ฮ่องเต้ต้าฮวนรัชกาลปัจจุบัน นามว่า หลินเกาซิน มีพระโอรสมากถึง ยี่สิบเอ็ด พระองค์ แต่ที่โตพอที่จะสามารถแบ่งเบาราชกิจของผู้เป็บิดาได้นั้นมีเพียงสิบสามพระองค์เท่านั้น
แน่แล้วล่ะ หนึ่งในนั้นก็คือ องค์ชายใหญ่ ผู้เป็องค์ชายรัชทายาท มีความเป็พี่ใหญ่ของน้อง ๆ ทั้งความสามารถด้านการศึกสู้รบ ในการบริหารบ้านเมือง องค์ชายใหญ่ก็มีมากกว่าผู้อื่น บุคลิกของพระองค์จะมีใบพระพักตร์ที่นิ่งขรึม สายตาอาจหาญ สง่าผ่าเผย รัศมีสมเป็รัชทายาท เข้มงวดกับทุกอย่าง เป็ผู้ที่ค่อนข้างอ่านความคิดยาก แต่ก็เป็คนที่รักเหล่าบรรดาน้อง ๆ ของพระองค์มาก
ซึ่งในบรรดาเหล่าองค์ชายทั้งสิบสามที่เจริญวัยพอจะช่วยราชกิจ แต่ละคนก็จะมีบุคลิกและลักษณะเด่นที่แตกต่างกันออกไป แต่ทุกคนล้วนแต่มีไฟที่จะช่วยงานราชสำนักในตามแบบฉบับของตนเอง
แต่คนที่แปลกประหลาดที่สุด นั่นก็คือ องค์ชายแปด หลินตี้ยวน เขาเป็ผู้รักความสันโดษ และสงบ ขุนนางบางคนที่ไม่เข้ารั้วเข้าวังบ่อยครั้งจริง ๆ ยังไม่รู้เลยว่าโฉมหน้าของเขาเป็เช่นไร แทบไม่มีใครทราบได้ แต่มักที่จะออกไปพบปะกับราษฎรโดยตรง ไม่ค่อยได้อยู่เมืองหลวงสักเท่าไหร่ ทั้งยังเป็คนที่บุคลิกที่ยียวนกวนประสาท มีความขี้เล่น เหมือนเป็เด็กตลอดเวลา แต่ผลลัพท์จากการทำงานของเขานั้นถือว่าไม่เป็รองใครเลย
ด้วยความที่หลินตี้ยวน มักชอบแต่งกายสบาย ๆ เดินทางท่องเที่ยวรอบดินแดนเพื่อสำรวจความเป็อยู่ของราษฎร ทำให้บางคราจะแต่งกายด้วยชุดของคนธรรมดาสามัญ ย่อมไม่แปลกเลยที่ทหารเฝ้ายาม จะไม่ฉงนใจเลยว่าเขานั้นคือใคร
“ข้าน้อยขออภัยที่ล่วงเกิน องค์ชายได้โปรดลงโทษข้าน้อยด้วยพะยะค่ะ~~”
ทหารยามคุกเข่าอย่างตื่นตระหนก ขอประทานโทษต่อหลินตี้ยวนอย่างสูง ก็ใครจะไปทราบได้ว่าเขาผู้ที่อยู่ตรงหน้า แลเถียงด้วยกันฉอด ๆ อยู่เมื่อครู่ มีสถานะเป็ถึงองค์ชาย
“ไม่เห็นจะเป็ไร หึหึ~”
“เอ้อ…”
“อันที่จริง..ข้าเพียงแค่จะเย้าเ้าเล่นเท่านั้นแหละ อย่าคิดมากไปนักเลย— อีกอย่างเ้าก็ทำตามหน้าที่ของเ้าได้ดีแล้วนิ—”
หลินตี้ยวนไม่ถือโทษอันใดหรอก เขาเพียงแต่จะหยอกเย้าทหารยามเล่นเท่านั้น ทั้งยังปฏิบัติหน้าที่ดูแลค่ายขององค์ชายผู้พี่ ที่มีตำแหน่งเป็ถึงรัชทายาท ได้อย่างไม่บกพร่อง เขาจะไปถืออะไรกับทหารเช่นนี้
“เสี่ยนจือ– เ้านำทางข้า ไปพบพี่ใหญ่ หน่อยสิ ข้ามีเื่ต้องรีบแจ้งให้พี่ใหญ่ได้รู้โดยเร็ว”
องค์ชายแปดดูเหมือนมีเื่ราวร้อนใจอะไรบางอย่าง ถึงได้ดั้นด้นมาพบองค์ชายรัชทายาทถึงที่แห่งนี้
เสี่ยนจือ ไม่ได้ไถ่ถามถึงว่ามีเื่สำคัญอันใดกันแน่ ในเมื่อองค์ชายแปดบอกว่าเป็เื่ด่วนสำคัญ ก็มีแต่จะต้องให้เข้าพบ
“พะยะค่ะ–”
^^^^^^
องค์ชายใหญ่กับองค์ชายแปด เดิมทีั้แ่สมัยยังวัยเยาว์ ทั้งคู่ไม่ได้สนิทสนมกลมเกลียวกันมากนัก เพราะนอกจากเกิดจากคนละครรภ์มารดาแล้วยังอาศัยอยู่กันคนละตำหนัก
แต่เมื่อราวสี่ปีก่อน เกิดศึกสู้รบตามตะเข็บชายแดนกับหลายแว่นแคว้นโดยรอบขึ้น จนเป็ปัญหาเรื้องรัง เป็ดั่งไฟที่ต้องรีบดับโดนเร็ว มิเช่นนั้นชาวบ้านตามแนวชายแดนก็ต้องพากันเดือดร้อน
องค์ชายรัชทายาทจึงเป็หนึ่งในแม่ทัพที่ต้องออกนำทัพสู้รบ ณ เขาฝูเหลียน ที่เป็ข้อพิพาทกับแคว้นอู่ในขณะนั้น ที่ชายแดนทางฝั่งตะวันตก ซึ่ง่เวลานั้นเอง องค์ชายแปดที่ยังอยู่ในวัยกำลังแตกเนื้อหนุ่ม ก็ได้ออกติดตามองค์ชายใหญ่สู้รบร่วมกันที่ชายแดนอยู่ถึงเกือบปี จนสามารถชิงเขาฝูเหลียน มาจากแคว้นอู่ได้โดยสมบูรณ์
ยามนั้นเองทำให้องค์ชายทั้งสองสนิทสนมกันขึ้นมา และมีชื่อเรียกกันลับ ๆ ที่ผู้ที่เป็สหายร่วมรบครั้งนั้นเท่านั้นถึงรู้ได้ คือการใช้ชื่อสัตว์ เป็นามแฝงแต่ละคน อย่างเช่น องค์ชายใหญ่ คือ ราชสีห์ องค์ชายแปดเป็ อีกา
แต่เพื่อให้ไม่สามารถให้ผู้ใดล่วงรู้และใช้ได้ง่าย แม้แต่พวกเดียวกันเอง จึงใช้เติมสีต่อท้าย หมุนเวียนกันไป ดำ เทา แดง เหลือง เขียว ฟ้า และขาว โดยถ้าครั้งนี้ใช้นามแฝง อีกาดำ ในการเจอกับองค์ชายใหญ่ไปแล้ว ครั้งต่อไปที่ใช้ในการติดต่อกับองค์ชายใหญ่จะต้องใช้นามแฝงเป็ อีกาเทา เพื่อกันคนอื่นเลียนแบบ
“รัชทายาท องค์ชายแปด ขอเข้าพบพะยะค่ะ”
เมื่อนำทางมาถึงกระโจมส่วนพระองค์ของรัชทายาท เสี่ยนจือจึงขานเรียก แล้วเอ่ยไปว่าผู้ใดมาหา
เมื่อหลินจือหยางได้ยินความดังนั้น ก็วางมือจากหนังสือร้องทุกข์ ที่มีมากจนกองพะเนินไว้เสียก่อน
“ว่าไงนะ— น้องแปดเหรอ— ฮ่าฮ่าฮ่า~ เข้ามาสิ”
หลินตี้ยวน ก้าวย่างเข้ามายังกระโจมอย่างช้า ๆ
“พี่ใหญ่ คงลำบากท่านแล้ว— เพลานี้เหล่าขุนนางกำเริบเสิบสานเป็ยิ่งนัก ข้าเองยังมีสายข่าวมาว่า เื่ทุจริตในคราวนี้ มีขุนนางเมืองหลวงมาเกี่ยวข้องด้วย หากเป็เช่นนั้น ท่านคงจะสาวไส้พวกมันได้ยากขึ้น”
หลินตี้ยวนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เศร้าใจและเหนื่อยหนักแทนรัชทายาทผู้พี่ที่ต้องรับภาระอันหนักหนาเช่นนี้
แม้องค์รัชทายาทมีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองอยู่ระดับหนึ่ง แต่อย่าว่ากระนั้นเลย แม้แต่ฮ่องเต้ หากเื่ราวเกิดเกี่ยวพันไปถึงขุนนางคนสำคัญ ก็คงต้องมีการไต่สวนที่่มากความและเยิ่นเย้อเป็แน่แท้
หลินจือหยาง เดินคำนึงครุ่นคิดด้วยสีหน้าที่คิดพะวงแสนจะบรรยาย พลางเดินคิดกลับไปกลับมาทั่วกระโจม จนหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้ทำงานของตนเอง
“อย่างไรเสีย– ข้าเป็ถึงรัชทายาท สัจจะที่ข้าให้กับราษฎร ตลอดสิบกว่าวันนับั้แ่ข้ามาตั้งค่ายที่เขื่อนซีหลงนี่ ข้าคงผิดสัญญาไม่ได้– แล้วไหนจะยังรับสั่งของเสด็จพ่อที่เชื่อใจในตัวข้าอีก ไม่ว่าจะเป็ผู้ใด หากผิดจริง… ข้าก็จะไม่ละเว้น!!!!”
ในเมื่อรัชทายาทให้คำมั่นถึงขนาดนี้ คดีการทุจริตครั้งใหญ่ในเหตุการณ์อุทกภัยของต้าฮวนก็คงจะไร้ซึ่งกังวล คำกล่าวของรัชทายาทที่หนักแน่น เอาแน่เอานอนได้ และยึดมั่นสัจจะเป็บุญของแผ่นดินต้าฮวนเหลือเกินที่มีรัชทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์เช่น หลินจือหยาง
ภายในใจของหลินตี้ยวนรู้สึกแบบนั้นจากใจจริง ไม่ใช่แต่เพียงในฐานะที่เป็พี่ใหญ่ของน้อง ๆ แต่หลินจือหยางยังทำให้เห็นว่า เขานั้นมีความเพรียบพร้อมทั้งความสามารถ จิตใจ และสติปัญญา ในการเป็รัชทายาท และอนาคตฮ่องเต้ของต้าฮวนสืบต่อไปอย่างมิต้องสงสัย
หลินตี้ยวน องค์ชายแปดแห่งต้าฮวน ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็ เฟิงอ๋อง
จากฮ่องเต้ เขาเป็คนรักอิสระ แม้ปีนี้จะอายุถึงยี่สิบสองปีแล้ว แต่ก็ยังครองตนเป็โสด ไม่มีพระชายาเสียที เป็ผู้ไม่อยากยึดติดใด ๆ เลยเสียจริง
และดูเหมือนฮ่องเต้ผู้เป็พระบิดา ก็จะไม่ค่อยได้สนใจในตัวเขาสักเท่าไหร่อยู่แล้ว ทั้งในสายตาคนนอก และจากตัวของเขาเอง
หลินตี้ยวน สูญเสียแม่ไปั้แ่ยังเด็ก มารดาผู้ให้กำเนิดเขาคือ อันกุ้ยเฟย ผู้เป็สนมเอกของฮ่องเต้ แต่นับแต่วันที่แม่ของเขาได้จากไป พระบิดาก็ไม่สนใจ หรือเข้าหาตัวเขาอีกเลย แต่เดชะบุญที่ฝานกุ้ยเฟย ณ ตอนนั้น ได้รับเขาเป็บุตรบุญธรรมของตน และเลี้ยงเขามาพร้อมกับ องค์ชายสาม และองค์ชายสี่ ที่เป็ลูกแท้ ๆ อย่างไม่ทำให้ขุนเคืองอันใด
โดยในเวลาต่อมาเมื่อ ซ่างจือฮองเฮา ผู้เป็ฮองเฮาในขณะนั้นสิ้นพระชนม์ ฝานกุ้ยเฟย ก็ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็ ฝานฮองเฮาในเวลาถัดมา
โดยแม้ว่า ซ่างจือฮองเฮา จะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่ฮ่องเต้ก็ยังให้เกียรตินางเป็ครั้งสุดท้าย โดยการแต่งตั้งโอรสพระองค์โต ผู้เกิดจากครรภ์ของพระนาง คือการตั้งให้ หลินจือหยาง เป็ องค์ชายรัชทายาทนั่นเอง