ตอนที่ 2 ใต้หน้าผา (2)
ชูฉินส่วนสูงหนึ่งร้อยหกสิบห้าเิเ ซูโหรวส่วนสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสองเิเ เพียงสัดส่วนด้านส่วนสูงนี้ ความสง่างามของชูฉินก็เป็รองซูโหรวเสียแล้ว คนส่วนใหญ่ล้วนเห็นพ้องต้องกันว่า โก่วหานนั้นบุคลิกองอาจเหมาะสมกับซูโหรวมากกว่าชูฉินเป็ไหนๆ ถ้าไม่ใช่ว่าชูฉินเป็บุตรบุณธรรมของท่านจูเก้อ มันต่างอันใดไปจากคากคกอยากกินเนื้อห่านฟ้า
เมื่อตรวจสอบชายหญิงกว่ายี่สิบเจ็ดคนนั้นค่อยรักษาสีหน้าย่ำแย่ของผู้าุโให้ดีขึ้นได้บ้าง ในจำนวนนี้พบขั้นต่ำขั้นสามสองคน ที่เหลือคือขั้นต่ำขั้นสองทั้งหมด สมแล้วที่ถูกเลือกโดยกลุ่มคนหมู่มาก มันกลุ่มเด็กมากพร์จริงๆ ในท้ายสุดก็ดำเนินมาถึงจุดที่ทุกคนรอคอย สามบุคคลที่ถูกขานชื่อมากที่สุด
ซูโหรว โก่วหานและชูฉิน
ผู้าุโทะยานฟ้าเลือกจะทดสอบชูฉินไว้หลังสุด ชายชราทราบถึงผลลัพธ์ในครั้งนี้ดี ด้วยความชาญฉลาดช่างสังเกต เขาย่อมมองเห็นปฏิกิริยาของคนหมู่มากขณะพูดถึงชายหนุ่มที่ชื่อชูฉิน พวกเขาเ่าั้เต็มไปด้วยความคาดหวังที่สูง อาจเป็ไปได้ว่าเป็ลูกหลานของคนใหญ่คนโตที่นี่ ผู้ชราได้แต่ลอบถอนหายใจด้วยความสงสาร บิดาคงเป็ั บุตรกลับเป็สุนัข ได้เพียงเวทนาในโชคชะตาของมัน เช่นนั้น ถ้าทดสอบให้ชูฉินก่อน และพบว่าไร้พร์ บรรยากาศพิธีกรรมคงจะกร่อยในทันที
ผู้ชราเลือกจะทดสอบโก่วหานก่อน “โก่วหาน เ้าเริ่มก่อน”
โก่วหานสืบเท้าขึ้นมาข้างหน้า ณ จุดโล่งแจ้งปราศจากผู้คน มันง่ายต่อการถูกจับจ้องของฝูงชน ชายหนุ่มประสานฝ่ามือไปทางผู้าุโทะยานฟ้า “รบกวนท่านผู้าุโ” ทันใดนั้น ชายชราแผ่แรงกดดันลงมา พลางนับเวลาเสียงดังฉะฉาน ภายใต้ความลุ้นระทึกของผู้คน มันคงน่าภูมิใจไม่น้อย ถ้าเมืองบ้านเกิดได้ให้กำเนิดยอดฝีมือขึ้นมา แน่นอนว่ามันต่างจากซูโหรวที่ทุกคนทราบกันว่าจากไม่ใช่คนเมืองนี้โดยแท้จริง โก่วหานและชูฉินต่างเป็ความหวังสูงสุดของคนในเมือง
ผ่านมาสามสิบลมหายใจแล้ว สีหน้าของโก่วหานยังคงสบายอารมณ์ ในขณะที่ใบหน้าของฝูงชนตึงเครียดทุกขณะ ผู้าุโทะยานฟ้าเผยรอยยิ้มน้อยๆ เด็กคนนี้แตกต่างไปจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด รัศมีของผู้นำแผ่ซ่านมาจากเขา ชายหนุ่มอายุสิบห้าปีกลับมีสายตามุ่งมั่นแน่วแน่ หนึ่งนาทีสี่สิบสองวินาที โก่วหานหอบหายใจหนักหน่วง หยาดเหงื่อพร่างพรายทั่วใบหน้า แผ่นหลังเปียกชุ่มเย็น เมื่อข้ามผ่านสองนาทีไป แรงกดดันยิ่งมายิ่งหนักหน่วงดุจขุนเขาตกลงบนบ่า
โก่วหานเข่าทรุดลงกับพื้นในฉับพลัน หากผู้าุโทะยานฟ้ากลับยกยิ้มขึ้น “ขั้นต่ำขั้นห้า” เสียงประกาศดังทั่วทั้งบริเวณ สร้างความตกตะตึงลานแก่ทุกชีวิตที่มาเยือนอย่างยิ่งยวด “ขั้นต่ำขั้นห้า” ด้วยพร์ขนาดนี้ แปดสำนักใหญ่หรือวังัยังต้องยื้อแย่งแก่งชิงให้เข้าฝั่งกับตนเอง โก่วหานหันขวับมาทางซูโหรวแสดงสีหน้าพึงพอใจเปิดเผย สายตาเคลื่อนมองไปทางชูฉิน ความปรปักษ์ฝังรากลึกถึงกระดูกดำ
เสียงเฮฮาของฝูงชนนับพันดังสะท้านกัมปนาท เมืองบงกชขาวเป็เมืองเล็กจ้อยในแถบชายแดนอันไกลโพ้นจากเมืองหลวง ความเจริญล้วนแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ในเมืองหลวงัมหาธรณีสามารถมองเห็นเภตราจักรพรรดิัล่องลอยผ่านเมืองหลวงในบางครั้ง ผู้ฝึกตนที่เหาะเหินเดินอากาศก็พอมีให้เห็น เทียบกับเมืองบงกชขาวที่ผู้ฝึกตนขั้นห้าสักคนยังไม่มี… การที่โก่วหานได้บินขึ้นสูงย่อมสร้างประโยชน์แก่เมืองบงกชขาวอย่างมาก
“ซูโหรว” ผู้าุโทะยานฟ้าเอ่ย
ซูโหรวสืบเท้ามาเบื้องหน้า นางพยักศีรษะรับเบาบางพลางประสานฝ่ามือ “รบกวนผู้าุโ” ด้วยฐานะศักดิ์ของนาง เกรงว่าฝ่ายผู้าุโทะยานฟ้ามากกว่าที่ต้องคำนับเคารพ ชายชรารู้สึกร้อนๆหนาวๆขึ้นมา ในไม่ช้า แรงกดดันสายหนึ่งกดทับลงมาจากเบื้องบนดั่งขุนเขาตกทับร่าง เห็นได้ชัดเลยว่า แรงกดดันนี้หนักหน่วงอย่างยิ่งยวด ผู้คนโดยรอบที่สังเกตสถานการณ์ต่างหลั่งเหงื่อเยียบเย็นััได้ถึงบรรยากาศชวนอึดอัดยากหายใจ ท่ามกลางแรงกดดันของขอบเขตพลัง เรือนร่างของซูโหรวยืนสง่างามนิ่งสงบราวกับผิวน้ำ
หนึ่งนาทีห้าสิบวิผ่านไป สีหน้าของผู้คนปรากฏความลุ้นระทึกแจ่มชัด หญิงสาวกำลังก้าวข้ามโก่วหาน เมื่อจุดสูงสุดถูกแทนที่ ปราศจากเสียงยินดีอันใดในยามนี้นอกจากความเงียบสงัดดุจป่าช้า ความตั้งใจของฝูงชนพุ่งทะยานสูงสุด เฝ้าคอยผลลัพธ์ที่พลิกฟ้าคว่ำปฐี จวบจนกระทั่ง ซูโหรวยืนหยัดได้นานยิ่งกว่าโก่วหาน หัวใจของทุกคน ณ ที่แห่งนี้เต้นถี่ระรัวปานกระเด็นออกจากอก พวกเขาอาจจะได้เป็สักขีพยานของการกำเนิดตำนานครั้งใหม่ เื่ราวนี้มีหรือจะไม่น่าโอ้อวด พวกเขาสามารถอวดความภาคภูมิใจที่ได้เห็นการเกิดตำนานไปอีกชั่วลูกชั่วหลาน
พร์ระดับโก่วหานถูกจัดเป็บุคคลชั้นแนวหน้าในสี่สัตว์เทพมหาธรณี และการที่ซูโหรวก้าวข้ามโก่วหานมานั้นเป็สัญญาณอย่างหนึ่ง สี่สัตว์เทพมหาธรณีกำลังจะได้ขุมพลังอำนาจชั้นฟ้าย่อมส่งผลหนักต่อทวีปอื่น น่าใเป็อันมากที่เข้าสู่ห้านาที ซูโหรวถึงค่อยเข่าทรุดตกกระทบพื้น ทั่วร่างเปียกชุ่มเม็ดเหงื่อ หน้าอกสะท้านขึ้นลงอย่างหนักหน่วง อ่อนล้าเหนื่อยแรงอย่างยิ่ง
ผู้าุโทะยานฟ้าป่าวประกาศ “ขั้นต่ำขั้นหก”
สิ้นคำกล่าวของผู้าุโทะยานฟ้า ใจกลางเมืองบงกชขาวพลันไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ ทุกสิ่งตกลงสู่ความเงียบงันระดับที่เข็มด้ายหนึ่งเล่มหล่นลงล้วนได้ยินกันโดยทั่ว “ขั้นต่ำขั้นหก” เสียงที่นุ่มลึกยังก้องกังวานข้างใบหูของทุกผู้คน พร์ของนางทัดเทียมกับจักรพรรดิั ผู้ปกครองสูงสุดแห่งัมหาธรณี นั่นหมายความว่า ถ้านางถูกเลี้ยงดูอย่างดีเฉกเช่นเดียวกันกับสมัยจักรพรรดิัยังเยาว์วัย ซูโหรวสามารถทัดเทียมตำแหน่งกับจักรพรรดิัได้เลยทีเดียว
สิบนาทีที่ผ่านไป ผู้คนยังไม่ตื่นขึ้นจากภวังค์ดิ่งลึก ผู้าุโทะยานฟ้าค่อนข้างคุมอารมณ์ได้ดี ผู้ชราไม่ใช่เพียงเป็สักขีพยานธรรมดา เพราะผู้ชราเป็ผู้ตรวจสอบให้กับหนึ่งตำนานที่กำลังจะเกิดใหม่!! ขนาดชาวบ้านยังอยากจะโอ้อวดจนปากสั่นว่าตนอยู่ในเหตุการณ์การเกิดตำนานใหม่แห่งยุค แล้วผู้ชราที่ใกล้ชิดกับตำนานเพียงนี้… นี่แหละคือความต่างของประสบการณ์ ชายชรามองเห็นโลกมามากยิ่งกว่าชาวบ้านที่นี่ ต่อให้จะเป็ตัวตนที่พร์ทัดเทียมกับจักรพรรดิั ผู้เฒ่าก็ไม่ตื่นตระหนกอันใด
“ชูฉิน” ผู้าุโทะยานฟ้าเอ่ยเสียงราบเรียบ
คำเรียกขานปลุกฝูงชนให้ตื่นขึ้นมาจากภวังค์ลึก บางคนยังยากจะคุมสติให้อยู่กับเนื้อกับตัว สีหน้าของโก่วหานนั้นแสดงความตื่นตะลึงลานขีดสุด ชายหนุ่มคิดว่า แม้นซูโหรวจะมากพร์กว่า หากก็คงไม่ห่างกับเขามากนัก เขายังเดาว่าคงจะเป็ “ขั้นต่ำขั้นห้า” เหมือนกับเขา เพียงแต่ระยะเวลาที่ทนยืนได้มีมากกว่า โก่วหานไม่คิดเลยว่านางจะยืนได้นานถึงห้านาที!! ห่างกับเขาถึงสามนาที!! มันเป็ความต่างชั้นราวฟ้ากับเหว
โก่วหานกำหมัดแน่นจนโลหิตหลั่งไหล ฟันขาวขบกันด้วยความคั่งแค้นใจ พึงตระหนักว่าตนเองควรพยายามให้หนักยิ่งกว่าก่อนเก่าหลายสิบหลายร้อยเท่า “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน” โก่วหานพ่นลมหายใจยาวเหยียด ลดความตึงเครียดลง แววตาของชายหนุ่มแน่วแน่ขึ้นเป็ทบทวี “เกิดมานางนำหน้าข้าสิบก้าว ถ้านางวิ่งข้ามูเาหนึ่งลูก ข้าจะวิ่งข้ามูเาสิบลูก” ชายหนุ่มเอ่ยพูดเบาๆ ปลุกขวัญกำลังใจ ก่อนหันหลังกลับหลีกกายหายไปจากกลุ่มคน
ชูฉินใไม่หาย ชายหนุ่มได้ยินบิดากล่าวพูดบ่อยครั้ง “จักรพรรดิัแห่งัมหาธรณี พร์โดยกำเนิดคือขั้นต่ำขั้นหก ในส่วนของพลังฝีมือ จักรพรรดิัเหนือล้ำกว่าอีกสามสัตว์เทพมหาธรณีอยู่อักโข สามสัตว์เทพมหาธรณีนั้นจำต้องผสานพลังกันเพื่อต่อต้านจักรพรรดิัถึงจะเรียกว่าสูสี อีกทั้งจักรพรรดิัยังเป็หัวหอกนำทัพต่อต้านกับแดนทวีปอื่นที่รุกราน”
ชายหนุ่มนั้นชื่นชอบในตัวของซูโหรวมานานแล้ว ทั้งความสามารถทั้งรูปโฉมของนางถือว่าโดดเด่นเหนือใคร อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ในวันนี้ยิ่งทำให้เขารู้สึกห่างไกลจากนางมากขึ้นอีกขั้น เดิมทีที่เขาพูดคุยกับนางได้อย่างปกติ เพียงเพราะบารมีของผู้เป็บิดาทำให้เขาไม่รู้สึกด้อยกว่านางมากเท่าไหร่นัก บิดาตนถูกขนานนามว่าแพทย์เทวะ เก่งกาจเลื่องชื่อ ถึงพลังยุทธจะไม่สูงมาก หากยังนับว่าไม่น่าเกลียด จูเก้อมีพร์ขั้นต่ำขั้นสอง
แม้ชูฉินจะไม่ใช่ลูกในไส้ที่สืบสันดานพร์ กระนั้น จูเก้อก็พูดกับเขาบ่อยครั้งว่าตนมีพร์เหนือใครทั้งปวง เป็ยอดอัจฉิรยะที่ยากจะหาได้อีกจากทั่วทุกพิภพ สายตาของชูฉินเปล่งประกายดุจดาราด้วยความหวัง อย่างน้อยถ้าออกเป็ขั้นต่ำขั้นสี่ก็ยังดี เช่นนั้นเขายังรู้สึกสู้หน้าซูโหรวได้อยู่บ้าง
ครั้นผู้าุโทะยานฟ้าแผ่พลังฟ้าดินลงมา ทันใดนั้น เรือนร่างของชายหนุ่มพลันหนักอึ้งราวกับแบกแผ่นเหล็กกล้าไว้บนบ่า เ็ปรวดร้าวทั่วทั้งกายา ในชั่วพริบตาเดียว ชูฉินร่างทรุดลงกับพื้น ไม่ใช่เพียงแค่เข่ากระทบ มันกลับเป็ทั้งตัวที่ฟาดลงกับพื้นเสียงดังสนั่น ชูฉินยังไม่ทันทราบว่าเกิดเื่ราวอันใดขึ้น ภาพก็ตัดไปเห็นเพียงภาพระนาบแนวนอนชั้นต่ำสุด นอกจากรองเท้าของผู้อื่น เขาก็ยากจะเงยหน้ามองสีหน้าผู้คนได้
ั์ตาของผู้าุโทะยานฟ้าเบิกโตกว้างด้วยความตกตะลึง ขนาดซูโหรวผู้มีพร์โดยกำเนิดขั้นต่ำขั้นหกยังมิอาจทำให้ผู้ชราเผยความแตกตื่นในกิริยาท่าทาง หากนี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ผู้เฒ่าใเพียงนี้ ครั้นแผ่แรงกดดันชั้นฟ้าลงไป ร่างของเขาพลันฟาดลงกับพื้นในทันที ไม่ใช่ว่าเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มันกลับเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ในกรณีที่ประสบพบเจอกับผู้ไร้พร์ทางมรรคายุทธ กล่าวได้ว่า มันเป็ปุถุชนสามัญโดยแท้จริง ไม่สามารถเข้าถึงแม้กระทั่งเหยียบผ่านเข้ามาในประตูของพลังฟ้าดิน
มันยิ่งน่าใยิ่งกว่าที่ผู้คนเกือบทั้งหมดที่นี่ยกย่องสรรเสริญว่าเขาเป็ยอดอัจฉริยะหาตัวจับได้ยาก ต่อให้ผู้าุโทะยานฟ้าจะมองออกั้แ่แรกว่าชูฉินไม่มีพร์ กระนั้น ผู้เฒ่าก็ไม่คิดว่าจะไร้พร์ถึงขนาดเป็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง นี่มันยิ่งกว่าความอัปยศอดสู ผู้เฒ่าจินตนาการออกได้เลยถึงชีวิตของชูฉินที่จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือ
ความเงียบครั้งนี้ดำเนินยาวนานยิ่งกว่าของซูโหรวนับสิบเท่า ผู้คนที่นี่ไม่ต่างอะไรไปจากการตบหน้าตัวเอง พวกเขาต่างสรรเสริญเชิดชูว่าชูฉินมากพร์ทางมรรคายุทธ สืบเนื่องจาก ท่านจูเก้อแพทย์เทวะเคยเอ่ยปากพูดในพื้นที่ส่วนตัวไว้ “ชูฉิน ตัวเ้าพิเศษกว่าผู้ใดในผืนพิภพ พร์ของเ้า เทพเซียนคร่ำครวญเทพมารสยบก้มกราบ”
ถ้อยคำนี้ถูกพูดขึ้นเมื่อชูฉินรู้สึกด้อยกว่าซูโหรวอย่างมากตอนอยู่ในสถาบันบงกชขาว แพทย์เทวะไม่เคยพูดผิดเลยสักครั้งเดียว ผู้คนถึงยกย่องในวิชาการแพทย์ที่ล้ำลึกสุดหยั่ง สายตาการมองคนของท่านจูเก้อก็ไม่เคยผิดพลาดมาก่อน ย่อมไม่น่าประหลาดใจที่กลุ่มคนในเมืองจะประจบสอพลอชูฉินไว้มากมาย กลายเป็สิ่งฝังรากลึกว่าชูฉินนั้นยิ่งใหญ่นักต้องปฏิบัติต่อเขาให้ดี เพราะถ้อยคำของท่านจูเก้อนั้นยิ่งใหญ่ปานฟ้าพลิกคว่ำทำนบทลาย “เทพเซียนคร่ำครวญเทพมารสยบก้มกราบ” วาจานี้ผู้ใดบ้างไม่หวาดสะพรึงกลัว…
“มันเป็ไปได้ยังไง… แพทย์เทวะมองคนผิดได้ยังไง…”
“มันต้องมีอะไรผิดพลาดใช่หรือไม่ เหตุใดชูฉินเป็แค่คนธรรมดาล่ะ เขาไม่ใช่ผู้ฝึกตนด้วยซ้ำ”
ความฉงนสงสัยของฝูงชนถูกทำลายล้างสิ้นด้วยเสียงหัวเราะลั่นก้องกังวานไปถึง์เก้าชั้นฟ้า โก่วหานที่ปลีกตัวออกจากกลางกลุ่มคนไปไกลลิบหวังจะเร่งฝึกตนให้รุดหน้ายิ่งขึ้น กลับต้องชะงักฝีเท้าลงในฉับพลันเมื่อได้ยิน “ข่าวดี” ผู้คนทราบทั่วทั้งเมืองถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างซูโหรวและชูฉิน บุรุษใดเหล่าไม่สาปแช่งให้มันตกต่ำลง
“ตราบวันนี้ไปเ้าเป็เศษขยะชูฉิน!! อย่าเสนอหน้าเข้าใกล้แม่นางซูอีก!!” โก่วหานชี้หน้าสบถคำใส่ชูฉินอย่างเกรี้ยวกราด บนใบหน้าของชายหนุ่มชื่นบานราวกับบรรลุเป็เซียน “ข้าเคลือบแคลงสงสัยมานานั้แ่เล่าเรียนในสถาบันบงกชขาว สวะเช่นมันไม่โดดเด่นในด้านใดเลย เหตุใดผู้คนถึงได้สรรเสริญมันว่าเก่งกาจสามารถ หลังจากข่าวลือในวันนั้นแพร่กระจาย ทุกคนก็ปฏิบัติต่อสวะอย่างมันราวกับเทพเซียนจุติ ข้าไตร่ตรองมานานแล้ว ในข่าวลือบอกว่า ท่านจูเก้อกล่าวในที่ลับ ใช่ว่านั่นแค่การให้กำลังใจสวะอย่างเ้าเฉยๆหรือไม่… เพราะด้วยอย่างไรสวะอย่างมันก็เป็บุตรบุญธรรมของท่านจูเก้อ และด้วยการที่ผู้คนสรรเสริญสวะอย่างมันในตอนนั้น ถ้าข้าพูดในมุมมองนี้คงโดนผู้คนถล่มยับเยินเป็แน่! หากวันนี้์ชี้นำให้ความจริงปรากฏ ข้าเบิกบานใจอย่างยิ่ง!!”
คำพูดของโก่วหานคล้ายแหวกม่านหมอกหนาชี้ทางสว่างแก่ผู้คนทั้งหลาย ผู้กระจายข่าวในตอนนั้นทำอาชีพเป็หน่วยดักฟังท่านจูเก้อ เนื่องจาก เขามีเคล็ดวิชาที่ถนัดด้านการดักฟังและสืบข่าวหาความ แพทย์เทวะนั้นมีความสำคัญต่อผู้คนมากมายยิ่ง วาจาที่เปล่งออกสลักสำคัญประหนึ่งเพชรรัตน์ก้อนโต คนใหญ่คนโตจำนวนมากยอมควักเงินเพื่อซื้อข่าวสารเกี่ยวกับแพทย์เทวะเพราะผู้กระจายข่าวคนนี้มีความน่าเชื่อถือสูงจากการซื้อขายจนมีเส้นสายและลูกค้าประจำ
ฝูงชนคล้ายบังเกิดโทสะลุกโหมกระพือ คนจำนวนไม่น้อยที่เคยมอบสิ่งของล้ำค่าให้กับชูฉิน พวกเขาด่าเสียเทเสียผลักดันเข้าเกณฑ์วงกลมข้างใน อาจารย์ทั้งหกจะกล้าลงมือต่อประชาชนได้อย่างไร พวกเขาหยุดกลุ่มคนนับพันได้แค่บางส่วน คนหลายคนมุ่งหน้าไปที่ชูฉินหมายจะลงมือแล้ว
“ไอ้สวะเอ๊ย รู้ว่าไม่มีพร์ทำไมไม่บอกวะ! ปล่อยให้ข้าให้ข้าวให้ของกับขยะอย่างเ้าหลายสิบปี! บิดาจะสั่งสอนเ้า ไม่สาหัสไม่เลิกรา!”
“แขนสักข้างของเ้าต้องหักในวันนี้! ทดแทนบุญคุณข้าที่เคยทำให้เ้า!!”
ความโกรธของสาธารณชนก้าวข้ามกระทั่งบุญคุณที่จูเก้อเคยช่วยพวกเขาไว้ ลืมเสียสนิทว่าอย่างไรเสีย ชูฉินก็เป็บุตรบุญธรรมของแพทย์เทวะ ในขณะเดียวกัน ชูฉินคล้ายิญญาหลุดออกจากร่าง ความผิดหวังกลืนกินจิตใจของชายหนุ่มอย่างไร้ขอบเขต ในสายตาดำมืดไร้ชีวิตชีวาดั่งกาลก่อน
ตอนนั้นเองที่พลังอำนาจสายหนึ่งสาดผ่านกลุ่มคนซัดผู้คนให้กระเด็นออกไปจากเขตวงกลมนี้ มันเป็ผู้าุโทะยานฟ้าที่แผ่พลังออกไปตามรับสั่งคนผู้หนึ่ง ซูโหรวก้าวขาไปยืนข้างกายของชูฉินที่นอนสิ้นหวังอยู่บนพื้น นางกล่าวอย่างเด็ดขาดองอาจ “ใครกล้าแตะต้องชูฉินแม้เพียงปลายนิ้ว ดูซิว่าองค์หญิงอย่างข้าจะจัดการพวกมันอย่างไร!!”