ตอนที่6 อาคมมิติ
"หนีไปซะ ซอนย่า"
"ท่านพ่อ!! "
เสียงร้องะโจากหญิงสาวพร้อมหยาดน้ำตาเมื่อมองเห็นบิดาเข้าต่อกรกับปีศาจเพื่อปกป้องตนแม้จะต้องแลกด้วยชีวิต
" มิเกลดูแลน้องเ้าให้ดีๆ เ้าโตแล้วต้องปกป้องให้ได้ " ชายร่างท้วมกุมมือของเด็กหนุ่มด้วยความคาดหวังและอ้อนวอนต่อพระเ้าให้พวกเขาทั้งสองปลอดภัย
"ขอรับท่านพ่อ"
เด็กหนุ่มดึงมือน้องสาวที่ยืนนิ่งอย่างไร้สติให้รีบวิ่งหนีจากสถานการณ์อันตรายโดยปล่อยให้ผู้เป็พ่อเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายซึ่งมีร่างกายสีดำพร้อมรูปร่างสูงโปร่งอย่างน่าเกรงขาม
มันเคลื่อนตัวมาข้างหน้าและจับจ้องมายังหญิงสาวที่กำลังหนีพ้นจากเงื้อมมือด้วยความร้อนใจ
"เข้ามาสิไอ้ปีศาจ ้าชีวิตข้าล่ะสิไอ้พวกระยำ เข้ามา!! " แต่ปีศาจกลับถูกขวางทางจากชายร่างท้วมซึ่งกำลังฟาดฟันตนด้วยดาบเล่มยาวอย่างน่ารำคาญใจ มันจึงใช้แขนอันทรงพลังหวดเข้าบริเวณลำตัวของมนุษย์ตรงหน้าจนหายลับไปจากขอบฟ้า
แล้วร่างกายสีดำก็พุ่งเข้าหาหญิงสาวด้วยความคล่องตัวผิดกับรูปร่างขนาดใหญ่ จนมันสามารถคว้าตัวนางไว้ได้ในระยะเวลาอันสั้น
"ท่านพี่!! " เสียงกรีดร้องของผู้เป็น้องมันช่างบาดลึกลงในจิตใจอย่างที่เด็กหนุ่มต้องหาวิธีการช่วยนางออกมา
เขาร้อนรนและอ่อนแอเมื่อยืนต่อหน้าสิ่งมีชีวิตอันสูงใหญ่ แต่เด็กหนุ่มก็ไม่มีวิธีใดนอกจากชักดาบออกมาเพื่อฆ่าฟันศัตรู
ปัก!!
และชั่วพริบตาร่างของเด็กหนุ่มก็หายลับไปด้วยแรงฟาดจากแขนสีดำเช่นเดียวกับบิดาของตน จนศีรษะกระแทกเข้ากับกำแพงถึงขั้นปริแตกพร้อมกับสติที่เลือนหาย
"ท่านพี่..!! "
หญิงสาวกรีดร้องด้วยความเ็ปเมื่อเห็นพี่ชายถูกทำร้ายจนมิอาจรู้ชะตากรรม นางจึงพยายามผลักดันอุ้มมือขนาดใหญ่ซึ่งบีบรัดตนเองไว้เพื่อเข้าช่วยคนในครอบครัวอย่างสุดกำลัง
แล้วทันใดนั้นเสียงะเิก็ดังกึกก้องไปทั่วอากาศอย่างต่อเนื่องจนปีศาจที่น่าเกรงขามนี้เริ่มเกิดความหวั่นใจ
แล้วมันก็ต้องกระเด็นด้วยแรงกระแทกอันทรงพลังจากหมัดตรงของบุคคลนิรนามซึ่งปรากฏกายขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
"เ้า...เป็ใคร.."
ปีศาจที่น่าเกรงขามสิ้นสติลงด้วยการโจมตีเพียงหนึ่งครั้งของชายผมขาวอย่างน่าอัศจรรย์ ก่อนเขาจะจ้องมองหญิงสาวด้วยใบหน้าอันเศร้าหมองจนดูไม่เป็มิตร
"เ้าหนู...เป็อะไรรึเปล่า "
"ช่วยพี่ข้าที พี่ข้าถูกปีศาจตนนั้นทำร้าย" แต่หญิงสาวก็ไม่ลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากบุคคลตรงหน้า นางรีบลุกขึ้นและวิ่งตรงมาดูอาการของพี่ชาย ซึ่งบริเวณศีรษะมีาแลึกและยาว พร้อมลมหายใจที่ขาดตอนอย่างไม่เป็จังหวะ
ชายผมขาวเมื่อเห็นอาการนี้ก็ไม่รอช้า เขารีบใช้สองมือประกบแผลลึกนั้นก่อนจะเอ่ยคำวิเศษณ์ที่สามารถรักษาอาการาเ็ตรงศีรษะได้อย่างน่าอัศจรรย์
เด็กชายลืมตาตื่นด้วยความใ เขารีบควานหาดาบที่หลุดหายอย่างหวาดวิตก แต่นั่นก็ทำให้ผู้เป็น้องตกตะลึงจนต้องยกมือขึ้นป้องปาก เพราะั้แ่เกิดนางยังไม่เคยเห็นการรักษาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
"ใจเย็นก่อนเ้าปลอดภัยแล้ว" ชายผมขาวกดดาบเล่มยาวในมือของเด็กหนุ่มเพื่อป้องกันมิให้เขาทำร้ายใคร แล้วเมื่อพบเห็นว่าน้องสาวตนนั้นปลอดภัย เสียงลมหายใจอีกเฮือกใหญ่ก็ถูกปล่อยออกมา
"ขอบคุณพระเ้า"
"ขอบคุณข้าสิเ้าหนุ่ม ช่วยอะไรหน่อย เ้ารู้จักชายที่ชื่อบราโด้หรือไม่"
"ท่านเป็ใครหรือขอรับ"
"ข้ามาขอความช่วยเหลือจากบราโด้" เด็กหนุ่มพินิจชายตรงหน้าว่าตนรู้จักกันหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรเขาก็คือผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือตนและน้องสาวเอาไว้
"นั่นท่านพ่อข้าเอง เขาอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้หากวิ่งตรงไปด้านหลังแล้วเลี้ยวไปทางซ้าย รีบไปเสียเถิด ข้าไม่รู้ว่าท่านพ่อเป็อย่างไรบ้าง" เทียพยักหน้าตอบรับโดยไม่ได้กล่าวสิ่งใด เขาเตรียมจะมุ่งตรงไปตามตำแหน่งที่เด็กหนุ่มบอก
"เดี๋ยวก่อนขอรับ พวกเราขอไปด้วยเถิด ข้าก็เป็ห่วงท่านพ่อเช่นกัน"
"ข้าไม่มีเวลามารอพวกเ้าหรอกนะ เกาะข้าไว้ดีๆละกัน" ชายผมขาวอุ้มเด็กหนุ่มขึ้นขี่หลังและโอบกอดน้องสาวไว้ในอ้อมแขนอย่างมาดมั่น ก่อนจะวิ่งไปตามเส้นทางด้วยความเร็วอันน่าใ ว่าเหตุใดเขาถึงคล่องตัวขนาดนี้ทั้งที่กำลังแบกน้ำหนักของพวกตนอยู่
และใช้เวลาไม่นานชายผมขาวก็พาทั้งสองกลับมายังจุดเริ่มต้น ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยซากปรักหักพังพร้อมเพลิงลุกไหม้ทั่วตัวอาคาร
ชายผมขาวรีบควานหาพร้อมกับร้องะโชื่อของบราโด้อย่างร้อนใจ จนพบเข้ากับชายร่างท้วมที่ถูกทับด้วยเศษอิฐและกองฟาง
"เฮ้ บราโด้เป็ยังไง... เฮ้เ้าเป็ใครวะ.." แต่ปรากฏเป็ผู้อื่นอย่างน่าใจหาย ถึงกระนั้นเขาก็นำตัวชายผู้นี้ออกจากพื้นที่อันตราย แล้วค้นหาบราโด้ต่อไปโดยไม่ลดความพยายาม
"ท่านผมขาว พ่อข้าอยู่ทางนี้"
ชายผมขาวหันไปมองเ้าของเสียงที่กล่าวเรียกพร้อมกับวิ่งตรงมายังเด็กหนุ่มซึ่งกำลังพยุงร่างพ่อของตนออกจากกองเพลิง เมื่อตรวจดูอาการพบเพียงรอยฟกช้ำทั่วไปไม่ถึงกับอันตราย นั่นทำให้เด็กทั้งสองเริ่มผ่อนคลายความกังวลลง
"เจ็บแค่นี้ไม่ถึงกับตายหรอกบราโด้ ลุกขึ้นมา"
"เสียงนี้มัน เทียงั้นรึ..!!"
"ข้าเอง"
"ให้ตายสิ คิดว่าจะได้เจอเ้าเป็คนสุดท้ายบนโลกนี้เสียอีก ้าสิ่งใดรึ"
"ข้าเพียง้าม้าที่วิ่งเร็วที่สุดของเ้า"
"แค่นี้เองรึ?? "
"เร็วเข้าสิ"
"งั้นข้ามีแนะนำอยู่ตัวนึง" บราโด้ยกยิ้มขึ้นมุมปากอย่างน่าฉงน เขาเดินตรงไปยังร้านเลี้ยงม้าซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดเดิม และสภาพนั้นพังยับเยินทั้งกองฟางพร้อมเศษอิฐปูนต่างล้มทับกันอย่างสะเปะสะปะ
แต่ภายในซากกับมีห้องที่ยังไม่พังทลาย มันถูกเสริมด้วยเหล็กกล้าหนาถึงสองฟุตคล้ายกับมีไว้เพื่อขังนักโทษฉกรรจ์
"ม้าอยู่ในห้องนี้แหละ ถ้าเ้าขี่ได้ก็เอาไปเลย"
เทียเดินตรงเข้าไปในห้องอย่างไม่ลังเล ก่อนจะพบกับม้าสีดำทะมึนมัดกล้ามเต่งตึงทุกสัดส่วน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มฉายความดุร้ายดั่งพญาเสือโคร่งจนเทียเริ่มสงสัยแล้วว่ามันเป็สัตว์กินเนื้อหรืออย่างไร
" เ้านี่..จะขี่ได้จริงๆ รึ? "
……………………………………………..
ชายร่างั์พร้อมกับขวานขนาดใหญ่ในมือขวาส่วนมือซ้ายคอยส่งสัญญาณให้แก่เหล่าอัศวินที่รอซุ่มโจมตีตามซอกตึกและบ้านเรือน
เฟดดี้ชูสองนิ้วขึ้นบนฟ้าบ่งบอกว่าได้พบศัตรูห่างออกไปเพียงหนึ่ง่ตึก ทุกคนต่างเตรียมพร้อมรอสัญญาณการจู่โจมแม้กระทั่งเหล่าพลธนูอีกสามนายที่อยู่บนหลังคาได้ตั้งท่าเล็งตรงไปยังเป้าหมายอย่างมาดมั่น
แต่ขณะที่กำลังส่งสัญญาณ กลับมีนกสีเขียวอ่อนโบยบินจากฟากฟ้าลงมาเกาะบนศีรษะของเฟดดี้ ทำให้การโจมตีต้องหยุดชะงักลงในทันใด
"ไนท์อายรึ"
เพียงครู่เดียวนกตัวนั้นก็สลายกลายเป็ละอองขึ้นรอบอากาศ แล้วความทรงจำก็ถูกส่งตรงสู่สมองของเฟดดี้ ปรากฏเป็ภาพการเคลื่อนพลเรือนและการต่อสู้กับเหล่าปีศาจ
.
.
.
.
"ท่านไนท์อาย ข้าได้สอบถามเหล่าทหารนำทีมอพยพมาบ้างแล้วตอนนี้เราคงต้องมารวบรวมข้อมูลกันเสียก่อน" มิแลนด้าเดินตรงเข้าหาไนท์อายที่กำลังเก็บสายคันธนูด้วยความเคร่งเครียด
"สิ่งที่น่าสงสัยคือไม่มีการโจมตีจากเหล่าปีศาจเลยแม้แต่น้อย ซึ่งขัดกับข่าวกรองที่ข้าได้รับมาในตอนแรกถึงการอาละวาดทำลายสิ่งก่อสร้างและผู้คนโดยไม่เลือกหน้า แต่นี่พวกมันทำเพียงแค่ไล่จับเหล่าเด็กสาวแล้วหนีไปเท่านั้นเ้าค่ะ"
"เพียงแค่เด็กสาวหรือเ้าคะ ?"
"เ้าค่ะ นี่อาจเป็เป้าหมายหลักมากกว่าทำลายเมืองแห่งนี้ " ไนท์อายเริ่มครุ่นคิดถึงพฤติกรรมอันแปลกประหลาดของเหล่าปีศาจ เหตุใดกลุ่มเด็กสาวถึงมีความสำคัญต่อพวกมันจนต้องเสี่ยงบุกโจมตีเมืองมนุษย์เยี่ยงนี้กัน
"แล้วเื่ศักยภาพเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ"
"เื่ศักยภาพของศัตรูนั้นจะเป็ขั้นกลางทุกตนตามที่ท่านลีเดียกล่าวเอาไว้ และเราสามารถสังหารได้ในดาบเดียวหากปีศาจไม่ทันระวัง คาดว่าแผนนี้จะได้ผลดีในการต่อสู้ครั้งต่อไปเ้าค่ะ"
"ตรงนี้คงจะเป็ปัญหาเมื่อพวกมันรอดไปได้ หากมีการส่งข่าวเราจะไม่สามารถโจมตีเช่นเดิมได้อีก" ไนท์อายกล่าวด้วยความกังวลรวมไปถึงมิแลนด้าที่ยังไม่รู้ว่าตนควรทำอย่างไร
"จะทำเช่นไรดีหรือเ้าคะ" มิแลนด้าจ้องมองหญิงสาวผู้มีดวงตากลมสวยอย่างคาดหวัง
"เื่นี้ท่านควรสั่งการ ข้าจะส่งข่าวในเื่เป้าหมายกับศักยภาพให้หน่วยอื่นได้รับทราบก่อนนะเ้าคะ"
และมิแลนด้าก็ต้องรีบพยักหน้าตอบรับเมื่อตนคือผู้นำทีมนี้อยู่ นางจึงชูมือขึ้นเพื่อเรียกรวมผลโดยปล่อยให้ไนท์อายได้ทำหน้าที่อย่างอิสระ
"พวกเ้าเป็อย่างไรบ้าง…คุ้มครองชาวบ้าน...ป้องกันพวกปีศาจไว้..!? " แต่แล้วเสียงโวยวายของกลุ่มทหารที่คอยโจมตีสกัดกั้นกลุ่มปีศาจไว้ก็โผล่พรวดออกมาอย่างไร้สติ
"สงบใจลงก่อน ปีศาจถูกขับไล่ไปแล้ว พวกเ้าอยู่หน่วยอะไรรึ" เมื่อกลุ่มทหารผู้ไร้สติได้พบเห็นมิแลนด้า ความร้อนรนที่ปรากฏต่อหน้านางก็เริ่มสงบลงในทันใด
"ท่านมิแลนด้า พวกข้าอยู่หน่วยกู้ภัยขอรับ พวกเราถูกโจมตีจากปีศาจอย่างหนักและมีบางตนเล็ดลอดมาทางพลเรือนที่อพยพ"
"ถูกโจมตีงั้นรึ!? "
"ขอรับ ทำให้พวกเราไม่สามารถมาสนับสนุนทางนี้ได้ แต่น่าแปลกพอเกิดเสียงคำรามจากไหนไม่รู้ พวกมันก็ต่างวิ่งหนีหายไปกันหมด เปิดทางให้พวกเรามาตรงนี้ได้ขอรับ "
ประโยคสั้นๆ ที่ทำให้ดวงตาของมิแลนด้าเบิกกว้างขึ้นประหนึ่งว่านางเริ่มคิดอะไรบางอย่างได้ แล้วมันก็ทำให้ลมหายใจอันสงบนิ่งแปรเปลี่ยนเป็ดั่งพายุด้วยอารมณ์อันขุ่นมัว
"ดูเหมือนพวกมันจะมองแผนของเ้าเมืองออกนะเ้าคะ ท่านมิแลนด้า"
ไนท์อายกล่าวราวกับว่านางเข้าใจในสถานการณ์อย่างถ่องแท้ เพราะปีศาจมีการจู่โจมเพื่อล่อหน่วยที่คอยปกป้องและสนับสนุนการอพยพออกไป แล้วส่งกำลังพลอีกส่วนเพื่อมาลักพาตัวเด็กสาว เป็การโจมตีโต้กลับได้อย่างทะลุปรุโปร่งเกินกว่าจะเข้าใจ เช่นนี้แล้วเมืองทราซินเวียคงหนีไม่พ้นหนอนบ่อนไส้อย่างแน่แท้
.
.
.
.
ความทรงจำในส่วนสำคัญของไนท์อาย ก็ปรากฏเป็ภาพให้เฟดดี้ได้รับรู้ เขาจึงรีบหยุดการโจมตีและปล่อยให้ปีศาจพวกนี้หลุดหายไป
"เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ" ทหารนายหนึ่งเอ่ยถามเฟดดี้ด้วยความสงสัย ว่าเหตุใดถึงสั่งหยุดการโจมตีทั้งที่พวกตนได้เตรียมพร้อมกันอย่างเต็มที่
"เราจะเปลี่ยนแผนกันเสียหน่อย "
……………………………………………..
กลุ่มมีชีวิตราวสี่สิบตนตั้งกองพลอยู่บนหลังคาตามบ้านเรือนเพื่อรอซุ่มโจมตีเหล่าประชาชนแห่งเมืองทราซินเวียอย่างมีแผนการ
"อีกสามร้อยเมตรจะพบพลเรือนที่กำลังอพยพและมีกลุ่มทหารอีกยี่สิบคนคอยสนับสนุน ส่วนข่าวกรองชุดใหม่ว่าในเื่การซุ่มโจมตีจากทีมอื่น คาดว่าจะเป็แผนกองโจรตลบหลังเรา ขอรับ"
"อือ เป็ตามที่เ้านั้นว่าจริงๆ เราจะใช้แผนตามเดิม เพิ่มเกราะป้องกันจากการโจมตีที่ไม่คาดฝัน และให้รีบถอยโดยทันที"
"ขอรับ ท่านอัปบรานิค "
สิ้นคำสั่งกำลังพลอันน่าหวาดหวั่นก็เคลื่อนตัวในเงามืดได้อย่างรวดเร็ว มันวิ่งผ่านความวุ่นวายและกลุ่มทหารโดยไม่มีผู้ใดสังเกต ก่อนจะพบเข้ากับเด็กสาววัยสิบถึงสิบสองปีที่กำลังเดินหาทางออกจากซากปรักหักพังซึ่งอาจล้มทับตนเองได้ทุกเมื่อ
"หลงทางหรือเ้าหนู "
แล้วเสียงจากเงามืดที่มาพร้อมดวงตาสีแดงฉานอันน่าหวาดหวั่น มันจับจ้องเด็กหญิงซึ่งยืนผวาอยู่ในทางตัน
"ให้พวกเราพาไปหาพ่อแม่เ้าดีกว่านะ " แล้วสิ่งมีชีวิตรูปร่างสูงใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไป ก็ยื่นมือมาคว้าร่างของเด็กน้อยผู้หวาดหวั่น และปล่อยให้ตนอื่นจัดการนำตัวนางไปยังจุดหมายอันสำคัญ
"เหยื่อกินเบ็ดแล้ว" เฟดดี้ยกยิ้มขึ้นพร้อมกับส่งสัญญาณให้ทหารทั้งสิบสองคนที่หลบซ่อนอยู่ตามมุมตึกรีบเคลื่อนพลตามปีศาจตนนั้นอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบจนมันมิอาจรับรู้ถึงตัวตนของพวกเขาได้ ทำให้การสะกดรอยยังคงดำเนินต่อไป แม้จะพ้นตัวเมืองทราซินเวียมาไกลแล้วก็ตาม
แต่ทันใดนั้นเฟดดี้ก็เหลือบไปเห็นอักษรสีแดงดั่งโลหิตที่ปรากฏอยู่ตามทางเท้าอย่างเด่นชัด เขาจึงรีบส่งสัญญาณหยุดการเคลื่อนพลจนคาดสายตาจากปีศาจอีกครั้ง
และตอนนี้ทุกคนต่างงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเฟดดี้ได้เดินตรงไปยังมุมป่าอันดำมืดพร้อมตัวอักษรสีแดงที่ไม่มีผู้ใดรู้ความหมาย
"อาคมมิติอย่างนั้นรึ!! " แล้วเฟดดี้ก็เอ่ยขึ้นด้วยความใเมื่อเห็นพื้นดินตรงหน้ากลายเป็ภาพอาณาจักรอันรกร้างและแห้งเหี่ยวจากดินแดนอันห่างไกล เฟดดี้จึงหยิบหินก้อนใหญ่โยนลงไปในอาคมมิติ ก่อนจะพบว่ามันได้สลายเป็เศษฝุ่นในทันทีที่ัักับพื้นผิวอาคม
"คงจะผ่านได้เฉพาะพวกปีศาจกับเด็กสาวสินะ "
"นี่มัน..อะไรกันรึขอรับ!! " เมื่อทหารทั้งสิบสองมองเห็นพื้นดินที่ฉายภาพของอาณาจักรอันแปลกตา ก็ทำให้ใบหน้าของทุกคนต่างตกตะลึงจนอ้าปากค้างไปนานพอสมควร
"มันคือ อาคมมิติ ไว้ใช้เดินทางข้ามอาณาจักรด้วยเวลาอันสั้น มันคงเชื่อมต่อกับอาณาจักรของพวกปีศาจไว้….เห็นได้ชัดว่าเมืองทราซินเวียมีหนอนบ่อนไส้จริงๆ "
"หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ"
"อาคมจะมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่สามารถใช้ได้ ฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าพวกเ้าจะต้องเป็ฝีมือคนใดคนหนึ่งในอาณาจักรแห่งนี้แน่"
"เราจะหยุดสิ่งนี้ได้อย่างไรหรือขอรับ"
"จำต้องหาผู้สร้างอาคมนี้จึงจะหยุดมันได้ และดูจากความเสถียรและอักขระ คาดการว่าผู้อยู่เื้ัเื่นี้คงไม่ธรรมดา"
"เช่นนั้นคงเป็การยากขอรับ เพราะเมืองแห่งนี้ไม่มีผู้ใดสามารถใช้อาคมได้ อาจจะเป็บุคคลภายนอกที่เข้ามาแทรกแซง "
"งั้นคำตอบก็อยู่ตรงหน้าแล้ว ใช้แผนจู่โจมตามเดิม"
เฟดดี้กล่าวขึ้นอย่างกะทันหัน เมื่อเหล่าศัตรูกำลังเข้ามาใกล้พร้อมกับเด็กสาวจำนวนมาก
และไม่ทันที่ฝ่ายใดจะได้ตั้งตัวเฟดดี้ก็เข้าโจมตีพวกปีศาจด้วยขวานขนาดใหญ่ ฟาดลงพื้นดินจนมันะเืประหนึ่งแผ่นดินไหว เพื่อขวางกั้นมิให้ศัตรูหน้าไหนลักพาตัวเหล่าเด็กสาวไป
เมื่อการต่อสู้เริ่มเปิดฉากเฟดดี้ก็ทำพลาดโดยการถูกโจมตีด้วยกรงเล็บอันแหลมคมจนตนเองได้รับาเ็ แต่เหล่าพลธนูก็ยังสามารถช่วยยิงสกัดกั้นเพื่อให้เวลาเฟดดี้นำตัวเด็กสาวออกจากพื้นที่อันตรายได้สำเร็จ
แต่ก็ไม่วายที่ปีศาจร้ายจะยังไล่ตามตัวพวกนางราวกับสุนัขล่าเหยื่อ จึงถูกเฟดดี้ฟาดด้วยคมขวานจนมันทะลวงเข้าสู่เนื้อหนังสีดำถึงขั้นต้องลงไปนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นอย่างเวทนา ซึ่งเป็ที่ชื่นชมต่อเหล่าทหารเมื่อมองเห็นความสามารถอันเก่งกาจของหัวหน้าทีม
ก่อนหัวของพวกทหารจะะเิออกพร้อมกับเศษเนื้อที่กระจายไปทั่วพื้นดินในชั่วพริบตา
แล้วเสียงกรีดร้องจากเด็กสาวก็ดังออกมาราวกับคนไร้สติ เมื่อภาพตรงหน้าคือความตายของเหล่าทหารนับสิบจนมิอาจคิดว่าตนเองจะสามารถรอดจากสถานการณ์นี้ได้
" บ้าชัดๆ การโจมตีเมื่อครู่ข้ามิได้ออมมือเลยสักนิด ยังมีคนรอดมาได้อีกรึ"
คำกล่าวอันมุ่งร้ายจากปีศาจร่างกายสีดำ ที่กำลังจ้องมองเฟดดี้ซึ่งนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นคล้ายกับคนสิ้นใจ แต่เมื่อเขาถูกทักท้วงว่าตนคือผู้อยู่รอดเฟดดี้จึงต้องลุกขึ้นพร้อมกับขวานขนาดใหญ่ที่เอาไว้ใช้ป้องกันการโจมตีจนรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด
"พวกเ้ารีบพาพวกเด็กสาวไป ตรงนี้ข้าจัดการเอง"
"ขอรับ ท่านอัปบรานิค"
อัปบรานิครีบกล่าวไล่ให้ปีศาจตนอื่นๆ ไปทำหน้าที่ เพราะเสี้ยววินาทีพลังิญญาของชายคนนี้ก็พุ่งสูงขึ้นราวกับเป็คนละคน อัปบรานิคจึงเริ่มปลดปล่อยพลังขั้นสูงเพื่อเตรียมพร้อมเข้าต่อสู้อย่างเต็มกำลัง
แต่ทันใดนั้น ดวงตาเฟดดี้ก็ได้ส่องประกายสีแดงฉานท่ามกลางป่าทึบคล้ายกับปีศาจ อย่างน่าประหลาดใจ
"นี่..เ้า..เป็ตัวอะไร.!!! ."