เมื่อเห็นว่าสวีทงไม่หลงกล เล่าจื๊อก็รู้สึกอึดอัดคับแค้นใจยิ่งนัก
หากมิใช่เพราะยังต้องรักษาฐานะและภาพลักษณ์ไว้ ป่านนี้เล่าจื๊อคงอยากจะะเิอารมณ์ด่าทอออกมาแล้ว
เหลวไหล! อะไรคือชีวิตคนมีขีดจำกัด! อยากจะฝึกมันทุกวิถีงั้นรึ? นี่เ้าเห็นข้าเป็เด็กอมมือหรืออย่างไร!
เล่าจื๊อไม่เชื่อคำกล่าวอ้างของสวีทงแม้แต่น้อย แต่คำตอบและสีหน้าท่าทางของสวีทงกลับประสานกันได้อย่างแเีจนหาที่ติไม่ได้ ทำให้เล่าจื๊อเริ่มไม่แน่ใจว่าการคาดคะเนของตนเองนั้นถูกหรือผิดกันแน่
หลังจากจ้องมองสวีทงอยู่นาน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีพิรุธใด ๆ หลุดออกมา เล่าจื๊อก็ทำได้เพียงล้มเลิกความตั้งใจ
“เฮ้อ... ช่างเถิดน้องสาม ในเมื่อเ้าเลือกเดินเส้นทางนี้ พี่ใหญ่ก็หวังเพียงว่าเ้าจะไม่ต้องมานึกเสียใจในภายหลัง”
เล่าจื๊อเอ่ยพลางแสดงสีหน้าเสียดาย
สวีทงมิได้โต้ตอบ ทว่าในใจกลับแค่นเสียงเ็า
ข้าไม่มีวันเสียใจแน่นอน รอจนข้าบรรลุขอบเขตเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้า ไม่ถูกผูกมัดด้วยฟ้าดิน เมื่อนั้นแหละข้าจะใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรี
ข้าหวังเพียงว่า ในวันหน้าที่ข้าไม่ตั้งนิกายเจี๋ย และเมื่อถึงมหันตภัยชำระกัลป์สถาปนาเทพ พวกเ้าอย่ามาร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนขอให้ข้าช่วยก็แล้วกัน
เมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ในอนาคต สวีทงก็รู้สึกสาแก่ใจอยู่ลึก ๆ
ทว่าในยามนี้เขายังแสดงพิรุธไม่ได้ สวีทงพยักหน้าอย่างจริงจังตามคำของเล่าจื๊อ แต่กลับนิ่งเงียบไม่ยอมปริปากเอ่ยเื่วิชาบำเพ็ญอีกแม้แต่คำเดียว เมื่อเห็นว่ามิอาจล้วงความลับใด ๆ ออกมาได้อีก เล่าจื๊อก็ได้แต่ตัดใจจากไปอย่างอับจนหนทาง
ที่หน้าประตูถ้ำพำนัก สวีทงมองตามแผ่นหลังของเล่าจื๊อที่ค่อย ๆ ลับตาไป ก่อนจะหมุนกายกลับเข้าสู่ลานเต๋าเพื่อปิดด่านบำเพ็ญเพียรต่อไป
ในขณะเดียวกัน บนมหาพิภพหงฮวง พร้อมกับการปรากฏขึ้นของปราณม่วงหงเิ ขุมกำลังต่าง ๆ ต่างก็เริ่มนั่งไม่ติด
เพราะนี่คือวาสนาแห่งการบรรลุปราชญ์ที่ทุกคนใฝ่ฝัน
พวกเขาได้ประจักษ์ในอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของปราชญ์มาแล้ว หากยังนิ่งเฉยได้ก็คงเป็เื่แปลกประหลาดที่สุดในใต้หล้า
และในบรรดาขุมกำลังทั้งหมด เผ่าปีศาจและเผ่าอู๋ดูจะจริงจังกับเื่นี้มากที่สุด
ยามนี้ทั้งสองเผ่าต่างก็เป็เ้าปกครอง์และพิภพ แม้จะยังไม่มีมรรคาจารย์หงจวินออกมาประกาศแบ่งแยกเขตปกครองชัดเจนว่า ‘ปีศาจคุม์ อู๋คุมพิภพ’ แต่อำนาจของทั้งสองฝ่ายกลับคานกันอยู่อย่างสมดุล โดยต่างฝ่ายต่างปกครองดินแดนของตนเอง
และแน่นอนว่า ความกระทบกระทั่งระหว่างสองเผ่านั้นเกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย
ณ ตำหนักใหญ่ของราชสำนักเผ่าปีศาจ ตี้จวิ้นมีสีหน้าเคร่งขรึมยิ่งนัก
เบื้องล่างของเขา คือหนึ่งในสิบมหาปราชญ์ปีศาจ ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็กุนซือของเผ่าปีศาจ... มหาปราชญ์ปีศาจไป๋เจ๋อ
“ฝ่าา ปราณม่วงหงเิสายนั้น... ยามนี้ยังคงไร้ร่องรอยพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เจ๋อรายงาน
“ค้นหาทุกซอกทุกมุมแล้วรึ?”
ไป๋เจ๋อพยักหน้า “พวกเราตรวจสอบอย่างละเอียดทุกที่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ตี้จวิ้นค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แววตาคมปราบดุจพยัคฆ์เอ่ยถามเสียงกร้าว “แล้วฝั่งเผ่าอู๋ล่ะ?”
“เอ่อ... เื่นี้...” ไป๋เจ๋อลังเลไปครู่หนึ่ง
เผ่าอู๋และเผ่าปีศาจเป็ศัตรูคู่อาฆาตกัน การที่เผ่าปีศาจจะเข้าไปค้นหาของในเขตแดนของเผ่าอู๋ย่อมเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้ ทว่าไป๋เจ๋อก็สมกับเป็กุนซือ เขาเอ่ยตอบอย่างชาญฉลาดว่า “ฝ่าา เผ่าอู๋และพวกเราไม่ลงรอยกัน พวกเราจึงมิได้เข้าไปตรวจสอบ แต่ยามนี้เผ่าอู๋เองก็กำลังเคลื่อนไหวอย่างหนักเพื่อตามหาปราณม่วงเช่นกัน คาดว่าพวกมันเองก็คงยังไม่ได้อะไร”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของตี้จวิ้นก็ดูดีขึ้นเล็กน้อย... เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เขาลุกขึ้นยืนจากบัลลังก์ั กวาดสายตามองลงไปยังเหล่ามหาปราชญ์ปีศาจเบื้องล่าง
เมื่อััได้ถึงสายตาของตี้จวิ้น บรรดามหาปราชญ์ปีศาจต่างก็พากันก้มหน้าลงด้วยความยำเกรง ตี้จวิ้นสมกับเป็จอมราชันแห่งเผ่าปีศาจ เพียงแค่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาก็ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่นจนตัวสั่น
ตี้จวิ้นพยักหน้าอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นความเกรงขามของบริวาร
“ทุกท่าน สิ่งที่เผ่าปีศาจของพวกเรากำลังตามหาอยู่นั้น ข้ามิได้ปิดบังพวกท่าน ปราณม่วงหงเิคือรากฐานแห่งการบรรลุปราชญ์ อานุภาพอันยิ่งใหญ่ของปราชญ์นั้นพวกท่านทุกคนก็ได้เห็นมากับตาแล้ว”
“หากปรารถนาจะครองความเป็ใหญ่ในฟ้าดินอย่างมั่นคง เผ่าปีศาจของพวกเราจำเป็ต้องมีปราชญ์จุติขึ้นมาอีกท่านหนึ่ง ไม่สิ... เผ่าปีศาจของพวกเรา ‘ต้อง’ มีปราชญ์!”
น้ำเสียงของตี้จวิ้นเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว จนเหล่าบริวารเบื้องล่างต่างรู้สึกฮึกเหิมตามไปด้วย ทว่าตี้จวิ้นกลับเปลี่ยนโทนเสียงในทันที
“แต่ยามนี้กลับมีอุปสรรคขวางกั้นพวกเราอยู่ ปราณม่วงหงเิสายหนึ่งได้สูญหายไปในฟ้าดิน และสิ่งนั้นสมควรเป็ของเผ่าปีศาจเรา!”
“พวกเราค้นหาไปทั่วทุกหนแห่งแล้ว แต่เหลือเพียงที่เดียวที่พวกเรายังไม่ได้เข้าไปสืบเสาะ... นั่นคือเผ่าอู๋! สิ่งนั้นย่อมต้องถูกพวกมันชิงตัดหน้าไปซ่อนไว้ในเขตแดนของพวกมันเป็แน่”
“พวกเผ่าอู๋บังอาจขโมยของของพวกเราไป!”
ตี้จวิ้นหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ท่ามกลางเหล่าขุนพลปีศาจที่จ้องมองเขาตาเขม็ง
และแล้วก็มีคนหนึ่งแผดเสียงะโขึ้นมาเป็คนแรก
“กำจัดเผ่าอู๋! ชิงปราณม่วงหงเิกลับคืนมา!”
เมื่อมีคนแรก ก็ย่อมมีคนที่สองตามมา
ไม่นานนัก ทั่วทั้งตำหนักก็กึกก้องไปด้วยเสียงกู่ร้องของเหล่าปีศาจ
“กำจัดเผ่าอู๋! ชิงปราณม่วงหงเิกลับคืนมา!”
“กำจัดเผ่าอู๋! ชิงปราณม่วงหงเิกลับคืนมา!”
เสียงกู่ร้องดังระงมต่อเนื่องไม่ขาดสาย ตี้จวิ้นมองภาพนั้นด้วยสายตาเย็นเยียบ เมื่อบรรยากาศฮึกเหิมถึงขีดสุด เขาก็โบกมือคราหนึ่ง เสียงร้องพลันเงียบกริบลงทันที ทั่วทั้งตำหนักเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตก
“นับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป! เผ่าปีศาจของข้า จะประกาศากับเผ่าอู๋อย่างเต็มรูปแบบ!”
ในเวลาเดียวกัน เหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้ก็กำลังเกิดขึ้น ณ ฝั่งเผ่าอู๋เช่นกัน
ห้องโถงหารือในวิหารผานกู่
สิบสองบรรพชนอู๋มารวมตัวกันพร้อมหน้า จู้หรงผู้มีนิสัยมุทะลุดุดันที่สุดเอ่ยขึ้นเป็คนแรก
“พี่ใหญ่ พวกเราพลิกแผ่นดินหาปราณม่วงนั่นจนทั่วแล้วก็ยังไม่พบ ข้าว่าเ้านกกระจอกเผ่าปีศาจพวกนั้นต้องแอบซ่อนมันไว้แน่ ๆ !”
ก้งกงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พยักหน้าเห็นพ้อง “ใช่ขอรับพี่ใหญ่ คราวนี้ข้าเห็นด้วยกับจู้หรง ด้วยอิทธิพลของเผ่าอู๋ในยามนี้ หากปราณม่วงอยู่ในเขตแดนของเราจริง มีหรือจะหาไม่พบ การที่หาไม่เจอเช่นนี้ ย่อมพิสูจน์ได้ว่ามันตกอยู่ในมือของไอ้พวกนกกระจอกนั่นแล้ว!”
เมื่อได้ยินคำของก้งกงและจู้หรง ตี้เจียงยังคงนิ่งเงียบ ทว่าคิ้วของเขากลับขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างหนัก เห็นได้ชัดว่าเขากำลังใช้ความคิดอย่างเคร่งเครียด
ผ่านไปครู่ใหญ่ ตี้เจียงจึงหันไปมองโฮ่วถู่แล้วเอ่ยถามว่า
“น้องหญิง ในบรรดาพี่น้องพวกเรา เ้าเป็คนที่มีความคิดอ่านลึกซึ้งที่สุด เื่นี้เ้ามีความเห็นอย่างไร?”
สิ้นเสียงของตี้เจียง บรรพชนอู๋คนอื่น ๆ ต่างก็หันไปมองโฮ่วถู่เป็ตาเดียว
ในหมู่บรรพชนอู๋ โฮ่วถู่นับว่าเป็ข้อยกเว้น นางมิได้มีร่างกายกำยำล่ำสันหรือรูปลักษณ์ดุร้ายน่าเกรงขามเหมือนคนอื่น ๆ แต่กลับมีใบหน้าที่งดงามหมดจดและรูปร่างที่ดูบอบบาง ทว่าพลังของนางกลับมิได้ด้อยไปกว่าพี่ชายคนใดเลย
โฮ่วถู่ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ เผ่าปีศาจนั้นมีความน่าสงสัยมากที่สุดก็จริง แต่ในยามนี้ดูเหมือนเผ่าปีศาจเองก็ยังคงส่งคนออกตามหาปราณม่วงนั้นอย่างไม่ลดละเช่นกัน”
ความจริงแล้ว โฮ่วถู่เองก็ยังตัดสินเื่นี้ได้ไม่ชัดแจ้งนัก นางรู้สึกเสมอว่าเื่นี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ในวันนั้นที่เขาคุนหลุน นางได้เห็นกับตาว่าปราณม่วงหงเิถูกทงเทียนตบกระเด็นหายไปในพริบตา
ต้องยอมรับว่าพลังของทงเทียนนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ยามที่ปราณม่วงถูกตบปลิวหายไป ทุกคนในที่นั้นต่างก็ตอบสนองไม่ทัน ทว่าหลังจากนั้น ทั้งเผ่าอู๋และเผ่าปีศาจต่างก็ส่งคนออกตามหาไปในทิศทางที่ปราณม่วงหายไป แต่ผลลัพธ์กลับว่างเปล่า
ตามหลักแล้วไม่ควรจะเป็เช่นนั้น
โฮ่วถู่จึงรู้สึกว่าเื้ัเื่นี้ราวกับมี ‘มือที่มองไม่เห็น’ คอยบงการอยู่
ดูเหมือนจะมีใครบางคนจงใจสร้างเื่เพื่อให้เผ่าอู๋และเผ่าปีศาจเกิดความขัดแย้งกัน
ทว่าในยามที่ติดอยู่ในกงล้อแห่งมหันตภัยชำระกัลป์ ท่ามกลางปัจจัยภายนอกนานัปการที่บีบคั้นเข้ามา การจะให้ทั้งสองฝ่ายหยุดมือและหันมาเจรจากันนั้น... ย่อมเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง