เจียงเยว่เวยไม่รู้ว่าตนเองรู้สึกตัวจากแรงเขย่าของสามีหรือเป็เพราะนางรับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของตนเองแล้ว นางลืมตาขึ้นมา เมื่อเห็นว่าตนเองนอนอยู่ในอ้อมกอดของใคร “พี่มู่”
“เวยเวย! เมื่อครู่เ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?” เสิ่นมู่ถามขึ้นมาอย่างตื่นเต้น เขาคิดว่าในชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้ยินคำเรียกที่ไพเราะเช่นนั้นอีกแล้ว
“พี่มู่” เจียวเยว่เวยยิ้มให้เขาอย่างดีใจเช่นกัน “ข้าจำได้แล้วเ้าค่ะ ข้าจำเื่ราวต่างๆ ได้แล้ว และข้าก็จำเื่เมื่อตอนที่เราอายุสิบขวบได้แล้วเช่นกันเ้าค่ะ”
เสิ่นมู่กอดภรรยาไว้แน่น “น้องเวยเวย เ้ากลับมาหาข้าแล้วจริงๆ เ้าจะไม่หนีข้าไปไหนอีกแล้วใช่หรือไม่”
เจียงเยว่เวยกอดสามี “ข้าจะไม่ไปจากท่านอีกแล้วเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเ้าเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ว่าเหตุใดดวงจิตของเ้าถึงย้ายไปอยู่ที่อื่น แล้วที่ผ่านมาเ้าไปอยู่ที่ไหน ชีวิตความเป็อยู่ของเ้าเป็อย่างไร คนที่นั่นดูแลเ้าดีหรือไม่ แล้ว...แล้วเ้ามีคนในดวงใจแล้วหรือยัง ข้าหมายถึงเวลานี้เราต่างก็อายุสามสิบปีกันแล้ว เ้าเคยสมรสกับใครหรือยัง แล้วเ้า...เ้ามีความรู้สึกกับเขาคนนั้นอย่างไร” คำถามมากมายพรั่งพรูออกจากปากของเสิ่นมู่ไม่หยุด
“ท่านจะให้ข้าตอบคำถามไหนก่อนดีเ้าคะ” เจียงเยว่เวยหัวเราะกับท่าทางของสามี แม้จะผ่านไปหลายปี แต่เขาก็ยังเป็พี่มู่ในวัยสิบขวบที่นางรู้จัก พี่มู่คนที่ไม่เคยทอดทิ้งนาง
“เ้าจะตอบคำถามไหนก่อนก็ได้ แต่เ้าต้องตอบคำถามมาให้หมด แล้วก็อย่าได้คิดปิดบังข้าแม้แต่คำเดียว”
“ได้เ้าค่ะ ข้าจะเล่าทุกอย่างที่ข้าจำได้ให้ท่านฟังให้หมด” เจียงเยว่เวยนอนพิงอกสามี “ตอนสิบขวบหลังจากที่ข้าช่วยท่านขึ้นจากน้ำ ข้าป่วยจนต้องนอนบนเตียงอยู่สองสามวัน แต่ไม่รู้เพราะอะไรแม้ว่าข้าจะหายป่วยแต่ข้ากลับลืมตาไม่ได้เลย เมื่อข้าหลับแล้วตื่นมาอีกครั้ง ดวงจิตของข้าก็ไปอยู่ในร่างของ ‘รวินท์นิภา’ เด็กผู้หญิงที่มีใบหน้าเหมือนข้าและนางยังอายุเท่าข้าอีกด้วยเ้าค่ะ
รวินท์นิภาก็เป็เหมือนข้า นางนอนป่วยเพราะจมน้ำ ข้าลืมบอกท่านไปว่าสถานที่ที่ดวงจิตข้าถูกส่งไปเรียกว่าประเทศไทย และปีที่ข้าถูกส่งไปก็อยู่ห่างจากปีที่เรามีชีวิตอยู่ในตอนนี้อย่างน้อยก็หนึ่งพันปี ตอนนั้นข้าจำได้ว่าบิดาและมารดาของรวินท์นิภาทำพิธีเรียกขวัญตามความเชื่อเพื่อเรียกดวงจิตของบุตรสาวให้กลับเข้าร่าง แม้จะเป็พิธีอย่างไทยแต่บิดาของนางที่เป็คนไทยเสื้อสายจีนยังมีความเชื่อว่าหยกเป็อัญมณีจาก์ หากผู้ที่ได้สวมใส่หรือผู้ที่เป็เ้าของหยกชิ้นนั้นมีเคราะห์ หยกชิ้นนั้นก็จะเป็ตัวรับอันตรายแทน
ข้าคิดว่าบิดาของรวินท์นิภาน่าจะแอบเอาหยกโบราณที่เขาซื้อให้รวินท์นิภาเมื่อตอนที่นางเกิดใส่เข้าไปในของบูชาสำหรับทำพิธี และบังเอิญว่าหยกชิ้นนั้นก็คือหยกที่ท่านเคยให้ข้าไว้ ดวงจิตของข้าจึงถูกเรียกให้เข้าไปอยู่ในร่างนั้น เมื่อดวงจิตของรวินท์นิภาเข้าร่างตัวเองไม่ได้ ข้าคิดว่าดวงจิตของนางคงเข้ามาอยู่ในร่างของข้าแทน
ทำให้เมื่อร่างของข้ากับร่างของรวินท์นิภาฟื้นขึ้นมา นิสัยของเราถึงได้เปลี่ยนไป จากร่างกายของข้าที่เคยเป็คนใจดีและอ่อนโยนก็ได้กลายมาเป็เจียงเยว่เวยผู้ร้ายกาจเหมือนที่พวกท่านเห็น ส่วนรวินท์นิภาคุณหนูจากลูกบ้านเล็กลำดับที่สี่ผู้แสนจะเอาแต่ใจและเย่อหยิ่งก็กลายมาเป็เด็กหญิงที่น่ารักและว่านอนสอนง่าย เพราะั้แ่วันนั้นรวินท์นิภาก็คือข้า”
“ข้าพอจะเข้าใจแล้ว ที่ดวงจิตของเ้ากับแม่นางรวินท์นิภาถูกสลับที่กัน เป็เพราะหยกมันแพะรูปหงส์ที่ข้าเคยมอบให้เ้าไว้ใช่หรือไม่ แล้วเวลานี้หยกชิ้นนั้นอยู่ที่ใด หรือว่าเ้าไม่ได้เอามันกลับมาด้วย” เสิ่นมู่ถาม
เมื่อพูดถึงหยกสีขาวบริสุทธ์ที่แกะสลักเป็รูปหงส์ เจียงเยว่เวยก็คลำไปที่คอของตัวเองตามความเคยชิน เพราะตอนที่นางยังอยู่ในร่างของรวินท์นิภา นางมักจะสวมมันติดตัวไว้อยู่เป็ประจำ
“ไม่มี!” เจียงเยว่เวยทำหน้าใ “ไม่มีแล้วเ้าค่ะ ตอนที่ข้ายังเป็รวินท์นิภา ข้าสวมมันไม่กับตัวตลอด แต่ตอนนี้มันไม่มีแล้ว”
เสิ่นมู่เห็นท่าทางใของภรรยา เขานึกว่านางกลัวจะถูกเขาตำหนิที่นางทำของแทนใจที่เขามอบให้หายไป “เ้าคงลืมมันไว้ในสถานที่ที่เ้าจากมา อย่างไรหยกชิ้นนั้นก็เป็แค่หยกชิ้นแรกที่ข้าทำเมื่อตอนที่ข้าเพิ่งเริ่มเรียนแกะสลักหยก แต่ตอนนี้ฝีมือของข้าก้าวหน้าไปมากแล้ว เอาไว้ข้าจะไปหาซื้อหยกเนื้อดีแล้วนำกลับมาแกะสลักให้เ้าใหม่สักอัน เอาให้สวยกว่าอันเดิมเป็ร้อยเท่าเลยดีหรือไม่”
ขณะที่มือของเจียงเยว่เวยทาบอยู่บนอกของตัวเอง บริเวณกลางอกของนางก็รู้สึกปวดแสบปวดร้อน เจียงเยว่เวยแหวกเสื้อของตนเองเพื่อดูว่าหน้าอกของตนเองเป็อะไร แต่นางก็ต้องใ” ปาน! บนหน้าอกของข้ามีปานแดงรูปหงส์ั้แ่เมื่อไหร่ แต่ปานแดงนี้ทำไมมันมองดูคุ้นๆ”
เสิ่นมู่ก้มลงมองก็เห็นปานแดงบนหน้าอกของภรรยาอย่างชัดเจน “ปานแดงของเ้าเป็แบบเดียวกับหยกชิ้นนั้นอย่างไรเล่า”
“มิติวิเศษในตำนาน! หรือว่าข้าก็มีมิติวิเศษเหมือนตัวเอกในนิยายที่เขามีกัน” เจียงเยว่เวยนึกถึงนิยายหลายเื่ที่นางเคยอ่าน นางลองหลับตาแล้วนึกถึงมิติวิเศษ
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เจียงเยว่เวยก็มายืนอยู่ตรงกลางห้องสีขาวห้องหนึ่ง ในห้องไม่มีเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องเรือนใดๆ มีเพียงตู้ซื้อสินค้าอัตโนมัติตั้งอยู่เครื่องเดียวเท่านั้น
“ตู้ซื้อสินค้าอัตโนมัติอย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นมาลองดูสักหน่อยว่าข้าจะซื้ออะไรได้บ้าง” เจียงเยว่เวยถอดปิ่นปักผมแล้วนำมันวางลงไปในช่องใส่เงิน จำนวนเงินที่ได้จากการขายปิ่นถูกแสดงขึ้นที่หน้าจอ ปิ่นปักผมของนางเป็แค่ปิ่นเงินธรรมดาจึงขายไม่ได้ราคานัก นางจึงได้เงินมาแค่สิบตำลึงเท่านั้น เจียงเยว่เวยไม่ได้หยิบเงินขึ้นมา แต่นางกลับพิมพ์ข้อความในช่องถัดไป “เช้าๆ อย่างนี้ข้าอยากกินเอสเปรสโซร้อนกับครัวซองต์สักชิ้น อืม...สั่งซื้อสองชุดเลยก็แล้วกัน”
สักพักเอสเปรสโซร้อนกับครัวซองต์ที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ทั้งสองชุดก็วางอยู่ในช่องรับสินค้า เจียงเยว่เวยถือถาดอาหารด้วยความดีใจ จากนั้นนางก็ออกจากมิติ
“เวยเวย! เ้าหายตัวได้ด้วยหรือ” เสิ่นมู่ขยี้ตาอย่างไม่อยากเชื่อ อยู่ดีๆ เวยเวยก็หายตัวไป เขาใจนทำอะไรไม่ถูก พอมานึกว่าต้องออกไปเรียกองค์รักษ์ให้ออกไปตามหาภรรยา ภรรยาตัวน้อยก็กลับมานั่งอยู่บนเตียงแล้ว อีกทั้งในมือของนางยังมีถาดอาหารเพิ่มมาอีกด้วย “แล้วที่เ้าถืออยู่มันคืออะไร”
“มันคืออาหารเช้าที่ข้าชอบทานมากที่สุด” เจียงเยว่เวยวางถาดอาหารก่อนจะยื่นแก้วกาแฟให้เสิ่นมู่ “พี่มู่ สิ่งนี้เรียกว่ากาแฟ รสชาติของมันอาจจะขมไปบ้าง แต่รับรองว่าเมื่อท่านดื่มกาแฟลงไป ท่านจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าแล้วก็หายง่วงเป็ปลิดทิ้งเลยเ้าค่ะ”
เจียงเยว่เวยไม่เห็นเสิ่นมู่รับกาแฟจากมือของนาง นางจึงดื่มมันเองแล้วยังกัดครัวซองต์ตามเข้าไปอีกคำโต ท่าทางการกินที่มีความสุขของนางทำให้เสิ่นมู่อยากลอง อีกอย่างเขาเป็ผู้ชาย เขาจะกลัวเครื่องดื่มที่มีรสขมได้อย่างไร ยาต้มน่าจะขมกว่านี้กระมัง
เสิ่นมู่จิบกาแฟเข้าไปก็ต้องขมวดคิ้ว “รสชาติขมเช่นนี้เ้ายังบอกว่ามันอร่อย เครื่องดื่มของเ้าขมยิ่งกว่ายาต้มเสียอีก”
เจียงเยว่เวยหัวเราะเสียงดังเมื่อเห็นท่าทางของสามี “ท่านอาจจะยังไม่ชินเท่านั้นเ้าค่ะ เอาเป็ว่าถ้าท่านไม่ชอบ ข้าเปลี่ยนเป็เครื่องดื่มอย่างอื่นให้ท่านดีหรือไม่เ้าคะ”
“มื้อเช้าข้าชอบทานข้าวกับอาหารจานเนื้อมากกว่า” เสิ่นมู่อธิบายต่อ “หากไม่นับวันนี้ที่ข้าทำตัวเกเรแล้วเอาแต่เล่นอยู่บนเตียงกับเ้า ข้าคงฝึกยุทธ์อยู่ที่ลานฝึกยุทธ์หลังจวนแล้ว เมื่อฝึกยุทธ์เสร็จ ข้าก็จะทานมื้อเช้าด้วยอาหารอย่างที่ข้าบอกเ้าไปเมื่อครู่”
เจียงเยว่เวยพยักหน้าอย่างเข้าใจ คนออกกำลังกายก็ต้องเสริมสร้างร่างกายด้วยโปรตีน แต่จะว่าไปเพื่อสุขภาพที่ดี นางเปลี่ยนมาทานมื้อเช้าแบบสามีก็ดีเหมือนกัน เมื่อก่อนที่นางต้องทานกาแฟกับขนมปังเพราะนางแค่อยากประหยัดเวลาและไม่้าให้คุณแม่ลำบากต้องตื่นมาเตรียมอาหารเช้าให้นางเท่านั้น แต่ตอนนี้ในจวนของนางมีบ่าวรับใช้คอยจัดการ เช่นนั้นก็ถือโอกาสนี้ปรับพฤติกรรมการกินใหม่ไปเลยก็แล้วกัน
“เช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านว่า ต่อไปข้าจะทานมื้อเช้าพร้อมท่านนะเ้าคะ แต่รายการอาหารในแต่ละวัน ข้าขอเป็คนคิดเองได้หรือไม่” เจียงเยว่เวยนึกขึ้นได้จึงถามต่อ “แล้วคนอื่นเล่าเ้าคะ พวกเขาทานมื้อเช้ากันอย่างไร”
“ทุกคนแยกทานมื้อเช้าที่เรือนของตัวเอง” เสิ่นมู่ตอบ
เจียงเยว่เวยขมวดคิ้วไม่พอใจ “ทำอย่างนั้นทั้งสิ้นเปลืองแล้วยังทำให้คนในครอบครัวขาดการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอีก”
“เ้าหมายความว่าอย่างไร” เสิ่นมู่ถามอย่างไม่เข้าใจ
“การทานอาหารร่วมกันเป็่เวลาที่ดีที่จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้แน่นแฟ้นขึ้นได้เ้าค่ะ วิธีนี้จะทำให้เรามีเวลาพูดคุยและทำความรู้จักกันมากขึ้น แล้วเรายังจะรู้ด้วยว่าแต่ละคนมีความชอบอย่างไร เหมือนคำกล่าวที่ว่าพูดกันมากขึ้นก็จะเข้าใจกันมากขึ้น” เจียงเยว่เวยเสนอความคิด “พี่มู่ ข้าเสนอว่าต่อไปให้ทุกคนในครอบครัวเรามาทานข้าวร่วมกันทุกมื้อดีหรือไม่เ้าคะ”
“ทุกคนในครอบครัว? เ้าหมายรวมถึงท่านแม่กับน้องรองด้วยหรือเปล่า” เสิ่นมู่ถามอย่างสงสัย “ข้าหมายถึงว่าเจียงเยว่เวยคนก่อนหน้านี้กับท่านแม่ของข้าไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่”
“ฮึ...ท่านถามอะไรออกมาเ้าคะ” เจียงเยว่เวยเบ้ปาก นางรับรู้ความทรงจำของเ้าของร่างเดิมทั้งหมดว่าแม่เลี้ยงของสามีเป็คนร้ายกาจขนาดไหน อีกทั้งความทรงจำเมื่อตอนสิบขวบนางก็ไม่มีวันลืม เพราะนางเคยเห็นแม่เลี้ยงของสามีกับน้องชายของสามีเอาแต่กลั่นแกล้งสามีของนาง จะให้สองคนนั้นมาร่วมโต๊ะอาหารแล้วมาทานอาหารแสนอร่อยฝีมือของนางอย่างนั้นหรือ ไม่มีวันเสียหรอก “ท่านถามอะไรอย่างนั้นเ้าคะ ข้าบอกว่าครอบครัวเราก็ต้องหมายถึงแค่ครอบครัวของเราเท่านั้นสิ ท่านแม่กับน้องชายของท่านเป็ครอบครัวเราั้แ่เมื่อไหร่กัน หากพวกเขาอยากจะทานข้าวด้วยกันก็ต้องให้พวกเขาไปจับกลุ่มทานด้วยกันเอง อีกอย่างต่อจากนี้อาหารทุกมื้อข้าจะเป็คนเข้าครัวด้วยตัวเอง หรือไม่ข้าก็จะซื้ออาหารดีๆ ออกมาจากมิติวิเศษ พวกเขามีสิทธิ์อะไรที่จะมาทานอาหารของข้า”
“เ้าอย่าเพิ่งโมโหสิ ข้าก็แค่ลองถามดู ไม่ได้จะให้พวกเขามาทานด้วยเสียหน่อย” เสิ่นมู่กอดภรรยา “พูดถึงมิติวิเศษ ข้าไม่เข้าใจเลยสักนิดว่ามันคืออะไร เ้าช่วยอธิบายให้ข้าฟังได้หรือไม่”
เจียงเยว่เวยไม่คิดจะมีความลับกับสามีอยู่แล้ว นางจับมือสามีแล้วพาเขาหายเข้าไปในมิติ และนางยังไม่ลืมที่หยิบเครื่องประดับมีค่าติดมือไปด้วยหลายชิ้น จากนั้นนางก็สาธิตวิธีใช้เครื่องซื้อสินค้าอัตโนมัติ โดยนางได้ซื้อเครื่องครัวใหม่ยกชุด รวมถึงได้ซื้อเฟอร์นิเจอร์เมื่อตกแต่งห้องว่างในมิติให้เป็พื้นที่พักผ่อนสำหรับนางและสามี นางยังสั่งทำห้องน้ำแบบสมัยใหม่ไว้ในมิติอีกด้วย
เสิ่นมู่ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งของรวมถึงเครื่องเรือนต่างๆ ที่ภรรยาสั่งซื้อเป็อย่างมาก และเขาก็ได้รู้แล้วว่าสถานที่ที่นางไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นหลายปีนั้นดีมากเพียงใด เรียกว่าแดน์ก็คงไม่ผิด
สองสามีภรรยาเพลิดเพลินอยู่กับการตกแต่งห้องในมิติจนถึง่สาย ทำให้พวกเขาไม่รู้เลยว่าข้างนอกกำลังเกิดข่าวลืออะไรขึ้น