แพรวรุ้งก็โต้ตอบทันควัน
“ที่พ่อกับแม่ทำก็ด้วยหวังดีกับลูกทั้งนั้น เห็นว่าฝ่ายชายเขามีฐานะดีมาก แต่งกับเขาไปลูกก็จะได้ไม่ลำบาก”
“หนูมั่นใจว่าตัวเองจะหาสามีได้สมบูรณ์แบบกว่านั้น”
แพรวรุ้งกล่าวอย่างอวดดีและดื้อดึง
“ยัยแพรว”
“สามีของหนู หนูขอเป็คนเลือกเองค่ะ คุณแม่ไม่จำเป็ต้องยุ่ง”
“ยัยแพรว ทำไมลูกพูดอย่างนั้น”
นางวิภาวีขึ้นเสียงเข้มตำหนิบุตรสาวที่พูดจาเหมือนไม่เห็นหัวพ่อแม่อย่างนั้น
“หนูพูดจริงๆนี่ค่ะ หนูคือคนที่จะอยู่กับผู้ชายคนที่จะแต่งงานด้วย เพราะฉะนั้นหนูก็ขอมีสิทธิ์ในการเลือกเขาด้วยตัวของหนูเอง”
“ไม่ต้องมาพูดอะไรอีกทั้งนั้นยัยแพรว เตรียมตัวไว้ก็แล้วกัน อีกสองวันพ่อกับแม่จะพาลูกไปเข้าพิธีแต่งงานที่ต่างจังหวัด”
นางวิภาวีสรุปอย่างไม่้าโต้เถียงอะไรกันให้มากความอีก
“คุณแม่อย่ามาหวังอะไรในตัวหนูเลยนะคะเพราะหนูไม่รับประกันว่าคุณแม่จะสมหวัง”
กล่าวจบแพรวรุ้งก็ลุกขึ้นเดินจากไปทันที
“ยัยแพรว ลูกพูดอย่างนั้นหมายความว่าไง กลับมาพูดกับแม่ให้รู้เื่ก่อนเดี๋ยวนี้นะ”
นางวิภาวีพยายามเรียกบุตรสาวไว้ แต่ก็ไม่เป็ผล แพรวรุ้งเดินหายลับไปโน้นแล้ว
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“นี่คุณวิ ตกลงยัยแพรวว่ายังไงแน่ผมยังไม่เห็นรู้เื่เลยน่ะ แล้วนี่อยู่บ้านหรือเปล่า เรียกมาคุยกันให้รู้เื่หน่อยสิ ใกล้กำหนดวันแต่งเข้ามาทุกทีแล้ว”
นายเพิ่มพลถามภรรยาในตอนสายๆของวันเสาร์ที่เขาไม่ต้องออกไปทำงานและกำลังนั่งคุยกันอยู่ในห้องรับแขก
“คงยังไม่ตื่นมั้งคะ หมู่นี้เที่ยวกลับบ้านดึกๆทุกวันเลย”
ตอบแล้วนางวิภาวีก็อดจะบ่นถึงพฤติกรรมที่ไม่ดีของบุตรสาวไม่ได้ก่อนจะเรียกหาสาวใช้ให้ขึ้นไปตามบุตรสาวลงมา
จุ๋มคือสาวใช้ที่ถูกสั่งให้ขึ้นไปตามแพรวรุ้ง และเมื่อหายขึ้นข้างบนไปได้ครู่ใหญ่ๆเธอก็ได้วิ่งหน้าตาตื่นลงมาหาผู้เป็เ้านายทั้งสอง
“มีอะไรหรือจุ๋ม แล้วไหนยัยแพรวล่ะ”
นางวิภาวีรีบถามเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าที่ผิดปกติของสาวใช้
“คุณแพรวไม่อยู่ค่ะ หนูหาจนทั่วแล้วก็ไม่พบ เสื้อผ้าส่วนหนึ่งในตู้กับกระเป๋าเดินทางก็หายไปด้วย แล้วบนโต๊ะข้างหัวเตียงหนูพบจดหมายนี่”
จุ๋มบอกพร้อมกับส่งจดหมายที่ว่านั้นไปให้ก่อนที่จะรีบเลี่ยงออกไป ซึ่งนางวิภาวีก็รีบรับเอาจดหมายที่เป็เพียงกระดาษพับไว้ง่ายๆนั้นมาคลี่ออกอ่านทันทีอย่างร้อนใจ แล้วข้อความสั้นๆในจดหมายนั้นก็ทำให้นางวิภาวีใจนถึงกับหน้าตาตื่น
“มีอะไรหรือคุณวิ”
นายเพิ่มพลเห็นท่าทางของภรรยาก็รีบถามขึ้น
“คุณพี่ ยัยแพรวไม่ยอมรับการแต่งงาน ตอนนี้แกได้หนีไปต่างประเทศแล้ว แถมเป็ประเทศไหนก็ไม่ได้บอกเอาไว้ด้วยแกบอกในจดหมายไว้ว่าไม่ต้องห่วงและไม่ต้องตามหา ไว้เมื่ออยากกลับมาเมื่อไหร่ แกก็จะกลับมาเอง”
นางวิภาวีบอกกับสามีด้วยสีหน้าเหมือนจะร้องไห้
“บ้าที่สุด ดูลูกคนนี้มันทำทำอะไรไม่ห่วงเลยว่าพ่อกับแม่จะเดือดร้อนยังไง”
นายเพิ่มพลกล่าวอย่างโมโหในตัวของบุตรสาวที่ตัดช่องน้อยแต่พอตัวหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวดื้อๆอย่างนี้
“แล้วนี่เราจะทำอย่างไรดีคะคุณพี่”
“นั่งรอให้เขามาฟ้องเรียกค่าเสียหายไปจนหมดตัวนั้นแหละมั้งหรือว่าจะหนีไปอีกอย่างยัยแพรวดี”
“โธ่ คุณพี่คะ พูดอะไรอย่างนั้น ดิฉันยิ่งกลุ้มๆอยู่น่ะ”
“ก็แล้วคุณคิดว่าผมไม่กลุ้มหรือไง ผมกลุ้มจนสมองจะะเิอยู่แล้วรู้ไหม”
นายเพิ่มพลเสียงขุ่นใส่ภรรยา ก่อนจะลุกขึ้นเดินวนไปวนมาทั่วห้องพยายามคิดหาทางออกที่ก็ยังหาไม่พบ ซึ่งมันก็ต้องเป็อย่างนั้นลูกสาวของเขาหนีไปต่างประเทศแถมเป็ประเทศไหนก็ไม่รู้ หากจะใช้เวลาสืบตามหา เป็เดือนก็ยังไม่แน่ว่าจะได้รู้หรือเปล่า ในขณะที่กำหนดการแต่งงานก็จะถึงอยู่ในอีกสามวันนี้เท่านั้น หากเขาผิดสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อนซึ่งได้มีการเซ็นสัญญาเป็ลายลักษณ์อักษรกันจนเป็มั่นเหมาะนั้น เขาก็คงจะถูกฟ้องร้องเรียกของหมั้นคืนและค่าเสียหายที่ผิดสัญญาอีกจนต้องหมดตัวแน่ๆโอ๊ย...แล้วนี่เขาจะทำยังไงดีน่ะ