ตอนที่ 11 เยี่ยมคุณชายสาม
ข่าวคุณชายสามมู่จิ่นเหยียนมิได้ออกไปที่ใดเลยั้แ่ถูกหามกลับมาจากวังหลวงคราวนั้น เกรงว่าที่พาองค์หญิงเหวินเต๋อออกไปเหลวไหลคงจะเป็เื่จริง อีกทั้งเื่นี้ยังทำให้องค์ฮ่องเต้ทรงกริ้วมากเสียด้วย
พวกนี้คือเสียงจากชาวบ้านร้านตลาดที่ลือกัน ซึ่งก็ตรงกับความ้าของฮ่องเต้จินตงหยางและมู่จิ่นเหยียน เพราะว่าหากไม่มีข่าวลือในทำนองนี้ การหายไปทั้งคืนขององค์หญิงที่ไม่ปกติอาจจะมีคนอยากรู้อยากเห็น สืบจนรู้ความลับที่้าปิดบังไว้ก็เป็ไปได้
แต่ในขณะที่ผู้คนกังวลว่ามู่จิ่นเหยียนถูกโบยอย่างหนักจนไม่สามารถออกไปไหนมาไหนได้นั้น แต่เ้าตัวนั้นกลับกำลังนั่งๆ นอนๆ อยู่แต่ในเรือนของตน ราวกับได้รับการลาพักผ่อนจากงานราชการ
“คุณชาย บ่าวมิเห็นท่านจะได้าเ็ที่ตรงไหน ออกจะแข็งแรงด้วยซ้ำ คนข้างนอกลือว่าท่านถูกตีจนต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้ม อาการน่าเป็ห่วง บ่าวนี่คันปากอยากจะโต้แย้งออกไปเสียจะแย่”
“หานผู่!!! หากเ้าพูดออกไปว่าข้าสบายดี ไม่ได้าเ็ที่ใด ข้าจะตีขาเ้าให้หัก เอาให้เดินไม่ได้เลยคอยดู”
“ขอรับ ขอรับ บ่าวไม่พูดแน่นอน อีกอย่างท่านแม่ทัพก็กำชับมิให้ทุกคนในจวนเอาเื่คุณชายไปพูดข้างนอกอีก”
“อืม”
อันที่จริงเื่กฎระเบียบจวนแม่ทัพถือว่าเคร่งครัดอย่างยิ่ง เื่ในจวนห้ามแพร่งพรายออกไปด้านนอกเด็ดขาด เพียงแต่คุณชายสามมักเป็ที่ชื่นชอบของ สตรีสาวใหญ่ สาวเล็กในเมือง จึงมักจะมีผู้คนแวะเวียนมาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอยู่เป็ประจำ
หากสอบถามเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน มู่จิ่นเหยียนเห็นว่ามิใช่เื่ร้ายแรงอะไร จึงอนุญาตให้บอกได้ตามความเหมาะสม
แต่หลังจากนี้คิดว่าคงต้องเก็บเื่ส่วนตัวของเขาเอาไว้เป็เื่ส่วนตัวจริงๆ เสียแล้ว
จินอวิ๋นเซียนที่อยู่ในตำหนักตนเองก็มิได้ข่าวคราวของมู่จิ่นเหยียนเช่นกัน ครั้นให้คนลองไปสอบถามกลับมิได้ความใด ทั้งนางกำนัลขันทีก็มิสามารถเข้าไปในจวนของสกุลมู่ได้โดยพลการ มีเพียงข่าวลือจากข้างนอกเท่านั้น จนนางอดเป็ห่วงมิได้
ั้แ่คืนนั้น นางก็ยังมิได้ขอบคุณมู่จิ่นเหยียนที่ช่วยนางแก้ไขสถานการณ์อันน่าประหลาดของตนเอง อีกทั้งยังต้องมารับโทษเจ็บตัวเพราะว่านางเป็ต้นเหตุอีก คิดอย่างไรก็ควรที่จะไปดูแลสอบถามอาการเสียหน่อย
“ชุนกงกง ข้าอยากจะไปจวนสกุลมู่”
“เออ..แต่ตามกฎแล้วพระองค์จะเสด็จข้างนอกโดยพลการมิได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้!!! งั้นเราจะไปทูลขอจากเสด็จพ่อ”
หลังจากกล่าวจบ จินอวิ๋นเซียนก็ตรงไปยังตำหนักที่ประทับของฮ่องเต้ เพื่อทูลขออนุญาตเสด็จออกไปจวนสกุลมู่ทันที
จินตงหยางฮ่องเต้มิทรงทราบว่าคืนนั้นเกิดเื่ใดขึ้นบ้างระหว่างทั้งสองคน แต่เห็นปฏิกิริยาขององค์หญิงเหวินเต๋อแล้ว ก็ได้แต่แย้มพระสรวล อนุญาตให้นางเสด็จเยี่ยมราชบุตรเขยเป็กรณีพิเศษ
“มู่จิ่นเหยียน! เ้านี่ร้ายสมคำร่ำลือจริงๆ ขนาดลูกเราอยู่แต่ในห้องหอมานาน ออกไปกับเ้าแค่คืนเดียวกลับมากระวนกระวายได้ถึงเพียงนี้ ฮะ ฮา ฮา”
จินตงหยางฮ่องเต้ได้แต่รำพึงรำพันกับพระองค์เอง คราวแรกที่พระราชทานสมรส พระองค์ก็เกรงว่าทั้งสองคนอาจจะเข้ากันไม่ได้ด้วยนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งในวันข้างหน้าคนทั้งคู่จะต้องเดินทางร่วมกันอีก
แต่เห็นจากอาการขององค์หญิงที่ทรงเป็ห่วงมู่จิ่นเหยียนแล้วก็เบาพระทัย อย่างน้อยความสัมพันธ์ของทั้งสองก็มิได้แล้วร้ายอย่างที่คิด
รถม้าขนาดกลางมิได้บ่งบอกว่าเป็รถม้าของจวนผู้ใด ติดตามด้วย บุรุษสูงวัยคล้ายพ่อบ้าน และสาวใช้ องครักษ์อย่างละ2คนเท่านั้น
เดินทางมาถึงและจอดลงหน้าประตูจวน ทันทีที่คนเหมือนพ่อบ้านนั้นยื่นป้ายแสดงฐานะของคนที่อยู่บนรถม้าประตูบานใหญ่ของจวนก็ถูกเกิดขึ้น สตรีที่มีผ้าคลุมั้แ่ศีรษะ ปกปิดใบหน้านั้นไว้ถูกเชื้อเชิญให้เข้ามาข้างใน ก่อนประตูจวนจะรีบปิดลงราวกับมิ้าให้ผู้คนรับรู้ถึงตัวตนของคนผู้นั้น
“คารวะองค์หญิง หม่อมฉันมิทันได้ต้อนรับต้องขอประทานอภัย”
“อวี้ฮูหยินกล่าวหนักเกินไปแล้ว ข้ามากะทันหันมิได้แจ้งล่วงหน้า เกรงว่าจะเป็การรบกวนพวกท่านเสียมากกว่า”
“หามิได้เพคะ ว่าแต่องค์หญิงเสด็จมาด้วยเื่ใดหรือเพคะ”
“ข้ามาดูอาการมู่จิ่นเหยียน”
“เออ…ตอนนี้คุณชายสามอยู่ที่เรือนส่วนตัว ถ้าอย่างไรหม่อมฉันจะให้คนไปตาม”
“มิต้องหรอก ท่านนำทางเราไปที่เรือนก็พอ”
จินอวิ๋นเซียนที่นั่งรถม้ามาด้วยความกระวนกระวายใจ เป็ห่วงบุคคลที่เพิ่งถูกเสด็จพ่อสั่งโบย แต่หารู้ไม่ขณะที่กำลังก้าวเข้ามาในเรือนหลังจวนสกุลมู่นั้นกลับได้ยินเสียงหัวเราะของคนสองคน ดูแล้วเหมือนเป็หนึ่งเด็ก หนึ่งผู้ใหญ่ กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน
“ฮะ ฮะ ฮา ท่านอา ท่านแพ้แล้ว ท่านต้องเป็ม้าให้เสี่ยวเป่า”
“มา มา เสี่ยวเป่าขี่หลังอา เดี๋ยวอาจะพาเ้าออกไปเที่ยวทุ่งหญ้าที่ไกลโพ้น”
“เย้ ….เล่นกับท่านอาสนุกที่สุดเลย”
ภาพสองอาหลานกำลังเล่นขี่ม้ากันอยู่ปรากฏขึ้นในสายตาของจินอวิ๋นเซียน คนเป็อาพาหลานชายตัวเองขึ้นหลัง วิ่งเล่นไปรอบๆ ห้องอย่างคล่องแคล่ว มิคล้ายคนที่ถูกโบยมาห้าสิบที จนต้องนอนหยอดข้าวต้ม ช่างเป็ภาพที่ทำให้อารมณ์จินอวิ๋นเซียนพลุ่งพล่านเสียจริง
“ฮะ…แฮ่ม”
คล้ายสองอาหลานยังไม่รู้ตัวว่ามีบุคคลภายนอกเดินเข้ามาในห้องนั้นด้วย อวี้ฮูหยินจึงกระแอมไอส่งเสียงเป็สัญญาณเตือน
“ท่านแม่”
มู่หย่งเป่าที่ส่งเสียงเรียกทันทีที่เห็นมารดาตนเดินเข้ามาพร้อมกับสตรีอีกคนที่มิคุ้นหน้า
“เสี่ยวเป่ามาหาแม่เร็ว”
อวี้ฮูหยินได้แต่เรียกลูกชายของตน ก่อนจะพากันเดินออกไปจากห้องปล่อยให้แขกกับเ้าของเรือนสนทนากัน
ส่วนมู่จิ่นเหยียนที่หันมาสบตากับสตรีผู้นั้นก็ต้องใ เขาได้ยินเสียงคนสองคนเดินมาที่เรือนก็คิดว่าเป็พี่สะใภ้กับสาวใช้จึงมิได้สนใจ
แต่กลับไม่คาดคิดว่าสตรีอีกคนที่นางพามาด้วยนั้นจะเป็ องค์หญิงเหวินเต๋อคู่หมั้นของตน
“คารวะองค์หญิง”
“เสียทีที่ข้าอุตส่าห์เป็ห่วง”
จินอวิ๋นเซียนที่พบว่ามู่จิ่นเหยียนมิได้าเ็หนักอย่างที่ลือกันด้านนอก ใจหนึ่งของนางก็โล่งอก ส่วนอีกใจหนึ่งก็ขุ่นเคืองจนถึงขั้นแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา
มู่จิ่นเหยียนที่เห็นท่าทีขององค์หญิงเหวินเต๋อประชดประชันตนเองก็ออกจะงุนงงอยู่ไม่น้อย ตัวเขายังมิได้ทำสิ่งใดนอกจากการคารวะทักทายตามมารยาท แต่เหตุใดพระพักตร์ขององค์หญิงถึงบึ้งตึงเช่นนี้
“เดี๋ยวก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
มู่จิ่นเหยียนเห็นท่าทางว่านางกำลังจะหันหลังหนีเดินออกจากเรือนไป จึงได้รีบวิ่งมาขวางที่หน้าประตูเอาไว้
“เสด็จมาหากระหม่อมมีธุระหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่มี แค่นึกว่าเ้าตายไปแล้ว ก็เลยจะมาเคารพศพ”
ดูก็รู้ว่าจินอวิ๋นเซียนกำลังโมโห ทั้งคำพูดและกิริยาท่าทางบ่งบอกอย่างชัดเจน มีหรือคนที่มาเคารพศพคนตายจะแต่งตัวด้วยชุดสีสันสดใสเช่นนี้
“อ๋อ…ได้ข่าวจากข้างนอกมาหรือพ่ะย่ะค่ะ คนก็ช่างลือกันไปทั่ว กระหม่อมแข็งแรงดี ไม่ต้องทรงลำบากเป็ห่วงหรอกพ่ะย่ะค่ะ”
“ใครบอกว่าข้าเป็ห่วงเ้า”
“โอ้…แล้วที่รีบเสด็จมาเช่นนี้ไม่เป็ห่วงแล้วเรียกว่าอย่างไร”
“หึ …ข้าแค่กังวลว่าหากเ้าตายไปแล้ว ใครจะเป็ผู้พาข้าไปหาเผ่าจันทราก็เท่านั้น”
“อ๋อ…พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเข้าใจแล้ว”
“เข้าใจอะไร”
“เข้าใจว่าพระองค์ไม่ได้เป็ห่วงกระหม่อม”
สายตาที่มู่จิ่นเหยียนส่งออกมาให้ปรากฏร่องรอยของการหยอกล้อปะปนอยู่ ทุกครั้งที่ตนได้เห็นสีหน้าท่าทางขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์กระเง้ากระงอด ก็เริ่มรู้สึกเหมือนกับว่าในใจของเขามีมดนับร้อยตัวกำลังไต่อยู่อย่างนั้น
“ไหนไหน ก็เสด็จมาแล้ว ลองชิมชาของจวนสกุลมู่ดูหน่อยเป็อย่างไร อีกหน่อยคงต้องมาบ่อยๆ จะได้คุ้นเคย”
มู่จิ่นเหยียนมิได้คิดสิ่งใดมากจึงกล่าวออกไปเช่นนั้น กลับเป็จินอวิ๋นเซียนที่ได้ยินประโยคนี่แล้วใบหน้าที่เคยสงบนิ่งกลับเจือด้วยแววเขินอายอยู่ไม่น้อย หลังจากที่นั่งลง อารมณ์ที่เคยขุ่นเคืองตอนแรกก็เริ่มทุเลาลง ในเมื่อคนตรงหน้ามิได้เป็อะไรแล้ว เช่นนั้นองค์หญิงเหวินเต๋อก็อยากที่จะสนทนาเื่ส่วนพระองค์เช่นกัน
“ข้าอยากคุยกับเ้าอยู่พอดี วันนั้นเสด็จพ่อพูดสิ่งใดกับเ้าบ้าง”
“มิได้ทรงตรัสสิ่งใดนอกเหนือจากเื่ที่เราเคยคุยกัน อาจจะมีรับสั่งกำชับให้ดูแลพระองค์ให้ดีก็เท่านั้น”
“แล้วเ้าคิดเช่นไรกับเื่นี้”
“ในเมื่อเป็พระบัญชาก็คงต้องทำตาม”
“เ้าไม่กลัวหรือ”
“คนที่กลัวน่าจะเป็พระองค์เสียมากกว่า จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ยังไม่รู้ ถ้าสำเร็จก็ดีไป แต่ถ้าหากไม่สำเร็จ พระองค์เองก็จะเหลือเวลาอีกไม่กี่ปี แต่ไม่ต้องห่วง รับรองว่ากระหม่อมเป็คนนำเสด็จ พระองค์จะไม่ได้รับอันตรายใดๆแน่นอน ”
“อืม ขอบใจ”
“ห๊ะ”
“ข้าบอกว่าขอบใจ ทั้งเื่เมื่อคืนก่อนและเื่ต่อจากนี้ด้วย”
“พระองค์ทรงคิดมากไปแล้ว”
ในระหว่างที่กำลังนั่งคุยอยู่นั้น มู่ฮูหยินที่ได้ข่าวจากลูกสะใภ้ของตนว่าองค์หญิงเหวินเต๋อเสด็จเป็การส่วนพระองค์มาเยี่ยมมู่จิ่นเหยียน
จึงได้ให้บ่าวรับใช้เตรียมน้ำชาชั้นเลิศและขนมขึ้นชื่อมารับรอง
“หม่อมฉันซ่งอี้ คารวะองค์หญิง”
“มู่ฮูหยิน ท่านมิต้องมากพิธี ข้ามาที่นี่ก็ด้วยเื่ส่วนตัว อีกอย่างต่อไปเราก็จะกลายเป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว ท่านคารวะข้าเช่นนี้ดูจะไม่เหมาะเท่าไหร่”
“องค์หญิงทรงกล่าวหนักไปแล้วเพคะ บุตรของหม่อมฉันมิรู้ควร อาจจะทำให้พระองค์มิพอพระทัยขอจงทรงเมตตาด้วย”
“คุณชายสามของท่านทำให้ข้าไม่พอใจจริงๆ นั่นแหละ แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าข้าก็ต้องแต่งเข้าจวนสกุลมู่แล้ว”
“ขอบพระทัยเพคะ หม่อมฉันเตรียมชาและขนมมาถวาย ทรงลองชิมดูนะเพคะ ถ้าไม่มีรับสั่งใดแล้วหม่อมฉันขอตัว”
มู่ฮูหยินแค่เดินมาเพื่อคารวะองค์หญิงในฐานะเ้าบ้านแทนมู่ชิงซานที่ตอนนี้ยังอยู่ที่ค่ายทหาร มิได้มีเจตนาขัดขวางการสนทนาของทั้งสองคน
“ทรงรับสั่งราวกับจะมาอยู่ที่จวนสกุลมู่อย่างนั้นแหละ”
“ข้าแต่งงานกับเ้า ไม่อยู่ที่จวนสกุลมู่แล้วเ้าจะให้ข้าไปอยู่ที่ใด”
“กระหม่อมนึกว่าจะทรงแยกตำหนักออกเป็ของพระองค์เองเสียอีก”
“ตอนแรกข้าก็อยากจะทำเช่นนั้น แต่คิดได้ว่าหลังจากแต่งงานก็ต้องเดินทาง มิสู้มาพักที่จวนสกุลมู่ชั่วคราวไม่ดีกว่าหรือ”
“แล้วแต่พระองค์ เรือนของกระหม่อมอยู่ด้านหลังสุดของจวน อีกอย่างบ้านที่ติดกันนั้นกระหม่อมก็ซื้อเอาไว้แล้ว หาก้าย้ายมาอยู่ที่นี่จริง กระหม่อมจะได้ให้คนปรับปรุงเป็สัดส่วน พระองค์จะได้เป็ส่วนตัวมากยิ่งขึ้น”
พอพูดถึงเื่นี้ มู่จิ่นเหยียนก็รู้สึกแปลกๆ ในหัวใจเช่นกัน เขานั้นมาอยู่เรือนด้านหลังเพราะว่าไม่้าให้ใครรบกวน
อีกอย่างบ้านที่ติดกันเขาซื้อเอาไว้ก็เพราะป้องกันมิให้มีคนมาขอซื้อต่อจากเ้าของบ้านเดิม เช่นนี้พื้นที่โดยรอบก็จะเป็พื้นที่ส่วนตัวของเขาอย่างแท้จริง
แต่นับจากหลังแต่งงาน เรือนที่เคยเป็พื้นที่ส่วนตัวของเขานั้น กลับจะต้องต้อนรับสตรีสูงศักดิ์อีกผู้หนึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในพื้นที่เ่าั้ ดูดูไปแล้วก็ออกจะไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง
แต่หลังจากได้พูดคุยได้หลอกล้อ มู่จิ่นเหยียนกลับพบว่าบางครั้งการมีคนผู้นี้เข้ามาในชีวิตก็อาจจะเติมสีสันให้กับตนเองได้ไม่น้อย
จินอวิ๋นเซียนเองพอคิดถึงเื่นี้ขึ้นมาก็อดหน้าแดงไม่ได้ ถึงแม้ร่างเดิมของตนจะเป็บุรุษ แต่ตนนั้นล้วนเติบโตมาอย่างสตรีในห้องหอ การที่ต้องย้ายเข้ามาอยู่ที่เรือนส่วนตัวของบุรุษอื่น ก็ออกจะรู้สึกแปลกใหม่ ถึงแม้บุรุษผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็สามีตัวเองก็ตาม
“เอาเป็ว่าเื่หลังแต่งงานพวกเราค่อยคุยกันเถิด ในเมื่อเ้าสบายดีแล้วข้าก็ไม่รบกวนเวลาพักผ่อนแล้ว ขอตัว”
หลังจากที่จินอวิ๋นเซียนจิบชากินขนมที่มู่ฮูหยินเป็ผู้นำมาให้ ก็เอ่ยขอตัวกลับตำหนัก ด้วยเกรงว่าหากผู้ใดรู้เื่ที่ตนออกมาเยี่ยมบุรุษผู้อื่นถึงเรือนพัก ก็คงจะไม่งาม
“เออ..เออ..จะเสด็จกลับแล้วหรือ”
มู่จิ่นเหยียนเองก็ออกจะรู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย ยอมรับอย่างหน้าไม่อายเลยว่าคนผู้นี้ไม่ว่าจะอยู่ในร่างบุรุษหรือร่างสตรีล้วนหน้ามองไปหมดทุกส่วน
ยิ่งได้พูดคุยหยอกล้อ ราวกับว่าในหัวใจของมู่จิ่นเหยียนนั้นมีผีเสื้อนับร้อยตัวกำลังโบยบิน แต่เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะหาเหตุผลใดมารั้งนางเอาไว้ จนกระทั่งนึกขึ้นได้ว่านางนั้นอยากจะขี่ม้า จึงได้เอ่ยชวนออกไป
“พระองค์เคยตรัสว่าอยากขี่ม้า มิสู้วันนี้เราออกไปกันเลยดีหรือไม่”
“ไม่ดี! วันนี้ข้าทูลขอเสด็จพ่อมาเยี่ยมเ้า มิได้มาเที่ยวเล่น หากข้าอยากขี่ม้าจะบอกเ้าวันหลัง”
อันที่จริงจินอวิ๋นเซียนก็ดีใจที่คนตรงหน้ายังจำเื่ที่นางเคยพูดเอาไว้ แต่ติดตรงที่ว่าวันนี้อารมณ์ของนางมิค่อยมั่นคง อีกอย่างเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของนางก็ไม่พร้อม จึงได้แต่อ้างเสด็จพ่อออกไปเท่านั้น
“อืม …หากทรงอยากขี่ม้าเมื่อไหร่ให้คนมาแจ้งกระหม่อมได้ทุกเมื่อ …แล้วก็อันนี้เป็ป้ายเข้าออกจวนสกุลมู่ …หากท่านมีกิจธุระก็ให้คนมาตามกระหม่อมได้”
มู่จิ่นเหยียนนึกขึ้นได้ว่าหากนางกำนัลหรือขันทีน้อยจากตำหนักองค์หญิง้าจะมาส่งข่าวหรือสอบถามเื่ราวของเขา เกรงว่าถ้าไม่มีป้ายแผ่นนี้ก็คงจะลำบาก จึงได้หยิบป้ายนั้นออกมาจากอกเสื้อยื่นให้กับคนตรงหน้า
จินอวิ๋นเซียนเองก็รู้ความสำคัญของป้ายนั้น เพราะว่าหลายครั้งที่ส่งขันทีหรือนางกำนัลมาล้วนมิได้เข้าไปในจวนด้วยซ้ำ หากครั้งนี้ตนและชุนกงกงไม่ได้มาเยือนสกุลมู่ด้วยตัวเองก็คงจะเข้ามาด้านในมิได้เช่นกัน
“อืมเข้าใจแล้ว”
จินอวิ๋นเซียนที่รับป้ายมาเก็บไว้กับตัวก่อนจะเดินออกจากเรือนพักของมู่จิ่นเหยียน โดยมีเ้าของเรือนเดินตามออกไปส่งยังหน้าประตูใหญ่
“น้อมส่งองค์หญิง”
มู่จิ่นเหยียนจึงได้แต่ส่งนางเพียงเท่านี้ ถึงแม้จะอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง แต่ในใจกลับรู้สึกอยากให้ถึงวันแต่งงานพรุ่งนี้มะรืนนี้เสียด้วยซ้ำ
‘ดูท่าข้าจะเป็เอามาก เป็สตรีแต่กลับแอบอยากเจอบุรุษ ช่างหน้าไม่อายเสียจริง’ มู่จิ่นเหยียนได้แต่รำพึงรำพันกับตนเอง
ดูท่าแล้วภาพของจินอวิ๋นเซียนในร่างบุรุษกับกิริยาประชดประชันอย่างน่าเอ็นดู จะถูกใจคุณชายสามผู้นี้ไม่น้อย