สวีซิ่งจู่รีบถอยออกไปเตรียมสำรับอาหารเช้าต่อ เหลือเพียงจูอวิ่นเหวินที่ยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าจูหยวนจาง
ในยามนี้ ร่างกายของจูอวิ่นเหวินสั่นสะท้านทั้งที่ไม่มีลมพัดผ่าน หัวใจของเขาเย็นะเือีกครั้ง
เขารู้ดีว่าสิ่งที่เสด็จแม่ทำลงไป เมื่อจูหยวนจางล่วงรู้แล้ว พวกเขาในตำหนักบูรพาก็คงไม่อาจได้รับความไว้วางใจได้ดังเดิม
ตำแหน่งพระนัดดารัชทายาท เกรงว่าคงจะหลุดลอยไปไกลจากมือเสียแล้ว
“เสด็จปู่ หลาน... หลาน...”
จูอวิ่นเหวินอยากจะเอ่ยบางคำเพื่อแก้ต่างให้ตัวเอง
ทว่าด้วยนิสัยขี้ขลาดเป็ทุนเดิม เขาจึงได้แต่ตะกุกตะกักพูดไม่ออกสักประโยค แม้แต่สุ้มเสียงที่เปล่งออกมาก็ยังสั่นเครืออย่างรุนแรง
จูอวิ่นเถิงกินซาลาเปาจนหมดลูก แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางการชมละครฉากเด็ดนี้แต่อย่างใด
ในความทรงจำของเขา จูอวิ่นเหวินเป็เพียงคนไม่เอาไหนมาตลอด และท่าทีที่แสดงออกมาในยามนี้ช่างไร้ความสามารถจริงดังว่า
นอกจากนี้ ความฉลาดแกมโกงเล็ก ๆ น้อย ๆ ของนางหลี่ว์ สำหรับเขามองว่ามันช่างโง่เขลานัก
หากนางคิดจะควบคุมเขาในตำหนักบูรพา จูอวิ่นเถิงเชื่อว่ามีวิธีการอีกร้อยแปดวิธี แต่นางกลับเลือกใช้วิธีลดทอนอาหารการกินแบบนี้
‘คิดว่าตัวเองฉลาดกันทั้งแม่ทั้งลูกสินะ!’
จูอวิ่นเถิงคิดในใจ ‘ข้าจะถือโอกาสนี้ทูลขอเสด็จปู่ เพื่อขอย้ายออกไปข้างนอกเสียเลย’
จูหลิงเยว่และน้องสาวคนอื่น ๆ เริ่มเบาใจลงบ้าง ในเมื่อมีเสด็จปู่คอยหนุนหลัง ต่อไปย่อมไม่ถูกใครรังแกได้ง่ายอีก
พอเห็นจูอวิ่นเหวินสั่นงันงกในยามนี้ พวกนางกลับรู้สึกสะใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
แต่ก่อนนางหลี่ว์รังแกพวกนางไว้ไม่น้อย ชอบก่นด่าพวกนางว่าเป็สินค้าขาดทุน และไม่เคยให้ของอร่อยแก่พวกนางเลย
ยามเสด็จพ่อยังอยู่ นางหลี่ว์ยังพอรู้จักสำรวมบ้าง แต่ก็แอบใช้เล่ห์เพทุบายต่ำช้าลับหลังไม่ได้ขาด ครั้นเสด็จพ่อสิ้นไป นางยิ่งได้ใจรังแกหนักขึ้น
ยามนี้ที่เห็นภาพลักษณ์นางหลี่ว์กำลังจะพังพินาศ พวกนางย่อมรู้สึกสบายใจยิ่งนัก
จะมีก็เพียงเสี่ยวหลิงฮว่าและเสี่ยวหลิงซิ่ว น้องสาวตัวน้อยทั้งสองที่ยังไร้เดียงสานัก จึงได้แต่มองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความมึนงง
“เื่ที่นางหลี่ว์ทำ เ้าเองก็รู้มาตลอดใช่หรือไม่?”
จูหยวนจางเริ่มรู้สึกผิดหวังในตัวจูอวิ่นเหวินขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ทั้งเฉลียวฉลาด ใฝ่เรียนรู้ มีจิตใจเมตตาและกตัญญู...
ทั้งหมดล้วนเป็ภาพลักษณ์ที่จูอวิ่นเหวินพยายามสร้างขึ้นมา ทว่าเมื่อพิจารณาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ภาพลักษณ์เ่าั้กลับดูเสแสร้งปลอมเปลือกยิ่งนัก
“หลาน...รู้พ่ะย่ะค่ะ!”
เดิมทีจูอวิ่นเหวินคิดจะปฏิเสธ แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาอันเย็นเฉียบของจูหยวนจาง เขาก็ไม่กล้ากล่าวคำโกหก
“เ้ารู้ทุกอย่าง แต่กลับนิ่งเงียบไม่บอกข้าเลย? เหอะ...”
จูหยวนจางแค่นหัวเราะอย่างสมเพช ในเมื่อรู้อยู่แก่ใจแต่กลับไม่พูด พี่น้องรักใคร่ปรองดองงั้นรึ?
ช่างเสแสร้งจอมปลอมสิ้นดี เป็เพียงการแสดงฉากหนึ่งเท่านั้นเอง!
จูหยวนจางเริ่มเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อจูอวิ่นเหวิน บางทีหลานคนนี้อาจไม่ได้เห็นแก่สายเื แต่อาจเป็คนที่มีจิตใจคับแคบเ็าเป็แน่
บางทีคำพูดของเ้าเด็กแสบนั่นอาจจะถูก ถ้าวันหน้าจูอวิ่นเหวินได้ครองบัลลังก์ เหล่าอ๋องซึ่งเป็ลูก ๆ ของเขา คงถูกกวาดล้างจนแทบไม่เหลือ
‘สิ่งที่อวิ่นเถิงพูดถูกต้องแล้ว!’
เมื่อนึกถึงจุดนี้ จูหยวนจางจึงถอนหายใจ “อวิ่นเหวิน เ้าทำให้ข้าผิดหวังแล้วจริง ๆ ”
จูอวิ่นเถิงที่นั่งฟังอยู่ก็ยังงุนงงว่าที่ตนเองเคยพูดไปนั้น มันตรงใจเสด็จปู่ที่อันไหนกันนะ?
ฝ่ายจูอวิ่นเหวินก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจูอวิ่นเถิงเคยพูดถูกในเื่ใดบ้าง แต่ประโยคที่ว่า 'ผิดหวัง' นั้น ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ
เขาโขกศีรษะพลางกล่าวว่า “เสด็จปู่พ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่คือผู้ให้กำเนิด หากหลานกราบทูลความจริงแก่เสด็จปู่ ก็นับว่าอกตัญญูต่อมารดา แต่หากนิ่งเงียบเสียก็ถือว่าไร้เมตตาต่อน้องสาม ในเมื่อต้องติดอยู่ระหว่างความกตัญญูและมโนธรรมเช่นนี้ หลานจึงตัดสินใจยากยิ่งนัก ท้ายที่สุดจึงจำต้องเลือกถือความกตัญญูต่อเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ”
สมองของเขากระตุกไหวจนรีบหาคำแก้ตัวจนได้
เขาวางแผนที่จะโยนความผิดทั้งหมดไปให้นางหลี่ว์ เพื่อให้ตัวเขาดูเหมือนคนน่าสงสารที่ติดอยู่ท่ามกลางศึกของความกตัญญูและคุณธรรม
‘ปัดสวะให้พ้นตัวเร็วจริงนะ!’
จูอวิ่นเถิงไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเื่นี้จูอวิ่นเหวินจะเป็เพียงผู้ถูกกระทำ มันต้องร่วมหัวจมท้ายกันนั่นแหละ
เ้านี่คงวางแผนแกล้งเขาไปไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม จูหยวนจางที่นั่งฟังอยู่ก็ดูเหมือนจะมีสีหน้าคลายความเคร่งขรึมลงไปบ้าง และเห็นว่าคำอ้างนี้พอมีเหตุผลอยู่
“เอาล่ะ!”
จูหยวนจางเอ่ย “เ้ากลับไปก่อน อย่าลืมไปเข้าเรียนวันนี้ด้วย”
“หลานทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
จูอวิ่นเหวินไม่กล้ารั้งอยู่ต่อ เขาถวายบังคมด้วยหัวใจที่หวาดพะวง ก่นด่าในใจ พลางปรายตาขวางใส่จูอวิ่นเถิงครู่หนึ่ง ก่อนจะล่าถอยออกไปจากตำหนักเฉียนชิง
ครั้นออกไปด้านนอกแล้วปะทะเข้ากับลมเย็นผิวกาย เขาก็ตัวสั่นสะท้านพร้อมเหงื่อเย็นไหลอาบ รู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้ออกมา
ตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์ที่เตรียมจะได้รับการแต่งตั้งอยู่รอมร่อ กลับมลายหายไปกะทันหันเช่นนี้
“จูอวิ่นเถิง เป็เ้าที่จงใจเล่นงานข้า!” จูอวิ่นเหวินขบเคี้ยวเคี้ยวฟัน
เขาคิดซ้ำไปซ้ำมาว่าต้องหาทางแก้แค้นจูอวิ่นเถิงให้สาสม แต่ก็ไม่กล้าแสดงสีหน้าเคียดแค้นออกมาให้ใครเห็น ได้แต่ะโด่าทออยู่ในใจ
หลังจากจูอวิ่นเหวินจากไปได้ไม่นาน สวีซิ่งจู่ก็เดินเข้ามาอีกครั้ง
เขามาพร้อมกับซาลาเปาสองเข่งใหญ่ และมีขันทีเดินตามมาพร้อมกับโจ๊กและหมี่ร้อน ๆ ที่ควันฉุยโชยกลิ่นหอม
“ฝ่าา!”
พวกเขาวางอาหารลง ในขณะที่สวีซิ่งจู่ทรุดเข่าโขกหัวอีกรอบ “กระหม่อมดวงตามืดบอดชั่วขณะ กระหม่อมสมควรตายพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าหมาบ้า ไสหัวออกไปให้พ้น เดี๋ยวข้าค่อยชำระความกับเ้าทีหลัง!”
จูหยวนจางไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนตัวหัวหน้าพ่อครัว เพราะพ่อครัวที่ฝีมือดีและรู้งานนั้นหายาก
สวีซิ่งจู่ติดตามเขามานาน ย่อมรู้ใจเป็อย่างดีและไว้ใจได้ การลงโทษสถานเบาย่อมต้องมี แต่ก็จะไม่ทำให้สวีซิ่งจู่นึกแค้นใจ มีแต่จะทำให้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณยิ่งขึ้น
“กระหม่อมรับพระบัญชา!” สวีซิ่งจู่โขกหัวอีกครั้ง แล้วรีบจากไปทันที
แต่ก่อนจะพ้นประตู เขาแอบชำเลืองมองจูอวิ่นเถิงแวบหนึ่ง พลางคิดในใจว่าฮ่องเต้ดูจะมีท่าทีพิเศษกับพระราชนัดดาสามเสียแล้ว หรือว่ากระแสอำนาจในวังกำลังจะเปลี่ยนทิศ?
เขาที่อยู่เคียงข้างจูหยวนจางมานาน ย่อมเดาใจออกว่าหลังจากนี้การวางตัวเลือกข้างต้องเปลี่ยนไป จะเชื่อฟังนางหลี่ว์แบบเมื่อก่อนไม่ได้อีก
“หลิงเยว่”
จูหยวนจางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือความเสียใจ “เป็ปู่เองที่ดูแลพวกเ้าไม่ดีพอ เฮ้อ!”
เด็กพวกนี้ช่างอาภัพนัก บิดามารดาก็จากไปหมด เหลือแค่เขาที่เป็ผู้าุโเพียงคนเดียว แต่กลับไร้ความรับผิดชอบถึงเพียงนี้
“เสด็จปู่เพคะ”
จูหลิงเยว่กล่าวอย่างรู้ความ “พระองค์ทรงเป็ถึงฮ่องเต้ผู้ปกครองแผ่นดินต้าิ ต้องดูแลทุกข์สุขของราษฎรทั้งปวง พวกหลานลำบากเพียงนิด ไม่เป็ไรหรอกเพคะ”
“เด็กดี!” จูหยวนจางรู้สึกตื้นตันใจเหลือเกิน
พวกนางช่างดีนัก!
“เสด็จปู่ เสวยเถิดเพคะ!”
จูหลิงฮว่าหยิบซาลาเปาสองลูกไปวางไว้เบื้องหน้าจูหยวนจาง
จูหยวนจางหัวเราะอย่างเบิกบาน “ได้ ๆ ปู่กินแล้ว”
หลังจากกัดซาลาเปาไปคำหนึ่ง ก็หันไปมองหลานชายตัวแสบแล้วถามว่า “เ้าล่ะ คิดจะเอายังไงต่อไป?”
จูอวิ่นเถิงเห็นว่าโอกาสทองมาถึงแล้ว จึงรีบกราบทูลทันที “เสด็จปู่ ทั้งตำ หนักบูรพาล้วนอยู่ในกำมือของนางหลี่ว์ทั้งสิ้น หลานไม่อาจทนอยู่ที่นั่นได้อีกต่อไปแล้ว บัดนี้หลานก็โตขึ้นมากแล้ว จึงอยากทูลขออนุญาตย้ายออกไปพำนักที่นอกวังพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ได้!” จูหยวนจางปฏิเสธทันควัน
ลำพังแค่อยู่ในตำหนักบูรพายังแผลงฤทธิ์ได้ขนาดนี้ ขืนย้ายออกไปอยู่นอกวัง จูอวิ่นเถิงจะไม่อาละวาดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินหรือไง?
ยอมไม่ได้เด็ดขาด!
“โธ่ ไม่ใช่แบบนั้นสิพ่ะย่ะค่ะ!”
จูอวิ่นเถิงเริ่มร้อนรน “เสด็จปู่ พระองค์เองก็คงไม่อยากเห็นหลานต้องถูกหญิงจองหองอย่างนางหลี่ว์รังแกต่อใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? หลานลำบากเหลือเกิน! หากเสด็จปู่ไม่สงสารหลาน ก็ควรสงสารเหล่าพี่หญิงน้องหญิงของหลานด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ”
จูหยวนจาง “......”
“ไม่ต้องมาทำมารยาใส่เลย! ข้าเห็นไส้เห็นพุงเ้าหมดแล้ว หากเ้าคิดจะลงมือจัดการกับนางหลี่ว์ นางจะรังแกเ้าได้อย่างไร? เมื่อก่อนเ้ามัวแต่ปกปิดความสามารถ จึงยอมถูกรังแก มาคราวนี้พอเลิกเก็บตัวเข้าหน่อย เ้าก็วางแผนโยนเื่มาให้ข้าจัดการสินะ เหอะ! ส่วนพวกหลิงเยว่... จี๋เสียง ไปตามกัวฮุ่ยมาพบข้าที่นี่เดี๋ยวนี้”
จูหยวนจางย้ำชัด ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมให้จูอวิ่นเถิงย้ายออกไปเด็ดขาด
จูอวิ่นเถิงจนใจไร้คำพูด เขาไม่อยากอยู่ตำหนักบูรพาเลยสักนิด เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย
อีกทั้งหากย้ายออกไปข้างนอก เขาก็คงจะสามารถริเริ่มแผนการต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น พอขังเขาไว้ที่นี่เหมือนโดนมัดมือมัดเท้า จะทำอะไรก็ติดขัดไปเสียหมด
แต่ในเมื่อตาเฒ่าเ้าเล่ห์คนนี้ไม่อนุญาต เขาก็ทำอะไรไม่ได้จริง ๆ
สุดท้ายจูอวิ่นเถิงทำได้เพียงเปลี่ยนความแค้นใจให้กลายเป็ความตะกละ กัดซาลาเปาคำใหญ่เข้าไปอีกสองลูก
“นี่ยังจะกินอีกเหรอ?”
จูหยวนจางแค่นเสียงประชด “เหลือไว้ให้พวกหลิงเยว่กินบ้างสิ!”
ระหว่างนั้น จี๋เสียงก็รีบมุ่งหน้าไปยังวังหลัง เพื่อแจ้งให้กัวฮุ่ยเฟยมาเข้าเฝ้าโดยด่วน