เช้านี้ขบวนเสด็จขององค์าา ก็ออกเดินทางไปเมืองละโว้ ทางเรือ โดยมีทหารคุ้มกันเป็พันคน โดยมีทั้งกองอาสาโปรตุเกส กองอาสาญี่ปุ่น กองอาสาแขกเปอร์เซีย รายล้อมกันอยู่เต็มไปหมด จุดหมายปลายทางที่วัดสมอคอน
ทางเ้าเมืองลพบุรี ทราบข่าวก็รีบเสด็จมาต้อนรับถึงท่าเรือ แต่องค์าาไม่เข้าไปในตัวเมือง ออกเดินทางต่อไปที่สำนักตักศิลาก่อนทันที โดยไม่คิดแวะพักที่ใด
พอมาถึงสำนักตักศิลา พระองค์บอกจะมาพักที่นี่ เ้าสำนักรุ่นปัจจุบัน จึงเตรียมห้องพิเศษให้พระองค์ทันที
“ เ้าเทพเอ็งเดินไปเดินมารอบๆ เหมือนเอ็งเคยมาที่นี่มาก่อนหรือยังไง” องค์าายเอ่ยถาม
“ ข้าพระพุทธเ้าไม่เคยมาเลย แต่ว่าชาติก่อนน่าจะเคยมา เพราะรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด”
“ ตามข้ามา ข้าจะพาไปไหว้ หลวงปู่ฤาษีสุกกทันตะ จะได้พบหรือไม่ก็แล้วแต่โชคชะตาของเอ็ง” ที่แท้พระองค์ก็อยากให้เ้าเทพมากราบหลวงปู่ฤาษีนี่เอง
เพราะพระองค์ได้รับคำบอกเล่าจากเสด็จพี่ของพระองค์ว่า ผู้ที่มีบุญจะได้เป็กษัตริย์ เท่านั้นที่จะได้พบกับท่านหลวงปู่ฤาษี
เทพเดินตามเข้ามายืนตรงหน้ารูปปั้น ท่านฤาษีสุกกทันตะ แล้วเ้าเทพก็ก้มลงกราบด้วยความเคยชิน แล้วเหมือนกับมีสายลมแ่เบามาลูบหัวของเทพ
แล้วสั่งให้เทพนั่งสมาธิ ไม่นาน จิติญญาของเทพก็มาปรากฏร่างที่ด้านหน้าของท่านฤาษีสุกกทันตะทันที
“ เจอกันอีกแล้วนะ คราวนี้เ้าชื่อ เทพซินะ” ท่านปู่ฤาษีเอ่ยทักก่อน
“ ท่านปู่ฤาษี เราเคยรู้จักกันด้วยหรือขอรับ” เทพรีบเอ่ยถามทันที
“ ใช่แล้ว เข้ามาใกล้ข้าจะให้เ้าจำในสิ่งที่ควรจำเท่านั้น เื่อื่นๆ ไม่ต้องไปจำมัน” แล้วท่านปู่ฤาษี ก็ใช้มือมาััที่หน้าผากเทพ ทำให้ความทรงจำในเื่วิชาความรู้ต่างๆ เข้ามาอยู่ในสมองของเทพทั้งหมด ั้แ่วิชาการต่อสู้ วิชาเวทย์มนต์ วิชาทุกแขนง ล้วนกลับมาอยู่ในตัวเทพจนหมด แม้กระทั่งอาวุธประจำตัวแล้วสหายที่รู้ใจ ก็จำได้จนหมด หลังจากที่หลวงปู่ฤาษี ถอนมือออกมา ดวงตาของเทพก็เปลี่ยนไปทันที เป็เหมือนผู้ที่มีความรู้เหนือกว่าผู้ใหญ่หลายคน
แล้วท่านปู่ฤาษี ก็หยิบแผ่นหนังมิติ ให้กับเทพ พอเทพได้ััก็รู้ทันทีว่าด้านในมีอะไร เทพปล่อยทุกสิ่งที่อยู่ด้านในออกมา มีม้าน้อยออกมาก่อนตอนนี้มันมีปีกใหญ่สวยงาม มันเดินเข้ามาคลอเคลียที่ตัวของเทพ จนเทพต้องค่อยจับที่คอของมัน จากนั้นก็มีอินทรีั์โผล่ออกมาอีกตัวพุ่งเข้ามาใกล้เทพ อีกตัว เทพเดินเข้าไปลูบหัวมันทันที จากนั้นก็มี เ้าพญาเสือไฟ เ้างูจงอางโลหะ ก็โผล่ออกมากันครบ จากนั้นดาบวิเศษก็ลอยออกมาตรงหน้า เทพจับดาบไว้แน่น จากนั้นก็ปล่อยมันลง เพราะมีตะกรุดพญางิ้วดำพุ่งเข้ามาหาอีก
“ เป็ไงเด็กน้อยไม่เจอกันนาน”
“ พี่เทพธิดา” เทพเอ่ยชื่อเพราะจำได้
“ นึกว่าลืมพี่เทพธิดาเสียแล้ว” เทพนำตระกรุดมาคล้องคอเช่นเดิม
แล้วมองไปมองมาเหมือนจะหาอะไรบางอย่าง
“ ไม่ต้องมองหรอก เ้ากุมารทองนั้นไปเกิดแล้ว มันสร้างบุญมามากแล้วมันได้ไปเกิดแล้วอยู่กับแม่มันแล้ว “ เทพเลยถอนใจ เพราะคิดอยู่เหมือนกัน ว่านี่ก็หลายร้อยปีแล้ว จากนั้นเทพก็สั่งให้ พี่ม้า กับพี่อินทรีให้เข้าไปในแผ่นหนังมิติเช่นเดิม
จากนั้นท่านปู่ฤาษี ก็หยิบเนตร์ออกมา แล้วให้เทพมาใกล้ๆ แล้ววางเนตร์ใส่ ที่หน้าผาก ให้เทพอีกที ในที่สุด เทพก็ได้รับสิ่งที่เป็ของเขากลับมาแล้วทั้งหมด
“ ท่านปู่ฤาษี ท่านไม่เรียกให้องค์าาเข้ามาในนี้บ้างหรือขอรับ” เทพเอ่ย
ท่านปู่ฤาษีไม่พูดอะไร ใช้มือดึงิญญาขององค์าา ที่กำลังนั่งสมาธิ เพราะคิดว่าอยากติดต่อกับท่านบ้าง ในที่สุดก็สมหวัง
“ ท่านปู่ฤาษี”
“ ใช่แล้วข้าเอง”
“ นี่ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม อ้าวนี่เ้าเทพ เ้าก็มาที่นี่ได้เหมือนกันหรือ” องค์าาเห็นเทพนั่งคุกเข่าอยู่ก่อนแล้ว
“ พระองค์ไม่ได้ฝัน นี่คือเื่จริงพระเ้าค่ะ” เทพกล่าวตอบ
“ เสด็จพี่เคยบอกว่า ผู้ที่มีบุญญาบารมีต้องกันเท่านั้นถึงได้พบกับท่านปู่ฤาษี ในที่แห่งนี้” องค์าากล่าวด้วยความตื่นเต้น
“ พระองค์อย่าได้ทรงตื่นเต้นนักเลย ก่อนอื่นต้องขอบคุณที่พาเ้าเทพให้มาพบกับข้าที่นี่ นานมาแล้วข้าไม่ได้พบกับใคร หลังจากที่พบพระองค์ดำครั้งนั้น ก็ไม่มีใครได้พบข้าอีกเลย “ ท่านฤาษีเอ่ยขึ้นมา
“ ข้าทราบว่าท่านหยั่งรู้ฟ้าดิน และอนาคต ข้าอยากสอบถามอนาคของกรุงศรีจะเป็เช่นไร แล้วตัวของข้าควรทำเช่นไรต่อดี “ องค์าาถามไป สองข้อ
“ เื่อนาคตท่านอย่าได้ไปใส่ใจ ปล่อยให้คนรุ่นหลังเขาดำเนินการต่อไป
ตัวท่านเหลืออายุขัยอีกเพียง สามปีเท่านั้น พยายามใช้เวลาที่เหลือสร้างความสุข
ให้กับประชาชนแล้วตัวพระองค์เอง ปล่อยวางทุกอย่างได้ก็ปล่อยไป ข้าบอกท่านได้เพียงเท่านี้” ท่านฤาษีสุกกทันตะพูดตรงๆ ออกมาแบบนี้ ทำให้องค์าาถึงกับเข่าอ่อนลงไปทันที ทำไมท่านพูดตรงแบบนี้ แล้วต่อไปข้าจะใช้ชีวิตได้อย่างไร
“ แค่ สามปีเท่านั้นหรือ มีทางยืดเวลาอีกได้ไหมขอรับ” เทพถามแทนองค์าา
“ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็ไปตามกรรม ไม่มีใครหลีกพ้นได้ ที่ข้าต้องบอกท่านตามตรง ก็เพราะว่าข้าเห็นพระองค์ทรงสามารถแยกแยะ ถูกผิด เห็นความเป็ความตายมาเยอะ คิดว่าจะทำพระทัยได้อย่างแน่นอน” ท่านฤาษีเอ่ย
“ ข้ามีเื่เรียนถามท่านฤาษีเื่หนึ่ง “ แล้วหันไปที่เ้าเทพเหมือนจะบอกว่าให้ถอยหลังไป เทพรู้เลยถอยหลังไปเพื่อจะไม่ได้ยินที่องค์าาคุยกัน
“ ข้าจะยกบัลลังก์ให้ใครดี ทั้งที่บัลลังก์นี้ควรจะเป็ของมัน แต่มันยังเด็ก และไม่มีฐานกำลังเลยสักกลุ่ม ถ้าข้ายกบัลลังก์ให้มันกลัวว่าจะเป็การทำร้ายมัน ข้าควรจะทำอย่างไรดี” องค์าาเอ่ยถามเื่สำคัญ
ท่านฤาษีไม่ตอบใช้มือมาััที่หน้าผากของ พระองค์แล้วเื่ราวในอนาคตก็ปรากฏต่อหน้าพระองค์ สร้างความใให้แก่พระองค์ยิ่งนัก สุดท้ายพระองค์ก็ก้มกราบท่านฤาษี แล้วเอ่ยแบบปลงๆ ว่า
“ ไม่นึกไม่ฝันแผ่นดินที่ข้าและเสด็จพี่ได้มาสุดท้ายก็เหลือแต่ความว่างเปล่า
ข้าทำใจได้แล้ว อย่างน้อยข้าก็ได้เห็นอนาคตของเ้าเทพที่ยังเป็เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจให้ข้าได้ยามนี้” น้ำพระเนตรของพระองค์ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เทพมองมาไม่รู้ว่าพระองค์คุยอะไรกับท่านปู่ฤาษี แต่ทำไมน้ำพระเนตรพระองค์ไหลออกมาได้
“ ถึงเวลาที่พวกเราต้องไปแล้วเ้าเทพ มากราบลาท่านฤาษีเสีย” องค์าาเรียกเทพเข้ามา แล้วทั้งคู่ก็กราบท่านฤาษีพอก้มกราบเสร็จทั้งสองคนก็ลืมตากลับมาอยู่ในโลกปัจจุบันในทันที โดยที่ก่อนจากมาพระฤาษีได้มอบกล่องไม้กล่องหนึ่งให้เทพเก็บไว้ แล้วบอกว่าเมื่อถึงเวลาที่ไม่รู้จะทำอะไร ไม่มีทางออกค่อยเปิดมันขึ้นมา
คืนนั้น ทั้งองค์าา และเ้าเทพต่างนอนตาค้างด้วยกันทั้งคู่
“ เ้าเทพ ถ้าหากข้าตายไปแล้ว เอ็งจะทำอะไรต่อไป “ องค์าากล่าวตามตรง
“ ข้าพระพุทธเ้ายังไม่ได้คิดอะไร เกิดมาก็เจอแต่หลวงปู่ และก็อาจารย์เพชร และก็พระองค์อาจจะไปขออยู่กับพระอาจารย์เพชรก็เป็ได้ พระเ้าค่ะ” เทพกล่าวตามตรง
“ เกิดเป็ชายต้องมีปณิธาน เ้ายังคงผ่านอะไรอีกเยอะ ตอนนี้เรียนรู้ทุกเื่ราวให้มาก ติดตามข้าใน สามปีนี้เ้าต้องจำ ทุกสิ่งอย่าง หลังจากนั้นข้าจะให้เ้าทำภารกิจบางอย่าง ไว้วันนั้นมาถึงข้าจะสั่งเ้าอีกที”
รุ่งเช้าขบวนเสด็จก็มุ่งสู่เมืองกรุงศรีอยุธยาทันที กลับมาคราวนี้เหล่าขุนนางก็มีความเห็นให้พระองค์ทรงแต่งตั้งองค์รัชทายาทองค์ใหม่ เพราะเวลานี้ ในเมืองกรุงศรี ได้มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เริ่มทะเลาะเบาะแว้งกัน ทำให้กรุงศรียามนี้ไม่สงบ
เป็อย่างมาก แล้วมาวันหนึ่งองค์าาก็เรียกเหล่าขุนนางทั้งหมด แล้วคู่กรณี
พระศรีเสาวภาคย์ และ พระพิมลธรรม ให้เข้ามาหาในพระราชวังทั้งหมด
“ ข้าขอประกาศในที่นี้ แผ่นนี้เป็ของข้า ไม่มีใครหน้าไหนมีสิทธิ์ทั้งนั้น ถ้าหากข้ายังไม่ยกให้ อย่าหวังว่าพวกเอ็งจะได้ไป ไม่ว่าใครทั้งสิ้น นับแต่นี้ไป หากข้ารู้ว่าพวกเอ็งกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งซ่องสุมกำลัง เพื่อหวังประโยชน์ ข้าจะทำโทษอย่างหนักออกไปได้แล้ว” องค์าาทรงพิโรธอย่างมากที่บ้านเมืองกำลังเจริญก้าวหน้าทางเศรฐกิจ กลับมีเื่ขัดแย้งภายในแบบนี้ แต่ถึงแม้พระองค์จะทรงห้ามปรามอย่างไรก็ไม่เป็ผล เพราะทั้งสองกลุ่ม กลับเริ่มใช้พวกจอมขมังเวทย์ หมอผี ผู้เรืองอาคม ที่ไหนว่าดี ที่ไหนว่าเก่ง ต่างถูกเชิญมาที่ในเมืองหลวง จนกลายเป็รวบรวม จอมขมังเวทย์ไปทั่วสารทิศไปแล้ว
แล้วในวังหลวงก็มีเหตุเปลี่ยนแปลงบางอย่าง องค์ไลได้เข้ามาเป็มหาดเล็กหลวง
ประจำห้องทรงงานขององค์าา ด้วยความฉลาดเฉลียว ทำให้องค์าาแต่งตั้งให้เป็หมื่นด้วยวัยเพียง 8 ปี เมื่อเข้าวังได้ 3 เดือนเท่านั้น เช่นเดียวกับเทพ ซึ่งบัดนี้เทพวัย 9 ปีก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็ หลวงแล้วเช่นกัน
“ ศิษย์พี่ไม่ได้เจอกันนาน ท่านสบายดีไหม” องค์ไลเอ่ยทักเทพที่ได้เจอกันเป็ครั้งแรกในวังหลวง
“ สบายดี หวังว่าเ้าอยูในนี้ คงทำตัวให้เหมาะสม อย่าทำตัวเกเร เหมือนอยู่ภายนอก เพราะที่นี่มีกฏที่เคร่งครัดนัก” เทพเอ่ยเตือน
“ เื่นั้นอย่าห่วงเลย ว่าแต่หมู่นี้ พระศรีเสาวลักษณ์ได้เชิญตัวพวกจอมขมังเวทย์
จากอาณาจักรต่างๆ มากันเต็มพระนคร ศิษย์พี่ได้เอ่ยเื่นี้กับองค์าาบ้างหรือไม่” องค์ไลกระตุ้นเตือน
“ เื่นี้ไม่ใช่เื่ที่เ้าจะมาบอกกับข้า องค์าาท่านรู้ดีว่าควรทำหรือไม่ควรทำ เ้าทำหน้าที่ของเ้าให้ดีเถอะ” เทพพูดจบก็เดินจากไป
“ ฮึ่ม ศิษย์พี่คอยดูไปเถอะ หากข้ากุมอำนาจไว้ในมือเมื่อไร ข้าจะให้ท่านมาคุกเข่ากราบกรานข้าให้จงได้” องค์ไลคงยังเคียดแค้น และจดจำ เทพที่เคยจับแก้ผ้าตีก้นเมื่อหลายปีก่อนนั้นได้
กลางดึกคืนนั้นที่ตำหนัก พระศรีเสาวลักษณ์
“ พวกเอ็งไปเชิญพวกพ่อมดหมอผีทั้งหลาย มากันเต็มเมืองเช่นนี้ ถ้าหากเสด็จพ่อรู้ ทรงเอาข้าตายแน่” พระศรีเสาวภาคย์รีบเอ่ยกับกุนซือคนสนิท
“ พระองค์ไม่ต้องห่วง พวกมันไม่มีโอกาสมาเข้าเฝ้าพระองค์อยู่แล้ว ไม่มีหลักฐานว่าพระองค์เป็ผู้ชักนำมันมา เพราะกระหม่อมใช้ญาติห่างๆ ไปจัดการเื่นี้ ไม่เกินสามวัน พระพิมลธรรม ไม่รอดแน่”
“ เฮ้อ กับพระกับเ้า พวกมันทำลงหรือ” พระศรีเสาวภาคย์เอ่ยด้วยความสงสัย
“ พวกนี้มันเป็พวกแขกจาม มันไม่ได้นับถือศาสนาแบบเรา มันทำได้อยู่แล้ว”
กุนซือเอ่ยตอบทันที
คืนนั้นเทพได้นั่งสมาธิ ตรวจสอบไปทั้งเมืองหลวงเพื่อดูว่ามีใครปล่อยปีศาจร้าย หรือ อวิชาใดใด ที่ไม่เหมาะสมออกมา ในที่สุดก็พบว่ามีกลุ่มิญญาโหงพราย
ควายธนูเหล็ก กำลังลอยไปที่วัดระฆัง ที่พระพิมลธรรมได้ จำพรรษาอยู่..
เทพรีบกราบทูลเื่นี้ให้ทันที
“ เอ็งแน่ใจว่าเอ็งจัดการได้” องค์าากำชับด้วยความเป็ห่วง
“ แน่ใจพระเ้าค่ะ “ เทพเอ่ยอย่างมั่นใจ
“ ดี เอ็งเอาทหารองครักษ์ไป 50 คน แล้วตัดหัวพวกมันเสียบประจานแล้วแห่รอบเมือง แล้วนำไปเสียบประจานไว้ที่ประตูเมืองทิศตะวันตก เพื่อไม่ให้ใครทำเป็เยี่ยงอย่างอีกต่อไป เทพรับคำสั่งก็รีบออกเดินทาง
โดยสั่งทหารไปล้อมบ้านหลังหนึ่ง อยู่ไม่ไกลจากวัดระฆังมากนัก ภายในมีคนอยู่ 10 คน แต่งชุดขาวคล้ายผู้ถือศีล มีอาจารย์สังข์เป็หัวหน้า ห้ามทำอะไรรอจนกว่า เทพจะกลับมา หัวหน้าทหารองครักษ์ชุดนี้นามว่า วายุ รับคำสั่งทันที
ส่วนเทพขี่ม้าบิน ไปที่วัดระฆังอย่างรวดเร็ว โดยรออยู่บนอากาศ พอเห็นฝูงผีพลายกับควายธนูเหล็กออกมา ก็ส่งให้ พญาเสือไฟจัดการกับ ควายธนูเหล็กทันที ส่วนตนก็ขว้างยันต์มหาธาตุทั้งสี่เข้าใส่ฝูงปีศาจโหงพราย ทั้งหมดเข้ามาอยู่ในยันต์มหาธาตุทั้งสี่ แล้วใช้บทสวดคาถาพญายม ส่งมันไปลงนรกทันที จากนั้นก็มองไปที่เ้าควายธนู ที่คอหักไปเสียแล้ว โดยที่พญาเสือไฟไม่ออกแรงเท่าไรเลย เทพเก็บพญาเสือไฟไว้ แล้วให้พี่ม้าบินพาไปส่งที่ บ้านอาจารย์สังข์ทันที
“ องครักษ์วายุ มีความเคลื่อนไหวอะไรหรือยัง” เทพมายืนด้านข้าง องครักษ์วายุเงียบๆ สร้างความใให้กับองครักษ์วายุยิ่งนัก
“ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงขอรับ “
“ พวกท่านรอข้าที่นี่ ข้าจะไปจัดการเอง” จากนั้นเทพก็เรียก จงอางโลหะ และ พญาเสือไฟออกมา แล้วปล่อยให้ทั้งสองไปจัดการกับคนในบ้านทั้งหมด 10 คน
องครักษ์ทั้ง 50 คนเห็น พญาเสือไฟ กับ จงอางโลหะตัวใหญ๋ ต่างคนก็ผงะ เข้ามากอดกันด้วยความกลัว ไม่คิดว่า ในโลกนี้จะมีสัตว์เวทย์แบบนี้
เทพถือไม้สีดำมันวาว เหมือนไม้พลอง พุ่งร่างตามเข้าไป ทุกคนได้ยินเสียงตูม ตาม เปรี้ยง ปร้าง สักพัก ก็เป็ิญญาตัวเป็ๆ ออกมานับร้อย ควายธนู แมลงปิศาจ พุ่งร่างออกมาจากบ้านหลังนั้นอย่างรวดเร็ว แต่ปีศาจทุกตัวถูกจับด้วย
ยันต์มหาธาตุทั้งสี่ ไม่เว้นแม้แต่แมลงปีศาจ ส่วนควายธนู ก็ถูกพญาเสือไฟกัดจนตายไปหลายตัว ส่วนพวกแมลงก็ถูกไฟพ่นออกมาจากปาก จงอางไฟั์จนตายไปจนหมด แล้วกลายเป็ข้าวสารไหม้เกรียม จอมขมังเวทย์แต่ละคนล้วนจะหลบหนี แต่ถูกสัตว์เวทย์ทั้งสองไล่กัดจนหมดสภายนอนตายเกลื่อนไปหมด ส่วนตัวหัวหน้า ใช้หยดเืบูชาปีศาจกำลังกลายร่างเป็ เทพปีศาจ เริ่มมีแขน งอกออกมาทีละแขนพอ งอกแขนที่ เจ็ด ก็ถูกเทพใช้ไม้พญางิ้วดำฟาดเข้าใส่จนน่วมไม่สามารถเรียกทรงเทพปีศาจที่ตัวเองนับถือได้อีก สุดท้ายเทพฟาดไปที่หัวเปรี้ยง หลุดออกมาจากคอทันที เทพจัดการคนทั้งสิบเรียบร้อย
“ ตัดหัวมันทุกคน แล้วเอาไปป่าวประกาศรอบเมือง พวกที่ใชเดรัจฉานวิชาในเมืองหลวงทุกคนต้องตายในสภาพนี้ทุกคน แล้วเอาหัวมันไปเสียบประจานที่ประตูเมืองตะวันตก ให้พวกมันเห็นแต่ตะวันตกดิน ไม่ให้เห็นแม้แต่ตะวันขึ้นตลอดไป”
หัวหน้าทหารองครักษ์วายุ รีบสั่งทุกคนไปตัดหัว แล้วทำตามที่เทพสั่งทุกประการทันที
รุ่งเช้าชาวเมืองต่างแตกตื่นใ ที่มีคน สิบคน ถูกตัดหัวเสียบประจานแต่เช้า
คราวนี้แต่ละฝ่ายที่เตรียมจะใช้ เดรัจฉานวิชาในเมืองหลวงต่างค่อยๆ หนีหายออกไปจากเมือง ไม่กล้าเข้ามาก่อปัญหาอีก การรวมกลุ่มกันทั้งสองฝ่ายต้องเงียบไประยะหนึ่งไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหวอะไรอีก...
แต่ว่าเื่ซ่อมสุมกำลังไม่หยุดแค่นี้ หลังจากผ่านไป 6 เดือน กลับมีกองกำลังอาสาบางส่วน ถูกซื้อตัวไปเป็จำนวนมาก โดยกลุ่มคนผู้หนึ่ง ซึ่งการนี้ ทั้งพระพิมลธรรมและ พระศรีเสาวภาคย์ก็ไม่มีใครได้ล่วงรู้มาก่อน โดยมีองค์ไล ซี่งมีวัยแค่ 9 ปี สามารถดึง ลูกชายของออกญาทั้งสี่คนที่กุมอำนาจในเมืองกรุงศรี มาเป็พวกจนได้ คลื่นใต้น้ำลูกใหม่กำลัง จะเกิดขึ้นอีก
ในขณะที่องค์าาก็เริ่มมีอาการประชวรมากขึ้น ซึ่งพระองค์ก็ทำใจได้ว่าคงเหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว....