ณห้องประชุมหลักของสถาบันเวสสุวรรณตรงกึ่งกลางห้องตั้งไว้ด้วยโต๊ะประชุมไม้โอ๊กทรงยาวจุคนได้กว่าสามสิบที่นั่งขณะนี้ถูกจับจองจนเต็มไปด้วยบรรดาบุคคลสำคัญของสถาบันผู้ที่ได้นั่งเก้าอี้ล้วนเป็ผู้าุโระดับบริหารส่วนครูอาจารย์ทั่วไปนับห้าสิบชีวิตทำได้เพียงยืนล้อมรอบห้องประชุมทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังภาพโฮโลแกรมสามมิติที่ฉายเหตุการณ์จากสวนพฤกษศาสตร์อาณาเขตที่2
“ขออภัยอาจารย์ทุกท่านที่เรียกประชุมด่วนในวันนี้ตอนนี้มีสถานการณ์ร้ายแรงระดับวิกฤตเกิดขึ้นข้าจึงต้องขอความร่วมมือจากทุกคนเพื่อช่วยกันสืบสวน” ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมนั่งอยู่หัวโต๊ะเอ่ยเปิดการประชุมด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“สืบสวน? ท่านผู้อำนวยการ ท่านไม่ได้เรียกพวกเรามาเพื่อหารือเื่การปรากฏตัวของ 'สมบัติระดับ์' หรอกหรือ?”
“นั่นสิ!ตอนนี้เราควรรีบระดมกำลังไป่ชิงสมบัติ์ไม่ใช่หรือไง เราไม่มีเวลามานั่งเสียเหลี่ยมกับเื่หยุมหยิมพวกนี้หรอกปล่อยให้ฝ่ายคุมกฎจัดการไปไม่ดีกว่ารึ?”
เหล่าครูาุโแสดงท่าทีหงุดหงิดไม่อยากเสียเวลาต้องรู้ก่อนว่าปรากฏการณ์สมบัติระดับ์จุติ ไม่ได้เกิดขึ้นมาหลายศตวรรษแล้ว!ทุกครั้งที่มันปรากฏ ล้วนตามมาด้วยการแย่งชิงนองเืระดับตำนานแม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ยังต้องลงมาร่วมวงเสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์เริ่มดังระงมไปทั่วห้องประชุม
เฮ้อ...
เมื่อ 'รองอาจารย์ใหญ่' เห็นภาพความวุ่นวายตรงหน้านางก็ลอบถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย (พวกตาแก่พวกนี้ช่วยแยกแยะความสำคัญของสถานการณ์ตรงหน้าหน่อยได้ไหม?วิกฤตจ่อคอหอยอยู่แท้ๆยังมัวแต่ห่วงผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่นั่นแหละ!)
“อะแฮ่ม!ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบ และฟังข้าก่อน ที่ข้าเรียกประชุมด่วนในวันนี้...ก็เป็เื่ที่เกี่ยวกับสมบัติระดับ์นั่นแหละ”
เมื่อผู้อำนวยการเห็นท่าทีของรองอาจารย์ใหญ่เขาก็รีบคลี่ยิ้มแห้งๆ แล้วเอ่ยขัดจังหวะเพื่อดึงความสนใจกลับมาเขาดูไม่ใส่ใจกับสายตาดูแคลนของเหล่าอาจารย์ราวกับชินชาที่ถูกปฏิบัติเช่นนี้มานานแล้ว
(รอยยิ้มของแกมันจะไม่ดูปลอมไปหน่อยรึไง)
ทุกคนในห้องประชุมต่างคิดเป็เสียงเดียวกันแต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากวิจารณ์ตรงๆ ส่วนหนึ่งเป็เพราะพวกเขารู้อยู่เต็มอกว่าชายอ้วนตรงหน้านี้ใช้ ‘เส้นสาย’ ดันตัวเองขึ้นมานั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการ
“จากรายงานที่ข้าได้รับ...สมบัติระดับ์ชิ้นนั้น... ถูก่ชิงไปแล้ว... โดยที่ปรากฏการณ์ทัณฑ์์ยังไม่ทันได้ก่อตัวขึ้นด้วยซ้ำ!”
ประโยคนี้ราวกับสายฟ้าฟาดกลางวงประชุมทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“จะเป็ไปได้อย่างไร!?ท่านกำลังจะบอกว่ามีคนรู้พิกัดของสมบัติล่วงหน้าแล้วชิงตัดหน้าเอาไปก่อนที่มันจะจุติงั้นรึ? เื่พรรค์นั้นมันเป็ไปไม่ได้!” ชายชราที่นั่งอยู่ฝั่งขวาสุดตบโต๊ะค้านเสียงแข็ง
ต้องเข้าใจก่อนว่ากฎเกณฑ์การจุติของสมบัติระดับ์ขึ้นไปทุกครั้งจะต้องเกิดปรากฏการณ์วิปริตแปรปรวนของฟ้าดินเพื่อเป็สัญญาณให้ผู้ฝึกยุทธ์สามารถใช้ััศักดิ์สิทธิ์ตรวจจับคลื่นพลังได้
ทันทีที่เกิดสัญญาณ สถาบันเวสสุวรรณก็สั่งการเด็ดขาดปิดกั้นพื้นที่ทั้งหมดเพื่อป้องกันข่าวรั่วไหล พร้อมระดมกำลังผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขต‘จิตรู้แจ้ง (ระดับ 3)’ กว่าร้อยชีวิต,ขอบเขต ‘ก่อลักษณ์ (ระดับ 4)’ ยี่สิบคนและขอบเขต ‘ผู้พิทักษ์ (ระดับ 5)’ อีกหนึ่งคนเพื่อเตรียมพร้อมปูพรมค้นหาและเก็บเกี่ยวสมบัติอย่างรัดกุมที่สุด...แล้วมันจะเกิดความผิดพลาดบัดซบแบบนี้ขึ้นได้อย่างไร!?
“นี่ท่านกำลังสงสัยว่ามีเกลือเป็หนอนในหมู่พวกเรางั้นรึ?ข้าขอค้าน! ่บ่ายที่ผ่านมาอาจารย์ส่วนใหญ่ล้วนติดสอนอยู่ในชั้นเรียน คงไม่มีใครอุตริไปเดินเล่นแถวอาณาเขตที่2 หรอก”
“พวกท่านคิดมากเกินไปแล้วจากการตรวจสอบและวิเคราะห์พฤติการณ์ข้าเชื่อว่ามีความเป็ไปได้สูงที่เื่นี้อาจเป็ฝีมือของครูหรือนักเรียนที่บังเอิญไปอยู่ในสวนพฤกษศาสตร์พอดีมากกว่า”
“ผู้อำนวยการท่านมีหลักฐานแน่ชัดหรือไม่? เื่คอขาดบาดตายเช่นนี้จะมากล่าวหาปรักปรำครูบาอาจารย์หรือนักเรียนส่งเดชไม่ได้นะ!” อาจารย์หัวล้านผู้มีอคติเอ่ยสวนด้วยน้ำเสียงเคลือบแคลง
“ใจเย็นก่อนอาจารย์ชิวเชิญท่านชมวิดีโอหลักฐานตรงหน้านี้ก่อนเถิด นี่คือภาพจากกล้องวงจรปิดในอาณาเขตที่ 2ที่บันทึกไว้ได้ ก่อนที่พวกมันจะถูกทำลายทิ้ง”
รองอาจารย์ใหญ่ ‘เจี่ยไป๋เจิน’ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจ
“สาเหตุที่ข้าเรียกประชุมทุกท่านในวันนี้ก็เพื่อขอให้อาจารย์ทุกท่านช่วยเป็พยานยืนยันที่อยู่ ว่าใน่เวลาก่อนเกิดเหตุทั้งตัวท่านและนักเรียนในชั้นอยู่ครบถ้วนหรือไม่? นอกจากนี้ข้าขอให้ทุกท่านตัดข้อสันนิษฐานเื่ ‘บุคคลภายนอก’ลอบเข้ามาขโมยสมบัติทิ้งไปได้เลย เพราะด้วยอานุภาพของ ‘ค่ายกลตรวจจับระดับ 5’ที่ปรมาจารย์บรรพบุรุษทิ้งไว้ ต่อให้เป็ยอดฝีมือขอบเขตราชันยุทธ์ก็ไม่อาจลักลอบเข้าออกสถาบันได้ตามอำเภอใจโดยที่ค่ายกลไม่แจ้งเตือน!”
รองอาจารย์ใหญ่ตัดความเป็ไปได้เื่คนนอกทิ้งอย่างเด็ดขาดนางมั่นใจในประสิทธิภาพของค่ายกลระดับบรรพชนอย่างถึงที่สุด
เมื่อนางกล่าวจบเสียงโต้เถียงในห้องประชุมก็เงียบกริบลง ไม่มีใครกล้าสงสัยในข้อสันนิษฐานของนางเพราะเจี่ยไป๋เจินคืออัจฉริยะผู้สามารถสร้างค่ายกลระดับ 4 ดาวได้ั้แ่อายุเพียง 30 ปี! คำพูดของนางจึงมีความน่าเชื่อถือและน้ำหนักถึงแปดหรือเก้าส่วน
“อาจารย์เจี่ย...แล้วท่านมีผู้ต้องสงสัยในใจเป็พิเศษหรือไม่เล่า?” อาจารย์หัวล้านเอ่ยถามพร้อมส่งรอยยิ้มประจบประแจงเป็โอกาสยากนักที่จะได้สนทนากับหญิงงามระดับประเทศเช่นนาง
“มีอยู่สองคน...นักเรียนหนึ่ง และอาจารย์อีกหนึ่ง”
หืม?
“สรุปแล้วเป็ใครกันแน่?” หลายคนเริ่มนั่งไม่ติดที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
รองอาจารย์ใหญ่หันขวับไปจ้องหน้าบุคคลที่นั่งอยู่เก้าอี้ตัวขวาสุด
“อาจารย์หนาน...ท่านพอจะอธิบายให้พวกเราฟังหน่อยได้หรือไม่? ว่าเหตุใดท่านถึงต้องเดินไปป้วนเปี้ยนแถวอาณาเขตที่1 ใน่บ่ายโมงของทุกวัน? ่เวลานั้นท่านไม่มีตารางสอนหรอกหรือ?และจากบันทึกการเข้าออก ท่านมักจะเดินลัดเลาะเข้าไปใกล้อาณาเขตที่ 2อยู่เป็ประจำ”
พูดจบนางก็กดปุ่มควบคุมภาพโฮโลแกรมสลับฉายฟุตเทจจากกล้องวงจรปิดหลายมุมมอง ซึ่งล้วนบันทึกภาพพฤติกรรมลับๆล่อๆ ของอาจารย์หนานเอาไว้ได้อย่างชัดเจน
“อ... อาจารย์เจี่ย...นี่มัน...”
อาจารย์หนานหน้าถอดสีกระวนกระวายใจจนพูดไม่ออก อึกอักเหมือนน้ำท่วมปาก เพราะความลับที่เขาปกปิดไว้ มันไม่ใช่เื่ที่จะเอามาแฉกลางที่ประชุมได้!
“อาจารย์หนานท่านพอจะชี้แจงเหตุผลให้พวกเราฟังหน่อยได้หรือไม่!” อาจารย์หัวล้านรีบผสมโรงขึ้นเสียงแข็งหวังจะโชว์ความเด็ดขาดเรียกร้องความสนใจจากสาวงาม
อาจารย์หนานยังคงก้มหน้าเงียบกริบไม่กล้าปริปากตอบคำถาม แต่ในจังหวะนั้นเองก็มีเสียงกระซิบจากครูที่ยืนอยู่ด้านหลังดังแทรกขึ้นมา
“เอ๊ะ...นั่นมันนักเรียนหญิงที่เป็ 'ศิษย์สืบทอดส่วนตัว' ของอาจารย์หนานไม่ใช่รึ?”
ครูหลายคนเริ่มเพ่งมองรายละเอียดในวิดีโอวงจรปิดภาพปรากฏ่ที่อาจารย์หนานกำลังเดินลัดเลาะไปตามแนวป่าอาณาเขตที่สอง จู่ๆก็มีนักเรียนหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มเดินออกมาจากหลังต้นไม้ทั้งคู่มีท่าทีสนิทสนมเกินงาม ยืนหยอกล้อพูดคุยกันด้วยรอยยิ้มก่อนจะพากันเดินหายลับเข้าไปหลังโขดหินั์สูงสามเมตร...
ขวับ!!
คราวนี้สายตาทุกคู่ในห้องประชุมหันไปจับจ้องที่อาจารย์หนานพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย!นี่มันพฤติกรรมผิดผี ผิดจรรยาบรรณร้ายแรงระหว่างครูกับลูกศิษย์ชัดๆ!ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกมันไปทำเื่บัดสีอะไรกันหลังโขดหินนั่น!
อาจารย์หนานก้มหน้างุดตัวสั่นเทาด้วยความอับอาย ใบหน้าเหี่ยวย่นแดงก่ำลามไปถึงใบหูเหงื่อกาฬเม็ดโป้งผุดซึมเต็มหน้าผาก สภาพทุเรศทุรังไม่ต่างจากชายแก่ที่ถูกชาวบ้านจับได้ว่าแอบเล่นชู้กับเมียชาวบ้านแล้วโดนลากมาประจานกลางลานกว้าง
“โอ้โห! อาจารย์หนาน...นึกไม่ถึงเลยนะว่าท่านจะมีรสนิยมเป็ ‘โคแก่กินหญ้าอ่อน’ กับเขาด้วย!”
“ฮ่าๆๆพูดแบบนั้นก็รุนแรงไป บางที... อาจารย์หนานแกอาจจะแค่เรียกศิษย์รักไป ‘สอนวิชาลับ’แบบตัวต่อตัวหลังโขดหินก็ได้ ใช่ไหมล่ะอาจารย์หนาน?”
“ข... ข้า... ข้า...” อาจารย์หนานปากคอสั่นระริก พูดอะไรไม่ออก
“ทุกคนเงียบก่อน!” เจี่ยไป๋เจินกระแทกเสียงขัดจังหวะการเยาะเย้ย
“จากหลักฐานที่ปรากฏดูเหมือนเขาจะไม่ใช่ผู้ฉกชิงสมบัติ์... แต่ในเื่พฤติกรรมเสื่อมทรามคงต้องมีการสอบสวนทางวินัยขั้นเด็ดขาด เื่นี้ข้าจะส่งมอบให้ 'ฝ่ายปกครอง' เป็ผู้จัดการลงดาบเองมีใครขัดข้องหรือไม่?”
(อำมหิตมาก!!)
ทุกคนลอบกลืนน้ำลายและสบถในใจ ไม่มีใครคาดคิดว่ารองอาจารย์ใหญ่เจี่ยจะเืเย็นถึงขั้นนี้!นางจงใจใช้เื่การสอบสวนสมบัติ์บังหน้าเพื่อดึงเื่อื้อฉาวคาวโลกีย์ของครูาุโออกมาประจานกลางที่ประชุม!
ตามปกติแล้ว หากเกิดเื่พรรณนี้ขึ้นเพื่อรักษาชื่อเสียงของสถาบัน ผู้บริหารมักจะเรียกตัวไปเจรจาลับๆและบีบให้ลาออกอย่างเงียบเชียบ ทว่าครูาุโจอมเ้าเล่ห์อย่าง 'หนานกงหลิน' ย่อมไม่มีทางยอมรับสารภาพง่ายๆต่อให้มีหลักฐานมัดตัว เขาก็มักจะงัดเอาเื่คุณูปการในอดีตมาอ้างความดีความชอบและอาศัยความอ่อนหัดของผู้อำนวยการป๋อเพื่อให้รอดพ้นความผิดมาได้ทุกครั้งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตาเฒ่าตัณหากลับนี่ก่อเื่และในอดีตก็เคยมีนักเรียนหญิงถึงสองคนที่ตกเป็เหยื่อกามารมณ์ของมันโดยที่ไม่เคยได้รับความยุติธรรมใดๆ เลย!
“อาจารย์เจี่ย!ท่านอย่าลืมนะว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าเป็คนลงแรงปรุง ‘โอสถปะทุโลหิต’ และ ‘โอสถชำระไขกระดูก’เพื่อสนับสนุนนักเรียนของสถาบันมาตลอด!”
หนานกงหลินกัดฟันกรอดเค้นเสียงทวงบุญคุณด้วยความคับแค้นใจ หากสถาบันไม่ได้เขาคอยปรุงยาวิเศษให้มีหรือจะเอาอะไรไปงัดข้อแข่งขันกับสถาบันคู่แข่งได้?หากไร้ซึ่งโอสถเลิศล้ำ จะเอาอะไรไปดึงดูดเด็กหัวกะทิให้เข้ามาเรียน!
“หนานกงหลิน...สถาบันเวสสุวรรณจ่ายค่าจ้างและสวัสดิการให้เ้าอย่างงามตามสัญญามาโดยตลอดนี่ไม่ใช่ข้ออ้างที่เ้าจะนำมาใช้ลบล้างความผิดบัดสีบัดเถลิงของตัวเองได้!อีกอย่าง... หลังจบการสอบปลายภาคเทอมนี้ จะมี ‘ปรมาจารย์ปรุงยาระดับ4 ดาว’ เข้ามาประจำการที่สถาบันของเราแล้ว...เหตุใดพวกเรายังต้องทนง้อขอพึ่งพาเศษซากเดนคนอย่างเ้าอยู่อีก!”
เจี่ยไป๋เจินเลิกเรียกอีกฝ่ายว่า‘อาจารย์’ นางรู้สึกขยะแขยงเกินกว่าจะใช้คำศักดิ์สิทธิ์นี้กับเดนมนุษย์ตรงหน้า
โอ้วว!!
ทันใดนั้นทั้งห้องประชุมก็ะเิเสียงฮือฮาดังลั่นด้วยความตื่นตะลึง!ในเมืองเวสสุวรรณแห่งนี้ ฐานะของหนานกงหลินคือ ‘นักปรุงยาระดับ 3 ดาว’ซึ่งทั้งเมืองมียอดฝีมือระดับนี้ไม่เกินสามคนเท่านั้น!และการจะจ้างวานพวกเขาแต่ละคนล้วนต้องจ่ายค่าตอบแทนสูงลิ่วทะลุเพดาน นอกเหนือจากเงินเดือนแล้วสถาบันยังต้องเป็คนออกค่าวัตถุดิบและสมุนไพรราคาแพงให้ทั้งหมดแถมหากการปรุงยาล้มเหลว หนานกงหลินก็ไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายใดๆ ทั้งสิ้นนับเป็เงื่อนไขที่เอาเปรียบและใจกว้างสุดๆ!
แต่หากสถาบันสามารถดึงตัว‘นักปรุงยาระดับ 4 ดาว’ มาร่วมงานได้จริงๆอัตราความสำเร็จในการปรุงโอสถชำระไขกระดูก จะก้าวะโจาก 50% ขึ้นไปแตะที่ 70% เป็อย่างต่ำ!ซึ่งจะช่วยลดงบประมาณที่สูญเปล่าจากการปรุงยาพลาดไปได้อย่างมหาศาลเม็ดเงินส่วนนี้สามารถนำไปพัฒนาสถาบันด้านอื่นได้อีกเป็กอบเป็กำ!
หนานกงหลินนั่งเบิกตาโพลงอ้าปากค้างด้วยความช็อกสุดขีด สถาบันเอกชนระดับสองอย่างเวสสุวรรณไปสรรหาปัญญาและเส้นสายจากไหนถึงไปเชิญตัวนักปรุงยาระดับ 4 ดาวมาได้!? ระดับปรมาจารย์ขั้นนั้นหากไปประจำการที่เมืองหลวงหรือถวายตัวรับใช้ราชวงศ์ย่อมได้รับผลประโยชน์และยศฐาบรรดาศักดิ์มหาศาล...การมาอุดอู้อยู่ที่สถาบันบ้านนอกแห่งนี้ มันไม่ใช่การเอาทองไปร่อนในโคลนหรอกรึ!?
ทุกคนในห้องต่างหันไปมองหน้าเจี่ยไป๋เจินสลับกับผู้อำนวยการป๋อโดยอัตโนมัติแต่ดูเหมือนว่าแม้แต่ตัวผู้อำนวยการเองก็ยังมีสีหน้างุนงงและตกตะลึงไม่แพ้คนอื่นๆเห็นได้ชัดว่าเขาเองก็เพิ่งรู้เื่นี้เป็ครั้งแรก!
(ช่างเป็ผู้อำนวยการที่ไร้น้ำยาและไม่ได้เื่เสียจริงๆ!) สายตาดูถูกเหยียดหยามจากเหล่าคณาจารย์ที่มีต่อผู้อำนวยการป๋อยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกขั้น
“ไม่ต้องมัวเสียเวลาถกเถียงเื่ไร้สาระกับคนพรรค์นี้อีกทหาร! ลากตัวอดีตอาจารย์หนานออกไปซะ!เรายังมีผู้ต้องสงสัยอีกหนึ่งคนที่ต้องเร่งสอบสวน!”
เจี่ยไป๋เจินตวัดนิ้วสั่งการเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรูปร่างบึกบึนสองคนรีบก้าวเข้ามาหิ้วปีกหนานกงหลินที่กำลังเข่าอ่อนไร้เรี่ยวแรงลากตัวออกไปจากห้องประชุมทันที
“เจี่ยไป๋เจิน!! ฝากไว้ก่อนเถอะ!!เื่นี้มันไม่จบแค่นี้แน่! ความแค้นนี้...ชาตินี้เ้ากับข้าไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้!!”
เมื่อธาตุแท้ถูกเปิดโปงจนหมดเปลือกหนานกงหลินก็ไม่จำเป็ต้องปั้นหน้าสวมหน้ากากคนดีอีกต่อไปเขาแหกปากะโอาฆาตมาดร้ายไปตลอดทางเดิน
เมื่อเขาถูกอัปเปหิออกจากสถาบันข่าวฉาวโฉ่ทั้งหมดจะต้องถูกตีแผ่ไปทั่วทั้งเมือง! ด้วยเส้นสายระดับเขาอย่างมากก็อาจจะแค่ถูกขึ้นศาลชั้นต้นแล้วรอยัดเงินให้ผู้มีอำนาจช่วยวิ่งเต้นประกันตัวออกมา ทว่า...เส้นทางอาชีพนักปรุงยาของเขานั้น จบเห่ อย่างสมบูรณ์!สมาคมปรุงยาไม่มีทางปล่อยให้คนที่มีประวัติด่างพร้อยและผิดศีลธรรมร้ายแรงลอยนวลเขาจะต้องถูกริบตราสัญลักษณ์ดาวทั้งหมด ถูกแบนห้ามสอบเลื่อนขั้นตลอดชีวิต!ทางเลือกในการทำมาหากินของเขาจะตีบตันลงทันที อาจจะต้องระเห็จไปเป็‘นักปรุงยาเถื่อน’ ซุกหัวอยู่ในตลาดมืด หรือไม่ก็ต้องยอมก้มหัวไปเข้าร่วมกับพวกองค์กรใต้ดิน...ซึ่งจุดจบแบบนั้น สำหรับผู้ที่เคยหยิ่งผยองและมีหน้ามีตาในสังคมย่อมไม่ต่างอะไรกับการตายทั้งเป็!
“อ... อาจารย์เจี่ย...ข้าขอเสียมารยาทถาม... ว่านักเรียนผู้ต้องสงสัยอีกคนนั้น... คือใครกันแน่?” ผู้อำนวยการป๋อรีบเอ่ยถามเพื่อทำลายบรรยากาศอึดอัดที่ครอบงำห้องประชุม
“เขาคือนักเรียนชั้นปี 6ห้อง 602... นพเก้า แห่งตระกูลอสุราทองคำ...นักเรียนในความดูแลของอาจารย์เฟรย์”
รองอาจารย์ใหญ่เอ่ยชื่อเป้าหมายด้วยน้ำเสียงราบเรียบพลางเบนสายตาคมกริบไปจ้องมองที่ ‘ครูสาวดาวรุ่ง’ ที่ยืนรวมกลุ่มอยู่ด้านหลัง
เฟรย์ ดามิต สะดุ้งเฮือก ร่างกายแข็งทื่อด้วยความมึนงง... (นี่มันเื่บ้าอะไรกัน!? ทำไมสถานการณ์ถึงพลิกตลบกลับกลายมาเป็แบบนี้ไปได้!?)
“จากการสืบสวนประวัติและพฤติกรรมย้อนหลังพบว่านักเรียนคนนี้มีประวัติขาดเรียนเป็ประจำแทบจะไม่เคยโผล่หัวมาเข้าชั้นเรียนเลย ทว่า... ช่างบังเอิญเสียเหลือเกินที่เมื่อเช้านี้เขาดันโผล่มาเข้าเรียนในคาบของเ้า! และหลังจาก่บ่ายเขาก็ไปปรากฏตัวป้วนเปี้ยนอยู่ที่สวนพฤกษศาสตร์ และมุ่งตรงดิ่งไปยังอาณาเขตที่ 2!พฤติกรรมเช่นนี้... ดูท่าคงไม่ใช่เื่บังเอิญแน่ๆ...อาจารย์เฟรย์... เ้ารู้จักหรือสนิทสนมกับนักเรียนคนนี้มากน้อยเพียงใด?”
“ค... ค่ะ... ข้า...”
เมื่อถูกสายตานับสิบสิบคู่ของเหล่าผู้าุโจ้องมองมากดดันเฟรย์ก็เริ่มเหงื่อตกและรู้สึกประหม่าอย่างหนัก
“ข...ข้าไม่ค่อยรู้จักมักคุ้นกับนักเรียนคนนี้เท่าไหร่นักหรอกค่ะท่านอาจารย์เจี่ย...อย่างที่ท่านทราบ... ปกติเด็กคนนี้แทบจะไม่เคยเข้าเรียนเลยข้าเคยเห็นหน้าเขาแบบผ่านๆ แค่สองครั้งเท่านั้น... คือตอนเปิดเทอมวันแรก กับตอนมาสอบกลางภาค...และก็... วันนี้...”
เฟรย์พยายามอธิบายตะกุกตะกักเธอไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรเกี่ยวกับนักเรียนคนนี้เลยได้ยินเพียงข่าวลือหนาหูว่าเป็ลูกเศรษฐีเพลย์บอยที่วันๆเอาแต่ผลาญเงินเที่ยวเล่นไปเรื่อยเปื่อย แต่ที่น่าเจ็บใจคือ ไอ้เด็กี้เีนี่กลับเป็อัจฉริยะหัวกะทิที่สามารถสอบคว้าอันดับสองของสายชั้นได้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติเกือบทุกปี!
และจู่ๆ วันนี้เขาก็โผล่พรวดมาในชั้นเรียน แถมยังมาโชว์เทพตบหน้าเธอด้วยการ‘วาดยันต์คาถาระดับปรมาจารย์’ โชว์เพื่อนทั้งห้องอีก! เธอลังเลอยู่นานว่าจะเล่าวีรกรรมสุดช็อกนี้ให้ที่ประชุมฟังดีหรือไม่
“เ้ามีข้อมูลหรือพบเห็นความผิดปกติอะไรก็จงพูดออกมาตามตรงเถอะ ไม่ต้องเกรงใจเราเพียง้าสอบถามเพื่อรวบรวมข้อมูลอ้างอิงพฤติกรรมของเด็กคนนี้เท่านั้น” เจี่ยไป๋เจินเอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายลง เพื่อลดความตึงเครียดให้ครูสาว
เฟรย์สูดลมหายใจลึก รวบรวมความกล้าก่อนจะตัดสินใจเล่าเหตุการณ์สุดพิสดารที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนเมื่อเช้าให้ทุกคนฟังเธอจงใจเล่าข้ามช็อตที่ตัวเองหน้าแตกตอนจะสั่งทำโทษเด็กหนุ่มแต่ไปเน้นย้ำและขยี้รายละเอียดถึง ‘ความเร็วและความสมบูรณ์แบบ’ ในการตวัดชอล์กวาดยันต์ิญญาบุปผาลำเนาไพรว่ามันเหนือชั้นและน่าเหลือเชื่อทะลุสามัญสำนึกขนาดไหน!
“หา!!นักเรียนปรับปรุงและวาดยันต์คาถาใหม่เนี่ยนะ!? นี่เ้ากำลังเล่าเื่ตลกฝืดให้พวกเราฟังอยู่รึไงแม่หนูเฟรย์!”
“ต่อให้เอาพระประธานมานั่งยันยืนยันข้าก็ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด! วาดเสร็จภายในสิบวินาทีเนี่ยนะ!? ต่อให้เป็เซียนอักขระจุติลงมาเกิดใหม่ก็ยังตวัดเส้นลวดลายไม่เร็วเว่อร์วังขนาดนั้นเลย!ถ้าเ้าบอกว่าใช้เวลาสักหนึ่งนาที ข้าก็ยังพอจะฝืนใจเชื่อได้บ้าง!”
“พระเ้าช่วย!เื่พรรค์นั้นมันจะเป็ไปได้จริงๆ หรือวะเนี่ย!?”
เมื่อเหล่าคณาจารย์ได้ฟังวีรกรรมการสร้างยันต์ิญญาของนพเก้าทั้งห้องประชุมก็ตกอยู่ในสภาวะวุ่นวายโกลาหลอีกครั้ง! บางคนนั่งนิ่งอ้าปากค้างสมองรวนประมวลผลไม่ทัน แต่ส่วนใหญ่กลับะโโต้เถียงกันคอเป็เอ็นมองว่าเื่ที่ครูสาวเล่ามาเป็เพียงเื่เพ้อเจ้อไร้สาระ!
เมื่อเฟรย์เล่าจบและเห็นปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรงของทุกคนเธอก็อยากจะยกมือขึ้นมาเขกหัวตัวเองแรงๆ สักที!
(โธ่เว้ย! ยัยบ้าเฟรย์!แกเสียสติไปแล้วหรือไงถึงกล้าเอาเื่บ้าบอนี้มาเล่ากลางที่ประชุมใหญ่!แบบนี้ฉันจะเอาหน้าไปมุดไว้ที่ไหนล่ะเนี่ย!) เธอไม่มีหลักฐานที่เป็ชิ้นเป็อันมาพิสูจน์คำพูดของตัวเองเลยเธอจึงหันไปมองรองอาจารย์ใหญ่เจี่ยด้วยแววตาวิงวอนขอความช่วยเหลือสถานการณ์ตอนนี้มันน่าอึดอัดจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้ว!
เจี่ยไป๋เจินปรายตามองไปยังผู้อำนวยการป๋อก่อนจะใช้นิ้วชี้ข้างซ้ายเคาะลงบนโต๊ะไม้เบาๆ เป็จังหวะราวกับกำลังส่งซิกบอกใบ้ให้เขาทำหน้าที่ของตัวเองเสียที
“อะแฮ่ม!ทุกท่านโปรดเงียบก่อน! ในเมื่อเถียงกันไปก็ไม่ได้ข้อสรุป เรามาดู ‘หลักฐานของจริง’กันเลยดีกว่า! เมื่อมีภาพปรากฏชัดเจนต่อสายตาข้าก็หวังว่าพวกท่านจะใช้สมองตัดสินใจกันได้เองนะ”
ผู้อำนวยการป๋อกระแอมไอกระชากเสียงแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าไหร่ หลายคนยังคงเถียงกันหน้าดำหน้าแดงเขาจึงี้เีพูดพล่าม สั่งให้ระบบเปิดไฟล์วิดีโอบันทึกภาพจากกล้องในห้องเรียน 601 แล้วกรอไปที่่เวลาสิบเอ็ดโมงตรง
ภาพโฮโลแกรมฉายเหตุการณ์ชัดเจน...ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังก้าวเดินออกไปยืนจ้องหน้ากระดานดำก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบชอล์กและเริ่มตวัดวาดลวดลายอักขระคาถาท่วงท่าและเทคนิคการวาดนั้นเต็มไปด้วยความเฉียบคม ลื่นไหล และทรงพลังฝีมือมั่นคงไร้ซึ่งการหยุดชะงักลังเลแม้แต่น้อย!
และวินาทีที่เขาวาดสัญลักษณ์ศูนย์รวมิญญาที่เป็จุดฐานเสร็จสมบูรณ์...ภาพในจอวงจรปิดก็จับภาพปรากฏการณ์ที่ละอองพลังปราณฟ้าดินจากทั่วทุกสารทิศถูกดึงดูดให้ไหลทะลักเข้าไปสถิตในยันต์คาถาบนกระดานดำเกิดเป็แสงเรืองรองหล่อเลี้ยงพลังชีวิต! จากนั้นเด็กหนุ่มก็เดินขึ้นไปบนแท่นบรรยาย อธิบายหลักการอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันหลังเดินล้วงกระเป๋าออกจากห้องไปอย่างเท่ๆ...ทิ้งให้ครูสาวและเพื่อนร่วมชั้นนั่งอ้าปากค้างเป็หินแกรนิต!
“บัดซบเอ๊ย!! อัศจรรย์!ยอดเยี่ยมวิจิตรตระการตา! นี่มันท้าทายสามัญสำนึกเกินไปแล้ว!!”
หลังจากที่ทุกคนได้ประจักษ์คลิปวิดีโอกับตาตัวเองครูอาจารย์บางคนถึงกับทึ้งหัวตัวเองแล้วสบถออกมาดังลั่น!ความอัจฉริยะระดับปีศาจแบบนี้มันฝืนกฎเกณฑ์์เกินไปแล้ว!ไม่ทราบว่าไอ้เด็กเปรตนี่มันเริ่มฝึกตวัดพู่กันวาดยันต์คาถามาั้แ่อยู่ในมดลูกแม่มันเลยหรือไงวะ!?
“เอาล่ะๆ...ดูเหมือนพวกเราจะตื่นเต้นจนพากันหลงประเด็นการประชุมไปไกลโขแล้ว” เจี่ยไป๋เจินเอ่ยขัดขึ้น แม้ภายนอกนางจะตีหน้านิ่งสงบแต่ภายในใจก็แอบสั่นสะท้านและตกตะลึงกับภาพที่เห็นไม่แพ้คนอื่นๆ
“แต่จากหลักฐานที่เชื่อมโยงกัน...ดูเหมือนจะมีความเป็ไปได้สูงมาก ที่ไอ้เด็กคนนี้... อาจจะล่วงรู้ความลับหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่สมบัติ์จริงๆ!”การกระทำและพฤติกรรมทุกอย่างของเด็กหนุ่มมันดูผิดมนุษย์มนาและไร้เหตุผลแต่มันกลับเชื่อมโยงเข้าหากันได้อย่างน่าประหลาดทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนเต็มไปด้วยความลึกลับซับซ้อนเกินหยั่งถึง
“ข้าเห็นด้วย!การแสดงออกและฝีมือระดับนี้... มันผิดวิสัยของนักเรียนชั้นปี 6 มากเกินไปจริงๆ!”คณาจารย์เริ่มดึงสติกลับมาได้ และวกกลับเข้าสู่ประเด็นหลัก
“แล้วพวกเราจะเอายังไงกันต่อดีล่ะทีนี้?”
“จะเอายังไงซะอีกล่ะ!เราก็แค่ส่งหน่วยคุมกฎไปรวบตัวไอ้เด็กนี่มา ‘เค้นสอบปากคำ’ ก็สิ้นเื่!” ครูบางคนโพล่งเสนอไอเดียออกมาอย่างร้อนรนโดยไม่ยอมซ่อนแววตาโลภมากและความทะเยอทะยานที่พุ่งพล่าน
เหตุผลมันชัดเจนเกินไป! ด้วยรูปแบบ 'ยันต์คาถาฉบับปรับปรุง' ที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้มันสามารถนำไปต่อยอดและสร้างแรงสั่นะเืปฏิวัติวงการอุตสาหกรรมเวทมนตร์ได้ทั่วทั้งโลก! หากพวกเขาบีบเอาความลับนี้มาได้สำเร็จล่ะก็...พวกเขาจะกลายเป็ฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่จะจารึกชื่อลงในหน้าประวัติศาสตร์ทันที!
“ไอ้พวกปัญญาอ่อนตาขาวเอ๊ย!!เมื่อกี้พวกแกไม่ได้ยินรึไงว่าเด็กนั่นมันมาจาก ‘ตระกูลอสุราทองคำ’ น่ะ! พวกแกอยากจะแกว่งเท้าหาเสี้ยน รนหาที่ตายหรือไงวะ!?” เสียงตวาดด่าดังลั่นมาจากปรมาจารย์าุโท่านหนึ่ง
“ต... ตระกูลนี้...มันทรงอิทธิพลและแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยรึ?” ครูรุ่นใหม่บางคนที่เพิ่งย้ายมาเริ่มหน้าถอดสี
“แน่นอนสิวะไอ้โง่!ตระกูลอสุราทองคำคือ ‘ตระกูลโบราณ’ ที่มีประวัติศาสตร์สืบทอดมรดกยาวนานมามากกว่าพันปี!ว่ากันว่าในคลังสมบัติของตระกูลพวกมัน มีชิ้นส่วน ‘มรดกแห่งทวยเทพ’เก็บซ่อนอยู่ถึงสี่ชิ้น! ซึ่งความจริงลึกๆแล้วพวกมันซ่อนไพ่ตายอะไรไว้อีกก็ไม่มีใครรู้แน่ชัด!หากจัดอันดับขุมกำลังความแข็งแกร่งในเมืองเวสสุวรรณ ตระกูลนี้ยืนผงาดอยู่ในอันดับที่4 ของเมือง! นอกเหนือจากความร่ำรวยล้นฟ้าแล้วภายในตระกูลยังมีบรรดา ‘สัตว์ประหลาดเฒ่า’ที่มีพลังฝึกปรือระดับะเืฟ้าดินหลับใหลอยู่อีกนับไม่ถ้วน!”
ผู้ที่ล่วงรู้ความน่าสะพรึงกลัวของโลกเื้ัรีบอธิบายขยายความอย่างละเอียด เพื่อดับฝันและเตือนสติพวกครูหน้าโง่ที่คิดจะทำอะไรแผลงๆให้เอาหัวไปพาดเขียงเล่น
เอื๊อก...
เสียงกลืนน้ำลายดังเอื้อกใหญ่จากกลุ่มคนที่เคยวางแผนชั่วร้ายหมายจะฮุบผลประโยชน์เมื่อครู่นี้แววตาของพวกเขายังเต็มไปด้วยความโลภแต่ตอนนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวจนหน้าซีดเผือด หากความคิดสกปรกๆก่อนหน้านี้แพร่งพรายหลุดรอดออกไปให้คนของตระกูลอสุราทองคำล่วงรู้ล่ะก็...พรุ่งนี้เช้า ต่อให้พลิกแผ่นดินหาแม้แต่ซากกระดูกของพวกเขาชิ้นเดียวก็คงไม่หลงเหลือให้เห็น!
“ข้ายังได้ยินวงในซุบซิบมาอีกนะ...ว่าเด็กหนุ่มคนนี้... มีดีกรีเป็ถึง ‘คุณชายใหญ่’ ทายาทสายตรงของตระกูลด้วย!เลิกล้มความคิดเื่จะส่งคนไปอุ้มมาสอบสวนเด็ดขาดเลยนะโว้ย!”
“ต... แต่นั่นมัน ‘สมบัติระดับ์’เชียวนะโว้ย! เราจะยอมกัดฟันปล่อยมันหลุดมือไปง่ายๆ แบบนี้น่ะรึ!?” บางคนยังคงดื้อด้านโวยวาย ไม่ยอมรับความจริง ราวกับเห็นหมาคาบชิ้นเนื้อเนื้อชิ้นโตวิ่งตัดหน้าไปต่อหน้าต่อตา
“ท่านผู้อำนวยการป๋อ...ท่านผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด... ท่านมีความเห็นว่าอย่างไรดีขอรับ?”
ในเมื่อเถียงกันไปก็ไร้ประโยชน์ทุกคนจึงพร้อมใจกันเตะลูกบอลเผือกร้อนกลับไปให้ผู้อำนวยการเป็คนฟันธงรับจบ!
(บัดซบเอ๊ย!!ไอ้พวกตาแก่จิ้งจอกเ้าเล่ห์!! นี่พวกแกกะจะลอยตัวแล้วผลักภาระให้ข้าต้องไปเปิดหน้าชนงัดข้อประจันหน้ากับตระกูลอสุราทองคำตามลำพังเลยใช่ไหมวะ!!เวลาเกิดเื่ชิบหายอะไรขึ้นมา ข้าก็ต้องเป็แพะรับบาปหัวขาดคนเดียวสินะ!) ป๋อฉีไหลสบถด่าในใจจนคอหอยตีบตันเขานั่งบีบขมับครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงอยู่พักใหญ่ก่อนจะตัดสินใจกัดฟันเอ่ยคำสั่งออกมาในที่สุด
“เื่นี้...เกี่ยวพันถึงความเป็ความตายและผลประโยชน์มหาศาล... เราจะไมบุ่มบ่ามเด็ดขาด!ข้าขอเวลาเตรียมการอย่างน้อย ‘3 วัน’เพื่อวางแผนกลยุทธ์ให้รัดกุมที่สุด ระหว่างนี้... ข้าจะสั่งการให้ ‘หน่วยข่าวกรอง’เงาของสถาบันลอบแทรกซึมไปสืบสวนหาหลักฐานและข้อเท็จจริงเพิ่มเติมให้แน่ชัดเสียก่อนเรายังไม่อาจฟันธงปรักปรำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเื่สมบัติเป็ฝีมือของเด็กคนนี้เพียงคนเดียว!”
ถึงแม้ในใจลึกๆป๋อฉีไหลจะหวาดกลัวอิทธิพลของตระกูลอสุราทองคำจนไม่อยากจะเข้าไปยุ่งย่าม แต่เื่'สมบัติระดับ์' นี้มันค้ำคออยู่มันคือเื่ของเกียรติยศและศักดิ์ศรีของสถาบันเวสสุวรรณ!หากปล่อยให้ข่าวเื่การถูกคนนอกลูบคม ฉกชิงสมบัติไปได้คาจมูกแพร่งพรายออกไปโดยที่สถาบันไม่ยอมขยับเขยื้อนทำอะไรเลย...เกียรติภูมิและความน่าเกรงขามที่สั่งสมมานับร้อยปี คงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดีแน่!
“แล้ว...แล้วถ้าสืบไปสืบมา... ดันพบหลักฐานมัดตัวว่าเป็ฝีมือของเด็กคนนั้นจริงๆ ล่ะครับเราจะทำยังไง!?” ครูหน้าใหม่คนหนึ่งโพล่งถามขึ้นมาอย่างซื่อบื้อไม่รู้จักกาลเทศะ
ทันใดนั้น ครูหนุ่มก็สะดุ้งสุดตัวขนลุกซู่ไปทั้งร่าง เมื่อััได้ถึง ‘จิตสังหาร’อันหนาวเหน็บที่แผ่พุ่งตรงมาจากเก้าอี้หัวโต๊ะแถวหน้าสุด!
(ไอ้ครูเวรนี่!!ถ้าแกหุบปากซะ ก็ไม่มีใครหาว่าแกเป็ใบ้หรอกโว้ย!!หากความจริงเปิดเผยว่าเป็ฝีมือมันจริงๆ แล้วพวกเราสถาบันกระจอกๆจะไปทำหอกอะไรมันได้วะ!? ส่งคนไปเจรจาขอแบ่งสมบัติงั้นรึ!?ฝันไปเถอะ!! ไม่มีทาง!!)
ป๋อฉีไหลจดชื่อไอ้ครูหน้าโง่คนนี้ไว้ในบัญชีดำทันทีเขาตั้งใจแน่วแน่แล้วว่า พรุ่งนี้เช้าจะต้องเซ็นคำสั่ง ‘ไล่ออก’ ไอ้หมอนี่ซะเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู ป้องกันไม่ให้ไอ้พวกงี่เง่าคนอื่นกล้าอ้าปากถามคำถามสิ้นคิดพาให้สถาบันเดือดร้อนวอดวายไปด้วยอีก!
่เย็นย่ำ แสงอาทิตย์อัสดง
ดวงตะวันทอแสงสีส้มอมแดงสาดส่องกระทบหมู่เมฆเป็สัญญาณบอกเวลาพลบค่ำ ฝูงนกกาบินร่อนกลับคืนสู่รัง
รถลีมูซีนหรูหราสีดำขลับแล่นมาจอดเทียบท่าหน้าประตูรั้วคฤหาสน์ตระกูลอสุราทองคำสองฟากฝั่งประตูมียามองครักษ์รูปร่างสูงใหญ่สวมชุดเกราะเหล็กสีดำทมิฬมันวาวยืนตั้งแถวคุ้มกันอย่างขึงขังซึ่งเป็ภาพที่ดูขัดแย้งกับยุคสมัยปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
นพเก้าก้าวขาลงจากรถ เมื่อระบบสแกนยืนยันตัวตนเสร็จสิ้นเหล่าองครักษ์ก็พร้อมใจกันค้อมศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อนจะเปิดประตูรั้วเหล็กดัดบานั์ เชิญผู้เป็นายน้อยเดินเข้าไปเบื้องใน
ขณะที่ก้าวเดินผ่านลานกว้างทอดสายตามองทิวทัศน์ความวิจิตรตระการตาของคฤหาสน์ที่คุ้นเคย อารมณ์ความรู้สึกอันหลากหลายก็ถาโถมเข้าใส่จิตใจของนพเก้าประดุจคลื่นพายุ...มีทั้งความปีติยินดีที่ได้หวนคืน ความอาลัยอาวรณ์ที่ผูกพันลึกซึ้งและความโศกเศร้ารันทดที่กรีดลึกลงในกระดูก...
ภาพความทรงจำในอดีตฉายชัดขึ้นมาในหัว...ภาพเด็กน้อยคนหนึ่งวิ่งเล่นไล่จับผีเสื้ออย่างร่าเริงในสวนดอกไม้โดยมีเหล่าข้ารับใช้คอยวิ่งตามดูแลไม่ห่าง... ภาพเ่าั้ซ้อนทับกับ‘ภาพแห่งหายนะ’ ในห้วงเวลาสุดท้าย... การล่มสลายของตระกูลกองซากศพของคนในครอบครัวที่นอนจมกองเืทะเลเพลิงสีชาดที่แผดเผากลืนกินและทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างจนสิ้นซาก!
นพเก้าหยุดเดิน หลับตาลงช้าๆสูดลมหายใจลึกเพื่อข่มอารมณ์และกดทับความทรงจำอันเลวร้ายเ่าั้ให้จมลึกลงไปก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งและก้าวเดินต่อไปจนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าโถงทางเข้าหลักของคฤหาสน์ประตูไม้สักแกะสลักลวดลายวิจิตรบานั์สูงห้าเมตร ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกต้อนรับผู้เป็นายโดยอัตโนมัติ
เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ตัวคฤหาสน์นพเก้าไม่ได้แวะเดินสำรวจชมความงามรอบๆ อย่างที่เคยทำและเมินเฉยต่อคำทักทายของบรรดาสาวใช้ที่ยืนเรียงรายเขาจ้ำอ้าวเดินตรงดิ่งไปยังปีกขวาของคฤหาสน์ จนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่หน้า‘ประตูสีเงินบานใหญ่’ ซึ่งเป็ห้องทำงานส่วนตัวของผู้นำตระกูล
เขาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆอีกครั้งเพื่อเรียกความกล้า ก่อนจะผลักประตูบานหนักก้าวเข้าไปด้านใน
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าหล่อเหลาคมคายและแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความน่าเกรงขามเขากำลังนั่งหลังขดหลังแข็ง ขีดเขียนพู่กันลงบนเอกสารกองโตทุ่มเทสมาธิวิเคราะห์รายงานและบัญชีต่างๆ ของตระกูลอย่างเคร่งเครียด
เมื่อชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นและเห็นว่าใครเป็ผู้มาเยือนเขาก็รีบวางพู่กันและลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันทีแววตาของเขาฉายแววประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด เพราะตามปกติแล้ว ลูกชายตัวดีคนนี้ไม่เคยแม้แต่จะเฉียดกรายเข้ามาใกล้ห้องทำงานของเขาด้วยซ้ำ!แต่ลึกๆ แล้ว เขากลับรู้สึกปีติและอบอุ่นใจอย่างประหลาด
“ลูกเก้า...มีเื่เดือดร้อน หรือมีปัญหาอะไรให้พ่อช่วยแก้ให้อีกหรือเปล่าถึงได้อุตส่าห์บากหน้ามาหาพ่อถึงในห้องนี้ได้?”
ชายวัยกลางคน—อัครเดช—เอ่ยถามพลางหรี่ตามองประเมินลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเขาััได้ถึงกลิ่นอายและบรรยากาศบางอย่างในตัวลูกชายที่ดูเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
พรึ่บ!!
ทว่า...ยังไม่ทันที่อัครเดชจะเอ่ยปากถามจนจบประโยค นพเก้าก็พุ่งพรวดเข้าสวมกอดบิดาบังเกิดเกล้าเอาไว้แน่นสุดแรง!สองแขนโอบรัดแผ่นหลังกว้าง ั์ตาแดงก่ำรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาไม่มีถ้อยคำหรือเสียงสะอื้นใดๆ เล็ดลอดออกมามีเพียงััแห่งความรู้สึกที่ถ่ายทอดถึงกันและกันในความเงียบงัน
อัครเดชตัวแข็งทื่อด้วยความตกตะลึงก่อนที่ความงุนงงจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านอาบชโลมหัวใจเขาไม่ได้พูดอะไรให้มากความเพียงแค่วางมือหยาบกร้านทั้งสองข้างลงบนศีรษะและแผ่นหลังของลูกชายลูบคลำอย่างแ่เบาและอ่อนโยนที่สุดราวกับ้าปลอบประโลมเด็กน้อยที่เพิ่งตื่นจากฝันร้าย
เวลาล่วงเลยผ่านไปราวสามนาทีนพเก้าถึงเพิ่งดึงสติกลับมาได้ และตระหนักว่าตัวเองเผลอทำเื่น่าอายอะไรลงไป!เขาไม่คาดคิดเลยว่าการได้กลับมาพบหน้าบิดาอีกครั้งหลังจากพรากจากกันไปนานนับศตวรรษจะทำให้เขาเก็บกดอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ไม่อยู่จนถึงขั้นฟิวส์ขาดหลุดมาดแบบนี้!
“เอาล่ะๆ...โตเป็หนุ่มแล้ว ยังจะมาร้องไห้ขี้มูกโป่งเป็เด็กๆ ไปได้ รีบปาดน้ำตาซะเถอะหากมีบ่าวไพร่คนไหนทะเล่อทะล่าเข้ามาเห็นภาพ ‘ว่าที่ผู้นำตระกูล’ในสภาพอ่อนแอแบบนี้เข้า มันคงดูไม่จืดเอาเสียเลยนะ”
อัครเดชเอ่ยแซวกลั้วหัวเราะเบาๆพยายามรักษาสถานการณ์ ผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็เสาหลักของตระกูลย่อมต้องซ่อนความอ่อนแอไม่ให้ใครเห็น
ตึก!!
นพเก้าผละออกจากอ้อมกอดก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าสองข้างกระแทกพื้นดังตึก! เขาประสานมือคารวะและเอ่ยความรู้สึกในใจออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจังที่สุด
“ท่านพ่อ...ลูกผู้นี้ช่างอกตัญญูและโง่เขลานัก ตลอดเวลาที่ผ่านมา ลูกเอาแต่ทำตัวเหลวไหลสร้างปัญหาและนำความเดือดร้อนมาให้ท่านต้องคอยตามเช็ดตามล้างไม่เว้นแต่ละวัน...แต่จากนี้ไป! ลูกขอสาบาน... ลูกจะตั้งใจฝึกฝนบ่มเพาะพลังอย่างสุดความสามารถจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง และจะก้าวขึ้นเป็ ‘ผู้สืบทอดที่ยิ่งใหญ่’ที่ทำให้ทุกคนในตระกูลต้องยอมรับและก้มหัวให้จงได้!!”
อัครเดชเบิกตากว้าง อ้าปากค้างรู้สึกเหมือนตัวเองหูฝาดหรือตาฝาดไป นี่...ไอ้ลูกชายตัวแสบจอมสร้างเื่ของเขากำลังคุกเข่าโขกศีรษะสำนึกผิดงั้นรึ!? พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือว่าเกิดอาเพศอะไรขึ้นกันแน่ทัศนคติของเด็กหัวดื้อคนนี้ถึงได้พลิกหน้ามือเป็หลังมือไปได้ถึงเพียงนี้!
“อืม...พ่อจะรอดูความสำเร็จของเ้า”
ไม่จำเป็ต้องสรรหาคำพูดสวยหรูมาต่อความยาวสาวความยืดอัครเดชพยักหน้ารับคำสาบานนั้นด้วยรอยยิ้ม เขายืนมองแผ่นหลังของลูกชายที่ลุกขึ้นและเดินหมุนตัวออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ
หลังจากประตูปิดลงอัครเดชหันหลังเดินไปที่หน้าต่างกระจกใส บานใหญ่หลังโต๊ะทำงานทอดสายตามองดูแสงสีส้มทองของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า... วันนี้ท้องฟ้ายามเย็นช่างงดงามและเปี่ยมไปด้วยความหวังมากกว่าวันไหนๆ ในรอบหลายปี
มุมปากของชายวัยกลางคนกระตุกยิ้มขึ้นมาอย่างมีความสุข...ดูท่า... ไอ้ลูกเสือตัวร้ายของเขา จะเริ่มฉายแววสยายเขี้ยวเล็บและเติบโตเป็ผู้ใหญ่เต็มตัวเสียที!
่ค่ำ ณ ห้องอาหารใหญ่ตระกูลอสุราทองคำ
ไม่รู้ว่าเกิดลมพัดหวนหรือมีเหตุการณ์สำคัญอันใดจู่ๆ ท่านผู้นำตระกูลก็มีคำสั่งสายฟ้าแลบเรียกตัวสมาชิกเครือญาติสายตรงและสายรองทั้งหมดให้มารวมตัวกันเพื่อรับประทานอาหารค่ำมื้อใหญ่ร่วมกัน!
บนโต๊ะอาหารขนาดั์ที่ปูด้วยผ้าลินินสีขาวสะอาดตาถูกจัดเรียงรายไปด้วยเมนูอาหารเลิศรสระดับชาววัง ซึ่งปกติจะถูกนำมาเสิร์ฟเฉพาะในงานจัดเลี้ยงต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองระดับวีไอพีเท่านั้นเก้าอี้บุกำมะหยี่กว่าห้าสิบตัวถูกจัดวางเรียงขนาบสองข้างโต๊ะยาวเหยียด
ณ ตำแหน่งหัวโต๊ะฝั่งประธานอัครเดชผู้เป็ผู้นำตระกูล นั่งสง่าผ่าเผย เฝ้ารอให้สมาชิกทุกคนมารวมตัวกันจนครบก่อนจะเริ่มพิธีการเปิดมื้ออาหาร
ฝั่งซ้ายมือของโต๊ะเป็พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับ 'สายเืหลัก'ถูกจับจองโดยภรรยาเอก, บุตรชาย, บุตรสาว และญาติผู้ใหญ่สายตรงตามลำดับาุโ ส่วนฝั่งขวามือเป็พื้นที่ของบรรดา 'บุคคลสำคัญจากตระกูลสาขา' ไล่เรียงั้แ่าุโคุมกฎ ไปจนถึงตัวแทนรุ่นเยาว์ที่มีพร์โดดเด่น
“ท่านแม่คะ...วันนี้มีเื่มงคลหรือข่าวดีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าคะ? ทำไมจู่ๆท่านพ่อถึงสั่งเรียกประชุมใหญ่แบบปุบปับแบบนี้?”
เด็กสาววัย 17 ปี ที่นั่งอยู่ถัดจากผู้เป็มารดาเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบแฝงความอยากรู้อยากเห็น เธอคือน้องสาวแท้ๆของนพเก้า เด็กสาวผู้ใบหน้างดงามหมดจดราวกับพิมพ์ปั๊มมาจากผู้เป็แม่แถมพกด้วยดีกรีความอัจฉริยะที่หาตัวจับยากยิ่งกว่าพี่ชายตัวแสบเสียอีก! อายุเพียง 17ปี แต่สามารถบ่มเพาะพลังทะลวงเข้าสู่ ‘ขอบเขตหลอมศิลาขั้นที่7’ ได้แล้ว!
นพเก้าไม่เคยรู้สึกอิจฉาในพร์ของน้องสาวคนนี้เลยแม้แต่น้อยตรงกันข้าม เขากลับรักและทะนุถนอมเธอสุดหัวใจเพราะท่ามกลางสมรภูมิการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในตระกูลที่เต็มไปด้วยการทรยศหักหลังมีเพียงน้องสาวตัวน้อยคนนี้เท่านั้นที่คอยอยู่เคียงข้าง และเป็รอยยิ้มมอบกำลังใจให้เขาเสมอมาหากเลือกได้...เขาอยากให้เธอได้ใช้ชีวิตอย่างร่าเริงสดใสเหมือนเด็กสาววัยรุ่นธรรมดาทั่วไปมากกว่าจะต้องมาแบกรับความกดดันและถูกบีบให้โตเป็ผู้ใหญ่ก่อนวัยอันควรในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บเช่นนี้
“เดี๋ยวถึงเวลาลูกก็จะรู้เหตุผลเองจ้ะ... ว่าแต่... ลูกเก้า แม่ได้ยินคนลือกันว่าเมื่อ่เย็นเ้าบุกเข้าไปหาพ่อถึงในห้องทำงานส่วนตัวเลยหรือ? มีปัญหาเดือดร้อนอะไร หรือแอบไปสร้างวีรกรรมก่อเื่ที่ไหนมาอีกล่ะฮึ?”
ผู้เป็มารดาหันมาปรายตามองลูกชายตัวแสบผู้มีชื่อเสียงกระฉ่อนเื่การแกว่งเท้าหาเสี้ยนและสร้างความปวดหัวให้คนเป็แม่ได้ไม่เว้นวัน
“โธ่แม่!ไม่ได้มีเื่คอขาดบาดตายอะไรหรอกครับ... ข้าก็แค่... เข้าไปคุยธุระนิดหน่อยเอง”
นพเก้ารีบหลบตา เกาแก้มแก้เขินเขารู้สึกอับอายเกินกว่าจะยอมรับว่าตัวเองเพิ่งไปยืนน้ำตาแตกกอดพ่อร้องไห้มา!ไม่รู้ว่าท่านพ่อแอบคาบข่าวเื่ที่เขาร้องไห้ขี้มูกโป่งไปฟ้องแม่แล้วหรือยัง? ซึ่งเปอร์เซ็นต์ความเป็ไปได้มันสูงปรี๊ดเลยทีเดียว!เพราะใครๆ ก็รู้ว่าท่านผู้นำตระกูลผู้เกรงขามนั้น...หงอและกลัวเมียยิ่งกว่าอะไรดี! เรียกได้ว่ามารดาของเขาคือผู้กุมอำนาจเงาอันดับสองของตระกูล ที่มีสิทธิ์ขาดรองลงมาจากท่านพ่อเพียงคนเดียวเท่านั้น!
รอเพียงไม่ถึงห้านาทีสมาชิกทุกคนก็ตบเท้าเข้ามานั่งประจำที่จนครบองค์ประชุม อัครเดชพยักหน้าเป็สัญญาณเชื้อเชิญให้ทุกคนลงมือรับประทานอาหารกันตามสบายบรรยากาศบนโต๊ะอาหารดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดังทุกคนตั้งหน้าตั้งตากินและรอคอยว่าท่านผู้นำจะงัดเื่อะไรขึ้นมาพูดหลังจบมื้ออาหาร
เมื่อทุกคนรวบช้อนและพนักงานเสิร์ฟเก็บจานชามไปจนหมดความเงียบสงัดก็โรยตัวลงปกคลุมห้องอาหารทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่หัวโต๊ะอย่างใจจดใจจ่อ
อัครเดชกวาดสายตาคมกริบมองสมาชิกตระกูลทีละคนก่อนจะกระแทกเสียงประกาศก้องกังวาน!
“ทุกท่านจงฟังให้ดี!วันนี้... ข้าได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว! ข้าจะขอแต่งตั้งให้ ‘นพเก้า’...ก้าวขึ้นรับตำแหน่ง ‘ว่าที่ผู้นำตระกูลอสุราทองคำ’อย่างเป็ทางการนับั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไป!!”
สิ้นประโยคประกาศิต...ทั่วทั้งห้องอาหารขนาดใหญ่ก็ตกอยู่ในความเงียบงัน... เงียบจนน่าขนลุก!
อุณหภูมิในห้องราวกับลดฮวบลงกะทันหันสลับกับความร้อนรุ่มที่แผ่พุ่งออกมาจากจิตใจของใครหลายคน...มวลคลื่นใต้น้ำแห่งความขัดแย้งที่มองไม่เห็น... กำลังจะปะทุขึ้นในไม่ช้า!