***นักรบสมองกล้าม เอรีส
“ไม่เจอเหยื่อให้ล่าเลยแฮะ”
หลังจากถูกฝ่ายเสบียงขอร้องให้ออกมาล่าเพิ่ม ฉันที่ยังมีแรงเหลือเฟือจึงออกมาเดินคนเดียว
แต่เนื่องจากยังไม่มีเข็มทิศหรือแผนที่ การเลือกทำเลในการล่าจึงสำคัญ
ถ้าออกมาพร้อมกับคนอื่น ๆ โอกาศหลงทางก็จะมีน้อยลง ฉันเลยกล้าที่ออกไปล่าในทุ่งหญ้า
แต่คราวนี้ออกมาคนเดียว ฉันเลยเลือกที่จะเดินเลียบริมแม่น้ำไป
เดินเลียบริมน้ำมาแบบนี้คงมีแต่คนงี่เง่าเเท่านั้น ถึงจะหลงทางได้ จริงมั้ยละ?
ซึ่ง--- ฉันหลงทางเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว
ก็นะ ซ้ายขวาหน้าหลังมันเหมือนกันทุกด้าน อันไหนคือทางที่เดินมา อันไหนคือทางที่กำลังมุ่งหน้าไป ฉันสับสนไปหมดแล้วละ
ทำไมไม่ดูรอยเท้าที่เดินมา? คือพอดีฉันเดินย่ำในแม่น้ำมานะ แบบว่าอากาศมันร้อนไง เลยเดินลุยน้ำเพื่อความเย็นสบายละนะ ฮะ ฮะ ฮะ
“ช่างเถอะ เดียวก็หาทางกลับได้เองแหละ”
ฉันพยายามมองโลกในแง่ดี
ในตอนนั้นเอง ฉันก็พบกับเหยื่อบินลงมาจากฟ้า
สิ่งนั้นตัวสูงเพียงประมาณร้อยยี่สิบเิเ มีปีกกว้างคล้านนกอินทรีย์ ขนของมันเป็สีแดงสลับขาว
ใบหน้าที่คล้ายกับเด็กมนุษย์แลดูน่ารักนั้น ช่างคุ้นตายิ่งนัก
“ (นั่นมันเ้าตัวที่ฉันฆ่ามันไปในวันที่สองนี่น่า) ”
และยังเป็เ้าของเสื้อคลุมขนนกที่ฉันสวมอยู่อีกด้วย
ฉันก้มดูสภาพของเสื้อคลุมตัวเอง
เสื้อกับกางเกงขนกวางที่ล่ามาได้ใน่หกวันนี้
ฉันถูกใจชุดคลุมขนนกสีแดงตัวนี้มาก เพราะขนมันนุ่มมือและเงางามมาก
แต่จากศึกเมื่อวีนที่สี่ เลยทำให้มีรอยเปื้อนเื อีกทั้งยังมีรูโหว่มากมาย
“พอดีเลย ได้วัตถุดิบมาซ่อมชุดแล้ว~”
ฉันพูดกับตัวเองอย่างร่าเริง
มนุษย์นกขนแดงกำลังร่อนลงมาที่พื้นติดริมแม่น้ำอยู่
มันเก็บหินด้วยกรงเล็บที่ขาของมันอย่างร่าเริง
ใบหน้าที่ยิ้มแย้มไร้เดียงสานั้น ไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังถูกจับจ้องอยู่
เวลาล่าเหยื่อที่ดีที่สุด คือ่ที่เหยื่อกำลังตั้งสมาธิอยู่กับเหยื่อของมันเอง
ซึ่งในกรณีนี้คือก้อนหินที่มันกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บอยู่
ได้โอกาศแล้ว ¡
ฉันพุ่งเข้าไปกอดมันจากข้างหลัง
มันดิ้นแรงมาก
ใช้แขนรัดปีกของมัน ส่วนขาก็เอาไว้รั้งกรงเล็บที่แหลมคมของตรงขาของมันเอาไว้
อืม… นุ่มนิ่มดีแฮะ
ร่างกายของมนุษย์นกให้ความรู้สึกฟูนุ่มน่าััขนาดนี้เชียว !?
แถมจะว่าไป นกน้อยตัวนี้ก็มีใบหน้าที่น่ารักด้วย
มีความสุขจัง
ฉันเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่ตั้งใจ
“หุ หุ หุ อยู่นิ่ง ๆ สิ ให้ฉันได้ลูบขนมากกว่านี้อีกนิดน้า~”
“$&&##”
มันตอบไม่เป็ภาษากลับมา
สงสัยคงไม่เข้าใจภาษามนุษย์
“อยู่นิ่ง ๆ น้า~”
ว่าแล้วฉันก็ลูบหัวมันอย่างอ่อนโยน
สงบซะนะเ้านกน้อย~
ขนนุ่มน่ารักขนาดนี้ ฉันเปลี่ยนใจไม่ทำร้ายมันแล้วดีกว่า
แต่จะเอากลับบ้านไปเลี้ยงแทน
หุ หุ หุ ได้ตัวนุ่มนิ่มน่ารักมาแล้วสินะเรา~
***ปักษาผู้เป็ไท เปอร์ไซด์
เ้าตัวสองแขนมันลูบหัวของหนู
ตอนแรกก็กลัวอยู่หรอก แต่ว่ามันให้ความรู้สึกที่เป็มิตรแลชวนอบอุ่นดี
มือที่ลูบหัวกับปีกมันอบอุ่นมากเลยละ
พอรู้ตัวอีกทีก็ดันติดใจไปเสียแล้ว
หนูเลยยอมอยู่นิ่ง ๆ ให้มันลูบหัวต่อไป
ลูบให้เยอะ ๆ เลยน้า~
ถึงสัญชาตญาณจะกรีดร้องว่าเ้าสองแขนตรงหน้าคือศัตรูที่อันตราย แต่ความรู้สึกสุขใจมันเอาชนะสัญชาตญาณนั้นไปแล้ว
ตอนนี้มันกำลังลูบคางของฉันอยู่ละ
จั๊กจี้มีความสุขที่สุด~
“ (ว่าแต่ มัน้าอะไรจากฉันน้า~) ”
หนูยิ้มร่าให้กับเ้าสองแขนพลางครุ่นคิด
ถ้ามันเป็ [ศัตรู] มันก็น่าจะฆ่าฉันไปแล้ว
หรือว่าการชี้นำของท่านท้องฟ้าจะผิดพลาด?
ท่านท้องฟ้าคือเทพเ้าสูงสุดของพวกเรา เผ่าปักษา
การชี้นำของท่าน จะสั่งการผ่านสัญชาตญาณของพวกเรา
ดังนั้นการชี้นำของท่านท้องฟ้าที่แต่ละคนได้รับจึงแตกต่างกัน
และบางทีก็อาจจะตีความผิดได้เช่นกัน
“ (บางทีหนูคงตีความผิด สิ่งมีชีวิตชวนเป็มิตรแบบนี้ คงไม่น่าใช่ศัตรูหรอก) ”
หนูคิดเช่นนั้นแล้วปล่อยให้มันลูบขนเล่นต่อไปด้วยรอยยิ้ม
***ยักษาแห่งปฐี [บานา]
หลังจากได้รับชีวิตรอบสอง พอรู้ตัวอีกที จ้าก็ขึ้นมาเป็หนึ่งในผู้นำเผ่าไปแล้ว
ถึงจะยังไม่ได้ตั้งเมืองและชุมชนเป็หลักแหล่ง เพราะว่าอยู่ใน่อพยบหนีจากพวกสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายแมลง แต่พวกข้าก็ได้เริ่มรื้อฟื้นระบบการปกครองเป็ที่เรียบร้อย
รูปแบบการปกครองของพวกเรานั้น จะมีองค์กษัตริย์เป็ผู้มีอำนาจสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว
รองลงมาคือเหล่าขุนนาง ซึ่งต้องเป็ทั้งผู้ชำนาญการทั้งการบริหารและการต่อสู้ จึงจะได้รับหน้าต่ำแหน่งนี้มาได้
และข้าคือผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้มา
อำนาจของขุนนางจะมีทั้งหมดสิบคน และทั้งสิบคนนี้จะคอยคานอำนาจซึ่งกันและกัน
ส่วนคนที่เหลือจะได้รับตำแหน่งตามแต่ความถนัดของตนเอง
แต่ส่วนใหญ่แล้ว พวกเราจะให้ความสำคัญกับรักรบ มากกว่าคนที่มาทางสายใช้สมองละนะ
เอาละ พอเื่เกี่ยวกับสภาพสังคมของข้าก่อน ตอนนี้กลับมาเข้าที่ประเด็นหลักดีกว่า
ตอนนี้ข้ากำลังพาลูกน้องราวหนึ่งร้อยคน เคลื่อนพลไปตามริมแม่น้ำอยู่
ศัตรูอาจจะบุกมาได้ทุกเมื่อ พวกเราเลยกำลังหาทางข้ามแม่น้ำตรงหน้าให้ได้
ข้าเลยพากลุ่มเดินเลียบแม่น้ำขึ้นมาเรื่อย ๆ เพื่อหาส่วนที่แคบที่สุดของแม่น้ำแห่งนี้
แต่ยังไม่พบจุดที่ว่าเลยสักนิด
“ตรงนั้นมัน? ”
ระหว่างที่เดินเลียบแม่น้ำขึ้นมาได้เกือบวัน ข้าก็พบกับสิ่งมีชีวิตที่ดูมีภูมิปัญญาด้วยกันสองตัว
ตัวหนึ่งมีปีก และมีขาเป็กรงเล็บแหลม มีขนสีแดงสลับขาว
ส่วนอีกตัว มีรูปร่างคล้ายเด็กยักษาแบบพวกเรา จะต่างก็ตรงที่พวกมันไม่มีเขา
พวกมันสองตัวกำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานอยู่ที่ริมน้ำ
“หัวหน้าบานาครับ จะเอายังไงดีครับ? ”
ลูกน้องของข้าคนหนึ่งะโถาม
ตอนนี้พวกเราไม่ได้มีสภาพเปล่าเปลือยแล้ว
ชุดหนังสัตว์ที่ถูกเย็บโดยผู้หญิงของเผา และฟางหญ้าแห้งที่ติดลงไปนั้น จะช่วยพรางสายตาพวกเราได้เป็อย่างดี
ดังนั้น ต่อให้เป็ที่โล่งกว้างเช่นนี้ แต่ถ้าหากไม่ลุกขึ้นยืนทำตัวโดดเด่น พวกมันก็จะไม่มีวันรู้ตัวได้เด็ดขาด
“ปิดวงล้อม ข้าจะจับเป็พวกมัน”
ยังมีอีกหลายเื่ที่ข้ากับพรรคพวกยังไม่เข้าใจ
ถ้าหากไม่ใช่ศัตรูที่แยกเขี้ยวก่อนอย่างไอลูกหมาพวกนั้น ข้าก็อยากที่จะทำการพูดคุยกันอย่างดี ๆ ก่อน
แต่จะทำอย่างประมาทไม่ได้ เพราะไม่งั้นอาจจะเป็การเปิดศึกที่ไม่้าขึ้นมาได้
ดังนั้น การเข้าหาอย่างเป็มิตร และหาทางแลกเปลี่ยนข่าวสารจึงเป็สิ่งต้องทำ
“ข้าจะเข้าไปคุยกับพวกมันเอง ถ้าหากพวกมันคิดหนีหรือต่อต้าน จัดการตามเห็นสมควรได้เลย แต่ถ้าเป็ไปได้ ช่วยจับเป็จะดีกว่านะ”
ดังนั้นข้าจึงออกคำสั่งไปเช่นนี้
ข้าลุกขึ้นเดินเข้าไปหาพวกมัน
พยายามปั้นหน้าเป็มิตรให้มากที่สุด
สองแขนชูขึ้นฟ้าราวกับจะให้อีกฝ่ายรู้ ว่าไม่ตั้งใจจะมาหาเื่
ถ้าพวกมันเป็สัตว์มีภูมิปัญญาอย่างที่ไอเทพจอมปลอมทั้งสามพูดจริง พวกนั้นก็น่าจะเข้าใจสิ่งที่ตน้าสื่อได้
พอข้าเข้ามาในระยะใกล้ ข้าก็ได้เห็นถึงหน้าตาที่ชัดเจนของพวกมัน
ตัวที่มีปีกนั้น มีใบหน้าคล้ายพวกเราที่เป็เพศหญิง ถึงจะไม่มีเนินอก แต่ดูอ่อนเยาว์น่ารักมาก
ส่วนอีกตัวนั้น มีเนินเขาสองลูกตรงหน้าอกคล้ายเพศหญิงของเผ่าเราที่โตเต็มวัยแล้ว
เธอไม่มีเขา แต่มีใบหน้าคมดุดัน มีดวงตาของนักรบที่ห้าวหาญและสวยงาม
ข้ารู้สึกเหมือนว่ามีสายฟ้ามาผ่าใส่สมองของตัวเอง
ดวงตาของข้าเบิกโพล่งด้วงความใ
ว่า---
“น่ารักชิบหาย ทั้งคู่เลย… ”
ข้าได้ประสบกับรักแรกพบแล้ว
***นักรบสมองกล้าม เอรีส
ั์ละ มีั์มายืนอยู่ตรงหน้าฉันละ
มันตัวสูงใหญ่เกือบสามเมตร ดีไม่ดีจะสูงกว่าสามเมตรอีกด้วย
มีรูปร่างคล้ายกับมนุษย์ทุกกระเบียดนิ้ว จะต่างก็ตรงที่มีกล้ามเนื้อสวยงามเป็มัด ๆ กับมีเขาคู่งอกอยู่ตรงหัว
มันมีดวงตาสีทอง ผมสีส้มคล้ายเปลวเพลิง และมีผิวสีเข้มออกน้ำตาลคล้ายสีเืหมู
ดูจากที่มันมีเสื้อหนังสัตว์ติดหญ้าแฟ่งสวมใส่ แสดงว่าั์พวกนี้เองก็มีสติปัญญาดีสินะ
มันเดินเข้าใกล้พวกเราอย่างช้า ๆ ด้วยการชูสองแขนขึ้นไปฟ้า
หรือว่ามันจะมาดี?
แต่เพื่อความไม่ประมาท ฉันเลยดันหลังของมนุษย์นกสีให้ไปที่ด้านหน้าแทน
ช่วยตายแทนฉันทีเถอะนะเ้านกน้อย~
เ้านกน้อยที่ดูเหมือนจะรู้ชะตากรรมของัตวเองถึงกับพยายามกางปีกบินหนี
ฉันไม่ยอมให้เธอหนีหรอกนะ ฮะ ฮะ ฮะ
“! @#! @$T บานา”
ใรตอนนั้นเองที่ั์พูดบางอย่างซึ่งฟังไม่ได้ศัพท์ออกมา
“บานา”
มันพูดซ้ำอีกครั้งพร้อมเอามือตบไปที่หน้าอกของตัวเอง
เออ...คำแนะนำตัว? คำกล่าวทักทาย?
“บานา? ”
“บานา~? ”
ฉันกับหนูนกน้อยพูดเป็เสียงเดียวกัน
“บานา! ”
ส่วนเ้าั์ตอบกลับมาด้วยใบหน้าที่ระรื่น ไม่สิ ดูแล้วออกจะแดงนิด ๆ ด้วยหรือเปล่า?
อืม...ดูท่าจะไม่ได้มาร้ายแฮะ
ดังนั้นฉันเลยลองพยายามทักทายเขากลับไป
“ฉัน เอลีส”
“ฉัน~? ”
“ฉัน? ”
“เอลีส! ”
“เอบี~? ”
“ลุง? ”
ทำไมออกเสียงเพี้ยนไปในทิศทางนั้นได้ละเฮ้ย!
ฉันละสงสัยจริง ๆ ว่ามนุษย์สมัยกาลก่อน ั้แ่ยุคหินนั้น ใช้วิธีไหนในการสื่อสารระหว่างเผ่าและชุมชนกัน ในเมื่อยังไม่มีตัวอักษรใช้กันนะ?
“ลุง”
“ลุง~”
“ก็บอกว่าเอรีสไง! ”
ทั้งมนุษย์นกตัวน้อยกับั์ ต่างเรียกฉันว่า “ลุง” ไปแล้ว
แบบนี้มีหวังได้แนะนำตัวกันจนตะวันตกดินพอดี
***ปักษาผู้เป็ไท เปอร์ไซด์
วันนี้แปลกดีจริง ๆ
ทั้งที่สัญชาตญาณกรีดร้องว่าเ้าสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดสองตัวตรงหน้าเป็ศัตรูที่ต้องระวัง แต่หนูกลับรู้สึกว่าพวกเขาดูอ่อนโยนยังไงก็ไม่รู้
ถึงจะโกรธเอรีสเล็กน้อยที่มาดันตัวหนูออกไปรับหน้าเมื่อกี้ก็ตามเถอะนะ
ตอนนี้พวกเราแลกเปลี่ยนชื่อกันสำเร็จแล้วละ และกำลังนั่งล้อมวงเพื่อพยามสื่อสารให้รู้เื่กันอยู่
แต่ก็ได้แค่นั้นอะนะ
การสื่อสารโดยที่ไม่รู้ภาษาของกันและกัน มันยากขนาดนี้เลยหรือเนี่ย?
“! @#! @%”
พี่สองเขาบานาพยายามที่จะพูดอะไรบางอย่าง
เขาทำมือวาดเป็รูปต่าง ๆ อยู่ในอากาศซึ่งหนูไม่อาจจะเข้าใจได้
ส่วนทางเอรีสเองก็พยายามอย่างเอาเป็เอาตายในการวาดมือในอากาศเช่นกัน
ตลกดีจัง~
เนื่องจากต้องทำมือพูดคุยกัน พวกเขาเลยเลิกลูบหัวหนูแล้ว
“ลูบต่อจิ ลูบต่อจิ~”
หนูยื่นหัวไปให้บานา ในขณะที่ยื่นปีกไปให้เอรีสเพื่อให้ลูบต่อ
มันอบอุ่นดี มีความสุขมาก หนูเลยไม่อยากให้พวกเขาหยุดมือ
“@! #%$#^$%&^*”
“@! ##%^* (( ($%^$”
การสนทนาที่ไม่รู้เื่ยังคงดำเนินต่อไปจนใกล้มืดค่ำ
ได้เวลากลับรังแล้วสิ
แต่เพื่อเป็การรักษามารยาทที่ดี หนูเลยต้องบอกลาทั้งสองคนก่อน
จะให้พวกต่างเผ่ามาคิดว่าพวกเรา ชาวปักษาเป็พวกไร้มารยาทก็แย่เลย
“บ้าย บาย~ เอรีส บานา”
หนูลุกขึ้นมาสะบัดปีก
ทำหน้างงกันใหญ่เลยอ๊ะ
จริงสิ งั้นสื่อสารด้วยภาษาภาพดีกว่า
หนูใช้กรงเล็บเท้าเขียนเป็รูปภาพตัวเองกับลูกศรที่ชี้กลับไปยังูเา
ทั้งสองคนทำดวงตาเบิกโพล่งอย่างใ
คงเข้าใจแล้วสินะ
ว่าแล้วหนูก็กางปีกบินขึ้นฟ้าไปในทันที
กลับบ้าน กลับบ้าน---
แต่ในตอนที่หนูกำลังจะบินขึ้นฟ้า
อะไรบางอย่างก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามามัดร่างกายของหนูเอาไว้
ใคร? ศัตรู!?
แล้วหนูก็ได้เห็น เห็นว่ายังมีพวกตัวที่คล้ายกับบานาอีกมากมายล้อมพื้นนี้เอาไว้อยู่
มิน่าละ เสียงของท่านท้องฟ้า (สัญชาตฐาณ) ถึงได้กรีดร้องเตือนภัยอยู่ตลอดเวลา
แง~ เค้าไม่อยากถูกถลกหนังอีกแล้วงะ
***ยักษาแห่งปฐี [บานา]
ข้าใมาก เพราะลืมไปเลยว่าสามารถสื่อสารกันด้วยภาษาภาพได้อยู่
แต่ที่ข้าใยิ่งกว่า คือในเวลาต่อมา ตอนที่ตัวมีปีกกำลังบินขึ้นฟ้า มันก็โดนมูมเมอแรงเชือกจับรัดร่างพอดี
อนึ่ง มูมเมอแรงเชือกที่ว่านั้น ทำมาจากการเอาลำไส้ของสัตว์มาทำเป็เชือกผูกติดกับซี่โครงของสัตว์ที่โค้งงอเอาไว้ด้วยกันทั้งสองข้าง
ข้ารีบวิ่งเข้าไปรับร่างน้อย ๆ ที่แสนนุ่มนิ่มน่ารักของเปอร์ไซด์เอาไว้ด้วยมือทั้งสอง ก่อนที่เธอจะตกลงมาหัวกระแทกพื้น
ไอลูกหมาตัวไหนบังอาจมาทำร้ายสิ่งมีชีวิตที่น่ารักแบบนี้ได้ลงคอฟะ!
พอข้าหันกลับไป ก็พบว่ามีลูกน้องของข้าเองลุกขึ้นยืน
...เออ ลืมไปเลย เป็คำสั่งของตรูเองนี่หว่า
เ้าตัวจิ๋ว หรือเอรีส พอเห็นการโจมตีเมื่อกี้ เธอก็รีบออกตัววิ่งหนีทันที
เธอวิ่งไปทางที่มีลูกน้องคนหนึ่งของข้ายืนขวางเอาไว้อยู่
แย่ละสิ ถ้าไม่รีบห้าม มีหวังลูกน้องข้าได้ลงมือรุนแรงกับสิ่งมีชีวิตที่แสนน่ารักอย่าง---
“ย้าก!! ”
เสียงะโของเอรีสได้ดังก้อง
เธอใช้ร่างอันเล็กจิ๋วนั้นะโเขาลอยใส่ปลายคางของคนที่ยืนขวางหน้าได้อย่างงดงาม
ข้าแทบไม่อยากจะเชื่อสายตา ว่าเธอจะใช้ร่างที่เหมือนกับเด็กน้อยของเผ่ายักษา ส่งชายร่างั์ตัวปลิวได้
ดูท่าร่างที่งดงามนั้นสิ
เป็อีกครั้งที่หัวใจของข้าได้สั่นไหวอย่างรุนแรง
“! @#$”
“โอ้ย!? ”
เพราะมันแต่ยืนตะลึงในความงดงาม เลยถูกไฮเปอร์ใช้กรงเล็บที่ขาถีบเข้าไปเต็ม ๆ
เธอบินหนีขึ้นฟ้าไปอย่างรวดเร็ว ตรงไปทางูเาสูงที่อยู่อีกฟากของแม่น้ำ
“ไม่ต้องตามไป! ”
ข้าลุกขึ้นมาลูบแผลตรงใบหน้าของตัวเอง ก่อนที่จะออกคำสั่งลูกน้องของข้า
ช่างเป็รอยประทับที่น่าจดจำยิ่งนัก
ถึงจะเป็คนละรูปแบบ แต่ความนุ่มนิ่มและใบหน้าที่คล้ายกับเด็กอ่อนของไฮเปอร์นั้น ก็ทำให้ข้ารู้สึกจิตใจสั่นไหวได้เล็กน้อย
ข้าว่า...ข้าคงรู้สึกหลงรักพวกมันทั้งสองตัวเข้าให้แล้วจริง ๆ