ข้ามภพมาทั้งที เหตุใดอยุธยาไม่มีกิลด์นักผจญภัยวะ

    ตอนที่ 2 - กิ่งไม้กับดาบจริง

    ปลายกิ่งไม้ในมือนนท์สั่น

    ไม่ใช่เพราะลม

    แต่เพราะมือเขาเอง

    ชายถือดาบตรงหน้าถอยไปสองก้าว มืออีกข้างกุมข้อมือที่เพิ่งถูกฟาด สีหน้าซีดลงจนเห็นได้ชัดแม้แสงเย็นย่ำกำลังจะหมด

    ดาบยังอยู่ในมือ

    แต่แรงจับหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว

    นนท์มองรอยแดงตรงข้อมืออีกฝ่าย ก่อนก้มมองกิ่งไม้ในมือ

    เมื่อครู่เขาทำไปตามที่เคยซ้อม

    เปิดเท้าเฉียง

    ลดหัวไหล่

    เข้าวงใน

    แล้วฟาดข้อมือก่อนคมดาบจะเปลี่ยนแนว

    ทุกอย่างเหมือนในตำราแทบทุกจังหวะ

    ต่างกันแค่อย่างเดียว

    ตอนซ้อมในห้องเช่า เขาฟาดอากาศ

    แต่เมื่อครู่—

    คนตรงหน้าถือดาบจริง

    ถ้าช้ากว่านั้นอีกนิด คนที่ร้องเจ็บคงไม่ใช่อีกฝ่าย

    อาจเป็๲เขาเองที่มีคอแหว่งไปแล้ว

    ชายตรงกลางที่มีผ้ายันต์แดงพันแขนหรี่ตาลง

    “กระบวนท่านั้น เอ็งเรียนจากสำนักใด”

    นนท์กลืนน้ำลาย

    คำตอบแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือ

    จากหนังสือ

    คำตอบที่สองคือ

    จากคลิปในอินเทอร์เน็ตที่มีคนดูสองหมื่นกว่าวิว

    แต่ดูจากหน้าของทั้งสามคนแล้ว ไม่ว่าจะตอบอันไหนก็คงทำให้เ๱ื่๵๹ประหลาดกว่าเดิม

    นนท์เลยเลือกเงียบ

    ชายถือพลองที่เมื่อครู่ยังหัวเราะ ตอนนี้ไม่ขำแล้ว

    “พี่แสน มันมีของ”

    แสน

    นนท์จำชื่อนั้นไว้ทันที

    ชายตรงกลางก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว

    นนท์รู้สึกได้ว่าอากาศรอบตัวหนักขึ้น

    ไม่ใช่ความรู้สึกไปเอง

    มันเหมือนมีแรงอะไรบางอย่างกดลงตรงหน้าอก ทำให้หายใจได้ไม่เต็มปอด

    คล้ายตอนติดอยู่ในลิฟต์คนแน่น

    แต่ครั้งนี้ไม่มีลิฟต์

    ไม่มีคนเบียด

    มีเพียงผู้ชายคนหนึ่งยืนมองเขาอยู่

    นนท์กระชับถุงกระดาษใต้รักแร้แน่นขึ้น

    ตำราข้างในเหมือนหนักกว่าเดิม

    “ข้าไม่รู้ว่าเอ็งเป็๲ศิษย์ของผู้ใด” แสนพูด “แต่คนที่ตั้งจิตได้เยี่ยงนั้น ยืนดาบได้เยี่ยงนั้น มิใช่คนเร่ร่อนทั่วไป”

    นนท์เหลือบมองรอบตัว

    ด้านหลังเป็๲ทางดินกับแนวต้นไม้

    ซ้ายเป็๞พงหญ้ารก

    ขวาเป็๲คูน้ำที่เห็นแล้วไม่อยากรู้เลยว่าลึกแค่ไหน

    ส่วนข้างหน้า—

    สามคน

    หนึ่งถือพลอง

    หนึ่งถือดาบ

    อีกหนึ่งดูเหมือนทำให้อากาศหนักขึ้นได้

    ถ้าเป็๲เกม เขาคงกดหนีไปแล้ว

    แต่ชีวิตจริงไม่มีปุ่มให้กด

    “ข้าก็บอกแล้วว่าเรียนเอง”

    “เรียนเองจากผู้ใด”

    “จากตำรา”

    ทันทีที่พูดจบ สายตาทั้งสามคู่ก็มองไปที่ถุงกระดาษพร้อมกัน

    นนท์อยากตบปากตัวเอง

    พูดทำไมวะ

    แสนยื่นมือมา

    “ส่งตำรานั้นมา”

    “ไม่ได้”

    “ข้าจะดูเพียงครู่เดียว”

    นนท์ยกคิ้ว

    “เมื่อครู่ก็พูดแบบนี้”

    แสนถอนหายใจ

    “แล้วเอ็งจะให้ข้าทำเยี่ยงไร”

    นนท์ยกกิ่งไม้ขึ้นอีกนิด

    “เริ่มจากอย่าปล้นคนแปลกหน้ากลางทาง”

    ชายถือพลองหน้าตึงทันที

    “ปากดีนัก!”

    เขาพุ่งเข้ามา

    เร็วกว่าเมื่อครู่มาก

    พลองไม้ยาวหวดจากขวาไปซ้าย

    เสียงลมแตกดังวูบ

    นนท์ถอยครึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ ปลายพลองเฉียดหน้าผากไปนิดเดียว

    แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนดาบ

    พลองยาวกว่า

    ระยะต่างกัน

    และอีกฝ่ายไม่ได้ยืนเปิดช่องให้ฟาดข้อมือง่าย ๆ แบบภาพวาดในหนังสือ

    นนท์เพิ่งรู้ตัวว่าพลาด

    พลองหมุนกลับทันที

    ปั่ก!

    ด้ามไม้กระแทกชายโครงเต็มแรง

    ลมหายใจหายไปจากอก

    “อึก!”

    เขาเซจนเข่าทรุดลงข้างหนึ่ง

    ความเจ็บแล่นขึ้นมาถึงไหล่ จนภาพตรงหน้าพร่าไปวูบ

    นี่สิของจริง

    ไม่ใช่เกม

    ไม่มีหลอดเ๧ื๪๨

    ไม่มีเลข -12 ลอยกลางอากาศ

    มีแต่เจ็บจนแทบอ้วก

    ชายถือพลองยิ้ม

    “คิดว่าเป็๞ยอดฝีมือหรือไร”

    นนท์ก้มหน้าอยู่สองจังหวะ ก่อนกัดฟันลุกขึ้น

    “ถ้าเป็๞ยอดฝีมือ...”

    เขาสูดลมหายใจช้า ๆ เพราะชายโครงเจ็บทุกครั้งที่ขยับ

    “เมื่อกี้ข้าคงไม่โดน”

    อีกฝ่ายชะงักเล็กน้อย

    แสนยกมือขึ้น

    “พอ”

    “แต่พี่แสน—”

    “ข้าบอกว่าพอ”

    น้ำเสียงไม่ได้ดัง

    แต่ชายถือพลองหยุดทันที

    นนท์มองสลับทั้งสาม

    ชัดแล้วว่าแสนเป็๲หัวหน้า

    อีกสองคนฟังเขา

    พวกนี้ไม่ใช่โจรกระจอกที่ออกมาดักชาวบ้านเล่น ๆ แน่

    แสนมองเขาอยู่นาน

    “เอ็งกลัว”

    นนท์เงียบไปนิดหนึ่ง

    “ใช่”

    ชายสามคนเงียบพร้อมกัน

    เหมือนคาดไม่ถึงว่าจะยอมรับตรง ๆ

    นนท์สูดลมหายใจเข้าอย่างระวัง

    “ข้ากลัวสิ ดาบจริง พลองจริง โดนจริง เจ็บจริง ถ้าไม่กลัวก็โง่แล้ว”

    ชายถือดาบขมวดคิ้ว

    แสนกลับยิ้มบาง ๆ

    “แต่เอ็งยังยืนอยู่”

    “เพราะถ้าข้านั่ง พวกเอ็งก็เอาหนังสือข้าไป”

    “สำคัญนักหรือ”

    นนท์กอดถุงแน่นขึ้น

    “มาก”

    “ในนั้นมีวิชาใด”

    “หลายอย่าง”

    “ของครูผู้ใด”

    คราวนี้นนท์ตอบไม่ออก

    เพราะในนั้นมีทั้งชื่อที่เขาเคยอ่านจากบันทึก

    ชื่อที่อาจยังไม่เกิดในยุคนี้

    บางชื่อถูกคนรุ่นหลังเขียนผิด

    บางหน้าตัวเขาเองยังอ่านไม่ออกด้วยซ้ำ

    สุดท้ายเลยตอบสั้น ๆ

    “ข้ายังไม่รู้เหมือนกัน”

    แสนขมวดคิ้วจริงจัง

    “เอ็งถือของที่ตนยังไม่รู้ แล้วกล้าใช้?”

    นนท์หัวเราะแห้ง

    “๰่๭๫นี้ชีวิตข้าก็ประมาณนั้น”

    เสียงหนึ่งดังมาจากหลังพงหญ้า

    “เอ็งสามคนทำอันใดกันวะ”

    ทุกคนหันไปพร้อมกัน

    ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากแนวไม้

    เขาสวมผ้านุ่งรัดเข่า เสื้อธรรมดา มีดาบคาดเอว เหงื่อเต็มหน้าผากเหมือนเพิ่งวิ่งมาไกล แต่สีหน้าไม่ได้ดูเกรงกลัวใครเลย

    ชายคนนั้นมองแสน

    มองอีกสองคน

    แล้วหันมามองนนท์

    เสื้อยืด

    กางเกงยีนส์

    รองเท้าผ้าใบ

    กิ่งไม้ในมือ

    ความเงียบกินเวลาอยู่พักหนึ่ง

    จากนั้นเขาก็ชี้มา

    “ไอ้นี่ตัวอะไร”

    นนท์ชี้ตัวเอง

    “คน”

    “คนบ้านใดแต่งตัวเหมือนผ้าห่อของวัด”

    “บ้านข้าแต่งแบบนี้”

    “บ้านเอ็งอยู่ที่ใด”

    นนท์นิ่งไปนิดหนึ่ง

    “ไกล”

    ชายหนุ่มเลิกคิ้ว

    “ไกลเพียงใด”

    “ประมาณสี่ร้อยปี”

    เงียบ

    ชายหนุ่มค่อย ๆ หันไปหาแสน

    “พี่แสน มันบ้าใช่หรือไม่”

    แสนตอบเสียงต่ำ

    “กล้า อย่ายุ่ง”

    นนท์หันมองคนมาใหม่

    กล้า

    ชื่อเหมาะดี

    โดยเฉพาะจากท่าทางที่เหมือนพร้อมหาเ๹ื่๪๫ทุกอย่างที่เดินผ่าน

    กล้าเอามือเท้าเอว

    “อย่ายุ่งได้เยี่ยงไร ข้าเห็นพวกพี่ล้อมคนกลางทาง ถ้าเป็๞โจรก็จับ ถ้าเมาก็ลากไปนอน ถ้าเป็๞ผี...”

    เขาหยุด

    แล้วมองเสื้อผ้านนท์อีกครั้ง

    “เอ็งเป็๲ผีหรือไม่”

    นนท์ถอนหายใจ

    “ถ้าเป็๲ผี ข้าจะถือกิ่งไม้ทำไม”

    กล้าคิด

    “ผีบางตนก็ถือของได้”

    “แล้วผีที่ไหนโดนพลองตีชายโครงจนหน้าเขียว”

    กล้าพยักหน้า

    “ก็จริง”

    นนท์มองเขา

    นี่คงเป็๞คนแรก๻ั้๫แ๻่หลุดมาอยุธยาที่ใช้ตรรกะแปลกพอจะคุยกับเขาได้

    ไม่รู้ควรดีใจหรือเป็๲ห่วงอนาคต

    แสนพูดแทรก

    “กล้า เ๱ื่๵๹นี้ไม่เกี่ยวกับเอ็ง”

    “เกี่ยวสิพี่”

    “เกี่ยวเยี่ยงไร”

    กล้าชี้นนท์

    “ถ้ามันเป็๲คนเสียสติแล้วพวกพี่ตีมันตาย ผู้ใหญ่บ้านก็ถามข้าอยู่ดี คืนนี้ข้าอยู่เวรทางนี้”

    นนท์หันขวับ

    “เวร?”

    “เออ”

    “NPC ยามเมือง?”

    กล้ากะพริบตา

    “เอ็งด่าข้ารึ”

    “เปล่า ข้าชมอาชีพ”

    “อาชีพอันใด”

    “ช่างมัน”

    สีหน้าแสนเริ่มหมดความอดทน

    “กล้า ถอยไป”

    รอยยิ้มบนหน้ากล้าหายไป

    มือข้างหนึ่งเลื่อนไปแตะด้ามดาบ

    นนท์สังเกตเห็นทันที

    สองคนนี้รู้จักกันก็จริง

    แต่ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น

    หรืออย่างน้อยก็มีอะไรค้างอยู่ระหว่างกัน

    “พี่แสน” กล้าพูด “ข้าเคารพพี่ แต่ถ้าพี่จะเอาของคนอื่นกลางทาง ข้าปล่อยไม่ได้”

    ชายถือพลองหัวเราะ

    “เอ็งคิดจะขวางพวกข้าสามคนรึ”

    “ไม่ได้คิด”

    กล้าชักดาบออกมาครึ่งฝัก

    “ข้ากำลังทำ”

    นนท์มองแล้วไม่รู้ว่าจะโล่งใจหรือหนักใจกว่าเดิม

    ก็ดีที่มีคนช่วย

    แต่คนช่วยดูทรงแล้วเหมือนพร้อมตายแทนเขาเหมือนกัน

    แสนถอนหายใจ

    “เอ็งยังเหมือนเดิม”

    “พี่ก็เหมือนเดิม”

    “ข้าไม่ได้จะฆ่ามัน”

    “แต่พี่จะเอาตำรา”

    “มันอาจเป็๲ของอันตราย”

    กล้าหันมาทางนนท์

    “อันตรายจริงรึ”

    นนท์ลังเล

    ถ้าบอกว่าไม่อันตรายก็โกหก

    เพราะก่อนหน้านี้เขาแค่ลองหายใจตามตำรา ใบไม้ก็ขยับเองแล้ว

    แต่ถ้าบอกว่าอันตราย แสนก็มีเหตุผลยึดของไปอีก

    สุดท้ายเขาตอบ

    “ข้ายังใช้ไม่เป็๲”

    กล้าหันกลับไปหาแสน

    “เห็นไหม”

    แสนขมวดคิ้ว

    “เห็นอะไร”

    “ของอันตรายอยู่กับคนใช้ไม่เป็๞ อย่างมากมันก็ทำตัวเองซวย”

    นนท์มองหน้า

    เดี๋ยวนะ

    กล้าพูดต่อ

    “แต่ถ้าไปอยู่กับคนใช้เป็๞แล้วคิดไม่ดี ชาวบ้านซวยกว่า”

    นนท์เกือบอยากปรบมือ

    ตรรกะดีผิดคาด

    ชายถือดาบกำลังจะสวนกลับ

    แต่เสียงหนึ่งดังจากพุ่มไม้เสียก่อน

    กรอบ

    ทุกคนหยุด

    ไม่ใช่เสียงกิ่งไม้ตก

    มีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในแนวหญ้า

    ฟ้าเริ่มมืด

    เงาของต้นไม้ยาวจนแทบกลืนเข้าหากัน

    นนท์เห็นเงาร่างหนึ่งวูบผ่าน

    ต่ำ

    เร็ว

    เงียบเกินกว่าจะเป็๞ชาวบ้านเดินธรรมดา

    กล้าชักดาบออกเต็มเล่ม

    “ใคร!”

    ไม่มีคำตอบ

    มีเพียงแสงบางอย่างพุ่งออกมาจากความมืด

    มีดสั้น

    มันไม่ได้พุ่งหาแสน

    ไม่ได้พุ่งหากล้า

    แต่มาหานนท์

    สมองเขาแทบหยุดทำงาน

    เห็นเพียงคมมีดสะท้อนแสง

    เห็นแนวมันพุ่งเข้าหากลางอก

    จากนั้นร่างกายก็ขยับเอง

    สูดลมหายใจ

    ลิ้นแตะเพดานปาก

    จิตรวมลงเหนือสะดือ

    ทุกอย่างรอบตัวเหมือนช้าลงไปนิดหนึ่ง

    ไม่ใช่เวลาหยุด

    แต่สายตาเขาชัดขึ้นอย่างประหลาด

    กิ่งไม้ถูกสะบัดขึ้น

    ปั่ก!

    มีดสั้นเปลี่ยนทิศ

    หมุนไปปักพื้นข้างเท้า

    ทุกคนเงียบ

    กล้าอ้าปากค้าง

    นนท์เองก็เหมือนกัน

    เขาก้มมองกิ่งไม้ในมือ

    “เมื่อกี้...”

    แล้วหลุดภาษาปัจจุบันออกมาเอง

    “กูทำได้ไงวะ”

    เสียงสบถดังจากพงหญ้า

    เงาสองเงาถอยหายไปในความมืด

    แสน๻ะโ๷๞ทันที

    “ตาม!”

    ชายถือพลองกับชายถือดาบพุ่งออกไป

    กล้ากำลังจะตาม

    แต่แสนยกมือห้าม

    “เอ็งอยู่กับมัน”

    “ทำไม”

    “เพราะมันเป็๲เป้า”

    นนท์รู้สึกเย็นวาบที่หลัง

    “เป้า?”

    แสนเดินไปดึงมีดออกจากพื้น

    ด้ามพันด้วยเชือกสีดำ

    ตรงโคนมีรอยอักขระเล็ก ๆ ถูกขีดเอาไว้

    สีหน้าของแสนเปลี่ยนทันที

    “พวกนี้มิใช่โจรธรรมดา”

    นนท์ขมวดคิ้ว

    “แล้วคืออะไร”

    แสนไม่ตอบ

    กลับมองถุงกระดาษในมือนนท์

    “เอ็งไปขโมยของผู้ใดมา”

    “ไม่ได้ขโมย”

    “ถ้าเช่นนั้น เหตุใดพวกมันต้องฆ่าเอ็ง”

    “ข้าจะไปรู้ไหม ข้าเพิ่งมาถึงวันนี้เอง”

    กล้าหันมาทันที

    “มาจากไหน”

    นนท์หลับตา

    คำถามนี้อีกแล้ว

    เขามองฟ้าที่มืดลงเรื่อย ๆ

    มองมีดในมือแสน

    มองสองคนตรงหน้า

    จะบอกความจริงก็คงไม่มีใครเชื่อ

    จะโกหกก็ยังไม่รู้จักโลกนี้มากพอ

    สุดท้ายเลยเลือกคำตอบที่ปลอดภัยที่สุด

    “ข้าหลงทาง”

    กล้าหรี่ตา

    “หลงไกลสี่ร้อยปี?”

    นนท์ชะงัก

    “เอ็งจำได้ด้วย?”

    “ข้าหูดี”

    “แต่อย่าเอาไปพูดต่อ”

    “เหตุใด”

    “คนจะคิดว่าข้าบ้า”

    กล้าหัวเราะทันที

    “ช้าไปแล้ว”

    นนท์อยากเถียง

    แต่หมดแรง

    ชายโครงยังเจ็บ

    โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ

    กาแฟหายไปไหนไม่รู้

    ตอนเช้าถูกไก่ไล่

    ต่อด้วยหมู

    ตอนเย็นโดนคนถือดาบล้อม

    แล้วตอนนี้ยังมีคนปามีดใส่อีก

    ชีวิตวันแรกในอยุธยาของเขาควรจบได้แล้ว

    แต่เหมือนโชคชะตาจะไม่ยอม

    เสียง๻ะโ๠๲ดังมาจากทางไกล

    “มันอยู่นั่น!”

    นนท์หันไป

    กลุ่มชาวบ้านถือไม้ไผ่ ไม้คาน และตะกร้าพัง ๆ กำลังวิ่งมา

    คนที่นำหน้าเป็๲ชายร่างท้วม

    นนท์จำได้ทันที

    เ๽้าของหมู

    “ไอ้คนฆ่าหมู!”

    นนท์หน้าซีด

    กล้าค่อย ๆ หันมามอง

    “เอ็งฆ่าหมู?”

    “ข้าอธิบายได้”

    เสียงหญิงคนหนึ่งดังจากด้านหลัง

    “มันฆ่าไก่ด้วย!”

    กล้ากะพริบตา

    “ไก่ด้วย?”

    “เพื่อเก็บ EXP”

    “เอ็ก...อันใด”

    “ตอนนี้อย่าเพิ่งถาม วิ่งก่อน”

    แสนมองชาวบ้านที่ใกล้เข้ามาแล้วถอนหายใจ

    “กล้า”

    “ว่า”

    “พามันไปโรงพักเวร”

    นนท์หันขวับ

    “เดี๋ยว โรงพัก?”

    กล้ายิ้ม

    “ใช่”

    “แบบสถานีตำรวจ?”

    “ข้าไม่รู้ว่าตำรวจคืออะไร แต่ถ้าหมายถึงที่จับคนทำผิดไปสอบ ก็ใช่”

    นนท์ส่ายหน้าทันที

    “ไม่เอา”

    “เอา”

    “ข้ายังไม่ได้เซฟเกม”

    “เซฟอันใดของเอ็ง!”

    ชาวบ้านใกล้เข้ามา

    กล้าไม่รออีกแล้ว เขาคว้าคอเสื้อนนท์แล้วออกวิ่ง

    “มา!”

    “เฮ้ย! เบา! ชายโครงข้า!”

    “คนฆ่าหมูไม่มีสิทธิ์เลือกท่าวิ่ง!”

    “หมูนั่นเริ่มก่อน!”

    “หมูเริ่มอันใดวะ!”

    เสียงชาวบ้านด่าไล่ตามหลังมา

    นนท์วิ่งสะดุดดินไปหลายครั้ง ขณะที่กล้าลากเขาไปตามทาง

    ฟ้ามืดลง

    กลิ่นควันจากเรือนริมน้ำลอยมา

    เสียงเรือ

    เสียงหมา

    เสียงคน๻ะโ๷๞

    ทุกอย่างปนกันจนเขาไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี

    ระหว่างวิ่ง นนท์รู้สึกอะไรบางอย่างที่อก

    อุ่น

    เขาก้มมองถุงกระดาษ

    ตำรายังแนบอยู่กับตัว

    แต่เหมือนมีความร้อนแผ่ออกมาจากข้างใน

    นนท์ชะลอสายตา

    ตรงปากถุง—

    ขอบกระดาษส่องแสงจาง ๆ

    เขากะพริบตา

    แสงหายไป

    “กล้า”

    “อะไร!”

    “ถ้าข้าบอกว่าหนังสือข้าเรืองแสง เอ็งเชื่อไหม”

    กล้าหันมามองด้วยสีหน้าจริงจัง

    “หลังรู้ว่าเอ็งฆ่าหมูเพราะเอ็กอะไรของเอ็ง ข้าเชื่อว่าเอ็งพูดได้ทุกอย่าง”

    “นั่นไม่ใช่คำตอบ”

    “คำตอบคืออย่าพูดเ๹ื่๪๫หนังสือเรืองแสงต่อหน้าชาวบ้าน”

    “ทำไม”

    “ไม่งั้นจากโดนตีเพราะฆ่าหมู จะกลายเป็๞โดนจับเผาเพราะเป็๞ผี”

    นนท์เงียบ

    “เป็๞คำแนะนำที่ดีผิดคาด”

    กล้าหันขวับ

    “ข้าดูโง่นักรึ”

    “ข้ายังไม่ตอบได้ไหม”

    “ไอ้นี่!”

    กล้ากระชากคอเสื้อแรงขึ้น

    นนท์ร้องโอดโอย แต่ก็ต้องเร่งเท้าตาม

    ด้านหลังพวกเขา—

    แสนยังยืนอยู่บนทางดิน

    สายตาจับอยู่ที่ถุงกระดาษของนนท์จนคนทั้งคู่หายลับไป

    จากนั้นจึงก้มมองมีดสั้นในมือ

    อักขระตรงโคนด้ามไม่ใช่เครื่องหมายที่ชาวบ้านทั่วไปจะรู้จัก

    และยิ่งไม่ใช่ของโจรข้างทาง

    มันเป็๲ตราของคนกลุ่มหนึ่ง

    คนที่กำลังตามหาของบางอย่าง

    แสนกำด้ามมีดแน่น

    สายตาหรี่ลง

    “ตำราจากไหนกันแน่...”

    ลมเย็นพัดผ่านทางดิน

    บริเวณที่นนท์เคยนั่งตั้งจิตไม่มีใครอยู่แล้ว

    แต่ใบไม้แห้งบนพื้นกลับค่อย ๆ หมุนเป็๞วง

    ช้า ๆ

    ราวกับยังมีแรงบางอย่างหลงเหลืออยู่

    ใต้รอยเท้าของนนท์—

    เส้นอักขระจาง ๆ ปรากฏขึ้น

    สว่างอยู่เพียงชั่วลมหายใจ

    ก่อนดับหายไปพร้อมกับความมืด