ดวงใจมังกรจ้าวปฐพี (ฉบับรีไรท์)

    บทที่ 14 กลับคืนเมืองหลวง

           ณ เหอกวงถัง มีลำแสงสีขาวกลุ่มหนึ่งพุ่งเข้าไปในหอขาว ภายในหอชั้นแรกมีร่างคนห้าคนกับหนึ่งสัตว์เทพยืนอยู่ เสียงชายชราผู้เป็๲เ๽้าสำนักเอ่ยต้อนรับผู้มาเยือนทันที

    “ข้าน้อยอู๋กง คารวะท่านปรมาจารย์ทั้งสองขอรับ” อู๋กงประสานมือก้มศีรษะทำความเคารพสองผู้เฒ่าพยักหน้าตอบรับ เทียนหลินและสองสาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลังประสานมือย่อกายทำความเคารพอู๋กงอย่างรู้ความ เจ้าสำนักอู๋กงยิ้มกว้างและพยักหน้ารับการคารวะจากแม่นางน้อยทั้งสาม“ไม่พบกันนาน เจ้าคงสบายดีนะอู๋กง” ผู้เฒ่าเทียนเฉินเอ่ยปากทักทาย“ข้าน้อยสบายดีขอรับ” “ตาเฒ่าจินยังกักตนเป็นเต่าจำศีลอยู่หรือไม่” ผู้เฒ่าเทียนฉินเอ่ยปากถาม“ท่านอาจารย์กักตนอยู่บนชั้นเจ็ดขอรับ” อู๋กงเอ่ยตอบ พลางยิ้มขำคำเปรียบเปรยของผู้เฒ่าเทียนฉิน“พวกข้ามีธุระจะปรึกษากับอาจารย์เจ้า คาดว่าจะพักอยู่ที่สักระยะรบกวนเจ้าช่วยหาที่พักให้ด้วย หลินเอ๋อร์เดี๋ยวหลานตามปู่ไปคารวะท่านผู้เฒ่าหวังจินด้วยกันก่อน”“เจ้าค่ะท่านปู่ใหญ่”อู๋กงมอบหมายให้รองเจ้าสำนักไปเปิดเรือนรับรองแขกหลังใหญ่ที่สุดของเหอกวงถัง แล้วให้พาสองสาวใช้ไปรอเจ้านายอยู่ที่นั่น เมื่อสั่งความเสร็จ เขาก็พาสองผู้เฒ่ากับเทียนหลินขึ้นไปชั้นเจ็ด คนทั้งกลุ่มมาหยุดที่หน้าบานประตูขนาดใหญ่ อู๋กงยังไม่ทันเอ่ยปากรายงาน บานประตูก็เปิดออก เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไป ก็เห็นผู้เฒ่าชุดขาวนั่งหลับตาเข้าสมาธิอยู่ในวงอักขระสีทองที่กลางห้อง“ตาเฒ่าจิน นั่งสมาธิจนรากงอกแล้วหรือยัง? วันนี้ข้ามีของดีมาให้เต่าจำศีลแบบเจ้ากิน”“ไม่เจอกันนานหลายสิบปี เจ้าก็ยังกวนโทสะผู้อื่นเก่งเหมือนเดิมนะฉิน”ผู้เฒ่าชุดขาวเอ่ย พร้อมลืมตาออกจากสมาธิ วงกลมอักขระสีทองรอบตัวพลันจางหาย เบาะรองนั่งห้าใบปรากฏขึ้นมาแทน เสี่ยวเปารีบกระโดดลงจากไหล่บางไปนอนกลิ้งบนเบาะก่อนใคร เทียนหลินประสานมือย่อกายทำความเคารพผู้เฒ่าชุดขาวก่อน แล้วค่อยนั่งลงบนเบาะ ผู้เฒ่าหวังจินมองพิจารณาเด็กสาวอย่างสนใจ “อายุราวสิบสี่สิบห้า แต่กลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาจากร่างบริสุทธิ์และสูงส่งราวกับว่ามิใช่พลังของมนุษย์” “เจ้าเต่าเฒ่า อย่ามาจ้องหลานสาวข้า” ผู้เฒ่าเทียนฉินขยับเบาะรองนั่งของตนมานั่งบังหลานสาวไว้ผู้เฒ่าเทียนเฉินส่ายหน้ากับอาการหวงหลานสาวของน้องชาย ก่อนเอ่ยปากเตือน“ฉิน อย่ามัวแต่เล่นเป็นเด็ก รีบเอาโอสถออกมาเร็ว ๆ เข้า”ผู้เฒ่าเทียนฉินถลึงตาใส่พี่ชาย ก่อนนำขวดใบเล็กที่ทำจากหยกขาวออกมาแล้วส่งให้ผู้เฒ่าหวังจิน ผู้เฒ่าหวังจินรับขวดหยกมาแล้วเปิดจุกออก กลิ่นหอมของโอสถที่โชยออกมาทำให้คิ้วเคราเขากระตุก ผู้มีพลังสายฝึกยุทธ์อย่างเขาเพียงแค่ได้กลิ่นยังสามารถรับรู้ถึงพลังของโอสถนี้ได้ โอสถที่บรรจุอยู่ในขวดหยกนี้ต้องมีพลังมหาศาล“พี่ใหญ่ รับรู้ถึงพลังของโอสถในขวดแล้วใช่หรือไม่?” ผู้เฒ่าเทียนเฉินเอ่ยถาม“อืม”ผู้เฒ่าเทียนเฉินเล่าเรื่องที่หลานสาวเข้าไปในแดนลับเก้านพจักรเมื่อหนึ่งปีก่อนให้พี่ชายร่วมสาบานฟังอย่างละเอียด สมุนไพรที่ได้มาจากมิติของสัตว์เทพเมื่อนำมาหลอมเป็นโอสถแล้ว สรรพคุณล้ำเลิศกว่าโอสถทิพย์หลายเท่าตัว พวกเขาเรียกโอสถที่หลอมจากสมุนไพรแดนสัตว์เทพว่า ‘โอสถสวรรค์’“นางหนูน้อยเจ้าเก่งมาก ต่อไปให้เจ้าเรียกข้าว่า ปู่จิน” ผู้เฒ่าหวังจินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดู“ขอบคุณท่านปู่จินที่เมตตารับหลินเอ๋อร์เป็นหลานสาวเจ้าค่ะ” เทียนหลินโขกศีรษะคำนับท่านปู่คนใหม่ผู้เฒ่าเทียนฉินหน้างอที่หลานสาวมีปู่เพิ่มขึ้นมาอีกคน เทียนหลินรีบขยับไปนั่งใกล้ ๆ แล้วกอดแขนออดอ้อน สีหน้าของผู้เฒ่าฉินจึงดีขึ้น ผู้เฒ่าเทียนเฉินไม่สนใจอาการงอแงของน้องชาย เขาหันไปปรึกษาเรื่องโอสถสวรรค์กับผู้เฒ่าหวังจิน“พี่ใหญ่ ข้าว่าด้วยประสิทธิภาพของโอสถสวรรค์นี้ อาจทำให้พวกเรามีพลังยุทธ์เกินขั้นสิบสอง กลายเป็นผู้มีพลังไร้ขอบเขตได้”“ผู้มีพลังไร้ขอบเขตเคยมีปรากฏในบันทึกโบราณเมื่อหลายพันปีก่อน การบรรลุพลังขั้นสูงของผู้ฝึกยุทธ์จะก่อให้เกิดคลื่นพลังเป็นวงกว้าง ไม่รู้ว่าคลื่นพลังขั้นไร้ขอบเขตจะรุนแรงเพียงใด ถ้าพวกเราจะกักตนเพื่อบรรลุพลังขั้นไร้ขอบเขต ข้าต้องลงอักขระกั้นพลังในห้องกักตน นึกไม่ถึงว่ากำไลของข้าจะมีประโยชน์ถึงเพียงนี้ ร้อยปีแรกได้เป็นปรมาจารย์ ร้อยปีหลังได้เป็นผู้ไร้ขอบเขต”ผู้เฒ่าหวังจินหัวเราะเบา ๆ แล้วสะบัดมือครั้งหนึ่ง ร่างของพวกเขาสามคนพี่น้องก็หายวับไปทันที เทียนหลินทำหน้าเหลอหลา ท่านปู่ทั้งสามของนางเข้ากักตนกันแล้วหรือ? แล้วจะกักตนกันนานเท่าใดกว่าจะบรรลุขั้นไร้ขอบเขต ท่านปู่มิได้บอกอะไรนางไว้เลย“แม่หนูน้อยเจ้าไม่ต้องตกใจ ท่านปู่จินของเจ้าเป็นคนที่คิดจะทำอะไรก็จะลงมือทำทันที เจ้าพักรอที่เหอกวงถังอย่างสบายใจเถอะ ไปกัน..ข้าจะไปส่งเจ้าที่เรือนรับรอง” อู๋กงเอ่ยปลอบเทียนหลินด้วยน้ำเสียงกลั้นขำ เขตเรือนรับรองของเจ้าสำนักอยู่ห่างจากอาคารเรียนและเรือนรับรองหลังอื่น ๆ บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบไร้เสียงรบกวน เทียนหลินขึ้นไปนอนเล่นบนต้นไม้ โดยมีเจ้าเสี่ยวเปานอนซบอยู่ตรงอก ตั้งแต่มาถึงแคว้นซิงหมิงจิตใจนางก็ไม่สงบ ความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตหวนคืนมาอีกครั้ง เรื่องมารดาถูกวางยาพิษจนตาย ความเจ็บปวดที่ได้รับตอนถอนพิษ ความทรมานแสนสาหัสตอนรักษาแผลเป็นด้วยยาเฟิ่งหวง ความแค้นใจฝังแน่นอยู่ในอก นางกำลังคิดจะแอบออกไปสืบหาตัวคนร้ายที่วางยาพิษมารดา เสียงตะโกนเรียกของไป๋อิงก็ดังขึ้น“คุณหนู แอบขึ้นไปนอนบนต้นไม้อีกแล้ว ลงมาเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ”“ข้าไม่ได้แอบสักหน่อย ถ้าข้าแอบพี่ไป๋อิงจะหาข้าเจอได้อย่างไร”เทียนหลินกระโดดลงจากต้นไม้ เจ้าเสี่ยวเปายืนอยู่บนไหล่บาง หนึ่งคนหนึ่งสัตว์แกล้งทำท่าบิดขี้เกียจพร้อมกัน ด้วยความหมั่นไส้ไป๋อิงยกมือขึ้นฟาดเพียะเข้าที่ต้นแขนของเด็กสาวหนึ่งที“โอ๊ย! เจ็บจังเลยสงสัยแขนข้าต้องหักแน่ ๆ” เด็กสาวแสร้งทำท่าลูบต้นแขน“แขนหักหรือเจ้าคะ อย่างนั้นคุณหนูก็อยู่รักษาแขนที่เรือน ส่วนบ่าวกับไป๋จิ้งจะออกไปเดินเที่ยวในเมือง”“หายแล้ว ๆ พวกพี่จะไปเที่ยวข้างนอกหรือ? ข้าไปด้วยนะพี่ไป๋อิงคนสวย”“เรื่องอ้อนคนนี่ คุณหนูคนดีของบ่าวเก่งที่สุดในปฐพีเลยเจ้าค่ะ” รถม้าของเหอกวงถังวิ่งราวครึ่งชั่วยาม ก็มาถึงถนนฟู่กุ้ยย่านการค้าที่หรูหราที่สุดในแคว้นซิงหมิง ถนนแบ่งเป็นสองฟากกั้นกลางด้วยคูน้ำ พื้นถนนเป็นหินอ่อนตลอดทั้งเส้น โรงเตี๊ยมและโรงน้ำชาตกแต่งอย่างหรูหรางดงาม ร้านค้าทั้งสองฟากเป็นร้านขนาดใหญ่ที่ขายแต่ของชั้นเลิศ ซึ่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษมีเพียงอย่างละหนึ่งชิ้นเท่านั้น“พี่ไป๋จิ้ง ท่านอยากจะซื้ออะไรก่อนดี ของที่ขายในฟู่กุ้ยล้วนเป็นของดีชั้นเลิศ พวกลูกหลานตระกูลใหญ่ ๆ ต่างก็ซื้อของจากที่นี่”หญิงสาววัยสิบห้านามว่าม่านม่านเอ่ยถาม นางเป็นศิษย์ชั้นปีที่สามของเหอกวงถัง มีหน้าที่ช่วยอาจารย์ดูแลเรือนรับรองพวกเทียนหลิน ด้วยนิสัยร่าเริงเข้ากับคนง่าย ทำให้นางสนิทกับสองสาวใช้ได้อย่างรวดเร็ว สายตาแปลก ๆ ของศิษย์บางคนในเหอกวงถัง ทำให้ไป๋จิ้งรู้สึกไม่พอใจและอยากจะหาซื้อเสื้อผ้าที่ดีที่สุดให้นายสาว ม่านม่านจึงอาสาพามา โดยเอาชุดของตนมาให้ทั้งสามเปลี่ยนก่อนออกมาด้วย“ในเมื่อเป็นของดีทุกร้าน เราก็เดินดูไปเรื่อย ๆ แล้วกัน เจอสิ่งไหนถูกใจก็ซื้อสิ่งนั้น”สี่สาวพากันเดินซื้อของอย่างเพลิดเพลิน ไป๋จิ้งเป็นคนเลือกเสื้อผ้าให้ทุกคน ชุดของนางกับไป๋อิงเป็นชุดสีเรียบ ๆ แต่ชุดของเทียนหลิน นางเลือกสีและแบบที่ตัดเย็บได้ประณีตที่สุด ลวดลายปักบนชุดมีไข่มุกและอัญมณีปักแซมอยู่ ทุกชุดล้วนดูงดงามและโดดเด่น เพราะชุดเดิมของพวกนางเป็นชุดกางเกงธรรมดา เมื่อมาอยู่ในเมืองหลวงทำให้โดนมองด้วยสายตาดูถูก นางจะเปลี่ยนนายสาวของตนเองให้กลายเป็นสาวน้อยที่งดงามที่สุดเดินซื้อของกันจนถึงเวลาเที่ยงวัน ม่านม่านพาทุกคนไปที่ตึกไม้สามชั้นหลังใหญ่ บานประตูทำจากไม้เนื้อแข็งแกะสลักเป็นรูปหงส์ บนบานประตูติดป้ายเขียนอักษรว่า หอหงส์เหิน มีเสี่ยวเอ้ออายุประมาณสิบเจ็ดยืนอยู่ข้างประตู เมื่อเขาเห็นพวกนางเดินเข้ามา ก็รีบเอ่ยต้อนรับอย่างนอบน้อม“คารวะแม่นางทั้งสี่ เชิญด้านในขอรับ”เสี่ยวเอ้อพาพวกนางเดินเข้าไปยังโถงใหญ่ ภายในโถงตกแต่งอย่างงดงามตระการตา มีคนนั่งรับประทานอาหารอยู่เต็มเกือบทุกโต๊ะ ด้านซ้ายขวาเป็นบันไดขึ้นชั้นสองและชั้นสามที่แบ่งเป็นห้อง ๆ ม่านม่านให้เสี่ยวเอ้อพาขึ้นไปนั่งที่ห้องชั้นสามซึ่งมีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด ห้องชั้นสามตกแต่งอย่างงดงาม ตรงกลางห้องเป็นโต๊ะกลมขนาดใหญ่ ริมหน้าต่างมีเก้าอี้ยาวสำหรับนั่งชมวิว“เชิญแม่นางสั่งอาหารขอรับ หอหงส์เหินของเราทั้งอาหารและสุราล้วนเลิศรส”เทียนหลินปล่อยให้พวกไป๋จิ้งเป็นคนสั่งอาหาร ตัวนางอุ้มเสี่ยวเปาที่ยังนอนหลับอยู่อ้อมแขน ไปนั่งชมวิวริมหน้าต่าง นางมองลงไปที่ถนนเบื้องล่าง สายตาก็ไปสะดุดกับร่างคุ้นตาของชายผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังยืนจ้องมองนางตาไม่กะพริบ เพียงครู่เดียวร่างของชายผู้นั้นก็พุ่งเข้ามาในห้องทางหน้าต่าง เขาเข้ามาสวมกอดนางทันทีเสียงกรีดร้อง เสียงขู่คำราม เสียงความวุ่นวายภายในหอหงส์เหินดังอยู่เพียงครู่ก็สงบลง โต๊ะกลมของห้องชั้นสาม มีคนแปดคนนั่งล้อมรอบอยู่ เป็นชายสี่คน หญิงสี่คน บรรยากาศในห้องดูอึดอัด จนกระทั่งอาหารเลิศรสหลายจานถูกยกเข้ามา กลิ่นหอมฉุยของกับข้าวทำให้บรรยากาศเริ่มดีขึ้นเมื่ออาหารยกเข้ามาครบแล้ว หรงจื่อก็ขยับตะเกียบส่งสัญญาณให้ทุกคนลงมือกินได้ ทุกคนจึงเริ่มคีบอาหารใส่จานตนเอง หรงจื่อคีบอาหารใส่จานให้เทียนหลินอย่างใส่ใจ การกระทำของเขาทำให้ทุกคนตกตะลึงจนตะเกียบแทบจะร่วงจากมือจานกับข้าวที่ว่างเปล่าไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูกเพราะฝีมือของเสี่ยวเปาถูกยกออกไป เสี่ยวเอ้อจึงยกกาน้ำชาเข้ามาวางกลางโต๊ะกลม ชาร้อนกลิ่นมะลิส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้อง หรงจื่อหยิบถ้วยกระเบื้องมารินน้ำชาแล้วส่งให้เทียนหลิน ก่อนรินให้ตนเองอีกถ้วย ทุกคนยังคงนั่งจิบชากันเงียบ ๆ เทียนหลินดื่มชาหมดก็วางถ้วยลง หรงจื่อหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดปากให้นาง“เพล้ง” เสียงถ้วยชาในมือของจิงซากับตงเย่ตกแตก“แค่ก ๆ” เสียงสำลักน้ำชาของเยี่ยเซา “คืนนี้ข้าต้องนอนสะดุ้งจนตกเตียง เพราะการกระทำของเขาแน่ ๆ”“กินอาหารเสร็จแล้ว ไม่ทราบว่าพวกแม่นางตั้งใจจะไปที่ใดต่อ?” จิงซาเอ่ยถามเพราะรู้ใจผู้เป็นนายดี“ไปซื้อเครื่องประดับ / กลับเรือน” ม่านม่านกับไป๋อิงตอบพร้อมกัน แต่ตอบไปคนละอย่าง“อย่างนั้นก็ไปซื้อเครื่องประดับก่อน แล้วค่อยกลับเรือน” เยี่ยเซาเอ่ยสรุป พลางเรียกเสี่ยวเอ้อมาเก็บเงิน“ขอบคุณคุณชายที่เลี้ยงอาหารมื้อนี้ พวกเราขอตัวไปเดินซื้อของต่อนะเจ้าคะ” ไป๋อิงรีบเอ่ยขอแยกตัว“แม่นางไม่ต้องเกรงใจ เราไปซื้อเครื่องประดับกันเถอะ ข้าจะพาไปร้านที่ดีที่สุดในฟู่กุ้ย”เยี่ยเซาส่งยิ้มให้ไป๋อิง พลางผายมือเชิญนาง ไป๋อิงมองค้อนใส่เขา “เจ้าผู้ชายหน้าหนา”