สามีคนที่สี่ –ซูจือฉือ– มีชีวิตที่เรียบง่ายที่สุด ก่อนจะเสียชีวิตอันซินผู้เป็มารดาของอันเยว่รับเขามาจากหอคณิกาชายเพื่อให้มาเป็สามีของผู้เป็บุตรี ในตอนนั้นหนุ่มน้อยป่วยหนัก อาการร่อแร่ แม้จะพักฟื้นจนกลับมาเป็ปกติก็ยังมีร่างกายที่อ่อนแอ ซูจือฉืออาศัยอยู่ตระกูลอันเป็เวลาห้าปี มีนิสัยอ่อนโยน หากเทียบกับสามีคนอื่น ๆ เขาเป็คนเดียวที่ดีกับเ้าของร่างเดิมที่สุด
ถ้าให้เลือกพันธมิตรในเรือนสักคนก็คงมีแต่เขาที่เหมาะสมที่สุด นางจะต้องขับไล่คนสารเลวที่มีเจตนาร้ายออกจากตระกูลและหย่ากับพวกเขาให้จงได้!
อันเยว่ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว สิ่งแรกที่นางจะทำหลังจากได้กลับมามีชีวิตใหม่ นั่นก็คือ —— หัวใจของซูจือฉือ
คิดไปคิดมา แสงอาทิตย์อัสดงด้านนอกก็มืดลงเสียแล้ว
“ถ้ายังไม่ตายก็ออกมากินข้าว!” เซียวสิงเยี่ยนะโอยู่นอกประตู มองสตรีบนเตียง ก่อนหัวเราะเยาะ
“ขยะจริง ๆ ไม่ได้เื่เอาซะเล๊ย”
อันเยว่พยายามอดกลั้นความโกรธที่อยู่ในอกเอาไว้ไม่ให้มันะเิออกมา แม่เอ็งเถอะ! เซียวสิงเยี่ยน สักวันเราจะได้เห็นดีกัน!
แต่ในตอนนี้นางจะทำอะไรได้ สิ่งที่อีกฝ่ายด่านั้นถูกต้องแล้ว ‘อันเยว่คนใหม่’ สวมรองเท้าด้วยท่าทางห่อเหี่ยว ก่อนลุกจากเตียงไปยังโต๊ะอาหาร
จวนตระกูลอันสร้างในแบบซื่อเหอย่วน*ขนาดกำลังพอดี ไม่เล็กไม่ใหญ่ เรือนหลักที่อยู่ทางทิศเหนือมีห้องใหญ่ทั้งหมดสี่ห้อง เรือนรองทางปีกตะวันออกมีห้องขนาดกลางสามห้อง จวนนี้สร้างด้วยอิฐ ตกแต่งด้วยกระเบื้องสีเขียวและขาวให้ความรู้สึกเรียบง่ายสว่างโล่ง
(* ซื่อเหอย่วนคือบ้านสไตล์ปักกิ่งโบราณ)
ขณะที่ทางตะวันตกนั้นมีเพียงกระท่อมที่มีสามห้องตั้งอยู่เท่านั้น เมื่อเทียบกับเรือนหลักแล้วเรียกได้ว่าต่างกันราวตำหนักอ๋องกับเล้าหมูก็มิปาน
ห้องใหญ่สี่ห้องในเรือนหลักก็คือที่อยู่อาศัยของสามีทั้งสี่ของนางนั่นเอง ส่วนห้องในเรือนรองอีกสามห้องแบ่งเป็ห้องโอสถของหยูยวน ห้องหนังสือของกู่หยางและห้องเก็บของจิปาถะ
ส่วนกระท่อมโกโรโกโสนั้นเป็ของผู้ใดไปไม่ได้นอกเสียจากอันเยว่ หากไม่รู้มาก่อน ผู้คนคงคิดว่ากระท่อมหลังนี้เป็ห้องเก็บของ หรือไม่ก็คอกปศุสัตว์อย่างแน่นอน
หน็อยแน่ ไอ้พวกระยำพวกนี้! อันเยว่หลั่งน้ำตาแห่งความคับแค้น
ในตอนนี้ห้องโอสถที่อยู่ฝั่งตรงข้ามสว่างไสวด้วยแสงเทียน หยูยวนสามีคนที่สองของนางคงกลับมาจากการเก็บสมุนไพรแล้ว ซูจือฉือคงกำลังช่วยเขาแตกสมุนไพรอยู่เป็แน่
บุรุษในชุดคลุมยาวสีขาวรูปงาม ดวงตาดอกท้อที่เป็จุดเด่นดูทรงเสน่ห์ ยามถูกดวงตาคู่นั้นจ้องมองราวกับต้องมนตร์สะกดก็มิปาน ทว่ามองอย่างไร อันเยว่ก็เห็นแต่ความน่าเกรงขามจนขนลุก กล่าวคือคนผู้นี้หล่อเหลาเย้ายวน แต่กลับไม่มีเค้าลางแห่งความเป็มิตรเลยแม้แต่น้อย
ซูจือฉือที่ยืนอยู่ด้วยมีรูปโฉมงดงามไม่แพ้กัน ดูเหมือนบัณฑิตหนุ่มน้อยผู้แสนอ่อนโยนที่ควรจะมีอนาคตอันสดใสในภายภาคหน้า ยามที่เขาแย้มยิ้มสองข้างแก้มบุ๋มลึกปรากฏเป็ลักยิ้มบาง น่ารักน่าใคร่ แต่ด้วยร่างกายที่ซูบผอมมากไปหน่อย บวกกับใบหน้าที่ซีดเซียวอยู่เสมอทำให้ความราศีแห่งความงดงามหล่อเหลามัวหมองลงไปกว่าเจ็ดแปดส่วน
ไม่นานบุรุษทั้งสองก็เดินมาทางห้องโถง ยามที่มองเห็นอันเยว่แววตาของพวกเขาก็ฉายแววรังเกียจอย่างเด่นชัด หยูหวนและซูจือฉือเดินผ่านไปยังโต๊ะอาหารโดยไม่กล่าวทักทายนางแม้แต่คำเดียว
ในตอนที่เซียวสิงเยี่ยนเตรียมอาหารเสร็จ ทุกคนก็เข้าประจำที่เรียบร้อยแล้ว เหล่าบุรุษพูดคุยกันอย่างออกรสท่ามกลางแสงนุ่มนวลสว่างไสวจากตะเกียงน้ำมันอันอบอุ่น พวกเขาทั้งสามดูกลมเกลียวกันมาก
อันเยว่ฝาดเฝื่อนที่ปลายจมูก จู่ ๆ ความทุกข์ระทมก็จู่โจม ความโศกเศร้าอัดอั้นอยู่ในอกจนทรมาน ตอนนี้นางรู้ซึ้งแล้วว่าพวกเขาคือครอบครัวเดียวกัน ในครอบครัวนี้มีเพียงนางเท่านั้นที่เป็ส่วนเกิน…ถูกทุกคนรังเกียจ
พวกสารเลวพวกนี้ อภัยให้ไม่ได้แล้ว!
ในตอนนั้นเอง ซูจือฉือก็หันมาเห็นดวงตาที่รื้นไปด้วยน้ำตาของอันเยว่ ชั่วขณะหนึ่ง เขาคิดว่าตนเองมองผิดไป… อย่างนางน่ะหรือจะร้องไห้? เื่นี้ไม่น่าจะเป็ไปได้ ปกตินางเอาแต่โวยวาย บ่นด่าและพาลใส่ทุกคนในบ้านมิใช่หรือ?
เมื่อเห็นว่าสตรีคนเดียวในบ้านเอาแต่ยืนอยู่หน้าประตู ไม่ยอมเข้ามา เซียวสิงเยี่ยนจึงขมวดคิ้วมุ่น แล้วตวาดขึ้น “ถ้าไม่กินก็ไสหัวไป! อย่ามาอยู่รกหูรกตาที่นี่!”
อันเยว่หอบร่างไร้ิญญาเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ว่าง นางไม่สนใจเลยว่าบนโต๊ะจะมีอาหารอะไรให้กินบ้าง
ผู้รับหน้าที่เป็พ่อครัวปรายตามองมา ก่อนกล่าวถากถาง “อยากกินก็ไปตักเอาเอง หรือต้องให้ข้าปรนนิบัติเ้า?”
ฮูหยินแห่งจวนตระกูลอันถือชามอันว่างเปล่าลุกไปตักข้าว ก่อนจะเริ่มใช้ตะเกียบตักข้าวเข้าปาก ยิ่งกินนางก็ยิ่งรู้สึกเจ็บแค้น แต่ไม่ว่าจะรู้สึกตรอมตรมเพียงใด นางก็กลับไปยังโลกที่นางจากมาไม่ได้แล้ว
แม้จะเป็เด็กกำพร้า ไร้ญาติพี่น้อง แต่นางก็มีเพื่อนฝูง มีสหายร่วมชั้น บนฐานเพาะปลูกแห่งนั้นยังมีคนรู้จักของนางอีกไม่น้อย ั้แ่เกิดมานางไม่เคยรู้สึกเดียวดายเช่นนี้มาก่อน นางพยายามอดกลั้นและกินข้าวจนหมดถ้วยก่อนจะหมุนตัวออกไป
เซียวสิงเยี่ยนเอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ ตอนเห็นคนรกหูรกตาลุกจากไป “วันนี้นางเป็บ้าไปแล้วรึไง?”
“ไม่รู้เหมือนกัน” ซูจือฉือมองตามแผ่นหลังของอันเยว่ มีชั่วขณะหนึ่งที่เขาเองก็รู้สึกเศร้าโศกลึกเข้าไปถึงกระดูก
นางไม่แตะต้องกับข้าวบนโต๊ะเลยแม้แต่อย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ ของกินดี ๆ จะถูกนางแย่งไปใส่ชามจนหมดและแทบทุกมื้อนางจะต้องขอเติมข้าวสามชามเป็อย่างต่ำ
อันเยว่คนใหม่เป็คนรักความสะอาด เมื่อได้กลิ่นเหม็นสาบชวนสะอิดสะเอียนของตัวเอง นางก็รู้สึกวิงเวียน ชวนคลื่นไส้ มิน่าถึงไม่มีใครอยากเข้าใกล้นางเลยสักคน ทำไมถึงได้สกปรกถึงเพียงนี้ ก้อนสีเทาบนร่างกายก็คือขี้ไคลที่จับตัวกันเป็ก้อน ๆ นั่นเอง
วันนี้อากาศร้อนเป็พิเศษ น้ำในถังตากแดดมาทั้งวันจนไม่หลงเหลือความเย็นที่เคยมี ช่างเป็เวลาที่เหมาะสมในการอาบน้ำเป็อย่างยิ่ง ทว่าด้วยความที่เ้าของร่างเดิมเป็คนที่ครึ่งปีจะอาบน้ำสักหน ทำให้ไม่มีสิ่งของจำเป็ในการอาบน้ำไว้ใช้ใกล้มือ ต่างจากพวกหมาป่าขาวที่อยู่ในเรือนหลักนู้น คนพวกนั้นมีอุปกรณ์ครบทุกอย่าง แต่ถึงจะร้องขอ แน่นอนว่าพวกเขาก็คงไม่ยอมให้นางใช้
อันเยว่อยากอาบน้ำให้สะอาด แต่การอาบน้ำจำเป็ต้องใช้ถั่วเ้าโต้ว*มิฉะนั้นอาบอย่างไรก็คงไม่สะอาดดังหวังแน่ สุดท้ายนางจำต้องวิ่งไปหาซูจือฉือที่กำลังล้างชาม ก่อนเอ่ยอ้อนวอนอย่างแ่เบา “จือฉือ ขอข้ายืมใช้ถั่วเ้าโต้วหน่อยได้หรือไม่ ครั้งหน้าข้าจะซื้อคืนให้เ้าสิบอันเลย และข้าจะทำของที่ใช้ดีกว่าถั่วเ้าโต้วให้เ้าด้วย”
(*ถั่วเ้าโต้วคือถั่วถูขี้ไคลใช้แทนสบู่ในสมัยก่อน)
ซูจือฉือหันกลับไปมองสตรีข้างกาย แสงเทียนริบหรี่ในตะเกียงยังเพียงพอให้เขามองเห็นรอยยิ้มเอาใจของผู้เป็ภรรยา คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย ก่อนหมุนตัวไปหยิบถั่วเ้าโต้วแล้วโยนให้นาง
“ขอบใจเ้ามาก” อันเยว่กล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้ม
ซูจือฉือขมวดคิ้วแน่นขึ้นกว่าเดิม เขามองตามแผ่นหลังที่วิ่งจากไปด้วยความลิงโลด แววตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความฉงน นี่นางคิดจะทำอะไรกันแน่?
อันเยว่ปลดเปลื้องอาภรณ์เน่า ๆ ของตนออกก่อนะโลงไปถังน้ำใบใหญ่ ผมเผ้ายุ่งเหยิงที่จับกันเป็ก้อนจากน้ำมันบนหัวของนางทั้งเหม็นอับและเหนียวเหนอะ นับว่าผมของอันเยว่คนเดิมนั้นยาวมาก ยามที่ถูกปล่อยลงมาจึงปกคลุมเรือนร่างส่วนใหญ่ไปเสียมิด
หลังจากที่อดทนกับความน่าขยะแขยงมานานค่อนวัน ในที่สุดนางก็ได้ถูเอาเ้าก้อนสีเทาบนตัวออกจนหมด แต่ผมเ้าปัญหานั้นไม่ว่าอย่างไรตรงปลายก็พันกันยุ่ง แต่เดี๋ยวรอให้อาบน้ำเสร็จก่อน ค่อยจัดการก็แล้วกัน
ยังดีที่นางยืมถั่วเ้าโต้วมาได้ แม้จะใช้งานได้ไม่ดีเท่าสบู่ แต่อย่างน้อย ๆ ก็ทำให้เนื้อตัวสะอาดจนน่าพอใจ ยามนี้นางได้มีโอกาสเห็นผิวขาวเรียบเนียนอันเป็รูปโฉมเดิมของเ้าของร่าง เป็ตอนนั้นเองที่อันเยว่คนใหม่ได้ตระหนักว่าดรุณีน้อยผู้นี้มีอายุเพียงสิบแปดปีเท่านั้น ถ้าเทียบกับยุคของนางแล้ว อันเยว่ก็เป็แค่เด็กที่เพิ่งจบมัธยมปลายหมาด ๆ
พอลองลูบคลำใบหน้าดูก็พบว่า ผิวพรรณของนางทั้งเนียนทั้งนุ่ม อันเยว่คนใหม่ถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ เ้าของร่างเดิมมีผิวพรรณที่ราวกับ์ประทาน ไม่ว่าจะผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างไร มันก็ยังคงมีสภาพที่ดีเช่นนี้อยู่
น้ำก็อาบเสร็จแล้ว แต่ปัญหาที่ยังหลงเหลือก็คืออาภรณ์เน่า ๆ อันน่าขยะแขยง นางทำการซักเสื้อผ้าจนถั่วเ้าโต้วที่ยืมมาหมดเกลี้ยงถึงยอมหยุดมือ
ยามนี้อารมณ์ของอันเยว่ดีขึ้นแล้ว นางสวมใส่อาภรณ์เปียก ๆ ที่เพิ่งซักเสร็จเมื่อครู่ ก่อนจะกลับเข้าห้องเพื่อหาอาภรณ์ใหม่และสะอาดมาเปลี่ยน แต่เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในตู้เสื้อผ้า นางก็ต้องตกตะลึง อาภรณ์ตรงหน้าราวกับไม่ได้ซักมาแรมปี มันส่งกลิ่นเหม็นจนนางอยากจะกลับไปโลกเดิมหรือไม่ก็ตายลงปรโลกให้รู้แล้วรู้รอด
นางถึงเริ่มสงสัยแล้วว่าเ้าของร่างนี้มีปัญหาทางสติปัญญาหรืออย่างไร ถึงได้ทนนอนในห้องเน่า ๆ เช่นนี้ได้?
อันเยว่จำต้องบากหน้าไปหาซูจือฉืออีกหน ก่อนเคาะประตูและพยายามทำเสียงให้อ่อนหวานที่สุดเท่าที่ทำได้ “จือฉือ เ้าหลับแล้วหรือยัง?”
หนังสือในมือซูจือฉือถูกวางลงในทันที ชายหนุ่มหันไปมองเงาที่อยู่ตรงประตูด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวด “ข้ากำลังจะพักผ่อนอยู่ ฮูหยินมีธุระอันใดหรือ?”
“จือฉือ ข้าขอยืมอาภรณ์หนึ่งชุดกับผ้าห่มของเ้าได้หรือไม่” อันเยว่หมอบต่ำลงตรงหน้าประตูห้อง เสียงของนางสะอื้นจนน่าสงสาร
ซูจือฉือรู้สึกประหลาดใจยิ่งขึ้น ตกลงว่านางเป็อะไรกันแน่ นี่ถึงขั้นก้มศีรษะให้เขาเชียวหรือ? ยอมทำตัวน่าสงสารถึงเพียงนี้เพื่อเหตุผลอันใด
“เ้ารอประเดี๋ยว”
------------------------