“...แค่กๆๆ...”
“...เอ่อ...”
ครั้นโม่จ้านสบสายตากับเจียนั่วที่ห้องน้ำ ความรู้สึกกระอักกระอ่วนน่าประหลาดพลันพุ่งขึ้นสมองของคนทั้งสอง
สภาพอากาศของแผ่นดินใหญ่แห่งนี้พิเศษมากจริงๆ มีฤดูแล้ง ฤดูฝนและฤดูหนาว ฤดูแล้งมีฝนน้อย หลังจากนั้นคือฤดูฝนแห่งความชุ่มฉ่ำ ทั้งสองฤดูมีอุณหภูมิสูงมิต่างกับฤดูร้อน ส่วนฤดูหนาวนั้นแม้ว่าจะสั้น แต่ทว่าอุณหภูมิจะลดลงถึงระดับที่ค่อนข้างน่าตกตะลึงในช่วงสองสามวันสุดท้ายของฤดูฝน หลังจากนั้นก็คือพายุหิมะ หลังผ่านพ้นฤดูหนาว อุณหภูมิจะกลับมาเป็นปกติภายในเวลาอันรวดเร็ว เข้าสู่ฤดูแล้งภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน
ยามราชาปีศาจถูกลงทัณฑ์คือยามเริ่มฤดูหนาว ทว่ายามนี้คือช่วงกลางถึงท้ายฤดูฝน อุณหภูมิมิได้ลดลงแต่กลับเพิ่มสูงขึ้น ยามนอนโม่จ้านแทบอยากจะไม่ใส่กระทั่งกางเกงชั้นใน ห้องน้ำของโรงเตี๊ยมที่กองขบวนเช่าพักคือห้องน้ำรวม อยู่สุดทางเดินของแต่ละชั้น มิได้ห่างออกไปมากนัก หากเข้าห้องน้ำกลางดึก อาศัยเพียงแสงจันทร์ด้านนอกก็พอจะคลำทางได้ ดังนั้นคล้ายกับแขกทั้งหมดของโรงเตี๊ยมต่างพากันสวมเพียงกางเกงขาสั้นเพื่อไปเข้าห้องน้ำ หากร่างกายเปลือยเปล่าก็นำผ้าขนหนูสักผืนมาบดบัง เพราะถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว
ทว่ายามนี้คนทั้งสองที่บังเอิญพบกันต่างสวมชุดลำลอง เห็นได้ชัดว่ามิได้ลุกมาเข้าห้องน้ำกลางดึกแต่อย่างใด
“...ฮ่า ฮ่าๆ...เจ้าก็มาเข้าห้องน้ำเช่นกันอย่างนั้นหรือ...” โม่จ้านเอ่ยทักทายพลางคลี่ยิ้มเจื่อน สัมผัสได้ว่ากล้ามเนื้อมุมปากกำลังกระตุก
“...อืม เจ้าก็เช่นกันหรือ...” เจียนั่วเบนสายตามองไปด้านข้าง น้ำเสียงฟังดูใจฝ่อยิ่งกว่า
“...ขอโทษที ข้า...”
“...ขอโทษที ข้า...”
น้ำเสียงเหมือนกัน หนำซ้ำคำพูดยังมิต่างกัน คนทั้งสองต่างฝ่ายต่างชะงักเสียแล้ว
“...เช่นนั้นเจ้าเอ่ยก่อน”
“...เช่นนั้นเจ้าเอ่ยก่อน”
คนทั้งสองเอ่ยประโยคเดียวกันออกมาอีกครั้ง หลังนิ่งงันไปครู่หนึ่งจึงพากันหลุดหัวเราะออกมา
“เช่นนั้นข้าพูดก่อน ข้าไปพบหัวหน้ากิลด์ซีนั่วมา”
โม่จ้านคิดจะบอกความจริง แต่ไม่คิดจะเปิดเผยรายละเอียดให้เจียนั่วรู้เป็นการชั่วคราว ภายในสถานการณ์เช่นนี้ มักรู้สึกว่าการพูดออกไปมิใช่เรื่องดีนัก
“การเดินทางในวันพรุ่งนี้อันตรายมากที่สุด คล้ายกับมีโอกาสหนึ่งร้อยเต็มหนึ่งร้อยที่จะเกิดการปล้นชิงทรัพย์ เพียงแต่ขบวนของพวกเรามีกำลังคนจำนวนมาก คงจะมิต้องเป็นกังวลอันใด”
“เจ้าแอบออกไปกลางดึกเพื่อเรื่องพวกนี้อย่างนั้นหรือ?” เจียนั่วขมวดคิ้ว รู้สึกคล้ายอีกฝ่ายกำลังปิดบังบางสิ่ง
“แน่นอนว่ามิใช่เพียงเท่านี้ ซีนั่วเพิ่งได้รับข้อมูลมาว่า ละแวกใกล้เคียงตรอกขี้เถ้ามีการรวมกองทัพของอาณาจักรไหลเต๋อกับจักรวรรดิอันปู้เอ่อร์ดักซุ่มอยู่ อาจมีแรงจูงใจมิซื่อ”
โม่จ้านกุมปลายคาง ขมวดคิ้วด้วยความสองจิตสองใจอยู่บ้าง
“ทั้งๆ ที่รู้ว่าการประมูลในครานี้มีบุคคลสำคัญแอบเข้าร่วมเป็นจำนวนมิน้อย พวกเขากลับเข้ามาร่วมสนุกในยามเช่นนี้ มิกลัวว่าจะสร้างความหมางใจให้กับผู้ที่มิควรหมางใจหรืออย่างไร...”
ครั้นได้ยินคำว่า ‘รวมกองทัพ’ สีหน้าของเจียนั่วฉายแววประหลาดใจชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
“...ใช่ เหตุใดจึงเลือกเวลาเช่นนี้?”
เจียนั่วพึมพำคล้ายกำลังเอ่ยกับตนเองอย่างไรอย่างนั้น
“หากช้ากว่านี้ก็จะถึงฤดูหนาว เช่นนั้นเหตุใดจึงมิเร็วกว่านี้สักหน่อย?”
“...หากเร็วกว่านี้สักหน่อยคงไม่มีภารกิจในครั้งนี้เสียแล้ว”
โม่จ้านหัวเราะแห้งพลางเชิดปลายคางขึ้นเล็กน้อย
“เช่นนั้นเจ้าเล่า วิ่งออกไปข้างนอกกลางดึกด้วยเหตุใดกัน?”
“ข้าได้รับข่าวจากสหาย พวกเขามิอยากเผยโฉมหน้าในยามกลางวัน ข้าจึงทำได้เพียงแอบออกไป”
เจียนั่วกำนาฬิกาพกในมือ เปิดฝาปิดออก เข็มนาฬิกาสีทองด้านในเรืองแสงบางเบา
“นึกมิถึงว่าจะได้พบคนเคยรู้จักที่นี่ อีกทั้งเมื่อยามกลางวันยังถูกเห็นเข้าเสียแล้ว...”
“...ใช่แล้ว ช่างบังเอิญเสียจริง จะไม่แนะนำให้ข้ารู้จักสักหน่อยหรือ?”
โม่จ้านวาดท่อนแขนออกไป คิดจะฉวยโอกาสโอบไหล่เจียนั่วเข้ามา
“หยุด ไปล้างมือก่อนเป็นอันดับแรก ผู้อื่นบอกแล้วว่ามิอยากเผยโฉมหน้า ข้ามิได้มีความฉลาดทางอารมณ์ที่ต่ำถึงเพียงนั้น”
เจียนั่วตีลงบนต้นแขนของโม่จ้านหนึ่งฉาดก่อนจะเก็บนาฬิกาพกเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ
“อีกอย่าง ใช่ว่าเจ้าจะมิเคยพบเขามาก่อน ครั้งก่อนผู้อื่นยังช่วยเจ้าหลบหนีจากเมืองเป้ยเท่อเสียด้วยซ้ำ”
“เก๋อหลิน? เหตุใดเขาอยากพบเจ้าแล้วยังต้องทำตัวลับๆ ล่อๆ เช่นนั้น?”
โม่จ้านล้างมือพลางผินหน้ามาด้วยความสงสัย
“หรือเป็นเพราะคิดว่าเจ้ากับข้าหนีตามกัน ท่านเจ้าเมืองสั่งให้คนมาจับตัวเจ้ากลับเมืองนักดาบพเนจร ทว่าเพราะเขามีไมตรีต่อเจ้าจึงได้แอบมาแจ้งข่าวแก่เจ้ากลางดึก?”
“...จินตนาการของเจ้าเต็มเปี่ยมถึงเพียงนี้ หากไม่ไปแต่งนิทานก็นับว่าเสียดายความสามารถยิ่งนัก”
เจียนั่วฉีกยิ้มจอมปลอมก่อนจะผลักประตูห้องน้ำให้เปิดออกด้วยใบหน้าหมดคำจะเอ่ย
“ผู้อื่นกำลังปฏิบัติงานราชการ ไม่มีเวลาวิ่งเล่นไปทั่วในยามกลางวัน”
โม่จ้านสะบัดหยดน้ำแล้วเดินตามหลังเจียนั่วออกจากห้องน้ำ
คนทั้งสองเดินตามกันอยู่บนระเบียงทางเดินที่ไม่นับว่ายาวนัก แสงจันทร์สีขาวนวลส่องผ่านหน้าต่างบานเล็ก สาดส่องลงบนลำคอของเจียนั่วพอดี มิต่างอันใดกับการโรยผงสีเงินบางๆ ลงบนผิวขาวผ่องของอีกฝ่าย ลำคอของเจียนั่วแข็งแรงและยืดหยุ่น กล้ามเนื้อสะบักทั้งสองข้างปรากฏวับแวม แข็งแรงแต่มินับว่าหนานัก ในใจของโม่จ้านที่เพิ่งผ่อนคลายลงเกิดเพลิงแห่งความชั่วร้าย คิดอยากจะลองชิมเส้นเอ็นแข็งแรงที่มีความยืดหยุ่นอย่างยิ่งก้อนนั้น
ภายในเวลาไม่นานนัก คนทั้งสองมาถึงหน้าประตูห้อง เพียงแต่เจียนั่วยังมิทันล้วงหยิบกุญแจออกมา โม่จ้านพลันก้าวเข้าไปแนบชิดด้านหลังของเจียนั่ว มือทั้งสองโอบไหล่ของเจียนั่ว มอบหนึ่งอ้อมกอดแนบแน่น
“...?! โม่เจ๋อเอ่อร์ เจ้าจะทำอันใด?”
เจียนั่วสะดุ้งตกใจหันกลับไปมองโม่จ้าน โม่จ้านกลับเบี่ยงศีรษะไปอีกฝั่งพร้อมกับกัดลงบนเนื้อที่ชวนให้ตนน้ำลายสอเป็นเวลาหลายสิบวินาที
“...เจ้าเป็นสุนัขหรืออย่างไร”
เจียนั่วล้วงหยิบลูกกุญแจออกมาด้วยสีหน้าไม่แยแส ก่อนจะเสียบเข้าไปในรูกุญแจ
ด้วยเพราะอาการ ‘อารมณ์ชั่ววูบ’ ของอีกฝ่ายเกิดขึ้นบ่อยครั้งเสียเหลือเกิน กระทั่งตนยังไม่รู้ตัวว่าเริ่มคุ้นชินไปเสียแต่เมื่อใด มีครั้งหนึ่งคนทั้งสองกำลังกินข้าวโดยนั่งหันหน้าเข้าหากัน เพิ่งจะกินไปได้ครึ่งเค่อ ทันใดนั้นกลับสัมผัสได้ว่าโต๊ะอาหารมีความเคลื่อนไหวแปลกประหลาด ตนก้มหน้าลงมองโดยสัญชาตญาณ ที่แท้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายยื่นขามาตั้งแต่เมื่อใด และกำลังเตรียมจะ ‘จู่โจมอย่างฉับพลัน’ อย่างกะทันหันอีกครั้ง ตนที่พยายามข่มความโมโหคว้าข้อเท้าของอีกฝ่ายเอาไว้แล้วดึงอย่างแรง ทำให้บุรุษที่กำลังยกยิ้มตาหยีล้มหน้าหงายได้สำเร็จ
และยังมีครั้งหนึ่ง ตนกำลังง่วงงุนและไหว้วานให้ลาถีเท่อช่วยไปซื้อยาปลุกกำลังวังชาจำนวนหนึ่ง หลังจากอีกฝ่ายได้ยิน นึกมิถึงว่าจะแอบตรงเข้าไปในห้องพร้อมทั้งถอดอาภรณ์เสียจนเปลือยเปล่าและปรากฏตัวต่อหน้าตนอย่างกะทันหัน ทำเอาตนตกใจตาสว่างเสียแล้ว
เพียงแต่ตนยังมิทันบันดาลโทสะกลับถูกรอยสักของอีกฝ่ายดึงดูดความสนใจเสียแล้ว--- ลายเส้นสีดำที่ลากยาวตั้งแต่หน้าอกจนถึงหน้าท้องทั้งแลดูแปลกประหลาดและน่าเกรงขามอย่างยิ่ง ประณีตเสียจนมิคล้ายการสักลงไป ทว่าไม่รอให้ตนเอ่ยถามออกไปกลับพบว่ามังกรใหญ่พลันค่อยๆ ผงกหัวขึ้น ส่ายไปมาราวกับกำลังข่มตนอย่างไรอย่างนั้น
ดังนั้นลาถีเท่อกับเก๋อจือที่กลับมาจากไปซื้อยาจึงพบกับภาพเหตุการณ์เช่นนี้ อัศวินสวมชุดเกราะเต็มเครื่องแบบผู้หนึ่งกำลังถือไม้กวาด (เพราะหอกยาวยาวเกินกว่าจะกวัดแกว่งบนสนามรบจริงเช่นภายในห้อง) ไล่ฟาดบุรุษเปลือยกายที่กำลังกุมหัววิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง ทำให้หลังจากนั้นเป็นเวลานาน กระทั่งเก๋อจือยังคิดว่าเบื้องหน้าของตนแลดูเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง หากแต่ภายในกลับ ‘ดุดันมิต่างกับเสือ’ กระทั่งระดับโม่จ้านยังรับมือมิไหว
...แท้จริงแล้วก็น่าแปลก นับตั้งแต่ข้างกายตนมีผู้ที่ชอบก่อความวุ่นวายอย่างโม่เจ๋อเอ่อร์ อาการนอนไม่หลับกลับมิเคยเกิดขึ้นมาก่อน กระทั่งอาการปวดศีรษะที่คอยกวนใจตนกลับยังหายไปเสียแล้ว
เจียนั่วผลักประตูให้เปิดออกด้วยสีหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใด จากนั้นลากโม่เจ๋อเอ่อร์ที่กัดมิยอมปล่อยเข้ามาในห้อง
“กัดพอแล้วหรือไม่? แท้จริงแล้วคิดจะทำสิ่งใด...”
เดิมทีโม่จ้านคิดจะตอบกลับคำถามที่ว่า ‘เจ้าคิดจะทำสิ่งใด' ด้วยประโยคยอดนิยม เพียงแต่เมื่อมองท้องฟ้า หากยามนี้ยังมิยอมนอน เกรงว่าวันพรุ่งคนทั้งสองคงจะขอบตาดำเสียแล้ว
“...ข้าอยากดูนาฬิกาเรืองแสงของเจ้าสักหน่อย”
“...ห๋า? เจ้าแน่ใจ?” เจียนั่วที่เพิ่งจะถอดอาภรณ์ได้ครึ่งทางเผยสีหน้าระแวดระวังตัวรีบสอดกายเข้าในผ้าห่มทันที
“อืม ข้าแน่ใจ” โม่จ้านพยักหน้าอย่างว่าง่าย ทว่าภายในหัวกลับหวนนึกถึงเรื่องหยาบโลน
“นี่คือนาฬิกาพกที่สื่อสารกันโดยอาศัยพลังธาตุ ดูเสร็จแล้วก็นำกลับไปวางไว้บนหัวเตียง”
เจียนั่วโยนนาฬิกาพกมาให้ นำผ้าห่มพันรอบตนเองพร้อมกับเอนกายนอนลงโดยหันหลังให้โม่จ้าน