ตอนที่ 11 ความหลังที่เป็ปริศนา (2)
“เฮ้อ!” เชียนเอ้าหลินพิงพนักบัลลังก์ัด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า สายตาจ้องจับไปที่บุตรดื้อรั้นของตน โบกมืออย่างระอาใจ “ไปเถอะ ไปทำในสิ่งที่เ้าควรทำซะ”
“ลูกทูลลาพ่ะย่ะค่ะ” เชียนหงเยี่ยนลุกขึ้น จัดชายเสื้อให้เรียบร้อย แล้วหมุนกายเดินออกจากห้องทรงอักษร
เชียนเอ้าหลินใช้สายตาคมกริบมองตามเงาร่างเชียนหงเยี่ยนที่หมุนกายจากไปด้วยแววตาลึกล้ำ คิ้วเข้มดุดันทั้งสองข้างขมวดมุ่นเข้าด้วยกัน ‘เชียนหงเยี่ยน องค์ชายของข้า อย่าได้เข้าใจว่าข้าไม่ทราบว่าเ้าคิดจะทำอะไร คิดการใหญ่ รวบแผ่นดินและหญิงงาม เ้าคิดจะเป็ฮ่องเต้ เกรงว่ายังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ’
รอยยิ้มเยียบเย็นผุดขึ้นบนใบหน้าเชียนเอ้าหลิน เพียงชั่วพริบตาแล้วหายวับ แสงเทียนในห้องวูบไหวก่อให้เกิดภาพบิดเบี้ยวแปลกประหลาด คล้ายความในใจของใครบางคน...
เชียนหงเยี่ยนเดินออกจากห้องทรงอักษร เหยียบย่ำบนขั้นบันไดที่สลักรูปัตัวใหญ่ เขาหยุดเท้าลง หันกายมองไปยังอาคารสูงตระหง่านเบื้องหน้า ดวงตาอบอุ่นนุ่มนวลของเชียนหงเยี่ยนแปรเปลี่ยนเป็เหิมเกริมกระหายในอำนาจ ‘ราชบัลลังก์...ต้องเป็ของข้า’
ยามบ่าย ดวงอาทิตย์อุ่นขึ้น สาดแสงอบอุ่นลงบนพื้น ใบอ่อนสีเขียวผุดจากกิ่งก้านที่แห้งเหลือง สายลมโชยพัดบางเบา ทุกอย่างดูช่างน่าอภิรมย์ถึงเพียงนี้
อิ่งเม่ยมองดูอาหารกลางวันบนโต๊ะ กระตุกคิ้วยิ้มออกมา กับข้าวฝีมือประณีตสิบอย่างที่ถึงพร้อมด้วยรูปกลิ่นรส มีทั้งหมู เห็ด เป็ด ไก่ เป๋าฮื้อปลิงทะเล หูฉลาม กระเพาะปลา แม้แต่ของหวานหลังอาหารยังเป็เห็ดหูหนูขาวรังนกอย่างดีอีกด้วย
อาหารเหล่านี้ยังไม่เรียกว่าเป็ของมีค่าหายาก แต่ก็ไม่ใช่ของที่ชาวบ้านธรรมดาจะกินได้ เมื่อชาติก่อนอิ่งเม่ยมีอะไรบ้างไม่เคยกิน แต่ฮวาอิ่งเม่ยที่ตายไปแล้ว ในชั่วชีวิตสั้นๆ ของนางกลับไม่เคยได้กินของพวกนี้เลย
พอนึกถึงตรงนี้ มือเรียวงามของอิ่งเม่ยก็กำตะเกียบเงินไว้แน่น นางสูดลมหายใจเข้าลึก ข่มกลั้นความรู้สึกอยากจะฆ่าคนที่พุ่งขึ้นมาเอาไว้ พลันหันไปสบดวงตาสุกใสของชิวเอ๋อร์เข้า จึงรู้สึกอุ่นวาบขึ้นในหัวใจ ยังดีนะ...ยังดีที่ข้างกายยังมีนางอยู่ด้วย
“ชิวเอ๋อร์ มากินกับข้าสิ” อิ่งเม่ยตบเก้าอี้ที่ข้างตัว เป็ทีให้ชิวเอ๋อร์มากินข้าวด้วยกัน
“ไม่ได้เ้าค่ะ บ่าวจะนั่งเสมอด้วยกันกับคุณหนูได้อย่างไรกันเ้าคะ” ชิวเอ๋อร์รีบส่ายหน้าปฏิเสธ ท่าทางว่าถึงตายก็ไม่ยอม ธรรมเนียมมารยาทของนายบ่าวที่ได้รับการสั่งสอนมา ทุกอย่างล้วนสลักลึกอยู่ในหัวของชิวเอ๋อร์ ควบคุมการพูดจาและการกระทำของนางเอาไว้
“ชิวเอ๋อร์...” อิ่งเม่ยขมวดคิ้วมุ่น นางเกลียดการแสดงความเป็นายบ่าวอย่างเด่นชัดเช่นนี้ ข้อผูกมัดทางสังคมศักดินากับแนวความคิดในยุคสมัยของนางมักขัดแย้งกันเสมอ นางไม่คุ้นเคยกับการที่ชิวเอ๋อร์เรียกตัวเองเป็บ่าว ทั้งไม่ชอบที่นางพร้อมจะคุกเข่าได้ทุกเมื่อ
ในยุคสมัยเช่นนี้ อิ่งเม่ยไม่มีเรี่ยวแรงกายใจที่ไหนจะไปสนใจคนอื่นในทุกเื่ แต่นางจะไม่ยอมให้คนที่ตัวเองใส่ใจ ปฏิบัติต่อนางด้วยธรรมเนียมพิธีการที่น่าหัวเราะพวกนี้หรอก
“หากเ้ายังเห็นข้าเป็คุณหนู ก็มานั่งลงซะ” อิ่งเม่ยจ้องตาชิวเอ๋อร์ด้วยสายตาเด็ดขาด ดวงตาหงส์เป็ประกายคู่งามนั้นฉายชัดถึงความเข้มแข็งทะนงตน
“บ่าว...” ชิวเอ๋อร์ขบกรามแน่น แววตาฉายความสับสนลังเล สุดท้ายจึงยอมแพ้ต่อสายตาของอิ่งเม่ยในที่สุด
ชิวเอ๋อร์เดินขลาดๆ มาที่ข้างกายอิ่งเม่ยแล้วนั่งลงช้าๆ แต่หากพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นถึงความกระสับกระส่ายและไม่แน่ใจของชิวเอ๋อร์
นางแค่นั่งลงที่ขอบเก้าอี้ สองมือกำชายเสื้อไว้แน่นอย่างตึงเครียด ตลอดร่างหดเกร็งไปหมด ก้มหน้างุด ราวกับเป็นกตื่นเกาทัณฑ์ ทุกอณูในร่างสั่นสะท้านไปหมด
“เฮ้อ!” อิ่งเม่ยถอนใจเฮือกใหญ่ แต่ไม่มีทีท่าว่าจะให้ชิวเอ๋อร์ลุกขึ้น ไม่ว่าจะทำเื่อะไรก็ลำบากตอนเริ่มต้นกันทั้งนั้น แต่มันต้องมีการเริ่มต้น ต้องพยายามเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสิน่า
“คุณหนูใหญ่ พ่อบ้านบอกว่า องค์ชายรองมาขอพบเ้าค่ะ” เสียงอ่อนใสดังแว่วมาจากด้านนอกห้อง สาวใช้หน้าหวานในชุดกระโปรงเขียวอ่อนผู้หนึ่งยืนส่งเสียงบอกกล่าวท่าทางนอบน้อมอยู่นอกประตู
องค์ชายรองหรือ ในหัวของอิ่งเม่ยมีเงาร่างสูงสง่าสายหนึ่งผุดขึ้น นางเหยียดยิ้มเ็าที่มุมปาก