“ต่อไปหนูมีชื่อว่าซาร่านะ ลูกสาวของพ่อ”
“อ้อ แอ้ อ้อ แอ้”
“ชอบใช่ไหมลูกๆ ดูสิ ยิ้มใหญ่เลย”
เวลาผ่านไป 7 วัน สามคนพ่อแม่ลูกก็ได้กลับบ้าน เซล่าได้มาเกิดใหม่ในโลกปัจจุบันโดยคำสาปที่ทำให้เธอกลายเป็มอนเตอร์ก็ติดตามมาด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากโลกนี้มีพลังเวทที่เบาบาง จึงทำให้พลังของคำสาปแสดงผลออกมาได้เพียงบางส่วน แต่นั่นก็ส่งผลทำให้ร่างของทารกน้อยมีความพิกลพิการ ใบหน้าไร้ความสมมาตร จมูกงองุ้มเหมือนแม่มด ริมฝีปากบิดเบี้ยว ผู้เป็พ่อไม่ได้รู้สึกรังเกียจลูกสาวที่มีร่างกายแบบนั้นแม้แต่น้อย ต่างจากคนเป็แม่ที่แสดงความรังเกียจออกมาอย่างชัดเจน
“แง แง”
“เจน ลูกร้องแล้ว ให้ลูกกินนมเร็ว”
อเล็กซ์ผู้เป็สามีที่เพิ่งกลับมาจากการทำงานได้กล่าวบอกภรรยา แต่ดูเหมือนว่าเธอคงจะไม่ได้ยิน ยังนอนเล่นมือถือโดยไม่สนใจลูกสาวตัวน้อยเลย อเล็กซ์เห็นแบบนั้นก็แทบจะะเิความโกรธออกมา นี่คงเป็ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของชีวิตที่ได้เจนมาเป็ภรรยา เขาละความโกรธเอาไว้ก่อน รีบเดินไปอุ้มลูกน้อยพาไปชงนมผงให้กินแทน เด็กน้อยได้กินนมก็หยุดส่งเสียงตั้งหน้าตั้งตาดูดขวดนมอย่างตั้งใจ
“เจน คุณจะเกินไปแล้วนะ”
“ทำไม ฉันไม่อยากมีลูกแบบนี้ซะหน่อย หน้าตาก็อัปลักษณ์ เห็นแล้วรู้สึกขยะแขยงจะตาย”
“เจน! นี่ลูกเรานะ”
“มันไม่ใช่ลูกฉัน!”
“เหอะ ผมไม่อยากทะเลาะกับคุณแล้ว กับข้าวอยู่บนโต๊ะ คุณกินได้เลยไม่ต้องรอ ผมจะพาลูกไปนอนข้างบน”
อเล็กซ์อุ้มลูกสาวตัวน้อยพาเดินขึ้นไปยังชั้นสองเข้าห้องนอนไป เขานอนลงข้างๆลูกน้อยพร้อมกับหวนนึกคิดไปถึงเื่ต่างๆ เด็กน้อยที่เหมือนจะรับรู้ความรู้สึกของพ่อ ก็ได้ยื่นแขนเล็กๆมาแตะอเล็กซ์เหมือนเป็การให้กำลังใจ อเล็กซ์กุมมือลูกน้อยเอาไว้แน่นพร้อมกับส่งยิ้มกลับไป
“ลูกสาวตัวน้อยของพ่อ พ่อรักหนูนะ”
“อ้อแอ้ อ้อแอ้”
ชีวิตสามคนพ่อแม่ลูกดำเนินผ่านไป จนซาร่าอายุได้ 6 เดือนเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้น ระหว่างที่อเล็กซ์กำลังเดินทางกลับบ้านด้วยรถจักรยานยนต์ ในตอนที่กำลังจอดรอสัญญาณไฟตรงสี่แยก ไม่รู้ว่ารถยนต์โผล่มาจากไหนพุ่งเข้าชนกับอเล็กซ์อย่างจัง ร่างของเขาลอยสูงก่อนที่จะตกมากระทบกับพื้นอย่างรุนแรง นอนหายใจรวยรินอยู่ระหว่างความเป็กับความตาย วินาทีสุดท้ายก่อนที่เขาจะหมดสติไป อเล็กซ์คิดถึงพ่อ คิดถึงแม่ และที่สำคัญ เขาคิดถึงลูกสาวเพียงคนเดียว จิตสุดท้ายขอร้องอ้อนวอนก่อนที่จะจากไป เขาอยากจะเห็นหน้าของลูกน้อยอีกสักครั้ง
ร่างของอเล็กซ์ถูกนำส่งโรงพยาบาลในเวลาต่อมา เขาอยู่ในอาการโคม่าหลายวัน นับว่ายังเป็โชคดีที่มัจจุราชยังไม่ได้้าิญญาของเขา รอดพ้นจากความตายกลับมาอีกครั้ง ทว่าราคาที่ต้องจ่ายมันก็สูงเหลือเกิน ด้วยอุบัติเหตุที่ร้ายแรงส่งผลให้เขาต้องกลายเป็คนพิการ ขาทั้งสองข้างต้องโดนตัดออกเพื่อรักษาชีวิต เนื่องจากความเสียหายจากอุบัติเหตุ ร่างกายซีกขวาไม่สามารถใช้งานได้ กลายอัมพาตเป็ผู้ป่วยติดเตียงไปตลอดชีวิต
แต่ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ ก่อนหน้านี้อเล็กซ์ได้ทำประกันเอาไว้หลายฉบับทำให้ได้รับเงินชดเชยมาจำนวนมาก เจนที่อุ้มลูกน้อยยืนอยู่ข้างเตียงมองไปยังร่างอันน่าเวทนาของผู้เป็สามี เธอไม่ได้พูดอะไรออกมาทำเพียงแค่มองเท่านั้น อเล็กซ์ต้องอยู่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอีกหลายเดือน แรกๆเจนก็พาลูกมาเยี่ยมบ่อย แต่พอเข้าเดือนที่สองเธอก็เริ่มมาบ้างไม่มาบ้าง จนเข้าเดือนที่สามเจนก็ไม่มาอีกเลย เธอหายไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมกับลูกน้อย พ่อแม่ของอเล็กซ์พยายามติดต่ออยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้
เวลาผ่านไป 3 เดือน อเล็กซ์ก็ออกจากโรงพยาบาลกลับมารักษาตัวที่บ้านของพ่อแม่ เขารับรู้เื่ที่ภรรยาพาลูกหนีไปพร้อมกับเงินประกัน แต่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย มันทำให้เขารู้สึกแย่มาก ยังโชคดีที่มีประกันฉบับหนึ่งระบุผู้รับผลประโยชน์เป็ชื่อพ่อและแม่ของเขา จึงทำให้ครอบครัวยังพอมีเงินไว้ใช้จ่าย ทุกๆวันอเล็กซ์จะนอนพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลออกมาแทบจะตลอดเวลา เขารู้สึกคิดถึงและเป็ห่วงลูกสาวเสียเหลือเกิน
“ลูก พ่อคิดถึงลูกเสียเหลือเกิน”
สถานที่หนึ่งที่ไร้ซึ่งผู้คนสัญจร มองดูแล้วคงจะเป็ที่ทิ้งขยะ เสียงเด็กร้องไห้ดังขึ้น หนูน้อยในห่อผ้าสีโคลนนอนดิ้นไปมา เสียงร้องที่ดังในตอนแรกค่อยๆหายไปจนเงียบในที่สุด ลมกรรโชกพัดพาเมฆครึ้มลอยมา ไม่นานนักหลังแสงฟ้าแลบบนท้องฟ้าหายไปเม็ดฝนก็ร่วงหล่นลงมา เมื่อเม็ดฝนตกกระทบตัวของเด็กน้อย ร่างเด็กน้อยที่กำลังนอนหลับอยู่ก็สะดุ้งตื่นขึ้น เสียงร้องก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เอ๊ะ หยุดก่อนๆ นั่นใช่เสียงเด็กร้องไหม”
“ไหนๆครับ”
สองร่างได้หยุดเคลื่อนไหวเมื่อได้ยินเสียง หญิงสูงวัยกับเด็กวัยกำลังซนกำลังเอามือป้องหูฟังเสียง หันซ้ายหันขวาก็พบว่าต้นเสียงดังมาจากข้างในซอย สองคนต่างวัยจึงค่อยๆเดินเข้าไปดูด้านใน เม็ดฝนที่กำลังตกหนักทำให้วิสัยทัศน์การมองเห็นเริ่มแย่ลง ทั้งสองเร่งรีบก้าวเท้าให้ไวยิ่งขึ้น เมื่อมาถึงด้านในสุดทั้งสองก็พบกับต้นเสียง
“เสียงเด็กจริงๆด้วยครับ”
“โอ้ๆ ใครน้อช่างใจร้าย เอาหนูมาทิ้งไว้ตรงนี้”
หญิงสูงวัยรีบอุ้มร่างเด็กน้อยมาไว้ในอ้อมแขน เมื่อได้รับความอบอุ่นเด็กน้อยก็หยุดร้อง
“แม่ เรารีบกลับบ้านกันเถอะ ฝนเริ่มตกหนักแล้ว”
“ไปๆ”
สามคนจึงรีบเดินทางกลับบ้านทันที รถแท็กซี่แล่นฝ่าสายฝนตามทางไปอย่างช้าๆ ราวหนึ่งชั่วโมงก็มาถึงจุดหมาย ลงรถทั้งสามคนก็รีบเดินเข้าไปในบ้านเพื่อหนีฝน ด้านในยังมีเด็กน้อยชายหญิงอีกหลายคน เมื่อทุกคนเห็นหญิงสูงวัยกลับมาก็รีบวิ่งไปห้อมล้อมทันที
“แม่กลับมาแล้ว เย้ เย้”
“จ้าๆ แม่กลับมาแล้ว”
“เอ๊ะ มีเด็กด้วย”
“ใครเหรอคะแม่”
“เด็กคนนี้เป็สมาชิกครอบครัวใหม่ของเราจ๊ะ”
“เย้ๆ พวกเรามีน้องแล้ว”
เด็กน้อยต่างะโยกมือขึ้นเหนือหัวแสดงความดีใจออกมา หลังจากนั้นหญิงสูงวัยก็ได้ไปเตรียมอาหารเย็น โต๊ะไม้ยาวถูกจับจองที่นั่งจนเต็ม ในโต๊ะประกอบไปด้วยเด็กสาวจำนวน 4 คน และเด็กชายจำนวน 3 คน ที่นี่เป็บ้านเด็กกำพร้า ไม่มีใครรู้ว่าหญิงสูงวัยนั้นมีชื่อว่าอะไร เด็กทุกคนต่างเรียกเธอว่า “แม่”
“เอาล่ะทุกคน ถือว่ามื้อนี้เป็การต้อนรับสมาชิกใหม่ของเรา จากนี้หนูๆทุกคนต้องช่วยแม่ดูแลน้องด้วยนะ”
“ครับ/ค่ะ”
“แม่คะ น้องมีชื่อว่าอะไรเหรอคะ”
“อืม...น้องชื่อ “เบลล่า” เบลล่าที่มีความหมายว่า ของขวัญจากพระเ้า”
“น้องชื่อเพราะจัง”
“พวกหนูทุกคนก็มีชื่อที่ไพเราะเหมือนกันนะ มาๆ ทานข้าวกันดีกว่า”
อาหารที่ทำขึ้นอย่างง่ายๆกลายเป็มื้อพิเศษเมื่อทุกคนได้ทานอาหารพร้อมกัน
*15 ปีผ่านไป*
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากเด็กน้อยได้เติบโตเข้าสู่่วัยรุ่น หลายคนที่อายุครบ 18ปี ก็ได้ออกไปต่อสู้กับชีวิตตนที่โลกภายนอก มีหลายคนที่ประสบกับความสำเร็จแต่ก็มีหลายคนที่ล้มเหลว วันนี้เป็วันเกิดของเบลล่า เป็วันที่เบลล่าได้พบกับแม่และทุกคนเป็ครั้งแรก ทุกคนจึงนับวันนี้เป็วันเกิดของเบล เมื่อเติบโตมากขึ้นความผิดปกติของร่างกายก็ปรากฏให้เด่นชัดยิ่งขึ้น แต่ทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็ไม่ได้แสดงท่าทางรังเกียจเบลล่าออกมาแม้แต่น้อย มีแต่เพียงตัวของเธอเองที่รู้สึกรังเกียจร่างกายของตัวเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอรู้สึกน้อยใจในโชคชะตาของตัวเองเสมอ รู้สึกอิจฉาคนอื่นๆที่มีร่างกายปกติ จึงทำให้เธอกลายเป็คนที่ไม่ค่อยพูดชอบเก็บตัว แต่เธอก็รับรู้ถึงความรักของแม่และคนอื่นๆในบ้านนี้ เทียนที่ปักบนเค้กก้อนเล็กถูกจุดขึ้น พร้อมกับเสียงร้องเพลงตามมา
“แฮปปี้เบิร์ด เดย์ทูยู แฮปปี้เบิร์ด เดย์ทูยู แฮปปี้เบิร์ด เดย์… แฮปปี้เบิร์ด เดย์… แฮป ปี้ เบิร์ด เดย์ ทูยู… ”
“เบล อธิฐานสิ”
เสียงของเด็กสาววัยไล่เลี่ยกับเบลล่าดังขึ้น เธอมีชื่อว่า “คาร่า” มีอายุแก่กว่า 1 ปี ทำให้ทั้งสองสนิทกันมาก เบลล่าหลับตาลง สองมือประกบกันแน่นก้มหน้าลงเล็กน้อยอธิฐานขอพรในใจ เสร็จแล้วเทียนที่กำลังลุกโชติ่ก็ถูกเป่าดับลง งานเลี้ยงวันเกิดเล็กๆก็ได้เริ่มขึ้น ทุกคนนั่งลงโต๊ะเตรียมตัวทานอาหารด้วยกัน มื้ออาหารดำเนินไปด้วยความสุข หลังจากงานจบลงทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำสิ่งที่ตัวเองรับผิดชอบ
เบลกับคาร่าและไมค์ได้รับหน้าที่ออกมาข้างนอกเพื่อซื้อของเข้าบ้าน ไมค์นั้นถือว่าเป็พี่ชายคนโตก็ว่าได้ ปีนี้เขามีอายุครบ 18 ปี เป็ปีสุดท้ายที่จะได้อยู่ที่นี่ ปีหน้าเขาต้องออกไปต่อสู้ชีวิตด้านนอกด้วยตัวเอง สามคนพี่น้องเดินตามทางไปยังร้านขายของที่อยู่ด้านหน้า เมื่อมาถึงก็รีบเข้าไปซื้อของตามที่แม่สั่งมา ไม่นานนักก็ได้สิ่งที่้าครบ ทั้งสามก็เดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางกลับบ้านตอนที่เดินผ่านชุนชนแออัดก็ได้พบกับพวกวัยรุ่นแถวนั้นเข้าพอดี
“จะไปไหนกันจ๊ะสาวๆ”
“เฮ้ย พวกมึงดูน้องคนนั้นดิ โคตรน่ารักเลยว่ะ”
“เออๆ น่ารักจัด”
“แต่อีกคนนี่ดิ แม่งน่ากลัวชิบหาย หน้าตาโคตรทุเรศ ถ้าเจอตอนกลางคืนนะมีวิ่งแน่ๆ”
“ฮ่าๆๆๆๆ”
“เกิดมามีร่างกายน่าเกลียดแบบนั้น กูขอตายดีกว่า ฮ่าๆ”
“พวกมึงหัวเราะทำไม”
เสียงของไมค์ดังขึ้นเตือน พวกมันที่กำลังหัวเราะก็หยุดลงส่งสายตาอาฆาตมาที่ไมค์ ก่อนที่จะวิ่งกรูเข้ามาเพื่อจะทำร้ายร่างกาย ชายวัยรุ่นราว 5 คนตรงเข้ามารุมต่อยเตะไมค์พร้อมกัน เขายกมือปัดป้องเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ไม่เพียงพอกับจำนวนเท้าและหมัดที่เข้ามาทรุดตัวลงไปนอนกองกับพื้น คาร่าเห็นเช่นนั้นก็ร้องกรี๊ดออกมา เบลเองก็เช่นกัน เธอรู้สึกหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า ใจสั่นเต้นไม่เป็จังหวะ แขนขาอ่อนแรงที่จะก้าวเดิน
ในตอนนั้นเองก็ได้มีคนเห็นเหตุการณ์และได้เข้ามาช่วย ชายหนุ่มหน้าตาดีในเครื่องแบบราชการกับเพื่อนของเขาได้เข้ามาช่วยทั้งสามเอาไว้ได้ทัน กลุ่มวัยรุ่นที่เห็นตำรวจก็รีบวิ่งหนีหายไป พวกเขาสองคนก็รีบเข้าไปดูอาการของเด็กทั้งสาม มีเพียงไมค์คนเดียวที่ได้รับาเ็ แต่ก็เป็แค่อาการฟกช้ำ ไมค์รีบบอกว่าตนนั้นไม่เป็อะไรมาก สองตำรวจหนุ่มจึงหายห่วงไปเปราะหนึ่ง เพื่อความปลอดภัยตำรวจหนุ่มทั้งสองจึงเดินมาส่งทั้งสามกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านแล้วทั้งสามก็กล่าวขอบคุณอีกครั้งแล้วเดินเข้าบ้านไป
“วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นเยอะเลย”
“อือ”
“สุขสันต์วันเกิดอีกครั้งนะเบล”
“ขอบคุณนะ คาร่า”
พูดคุยกันไม่นานเด็กสาวทั้งสองก็เข้านอน ประมาณ 10 นาทีต่อมาคาร่าก็หลับสนิท มีเพียงเบลที่ยังคงนอนไม่หลับ นอนคิดเื่ต่างๆ เธอยังคงคิดน้อยใจเื่ร่างกายของตนเสมอ เธอมีความฝันว่าอยากมีร่างกายปกติแบบคนอื่น แต่ความจริงมักโหดร้าย บางอย่างสามารถแก้ไขได้ แต่บางอย่างก็ไม่สามารถทำได้ เวลา 15 ปีที่ผ่านมาทำให้เบลเริ่มที่จะยอมรับความจริงได้บ้างเล็กน้อย จากนั้นไม่นานนักเธอก็เข้าสู่ห้วงนิทราไป เมื่อเข้าสู่ห้วงลึกของความเงียบเด็กสาวก็เริ่มฝัน เป็ฝันที่แปลกๆในความฝันเธอเห็นภาพหญิงสาวคนหนึ่ง เป็ภาพเลือนลางไม่ค่อยชัดเจน เธอคนนั้นมองมาที่เบลพร้อมกับพูดว่า
“จงหารักแท้ให้พบ แล้วร่างกายของเ้าจะกลับมาเป็ปกติ”