนหนิงยิ่งแน่ใจว่าเขาไม่ได้คิดผิดที่ตกลงปลงใจเกี่ยวดองกับสกุลฉิน
จริงอยู่ที่เขาจัดการเื่นี้รวบรัดไปหน่อยยังไม่ทันได้เกี้ยวพานฉินฟางเฟยเลยสักครั้งก็ชิงมาพูดเื่แต่งนางมาเป็ภรรยาเสียก่อน เอาตรง ๆ มันก็ค่อนข้างข้ามขั้นและผิดธรรมชาติไปหน่อย แต่ก็ช่วยไม่ได้นี่ ก็ใครใช้ให้นางไปะโน้ำตายกันเล่าหาไม่เช่นนั้น...ขั้นตอนต่าง ๆ คงจะค่อย ๆ ดำเนินไปทีละขั้น เหมือนอย่างที่ตั้งใจไว้ไหนเลยจะคิดเอาเปรียบนางเฉกเช่นเหมือนที่ทำอยู่ในตอนนี้
ก่อนหน้านี้ตวนหนิงคิดสนใจในตัวฟางเฟยมานานแล้วก็จริงแต่เขาไม่เคยแสดงออกเลยแม้แต่ครั้งเดียวนั่นก็เพราะเห็นว่านางลงรักปักใจต่อสหายสนิทของตนอย่างลึกซึ้งหนำซ้ำทั้งคู่ยังมีสัญญาหมั้นหมายต่อกัน
เสิ่นตวนหนิงที่เป็แค่คนนอกสายตาก็ได้แต่พูดกับตนเองเพียงลำพังว่า ครั้นนางแคล้วคลาดจากซางเฉวียนเมื่อไหร่เขาจะเป็บุรุษคนแรกที่เข้าหานาง ตลอดจนตามเกี้ยวพานนางอย่างกระตือรือร้นและแล้ววันนี้ก็มาถึงเสียที!
“เช่นนั้น...ม้างามฝีเท้าดีสองร้อยตัว เรือนปลูกสร้างสามหลัง ที่ดินเปล่าอีกสิบหมู่ก็ให้ถือเป็สินสอดเถิดขอรับ เพื่อไม่ให้นางน้อยหน้าสตรีคนใด สินสอดนี้ข้าจะเพิ่มตำลึงเงินอีกแปดหีบ ตำลึงทองอีกแปดหีบ และหยกเนื้อดีอีกแปดหีบท่านผู้าุโเห็นเป็เช่นไรขอรับ”
“อะฮ่าาาา! ดี!!ดียิ่ง!!! ช่างเป็บุตรเขยที่ดียิ่ง”
เสียงหัวเราะร่วนของฉินอวี้ฝางดังไปไกลหลายจั้งดูท่าว่าพ่อตากับลูกเขยจะคุยกันถูกคอไม่เบา