......
หุ่นเชิด คือจักรกลเวทที่ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยพลังเวทอันมหาศาล มันคืออุปกรณ์อัตโนมัติพลังธาตุที่ใช้วัตถุสสารลึกลับชนิดพิเศษ หลอมรวมเข้ากับเหล็กกล้าต้านเวทแห่งระนาบวัตถุหลัก คุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของมันคือ... การมีค่าต้านทานธาตุ —— ลิโล ไอ
......
จักรกลเวท ส่วนใหญ่มักเป็วัตถุเหนือธรรมชาติที่ถูกปลุกเสกให้มีชีวิตโดยจอมเวท และ หุ่นเชิด ก็คือหนึ่งในผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ทรงพลังที่สุดในบรรดาสิ่งประดิษฐ์เ่าั้
คุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหุ่นเชิดก็คือ ค่าต้านทานธาตุ หรือพูดให้ชัดก็คือ ต้องมีความสามารถในการ ลดทอนความเสียหาย ถึงจะมีคุณสมบัติถูกเรียกว่าหุ่นเชิดได้ และด้วยความยิ่งใหญ่ของเหล่าจอมเวทนี่เอง ที่ทำให้คุณสมบัติลดทอนความเสียหายของธาตุในหุ่นเชิดนั้นทรงพลังถึงขีดสุด
ทว่า... การลดทอนความเสียหายของธาตุ ไม่ได้หมายความว่าหุ่นเชิดจะเป็นักล่าจอมเวทที่ไร้เทียมทาน เพราะการลดทอนความเสียหายเพียงแค่ทำให้มันมีภูมิคุ้มกันต่อเวทมนตร์ที่เล็งเป้ามาที่ตัวมันโดยตรงเท่านั้น
หากพลิกแพลงสักหน่อย เช่น ยิงลูกไฟะเิใส่เพดานให้ถล่มลงมาทับ หรือใช้เวทบึงกรดเปลี่ยนพื้นดินให้เป็โคลนดูด ก็สามารถจัดการกับพวกมันได้อยู่หมัด
ยิ่งไปกว่านั้น พลังจิติญญาของหุ่นเชิดนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน พวกมันทำตามได้เพียงคำสั่งง่ายๆ แบบทื่อๆ ซึ่งถือเป็จุดอ่อนร้ายแรงเมื่อต้องต่อกรกับสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา
อีกจุดหนึ่งคือ ความจริงแล้วหุ่นเชิดไม่ได้มีภูมิคุ้มกันธาตุแบบสมบูรณ์เต็มร้อย เวทมนตร์ธาตุเฉพาะทางบางอย่างยังคงส่งผลลัพธ์รุนแรงต่อหุ่นเชิดบางประเภท หากรู้จักใช้จุดอ่อนให้เป็ประโยชน์ การล้มั์จักรกลพวกนี้ก็ไม่ใช่เื่ยาก
......
หุ่นเชิดเป็สิ่งมีชีวิตจักรกลที่มีพละกำลังมหาศาล จุดที่พวกมันแตกต่างจากจักรกลเวทอื่นๆ อย่างชัดเจนก็คือ พลังแห่งชีวิต — หุ่นเชิดได้รับชีวิตทางเวทมนตร์มาจาก ิญญาธาตุ ซึ่งโดยปกติมักจะเป็ธาตุดิน กระบวนการสร้างคือการผูกิญญาดวงนั้นเข้ากับร่างกายเทียมที่เตรียมไว้เป็พิเศษ เพื่อให้มันหลอมรวมและเชื่อฟังเจตจำนงของผู้สร้าง
......
โดยธรรมชาติ หุ่นเชิดไม่มีจิตใจเป็ของตัวเอง เว้นแต่ผู้สร้างจะสั่งการ พวกมันจะไม่ทำสิ่งอื่นใดนอกเหนือคำสั่ง พวกมันเข้าใจเพียงคำสั่งที่ชัดเจน เรียบง่าย และไม่สามารถเข้าใจกลยุทธ์ที่ซับซ้อนได้
ระยะการสั่งการอยู่ที่หกสิบฟุต ในระยะสายตาและการได้ยิน หากไร้คำสั่ง หุ่นเชิดมักจะทำตามคำสั่งสุดท้ายอย่างสุดความสามารถ หรือไม่ก็ตอบโต้ศัตรูที่โจมตีเข้ามาตามสัญชาตญาณป้องกันตัว
ในยามที่ผู้สร้างไม่อยู่ เขาสามารถฝากคำสั่งง่ายๆ ไว้ล่วงหน้า หรือโอนสิทธิ์การสั่งการให้ผู้อื่นได้ แต่ผู้สร้างตัวจริงจะสามารถทวงคืนสิทธิ์การควบคุมทั้งหมดกลับมาที่ตนเองได้เสมอ
......
ไม่รู้เป็เพราะเหตุใด ทันทีที่กริมได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เขาก็เหมือนตกอยู่ในภวังค์ ไล่อ่านรวดเดียวจบอย่างวางไม่ลง
หุ่นเชิด... นี่มันของโคตรดี!
ไม่ต้องพูดถึงพวก โกเลมเหล็กไหล ระดับสูงพวกนั้นหรอก เอาแค่ โกเลมดินเหนียว ที่เป็ระดับต่ำที่สุด ก็มีระดับความอันตรายเทียบเท่ากับผู้ฝึกหัดเวทระดับสูงแล้ว นั่นหมายความว่า หากคิดจะล้มมัน ต้องใช้ปาร์ตี้ที่ประกอบด้วยนักรบชั้นยอดและมีการวางแผนมาอย่างรัดกุมเท่านั้น ถึงจะมีหวังเอาชนะได้
ในฐานะบอดี้การ์ดส่วนตัวของจอมเวท หุ่นเชิดและจักรกลเวทนั้นน่าเชื่อถือและซื่อสัตย์กว่าพวกทหารรับจ้างหน้าเงินหลายเท่าตัวนัก แต่สิ่งที่ต้องแลกมา ก็คือราคาค่าตัวที่แพงระยับจนน่าขนลุก
ยกตัวอย่างแค่โกเลมดินเหนียวตัวเปล่าที่ไม่ได้ติดตั้งอุปกรณ์เสริมใดๆ จะมีน้ำหนักปาเข้าไปหกร้อยปอนด์ (ประมาณสองร้อยเจ็ดสิบกิโลกรัม) สูงถึงแปดฟุต (ประมาณสองเมตรสี่สิบเซ็นติเมตร) แม้ทั้งตัวจะปั้นจากดินเหนียว แต่กลับไม่เกรงกลัวคมดาบ มีเพียงอาวุธหนักทุบทำลายเท่านั้นที่จะสร้างความเสียหายให้มันได้
สนนราคาค่าตัวของโกเลมดินเหนียวเริ่มต้นที่สองหมื่นหนึ่งพันเหรียญทอง!
ขยับขึ้นมาเป็โกเลมศิลา ราคาพุ่งไปที่ 55,000 เหรียญทอง
และถ้ารวยจริงจะถอยโกเลมเหล็กไหล ก็ต้องเตรียมเงินไว้ถึง 80,000 เหรียญทอง!
นี่ขนาดยังไม่รวมปัจจัยเื่อุปสงค์อุปทาน หากเกิดาขึ้นมาเมื่อไหร่ ราคาของจักรกลสังหารพวกนี้อาจพุ่งสูงขึ้นเป็เท่าตัวและอาจหาซื้อไม่ได้ด้วยซ้ำ ขุนนางบ้านนอกคนไหนที่มีโกเลมดินเหนียวเฝ้าบ้านสักสามถึงห้าตัว แล้วเอามาร่วมรบในกองทัพ ก็แทบจะการันตีชัยชนะเหนือเพื่อนบ้านได้เลย
ดังนั้น หากกริมสามารถผันตัวเป็ช่างสร้างหุ่นเชิดได้ ปัญหาเื่เงินทองก็คงกลายเป็เื่ตลกสำหรับเขา!
แต่โลกความจริงมันโหดร้าย การสร้างหุ่นเชิดไม่เพียงต้องใช้วัตถุดิบหายากมหาศาล แต่ยังต้องใช้ทักษะการสร้างขั้นสูง รวมถึงความสามารถในการสร้าง ภาชนะิญญา
หากกริมมีพร์ธาตุมืด เขาอาจใช้วิธีลัดดึงิญญามนุษย์มาทำเป็ภาชนะิญญาเพื่อมอบสติปัญญาให้หุ่นเชิดได้ง่ายๆ แต่โชคร้ายที่เขาดันเป็ธาตุไฟ เส้นทางลัดสายมืดนี้จึงถูกปิดตายไปโดยปริยาย
กริมถอนหายใจ ทำได้เพียงสั่งให้ชิปบันทึกเนื้อหาทั้งหมดของตำราลับสร้างหุ่นเชิดเก็บเข้าคลังข้อมูลไว้ก่อน แล้วค่อยหาเวลามาเจาะลึกทีหลัง ตอนนี้เขาควรหันมาสนใจฟังก์ชันใหม่ของชิปที่เพิ่งค้นพบจะดีกว่า
กริมเริ่มร่ายเวทด้วยเสียงทุ้มต่ำเปี่ยมมนต์ขลัง มือขวาที่ยื่นออกไปลุกพรึ่บด้วยเปลวเพลิงเวทมนตร์สีสดใสที่ห่อหุ้มฝ่ามือและข้อมือเอาไว้
ขณะจ้องมองเปลวไฟที่ลุกไหม้อย่างสงบบนมือ เสียงสังเคราะห์ของชิปก็ดังขึ้นในหัว
[ติ๊ด... ตรวจพบโมเดลพลังจิติญญาที่สมบูรณ์หนึ่งชุด... ขอให้โฮสต์ยืนยันว่าจะทำการผนึกมนตราถาวรหรือไม่?] [คำเตือน: การผนึกมนตราถาวรครั้งนี้จะสูญเสียพลังจิติญญา 2 แต้ม และค่าประสบการณ์อาชีพ 50 แต้ม!]
คำเตือนนี้เคยเด้งขึ้นมาแล้วตอนที่เขาออกลาดตระเวน แต่ตอนนั้นสถานการณ์คับขัน กริมจึงไม่กล้าเสี่ยงกดมั่วซั่ว แต่วันนี้... เขาอยากรู้เหลือเกินว่าไอ้ฟังก์ชัน ผนึกมนตราถาวร นี่มันเจ๋งยังไง!
"ยืนยัน!" กริมสั่งการเสียงหนักแน่น
[ติ๊ด... ภารกิจผนึกมนตราถาวรเริ่มดำเนินการ... เวลาคาดการณ์ที่เสร็จสิ้น: สิบสองชั่วโมง ยี่สิบเจ็ดนาที สิบสามวินาที...]
สิ้นเสียงแจ้งเตือน จิตใจของกริมก็สั่นสะท้าน เขารู้สึกเหมือนพลังจิติญญาส่วนหนึ่งถูกกระชากหายไปดื้อๆ และเมื่อเช็คหน้าต่างสถานะ ค่าประสบการณ์อาชีพของเขาก็ร่วงกรูดจาก 614/1000 เหลือเพียง 564/1000
อึก... ค่าประสบการณ์อาชีพ 50 แต้มเชียวนะ!
ไอ้ 614 แต้มที่มี คือหยาดเหงื่อแรงกายตลอดหกปีที่ผ่านมาเลยไม่ใช่เรอะ! ทั้งการนั่งสมาธิอย่างขมขื่นปีแล้วปีเล่า การฝึกร่ายเวทที่ล้มเหลวนับพันครั้ง การอดหลับอดนอนคัดลอกตำราใต้แสงเทียน และการทดลองเสี่ยงตายสารพัด...
ต้องยอมรับความจริงว่า กริมคนเก่าค่อนข้างจะไร้พร์ เป็ผู้ฝึกหัดเวทมาตั้งหกปี แต่ค่าประสบการณ์อาชีพเพื่อเลื่อนขั้นเป็ผู้ฝึกหัดเวทระดับกลาง เพิ่งจะเก็บได้แค่ครึ่งทาง เวทมนตร์ป้องกันตัวก็มีแค่หัตถ์เพลิงผลาญบทเดียว ส่วนเวทบทที่สองอย่าง ศรเพลิงกัลป์ ก็เพิ่งรวบรวมข้อมูลครบ ยังห่างไกลคำว่าร่ายสำเร็จอีกหลายขุม
ชัดเจนว่าพร์ของร่างนี้จัดอยู่ในเกณฑ์ "ต่ำเตี้ย" ในหมู่ผู้ฝึกหัด มิน่าเล่าถึงย่ำอยู่กับที่มานานขนาดนี้
แต่นั่นมันกริมคนเก่า! ตอนนี้เขามีชิปชีวภาพอัจฉริยะ มันคือการถือกำเนิดใหม่ อุปสรรคทั้งหลายที่ขวางหน้า ต่อจากนี้เขาจะบดขยี้มันให้ราบคาบ
ภารกิจผนึกมนตราถาวรของหัตถ์เพลิงผลาญกินพื้นที่สมาธิของกริมไปเกินครึ่ง ทำให้เขารู้สึกอ่อนเพลียอย่างหนัก สภาพนี้คงไม่เหมาะจะฝึกเวทหรืออ่านตำราต่อ กริมจึงตัดสินใจทิ้งตัวลงนอนบนเตียง เพื่อเข้าสู่การ ทำสมาธิ ระดับลึก
เมื่อจิตเข้าสู่ภวังค์สมาธิ ลมหายใจของกริมก็เริ่มสม่ำเสมอ จิตสำนึกดำดิ่งลงสู่โลกอันแปลกประหลาด
ความรู้สึกทางกายหยาบเริ่มเลือนราง ราวกับจมลงในก้อนเมฆนุ่มหนา ทุกััรอบกายค่อยๆ ห่างไกลออกไป...
วูบ!
จิตสำนึกที่หลุดพ้นจากพันธนาการของร่างกายพุ่งทะลุเข้าสู่มิติแห่งแสง นี่คือ โลกแห่งอนุภาคธาตุ!
จุดแสงหลากสีสันรูปร่างประหลาดปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้า อัดแน่นอยู่ในทุกอณูพื้นที่ ดูเหมือนการรุกล้ำของจิติญญากริมจะทำให้จุดแสงที่ล่องลอยอย่างไร้ระเบียบพวกนี้ตื่นตระหนก โลกทั้งใบพลันเกิดปฏิกิริยา
ร่างิญญาของกริมล่องลอยไปมาในทะเลแสง และในทุกที่ที่เขาผ่านไป จุดแสงแต่ละสีกลับแสดงท่าทีที่แตกต่างกันราวกับมีชีวิต
จุดแสงสีแดง ดูจะยินดีปรีดากับการมาของเขามากที่สุด พวกมันพากันพุ่งเข้ามาหลอมรวมกับิญญาของเขาอย่างบ้าคลั่งดั่งลูกนกบินกลับรัง มอบความรู้สึกอบอุ่นวาบไปทั่วดวงจิต
ในขณะที่จุดแสงโทนเย็นอย่าง สีน้ำเงิน สีเทา สีดำ และสีขาว... กลับพากันแตกฮือหนีห่างจากเขาอย่างรังเกียจ
ส่วนพวกสีกลางๆ อย่างสีม่วง สีเขียว หรือสีเหลืองดิน นั้นวางตัวเป็กลาง ไม่ผลักไสแต่ก็ไม่เชื้อเชิญ มีเพียงตอนที่ร่างิญญาของกริมลอยไปชน พวกมันถึงจะยอมหลอมรวมเข้ามาอย่างช้าๆ และสงบเงียบ
กริมปล่อยให้ร่างอวตารทางจิติญญาล่องลอยเสพสมความอบอุ่นจากธาตุไฟอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนความอยากรู้อยากเห็นจะเข้าครอบงำ เขาบังคับให้ก้อนแสงิญญาเคลื่อนเข้าไปใกล้กลุ่มจุดแสงสีขาว
การมาถึงของเขาทำให้อนุภาคสีขาวเกิดความโกลาหล พวกมันพยายามหนีตายกันจ้าละหวั่น แต่กริมหมดความอดทน เขาใช้เจตจำนงอันแรงกล้ายืดหนวดพลังจิตออกมาดั่งหนวดปลาหมึก แล้วแทงฉึกเข้าไปในจุดแสงสีขาวขนาดใหญ่จุดหนึ่ง!
โพละ!
จุดแสงสีขาวะเิออก กลายเป็กระแสธารแห่งพลังงานไหลทะลักเข้าสู่ดวงิญญา
แต่สิ่งที่ได้รับกลับไม่ใช่ความอบอุ่นเหมือนตอนธาตุไฟ... สิ่งที่กริมััได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ ความหนาวเหน็บ และ ความตายด้าน
ความรู้สึกนั้นเหมือนการสะดุ้งตื่นกลางดึกแล้วกระดกน้ำเย็นเจี๊ยบลงคอ ร่างกายสั่นสะท้านะเืไปถึงขั้วหัวใจ นอกจากความหนาว ร่างจิติญญายังรู้สึกชาหนึบและเ็ปเหมือนถูกกัดกร่อน
ดูเหมือนว่าการฝืนหลอมรวมอนุภาคธาตุที่ไม่เข้ากัน... นอกจากจะช่วยเพิ่มพลังจิติญญาแล้ว มันยังแถมอันตรายบางอย่างมาเป็ของกำนัลด้วย!