ตอนที่ 3 การพบหน้าที่โคตรอึดอัดใจ
คำเรียกอันคุ้นเคยคำเรียกของคนที่มียศสูงที่สุดในกระทรวงเวทมนตร์ ผู้ที่ทุกคนต้องให้ความเคารพในกฎเกณฑ์ต่าง ๆ และอบิเกลก็เช่นกันเธอต้องเคารพบุคคลนี้ในฐานะเ้านาย ท่านรัฐมนตรี แต่บุคคลนี้เธอก็ไม่เคยเห็นหน้าคาตามาก่อนนอกจากเสียงเลยสักนิด เธอมองแผ่นหลังของอาสก็อตอย่างสงสัยว่าเขามาบังตัวเธอทำไมก่อนที่ตัวเธอนั้นจะค่อย ๆ โผล่หน้าออกมาสถานการณ์ว่าเป็อย่างใด ก่อนที่เธอจะเห็นใบหน้าของกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าที่มีชาย หญิง และเด็กชายหญิงสองคน แต่ที่สังเกตเด็กชายและหญิงมีสีผมที่คล้ายกับชายหนุ่มอีกคนที่มีหนวดเครา แต่ใบหน้าของชายคนนั้นดูโกรธเคืองอะไรสักอย่างแต่สายตานั้นกับมองมาทางอาของเธอจนเธอนั้นเงยหน้ามองอาสก็อตอย่างเป็ห่วงว่าจะไม่โดนกลุ่มคนตรงหน้าทำอะไรใช่ไหม
‘อาสก็อต...’ อบิเกลคิด
บรรยากาศตอนนี้ช่างตึงเครียดไปหมด ก่อนหน้าที่สก็อตก็มากับเดลล่าแล้วเพื่อมาขอความช่วยเหลือจากคุณโอลิแวนเดอร์ว่า้าให้หลานมีไม้สำรองเพื่อนปกปิดไม้อีกตัวของหลานสาว คุณโอลิแวนเดอร์ก็เสนอว่าจะช่วยเต็มทีเขากับเดลล่าเลยออกไปตามหลาน แต่ไม่นึกว่ากลับมาแล้วจะมีจะเจอกับกลุ่มคนที่เขาไม่อยากเจอ สก็อตมองด้วยสีหน้าเรียบนิ่งโดยไม่สนใจสายอันโกรธเคืองในตัวเขา เพราะเขาชินแล้วกับสายตาแบบนั้น น้ำเสียงอันด่าทอ คำพูดอันทำร้ายจิตใจของเขา แต่เขาก็ยังฝืนที่จะเอ่ยทักทายอีกฝ่ายโดยไม่สนใจอะไร เพราะอีกฝ่ายอยู่กับเด็กคนไม่ทำอะไรเขาก่อนหรอกมั้ง
“พาลูกชายกับหลานสาวมาเลือกไม้กายสิทธิ์สินะครับ”
“เห็นก็น่าจะรู้นะ!” เฮอร์ไมโอนี่กล่าวขึ้น
“โทษครับ...ที่ถามไม่คิด...” สก็อตถึงกับรู้สึกว่าตัวเองไม่น่าถามจริง ๆ
“แล้วแกล่ะ!” เสียงชายอีกคนเอ่ยออกมา “มาทำอะไรที่นี่!?”
สก็อตหันสายตามองก่อนที่จะค่อย ๆ ขยับใบหน้าชายที่อยู่ข้าง ๆ หญิงสาว เขาจำใบหน้านั้นได้อย่างดี ใบหน้าที่โกรธเคืองเขาและไม่พอใจเขาเป็อย่างมาก
“ฉันมาทำอะไรมันก็เื่ของฉัน คุณหัวหน้ามือปราบมาร...ไม่สิ...คุณวีสลีย์” สก็อตเอ่ยพูดขึ้น แต่ประโยคสุดท้ายเขากับพูดเน้นคำออกมาเหมือนพาเื่อีกฝ่าย
“แก!”
“ใจเย็น ๆ ที่รัก” เฮอร์ไมโอนี่ยกมือขึ้นมาห้ามคนเป็สามีด้วยสายตาห้ามให้สามีทำอะไรที่ไม่ควรทำ
ชายหนุ่มเห็นภรรยาเอ่ยแบบนั้นพร้อมกับสายตาที่กำลังบอกอะไรบางอย่างเขาก็สะบัดตัวอย่างไม่พอใจสุด ๆ
“ชิ! ถ้าภรรยาฉันไม่ห้ามนะ ฉันเล่นงานนายแน่ ๆ” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมกับยกนิ้วขึ้นมาชี้หน้ามาทางสก็อต
อบิเกลได้ยินแบบนั้นเธอก็เงยหน้ามองอาสก็อตที่ปล่อยให้อีกฝ่ายหาเื่ตนเองอย่างเดียว แต่เธอก็ต้องขำเมื่อชายผมแดงกำลังโกรธอาของเธอก็โดนภรรยาห้ามไม่ให้ทำอะไรจนเธอขำออกมาเบา ๆ ที่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะกลัวภรรยาของตนเองพอตัว
‘คิก ๆ เหมือนสมัยก่อนเลยแฮะ...เอ๋...?’
สิ่งที่เธอเอ่ยออกมานั้นก็กระตุกต่อมความสงสัยขึ้นมาว่าทำไมเธอถึงเอ่ยอะไรแบบนั้นออกมา โดยที่เธอนั้นไม่รู้ชายหญิงคู่นี้สักนิด
‘ทำไม...ฉันถึงคิดแบบนั้นออกมากัน?’
ใบหน้าอันเล็กจ๋อยกำลังขมวดคิ้วด้วยความสงสัยในความคิดของตนเองที่เอ่ยแบบนั้นออกมาชั่ววินาทีที่รู้สึกคุ้นเคยกับหายไปยิ่งทำให้สงสัยมากกว่าเดิม เดลล่าที่อยู่ข้างหลังเด็กน้อยก็ก้มมองก็เห็นเด็กน้อยมีท่าทางแปลก ๆ เหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่างจนเธอนั้นย่อตัวลงหาเด็กน้อยพร้อมกับกระซิบเบา ๆ
“เป็อะไรจ๊ะ? แอ็บบี้”
อบิเกลเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าอันหงุดหงิดกับความคิดของเธอก่อนหน้าจนเธอนั้นสงสัยว่าถามอีกฝ่ายจะได้คำตอบไหมจนเธอตั้งสมาธิก่อนจะเอ่ยถามออกไป
“เดลล่า...”
“ว่าไงจ๊ะ?”
“หนูถามอะไรหน่อยสิ...”
“ว่ามาเลย...”
“หนูรู้จักพวกเขาหรือเปล่า?” อบิเกลหันหน้าไปทางพวกท่านรัฐมนตรีด้วยความสงสัย
เดลล่าที่ได้ยินแบบนั้นก็นิ่งเงียบไปชั่วขณะก่อนจะตั้งสติแล้วเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเป็ปกติ
“ทำไมถามแบบนั้นล่ะ?”
“ไม่รู้สิ...เมื่อกี้หนูพูดบางอย่างออกมา...เหมือนเคยรู้จักพวกเขา...แต่ความรู้สึกนั้นก็หายไป...เหมือนหนูจำไม่ได้ว่าเคยพูดอะไรออกไป...”
เดลล่าได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกสงสารเด็กน้อยที่มีความรู้สึกแบบนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะหลายปีก่อนเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้เธอคงไม่ต้องมาได้ยินคำพูดแบบนี้ เธอยกมือขึ้นมาััใบหน้าของเด็กน้อยอย่างเบามือ
“ฉันไม่รู้ว่าเมื่อกี้หนูเกิดอะไรขึ้นนะ แต่ถ้าวันใดเกิดจำอะไรได้บอกฉัน”
“จำได้...จะมีวันที่หนูจำอะไรได้ด้วยเหรอคะ?”
อบิเกลเอ่ยถามอย่างสงสัย เพราะั้แ่เธอมาอยู่กับพวกเขาเธอไม่มีความทรงจำในอดีตอยู่เลย เดลล่ามองเด็กน้อยที่เอ่ยถามแบบนั้นก็ทำให้เธอรู้สึกเศร้าใจหน่อย ๆ แต่เธออยากให้เด็กน้อยมีความหวังกับความทรงจำของเธอ
“สักวัน...สักวันหนูจะจำได้...”
เดลล่ากล่าวแบบนั้นแต่ข้างในลึก ๆ ของเธอก็ไม่อยากให้เด็กน้อยจำได้เลย เพราะมันจะทำให้เด็กน้อยอาจจะไม่อยากให้ตัวเองจำได้เลยว่าตัวเองเป็ใคร
อบิเกลได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้มให้แล้วพยักหน้าเบา ๆ “สักวัน...หนูจะจำให้ได้!!”
ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่กันในขณะนั้นโดยไม่สนใจคนรอบข้างแต่อย่างใด จนกระทั่งสายตาของเฮอร์ไมโอนี่สะดุดไปเห็นเดลล่ากำลังนั่งย่อคุยกับใครอยู่ข้างหลังของสก็อต ทำให้เธอสงสัยว่ามีใครอยู่ข้างหลังกัน
“เธอคุยกับใครนะ? เดลล่า”
“อ๊ะ!!” เดลล่าสะดุ้งขึ้นมาก่อนจะชะโงกหน้ามามองอีกฝ่ายที่เรียกตัวเธอ นั้นทำให้เธอรีบลุกขึ้นมาทันที “คือว่า...ไม่มีอะไรนะ ฉันแค่ผูกเชือกรองเท้านะ”
คำแก้ตัวของอีกฝ่ายทำให้เฮอร์ไมโอนี่มองลงต่ำลงไปก็เห็นว่ารองเท้าที่อีกฝ่ายใส่นั้นมันเป็แบบสวมไม่ใช่แบบเชือกเลย
“โกหกให้มันเนียนหน่อยได้ไหม? เดลล่า” เฮอร์ไมโอนี่ใช้สายตามองต่ำลง
เดลล่าเห็นแบบนั้นเธอก้มมองรองเท้าก็ต้องวิตกกังวลเล็กน้อย “อ๊ะ!! ฉัน...”
อบิเกลมองเดลล่าที่กำลังประหม่าเหมือนอยากปิดปังเื่ของเธอ แต่ว่าสำหรับเธอการปิดปังอะไรบางอย่างนั้นสักวันก็ต้องมีคนรู้จนเธอนั้นคิดว่าจะต้องช่วยอีกฝ่าย เธอค่อย ๆ ก้าวขาออกมาพร้อมจับมือของเดลล่า
“คนที่คุณแม่กำลังคุยด้วยคือหนูค่ะ!!”
“แม่?” เดลล่าก้มมองเด็กน้อยที่เอ่ยเรียกเธอว่าแม่ ทำให้ใบหน้าของเธอแดงก่ำอย่างปลื้มปีติ
“แอ็บ!” สก็อตหันไปมองหลานสาวที่จู่ ๆ ก็เดินออกมา
“!!”
ทุกสายตาต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นเด็กหญิงที่พวกเขาไม่รู้จัก แต่ใบหน้าของเด็กน้อยคล้ายคลึงกับคนคนหนึ่งที่พวกเขารู้จัก เฮอร์ไมโอนี่จ้องมองเด็กน้อยดวงตาคู่นั้นดวงตาสีเขียวที่คล้ายกับชายคนนั้น อบิเกลมองกลุ่มคนตรงหน้าที่นิ่งเงียบไปก่อนที่เธอจะทำท่าจับชายกระโปรงถึงเธอจะใส่กางเกงมาก็ตาม
"หนูชื่ออบิเกล เมอร์รัล” อบิเกลแนะนำตัวเธอทอดสายบัวลงเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายกยิ้มให้แก่พวกเขาอย่างอ่อนโยน “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
รอยยิ้มของเด็กน้อยยิ่งทำให้พวกเขาตกตะลึงที่มันคล้ายกับเด็กคนหนึ่งที่พวกเขารู้จัก เด็กสองคนที่อยู่ตรงนั้นต่างทำสีหน้าสงสัยว่านี่มันเื่อะไรกัน แต่ไม่ใช่แค่เด็ก ๆ ที่คิดแบบนั้นสองสามีภรรยาวีสลีย์ก็ตกตะลึงอย่างใที่เด็กน้อยตรงหน้ามีความคล้ายคลึงกับคนรู้จักไม่มีผิด
“อบิ...เกล...”
เฮอร์ไมโอนี่เอ่ยชื่อของเด็กตรงหน้าด้วยสีหน้าอ้ำอึ้ง เธอไม่คิดว่าจะมีใครที่คล้ายกับหลานสาวของเธอ สายตาของเธอหันไปมองชายที่เธอรังเกียจที่สุดในตอนนี้ทันใด สก็อตเห็นสายตานั้นเขาไม่พูดอะไรเด็ดขาด เพราะมันเหมือนคำแก้ตัวที่พวกเขาจะไม่ฟัง อบิเกลเห็นแบบนั้นเธอก็ยกมือขึ้นมากระแอมเบา ๆ
“อะแฮ่ม! ก็อย่างที่หนูพูดนะคะ หนูกำลังคุยกับคุณแม่ แล้วพอดีคุณพ่อเขาบังตัวหนูไว้ เลยไม่ค่อยสะดวกในการคุยตรง ๆ ถึงได้แอบคุยกันนะคะ คงไม่ว่าอะไรกันนะ?”
อบิเกลเอ่ยพูดพร้อมสายตาอันใสซื่อ แต่คำพูดของเธอเป็การบ่งบอกว่าอย่าถามเยอะดีกว่ามันน่ารำคาญมาก ๆ อยู่แล้วถ้าพวกเขาจะสงสัยอะไรอีก
“คุณแม่? คุณพ่อ?” เฮอร์ไมโอนี่ทวนคำที่เด็กน้อยเรียกสองคนตรงหน้าของเธอว่าพ่อแม่
“ใช่ค่ะ!” อบิเกลขานตอบทันทีก่อนจะหันไปหาเดลล่ากับอาสก็อตและจับมือทั้งสองคน “คุณแม่ คุณพ่อของหนูค่ะ!!”
สายตาอันแข็งกระด้างจ้องมองหญิงตรงหน้าด้วยสายตาอันมุ่งมั่นว่าทั้งสองคนข้าง ๆ ของเธอคือพ่อแม่ของเธอ ทำเอาทั้งสองคนที่ได้ยินแบบนั้นแอบเขินอายเล็กน้อยที่เด็กน้อยเรียกพวกเขาแบบนั้น แต่เฮอร์ไมโอนี่ไม่อยากเชื่อสายตาว่าเด็กคนนี้จะเป็ลูกของสองคนนี้ เพราะทั้งใบหน้าและสายตาที่กำลังมองเธอนั้นคล้ายกับหลานสาวของเธอที่ตายไปแล้ว ยิ่งทำให้เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนไปหมด เฮอร์ไมโอนี่กำลังรู้สึกแปลก ๆ ภายในร่างกายนั้นคนเป็สามีก็รู้สึกโกรธเคืองเป็ที่สุดที่ชายตรงหน้าที่พวกเขาไม่อยากญาติดีด้วยกล้าตั้งชื่อลูกสาวด้วยชื่อนั้น
“แก...กล้าตั้งชื่อลูกสาวว่าอบิเกล! มันจะมากไปแล้วนะ!!” วีสลีย์กำหมัดแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยว
สก็อตเห็นว่าอีกฝ่ายโกรธจังขึ้นมา เขารีบเอาตัวมาบังอบิเกลทันที “ถ้าพี่จะโกรธ พี่รอน!! มาลงที่ผมอย่ายุ่งกับเด็กคนนี้ ผมตั้งชื่อนี้ให้เพราะเป็ชื่อที่ผมรัก พอ ๆ กับพวกพี่ที่รักพวกเขาเหมือนผม”
“หุบปากของแกไปเลย สก็อต! แล้วอย่ามาเรียกพวกเราที่ว่าพี่!!”
เสียงตะคอกของรอนทำให้สก็อตถึงกับคอตกที่เขานั้นไม่สามารถทำให้ความสัมพันธ์สมัยก่อนกลับเป็เหมือนเดิมได้ อบิเกลที่ไม่รู้ว่าอาของตนเองเกี่ยวข้องอะไรกับคนพวกนี้ เธอเงยหน้ามองอาอย่างสงสารที่โดนคนพวกนี้ทำร้ายจริงใจแค่ไหน เธอขมวดคิ้วด้วยสีหน้าไม่พอใจ เฮอร์ไมโอนี่เห็นสีหน้านั้นของเด็กน้อยช่างคล้ายมากเวลาที่ชายคนนั้นโกรธ
‘แฮร์รี่!’ เฮอร์ไมโอนี่คิด
เฮอร์ไมโอนี่เห็นภาพซ้อนของแฮร์รี่ซ้อนกับเด็กตรงหน้ามันยิ่งทำให้คิดถึงมากกว่าเดิมจนกระทั่งรอนตะคอกขึ้นมาอีกครั้ง
“ฉันเกลียดขี้หน้านายมาตลอด ฉันบอกแฮร์รี่แล้วว่านายไม่น่าไว้ใจเลยสักนิด!! แต่แฮร์รี่ก็เชื่อใจแก!!”
“พูดจริงเหรอครับ? คุณยังทำตัวสนิทกับผมอยู่เลยนะ ตอนที่พี่เขาพาผมมารู้จักพวกคุณนะ”
“หุบปาก!! ฉันไม่อยากได้ยินคำพูดอะไรจากนาย! นายไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลเรา!! แต่ตระกูลพอตเตอร์-!!”
“พอได้แล้ว รอน!!” เฮอร์ไมโอนี่ะโเสียงดังขึ้น
“จะให้มันลืมเหรอ?! เฮอร์ไมโอนี่!! มันได้มรดกของแฮร์รี่ไปหมด!! มันต้องเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นด้วยแน่ ๆ !! ที่ทำให้ครอบครัวพอตเตอร์ต้องตายไปนะ!!” รอนะโชี้หน้าใส่สก็อตทันที
สก็อตถึงกับสตั้นไปชั่วขณะกับคำพูดของชายตรงหน้าที่กล่าวถึงชายที่เขานั้นคิดถึงเพียงใดจนอยากจะลืม ๆ แต่มันก็แฝงอยู่ภายใต้กายหยาบที่คล้ายเขาอย่างกับแกะ
“!!” อบิเกลตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยินเธอเงยหน้ามองอาของเธอทันใด
เธอรู้ดีกว่าครอบครัวพอตเตอร์คือครอบครัวของมหาจอมเวทอย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ ชายที่มีวีรกรรมที่กล้าหาญมากมายเกินกว่าจะนับได้ แต่ต้องที่น่าเสียใจเมื่อหลายปีก่อนครอบครัวพอตเตอร์ทั้งครอบครัวเสียชีวิตเพราะฝีมือของใครบางคนที่ลบตัวตนของตนเองออกไปอย่างง่ายดายจนเหล่าพ่อมดแม่มดตามหาหลักฐานไม่ได้ว่าใครกันเป็คนฆ่าครอบครัวพอตเตอร์ จนเกิดข่าวลืออันหนาหูว่าอาสก๊อตอาจจะเป็พวกพ่อมดแม่มดดำที่้าฆ่าแฮร์รี่และครอบครัวของเขาด้วย นั้นทำให้ครอบครัวฝ่ายภรรยาของแฮร์รี่เสียใจที่ได้ข่าวการตายของครอบครัวพอตเตอร์ แต่อบิเกลพึ่งนึกได้ว่าครอบครัวของฝ่ายภรรยามีนามสกุลว่า วีสลีย์ จนเธอค่อย ๆ หันไปมองครอบครัวตรงหน้าจึงได้รู้ว่าที่พวกเขาโกรธเคืองอาของเธอตอนนี้เพราะอะไร แต่ก็ยังมีความสงสัยว่าอาของเธอนั้นเกี่ยวข้องอะไรกับชายคนนั้นกันแน่
“อาสก็อต...” อบิเกลเรียกอีกฝ่ายเบา ๆ
“ฉันรู้ว่าพวกนายโกรธเคืองที่ฉันได้มรดกของพี่มา...แต่...ฉันก็ไม่เคยเอามาใช้ เพราะเหตุผลที่พี่เขาสั่งไว้...” สก็อตกล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง เขาหลับตาลงพร้อมกับหันไปหาอบิเกล “พวกนายจะโกรธเกลียดฉันก็ได้...แต่เด็กคนนี้ไม่เกี่ยว!”
“ไม่เกี่ยว! คิดงั้นเหรอ? หึ!” รอนจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าไม่พอใจแล้วขบขันที่อีกฝ่ายพูด “อีกไม่นานใกล้ถึงวันเปิดเรียนวันนั้นคงได้เห็นล่ะว่าจะเกิดอะไรขึ้น!!”
“!!” สก็อตขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจทันที
“อ๋อ แล้วก็ใกล้ถึงวันแข่งขันของกระทรวงคงได้เห็นอะไรดี ๆ อย่างการเห็นนายตัวแบนต่อหน้าฉันล่ะนะ”
“หือ!!” คำพูดอีกฝ่ายทำให้อบิเกลเคืองขึ้นมาทัน เมื่อเขาพูดว่าอาของเธอจะแพ้การแข่งกับเขา
“ใครกันแน่ที่จะแบนนะ? คุณวีสลีย์ ฉันจะรอดูใครจะแบนก่อนละกันนะ? นายหอยทาก!”
รอนได้ยินคำเรียกของอีกฝ่ายทำให้ใบหน้าอันขาวซีดอยู่แล้วกับกลายเป็สีแดงก่ำขึ้นมาด้วยความรู้สึกเคือง ๆ กับคำเรียกนั้น
“แกเรียกใครว่านายหอยทากกัน!!” รอนหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาในทันที
อบิเกลเห็นแบบนั้นก็รีบพุ่งมาตรงหน้าพร้อมกับหยิบไม้กายสิทธิ์ของตนเองออกมาโดยทันทีจนพวกผู้ใหญ่ตรงหน้าเกิดใที่เด็กน้อยมีไม้กายสิทธิ์ได้
“ถ้าทำร้ายพ่อหนูแม้แต่นิดเดียว หนูจะเสกให้คุณกลายเป็สัตว์เลยค่อยดู!”
พวกเขาจ้องมองเด็กน้อยถือไม้กายสิทธิ์ก็แอบใที่ไม้นั้นหน้าตาคล้ายไม้ที่พวกเขาเคยเห็นว่ามันโดนทำร้ายไปแล้ว โอลิแวนเดอร์เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าทุกอย่างเขาก็กระแอมขึ้นมาในทันที
“อึก...ฮืด!”
ทุกคนหันไปมองโอลิแวนเดอร์ในทันใด โอลิแวนเดอร์กุมมือลงกับพื้นโต๊ะพร้อมกับเอ่ยบางอย่างออกมา
“นี่ร้านฉัน ฉันี้เีซ่อมแซมกันใหม่นะ เ้าหนูทั้งหลาย”
เฮอร์ไมโอนี่ได้ยินแบบนั้นก็ละอายใจก่อนจะจับมือเด็กทั้งสองเบา ๆ “เราหมดธุระแล้ว กลับกันเถอะ!!”
เฮอร์ไมโอนี่จูงมือเด็ก ๆ พาออกจากที่แห่งนั้น รอนเห็นภรรยาออกไปแล้วเขาก็เก็บไม้กายสิทธิ์ของตนก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับชนไหล่ของสก็อตหนึ่งครั้ง แต่ถึงโดนแบบนั้นสก็อตก็ไม่ตอบโต้แต่อย่างใด พอพวกเขาออกไปหมดแล้วเหลือเพียงแค่พวกเขา อบิเกลก็ทำท่าทางโกรธอย่างไม่พอใจแล้วหันไปหาอาสก็อต
“อ๊า!! พวกนั้นคิดว่าตัวเองเป็คนใหญ่คนโตแล้วจะเล่นงานคนอื่นได้เหรอ!? อาก็อีกคนไม่ต่อสู้อะไรเลย!!”
“ทำไงได้ล่ะ? ถ้าตอบโต้ เราก็เป็ฝ่ายเสียเปรียบมากกว่านะ”
“อ๊าาาาาาาาา!! ไอ้พวกมีอำนาจเว้ย!!!” อบิเกละโลั่นร้านไม้กายสิทธิ์
พวกผู้ใหญ่แอบขำท่าทางของเด็กน้อยที่กำลังโวยวายผู้ใหญ่ โอลิแวนเดอร์มองเด็กน้อยอย่างเอ็นดู ก่อนที่เขาจะถามพวกเขาทั้งสามคน
“แล้วพวกเธอมาทำอะไรกันนะ?”
“โทษทีครับ...ก็...อย่าที่ผมบอกไปก่อนหน้า...” สก็อตเดินมาที่เคาน์เตอร์ พอกับหันสายตาไปมองอบิเกล
“อ๋อ!! ฉันนี่ขี้ลืมจริง ๆ พอแก่ก็เป็แบบนี้ล่ะ!” โอลิแวนเดอร์นึกขึ้นมาได้ก็หันไปมองเด็กที่อีกฝ่ายมอง “ไง สาวน้อยโตขึ้นเยอะเลยนะ”
“สวัสดีค่ะ คุณตาโอลิแวนเดอร์”
“หนูรู้ใช่ไหมว่าตัวเองมาทำอะไรที่นี่?”
“รู้ค่ะ...คุณอา้าให้หนูหาไม้กายสิทธิ์อีกอันมาเป็ตัวแทนไม้อีกอันของหนูเวลาเรียนหนังสือค่ะ”
“โอ้...สมควรอย่างยิ่ง งั้นรอสักครู่นะ” โอลิแวนเดอร์ เดินออกจากตรงนั้นไปหาไม้กายสิทธิ์
ระหว่างที่กำลังรอโอลิแวนเดอร์ไปเอาไม้อยู่นั้น สก็อตก็แอบหงอย ๆ ที่หลายสาวนั้นมีท่าทีเปลี่ยนไปหลังจากทะเลาะกับพวกบ้านวีสลีย์ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามเบา ๆ
“ไม่เรียกอาว่าพ่อแล้วเหรอ?” สก็อตแอบแซวหลานสาวสักหน่อย
อบิเกลได้ยินถึงกับหันหน้าหนีด้วยใบหน้าที่เขินแดง “หึ!! ไม่มีวัน! อาไม่แต่งงานหนูก็ไม่เรียกพ่อเด็ดขาด!!”
“หือ?” สก็อตได้ยินแบบนั้นก็อึ้งไปชั่วขณะ
เดลล่าที่ได้ยินก็แอบคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะแต่งงานเนี่ยนะ สีหน้าเธอก็เศร้าหมองถ้าอีกฝ่ายแต่งงานกับใครสักคนที่อีกฝ่ายรัก สก็อตได้ยินคำสั่งของหลานก็แอบเครียดว่าตัวเองจะมีใครอยากมาแต่งงานกันจนเขานั้นหันไปมองคนข้าง ๆ ที่มีสีหน้าครุ่นคิด เขามองหญิงสาวที่มีสีหน้าที่ทำให้เขารู้สึกอยากเอามือไปจับแยกออก แต่เขานั้นอยากจะทำสิ่งที่เขาอยากทำมานานพอตัวแต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะคิดแบบเดียวกับเขาไหม เดลล่าที่กำลังคิดบางอย่างด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยเธอก็เงยหน้าขึ้นมาจนดวงตาทั้งสองก็สบตากันพอดีจนเธอมองว่าอีกฝ่ายมองเธอทำไม สก็อตยกยิ้มให้เธออ่อน ๆ จนเดลล่าใที่อีกฝ่ายยิ้มให้เธอ สก็อตก็หันกลับมาหาหลานในทันใด
“สัญญาแล้วนะว่าถ้าอาแต่งงาน เราจะเรียกอาว่าพ่อนะ”
“หาคนที่อาอยากจะแต่งก่อนเถอะ! แต่คนแบบอาคงจะยากล่ะนะ” อบิเกลแอบแซะอาตัวเอง เพราะคนแบบอาจจะหาคนคบยาก ถ้าไม่ใช่คนข้าง ๆ
“เหรอ? งั้นอาขอเดลล่าแต่งงานเลยละกัน”
“เอ๋!?” เดลล่าได้ยินถึงกับหน้าแดงในทันที
“เอ๋!!?” อบิเกลหันหน้าไปมองอาของตนเองที่พูดแบบนั้นออกมา เธอถีบขาของอาทันที “จะบ้าหรือไง! มาพูดขอแต่งงานง่าย ๆ แบบนี้ได้ไง! อารักเดลล่าหรือไง!? ไม่ได้รักอย่ามาพูดแบบนั้นเพื่อชนะพนันของหนูนะ!!”
สก็อตดึงคอเสื้อด้านหลังของหลานสาวที่กำลังเตะเขาพร้อมกับะโออกมา “ก็รักนะสิ! ถึงขอนะ!!”
คำคำนั้นของสก็อตทำเอาอบิเกลกับเดลล่าพากันอึ้งกันไปเลย สายตาของอบิเกลนั้นหันไปมองเดลล่าที่อึ้งจนจะช็อกกับคำพูดของฝ่ายชาย
“รัก...รักมาก ๆ ทำให้ฉันสงสัยมาตลอดว่า...ตัวเองกล้าปฏิเสธเธอได้อย่างไร โดยที่ใจของฉันนั้น...ก็รักเธอมาตลอดแท้ ๆ” สก็อตพูดพร้อมกับหันไปมองเดลล่า
“บะ...บะ...บ้า! คนบ้า!! ทำไม…ทำไมถึงกล้าสารภาพออกมาแบบนั้น” เดลล่าพูดตะกุกตะกักจนสับสนไปหมด สก็อตวางหลานสาวลงพร้อมกับเดินไปหาอีกฝ่าย "ตอนฉัน...ตอนฉันสารภาพกับนาย...ฉันใช้เวลา...แถมตาย...”
เขาเดินมาถึงตัวอีกฝ่ายแล้วยกมือขึ้นมาััใบหน้าอีกฝ่ายเบา ๆ “โทษนะที่ฉันเป็พวกซื่อบื้อที่จะทำอะไรก็จะทำ โดยไม่สนใจอะไร แล้วก็...เวลาฉันลำบากกี่ครั้งต่อกี่ครั้งมีเธออยู่ข้าง ทุก่เวลาของฉัน...มีเธออยู่ข้าง ๆ แต่ฉันก็คงยังบ้าที่จะปฏิเสธ ถึงเธอโดนปฏิเสธเธอก็ยังอยู่ข้าง ๆ นั้นทำให้ฉันพึ่งมารู้ใจตัวเองว่า...”
“ว่า...”
“การมีเธอข้าง ๆ นั้นฉันมีความสุขแค่ไหนและฉัน...ตกหลุมรักเธอมานานแค่ไหน”
“อ๊า!” ใบหน้าของเดลล่าแดงก่ำขึ้นมาในทันที
“เฮ้อ...กว่าจะสารภาพรักกันได้ ใช้เวลาจังเลยนะคะ อาสก็อต” อบิเกลกอดอกจ้องมองผู้ใหญ่สองคนกำลังอยู่ในมุมโมเมนต์แห่งความรัก
“อ๊ะ! แอ็บบี้! หรือว่าเธอ!!” สก็อตมองหลานสาวเหมือนรู้สึกว่าหลานวางแผนให้เขาสารภาพรักกับคนที่เขารัก
“หนูอบิเกล...”
“จะไปจดทะเบียนสมรสกันก่อนก็ได้นะ หนูจะเลือกไม้ ถ้าไม้เอลเดอร์เขายอมล่ะนะ”
“ไม่ต้องพูดประชดเลยนะ!” สก็อตเดินไปหาหลานสาวพร้อมกับจับหัวหลาน “อย่าลืมที่สัญญานะ ถ้าอาแต่งงานแล้วหลานต้องเรียกอาว่าพ่อนะ”
“ห๊า?” อบิเกลขมวดคิ้วขึ้นมาพร้อมกับจับมืออีกฝ่ายที่กำลังจับหัวเธอ “ไหน? ใบสัญญาล่ะ?”
“อ๊ะ?” สก็อตอึ้งกับคำพูดของหลานสาว “หมายความว่าไง?”
“ก็ถ้าไม่มีใบสัญญาก็แปลว่าหนูไม่ได้พูดนี่น่า?”
“ห๊า!! หลานยังพูดเมื่อกี้เลยนะว่าถ้าอาแต่งงานจะเรียกว่าพ่อนะ”
“เอ๋? ไม่มีพยานซะหน่อยนะ” อบิเกลทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้
เดลล่าเห็นการกัดกันของอาหลานคู่นี้ก็ขำขึ้นมา เธอเดินเข้าไปหาพร้อมกับเสนอตัวเป็พยาน
“ฉันก็ได้ยินนะ อบิเกล”
“อ๊ะ! เดลล่า!” อบิเกลหันไปมองอีกฝ่ายอย่างใที่อีกฝ่ายเสนอเป็พยานซะงั้น “เดลล่ามาเป็พยานไม่นับ”
“งั้นฉันก็ได้นะ” โอลิแวนเดอร์กลับมาพร้อมกับกล่องไม้กายสิทธิ์หลายกล่อง “เพราะฉันอยู่ในร้านเสียงมันก็ดังไปทั้งร้านนะ”
“...” อบิเกลจ้องมองอย่างวิตกกังวล
สก็อตฉีกยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ออกมาพร้อมกับหันหัวของหลานมามองเขา “เอาไงจ๊ะ ลูกรัก”
ใบหน้าของอบิเกลถอดสีทันทีที่อีกฝ่ายยิ้มแบบนั้น ทำเอาตัวเธอไปไม่พูดจริงๆ “งื้อออออออออ!! ก็ได้ เรียกพ่อก็พ่อ!!”
“หึ ๆ อยู่ด้วยกันมานานครั้งแรกเลยที่หลานเรียกอาว่าพ่อนะ” สก็อตยกมือขึ้นมาแตะหัวหลานสาวเบาๆ
อบิเกลกอดอกอย่างไม่ชอบใจที่ไม่ได้ชนะพนัน แต่ก็แอบดีใจที่อาทั้งสองคนจะได้แต่งงานกันเสียที ระหว่างที่มองสองคู่รักใหม่กำลังเขินอายต่อกัน อบิเกลต้องมานั่งเลือกไม้สำหรับการเรียน เจอไม้แรกก็หักในทันที ทำเอาเธอเกลียดเลยว่าจะทำไงดีกับพลังบางอย่างที่มันทำให้เธอไม่สามารถใช้ไม้อื่นได้ เธอหันไปมองไม้ประจำตัวของเธอที่กำลังเื่มากในการเลือกไม้ให้ เธอหยิบมันขึ้นแล้วพูดบางอย่างกับไม้
“ได้โปรดเถอะ ไม้เอลเดอร์ ถ้าแกไม่ให้ฉันเลือกไม้ แกอาจจะต้องโดนแย่งออกจากฉันก็ได้นะ ถ้าไม่ชอบอันไหนโปรดขยับก็พออย่าทำให้หัก ถ้าชอบก็อยู่นิ่ง ๆ ได้โปรดให้ฉันสามารถเลือกไม้ที่เหมาะสมกับฉันด้วยเถอะนะ!!”
อบิเกลพูดคุยกับไม้กายสิทธิ์จบ เธอวางมันลงพร้อมกับเลื่อนมือไปเลือกไม้กายสิทธิ์ตรงหน้าต่อ พวกผู้ใหญ่ตั้งใจดูสิ่งที่เด็กทำ
“ถ้าเด็กคนนี้โตขึ้นอาจจะได้เป็ช่างทำไม้กายสิทธิ์ก็ได้นะ”
“ไม่มีทาง คุณโอลลิแวนเดอร์ หลานผมต้องได้เป็สิ่งที่เขาอยากเป็เช่นมือปราบมารก็ได้”
“พนันกับฉันไหมล่ะ? เ้าหนู”
“เอางั้นก็ได้นะ”
“ไม่ต้องมาพนันเื่หนูเลยนะ หนูโตขึ้น...” อบิเกลหันไปมองผู้ใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ เธอจับจ้องมองอาของเธอก่อนจะหันหน้าหนีด้วยความเขิน “หนูจะเป็เ้าหน้าที่สัตว์วิเศษ!!”
“อ๊ะ...!” สก็อตอึ้งกับคำพูดของหลานสาวที่อยากเป็เหมือนเขา ทำให้น้ำตาของเขาไหลออกมาจนต้องรีบเช็ด
อบิเกลไล่มือไปตามไม้กายสิทธิ์ที่เธอจะเลือก พอจะแตะอันไหนไม้กายสิทธิ์อันเดิมของเธอนั้นเอาแต่สั่นไปมา จนกระทั่งเธอไปจับอันหนึ่งแล้วไม้มันไม่สั่นอีก เธอหยิบขึ้นมาไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอลองหันปลายไม้ไปที่หนังสือพร้อมกับสะบัดไม้ไปมา หนังสือก็ลอยขึ้นมาในทันที บ่งบอกว่าไม้กายสิทธิ์อันนี้ เธอสามารถใช้ไม้นี้ได้โดยไม่มีข้อกังขาอะไร
“ไม้มันได้เ้าของใหม่แล้วสินะ”
อบิเกลได้ยินก็ต่างหันไปยิ้มให้พวกผู้ใหญ่ทันที “ค่ะ!!”
เวลาผ่านไปไม่ช้า สก็อตกับเดลล่าก็พาอบิเกลกลับบ้านโดยไม่ได้เลือกสัตว์เลี้ยงประจำตัวสำหรับไปโรงเรียนให้อบิเกล เพราะว่าเด็กน้อยมีสัตว์เลี้ยงเยอะอยู่แล้วที่บ้านของเธอั้แ่สัตว์ธรรมดาจนไปถึงสัตว์วิเศษ ก่อนกลับบ้านก็แวะที่หนึ่งที่สก็อตกับเดลล่าอยากไปให้มันเสร็จ นั้นก็คือสำนักทะเบียนเพื่อจดทะเบียนสมรสถึงจะแค่นัดหมายวันที่ต้องมาจดก็ทำให้อบิเกลมีความสุขแล้ว พวกเขาเคลื่อนย้ายกลับมาที่บ้าน อบิเกลเดินไปกอดพวกเขาทันที
“อีกไม่นานแล้วจะเป็ครอบครัวเดียวกันแล้วนะคะ!!”
“ไม่ใช่ว่าเราเป็มานานแล้วเหรอจ๊ะ? แอบบี้”
“ไม่รู้สินะ แม่เดลล่า”
“ฮิ ๆ” เดลล่ายังรู้สึกจั๊กจี้กับคำพูดอีกฝ่ายที่เรียกเธอว่าแม่
“อบิเกล...” สก็อตเรียกหลานสาวด้วยเสียงเบาๆ
“จริงสิ หนูว่าหนูไปอาบน้ำพักผ่อนดีกว่า อาสก็อต...เอ๊ย ไม่สิ พ่อสก็อต” อบิเกลเอ่ยพูดพร้อมกับจะหันหลังเธอก็เอ่ยพูดต่อ "หนูหิวแล้ว!! สั่งพิซซ่าให้หนูหน่อยนะ!”
“ตายแล้วสองคนนี้กินของไร้ประโยชน์อีกแล้วนะ”
“แต่มันก็อร่อยดีน่า หนูไปล่ะ!” อบิเกลรีบเดินขึ้นไปข้างบนชั้นสองของบ้านในทันใด
สก็อตมองหลานสาวด้วยสีหน้าเศร้า ๆ เขาเดินไปข้างในห้องนั่งเล่นอย่างเงียบ ๆ เดลล่ามองอีกฝ่ายเดินคอตกเข้าไปข้างใน เธอเลยเดินตามเข้าไปพร้อมกับถามอีกฝ่าย
“สก็อต...เป็อะไรเหรอ?”
“ฉันรู้สึก...แย่นะ...ที่เด็กคนนั้นได้ยินที่พี่รอนพูดแล้ว กลับไม่ถามอะไรฉันเลยว่า...ฉันเกี่ยวข้องยังไงกับเื่ที่พวกเขาพูดกัน...?”
“สก็อต...”
“ฉันไม่กล้าบอกเลยจริง ๆ เดลล่า...ว่าฉันกับแฮร์รี่เกี่ยวข้องยังไง...”
จบตอนที่ 3 โปรดติดตามตอนที่ 4 ต่อไป