บทที่ 15 กู่พิษ
ต้าเหว่ยใเล็กน้อย สีหน้าของผมเปลี่ยนเป็เ็าขึ้นมา ขี้เถ้าที่ปลิวกระจายไปทั่วในอากาศ แต่กลับดูไม่มีผลใด ๆ เลย
ผมไม่สนใจอะไรมากนัก รีบวิ่งหนีไปพร้อมกับต้าเหว่ย ตอนนี้ผมจำทิศทางไม่ได้เลย ไม่รู้เลยว่าทิศตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ทางไหนด้วยซ้ำ
วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว มือและเท้าของผมก็ถูกจับไว้แน่น พวกผีพวกนี้มีพละกำลังมหาศาล ผมไม่สามารถดิ้นหลุดออกมาได้เลย ผมได้ยินเสียงต้าเหว่ยะโเรียกผมครั้งหนึ่ง ฝูงผีก่อกวนอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เงียบสงัดไป
ต่อมา ผมรู้สึกเหมือนมีของมีคมบางอย่างแทงเข้าไปในร่างกายของผมโดยตรงแล้วคว้านเอาบางส่วนออกมาจากร่างกายของผม ความรู้สึกนั้นทรมานมาก เหมือนมีคนผ่าอกของผมแล้วคว้านหัวใจออกมาทั้ง ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่ใช่ใช้มีดคมตัด แต่ใช้กรงเล็บจิกทะลุแล้วฉีกออกมาอย่างแรง จนกระทั่งคว้านออกมานอกร่างกายได้ เหมือนยังมีเนื้อเยื่อเชื่อมต่ออยู่ สุดท้ายก็ถูกฉีกขาดออกจากกันอย่างสมบูรณ์
ความทรมานเช่นนี้ ถ้าไม่ได้ััด้วยตัวเอง ก็ไม่สามารถบรรยายออกมาได้แม้แต่นิดเดียว แม้แต่จะกรีดร้องผมก็ไม่มีแรงแล้ว หายไปเพียงครู่เดียว ก็มีกรงเล็บอีกสิบกว่าอันแทงเข้ามา
ผมรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็หุ่นไม้ที่ว่างเปล่า ความรู้สึกของร่างกาย อารมณ์ ความสุข ความโกรธ ความเศร้า ความสนุกสนาน หายไปจนหมดสิ้น กรงเล็บหลายอันกระชากออกไปอย่างรวดเร็ว ในความรู้สึกสุดท้ายที่ยังมีสติอยู่เล็กน้อย ผมฝืนลืมตาขึ้นมา สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ายังคงเป็ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของยายหวัง…
“โง่จริง ๆ…” นางพูดก่อนสติผมจะเลือนหายไป
เมื่อสติกลับคืนมา ผมพบว่าตัวเองและต้าเหว่ยถูกขังอยู่ในห้องมืดแล้ว ผมและเขาถูกมัดติดกับเสาหลังชนกัน มองไม่เห็นสภาพของกันและกัน
ในห้องมีเพียงตะเกียงน้ำมันเล็ก ๆ สลัว ๆ เพียงดวงเดียว เปลวไฟอ่อนแอกะพริบอยู่ในอากาศที่เหมือนจะดับได้ทุกเมื่อ
ผมก้มมองร่างกายของตัวเองโดยอาศัยแสงสลัว ๆ บนตัวไม่มีรอยเืเลย ท้องก็ไม่ได้ถูกผ่า หัวใจยังคงเต้นอยู่ในช่องอก…
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตอนที่ถูกพวกผีจับตัวไป ความทรมานที่แสนสาหัสนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผม
“อืม… อืม…” ตอนนี้ต้าเหว่ยก็ฟื้นขึ้นมาแล้ว เขาส่งเสียงครางออกมาสองสามครั้ง
“ต้าเหว่ย! ต้าเหว่ย! นายไม่เป็อะไรใช่ไหม” ผมถาม
“แม่ง! พวกปีศาจพวกนี้มีพละกำลังมากจริง ๆ ฉันยังคิดว่าตัวเองจะโดนพวกมันกินซะแล้วนะเนี่ย” ต้าเหว่ยดูเหมือนจะผ่านความทรมานแบบเดียวกันมา เขาดิ้นอยู่สองสามครั้ง เชือกมัดแน่นมาก ดิ้นยังไงก็ไม่หลุด “เฮ้ย! ฮ่าวจื่อ นายไม่เป็ไรใช่ไหม” ต้าเหว่ยถามผม
“ไม่เป็ไร พวกเราอาจจะโดนลุงอวี้หลอกแล้วละ” ผมพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“โดนหลอก…”
“ใช่ กล่องเงินนั่นไม่มีกุญแจอะไรเลยสักอย่าง ลุงอวี้หลอกพวกเรา” ผมพูดด้วยความชิงชัง ตอนนี้พอคิดดูคำพูดของลุงอวี้มีช่องโหว่เยอะมาก แต่ตอนนั้นผมอยากออกจากที่นี่จนความอยากมันบังตาไปหมด บวกกับลุงอวี้ก็เคยช่วยพวกเรามาก่อน เลยไม่ได้คิดอะไรมากนัก
พวกเราใส่เสื้อผ้าคนตาย แค่ทาขี้เถ้าดำ ๆ บนหน้าอย่างง่าย ๆ ก็คิดไปเองอย่างซื่อ ๆ ว่าจะหลอกยายหวังได้ ตอนนี้พอคิดดูแล้วตลกมาก กลัวว่าั้แ่พวกเราเริ่มเข้าใกล้ ยายหวังก็รู้แล้วว่าพวกเราเป็คนเป็ ๆ
ลุงอวี้ต้องรู้เื่นี้แน่ ๆ เขายังแกล้งให้พวกเราสองคนเอาถุงขี้เถ้าก้นไหที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลยมาทำให้พวกเรามีความมั่นใจ ถึงได้เดินโง่ ๆ เข้ากับดักไปเอง
ผมไม่แน่ใจเป้าหมายของลุงอวี้ แต่เขาไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ ยายหวังคนนี้ดูเหมือนแก่ชรามากแล้ว แต่จัดการพวกเราได้อย่างง่ายดายเหลือเกิน ผมกับต้าเหว่ยถูกมัดอยู่ตรงนี้ก็เป็หลักฐานที่ดีที่สุดแล้ว
แอ๊ด…
ขณะที่ผมกำลังครุ่นคิดถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ประตูไม้เก่า ๆ ก็ถูกผลักเปิดออก ยายหวังเดินเข้ามาอย่างสั่นเทา
ตอนนี้ผมพึ่งได้สังเกตว่า ยายหวังคนนี้เป็คนเผ่าแม้ว[1] เธอใส่กระโปรงผ้าย้อมเทียน*[2] สร้อยคล้องเอวทำจากเงิน เสื้อคลุมสีฟ้าเทา ปักลวดลายปริศนาที่ดูคล้ายัหรือไม่ก็ตะขาบ
หลังจากยายหวังเข้ามาในห้อง นางมองพวกเราปราดหนึ่ง แต่ไม่ได้สนใจพวกเรา กลับเดินช้า ๆ ไปที่ไหสีดำใบหนึ่งแล้วเปิดฝาออก
ตอนนี้ผมถึงได้สังเกตว่าในห้องมีขวดโหลวางเรียงรายอยู่มากมายหลายขนาดหลายสี ทั้งห้องยังมีกลิ่นประหลาดที่ไม่พึงประสงค์ลอยฟุ้งอยู่ด้วย
หลังจากยายหวังเปิดฝาไหดำแล้ว นางก็ชะโงกมองเข้าไปข้างใน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยดูเหมือนจะยิ้มเล็กน้อย พลางแสดงสีหน้าพึงพอใจ จากนั้นก็ค่อย ๆ พับแขนเสื้อด้านขวาขึ้น
จากการมองท่าทางของยายหวัง ตาของผมก็เบิกกว้าง ปากอ้าค้างโดยไม่รู้ตัวด้วยความประหลาดใจอย่างรุนแรง แขนของยายหวังที่เผยออกมาเมื่อพับแขนเสื้อขึ้นนั้นอวบอิ่มขาวผ่อง ดูเหมือนแขนของหญิงสาววัยยี่สิบกว่าปีเท่านั้น
ผิวขาวเนียนเมื่อเทียบกับรูปลักษณ์ภายนอกที่เหี่ยวย่นดำคล้ำอื่น ๆ ของเธอแล้ว ก่อให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจน ทำให้ไม่กล้าเชื่อเลยว่านั่นคือแขนของยายชราวัยใกล้ตาย
ท่าทางของยายหวัง ด้านหน้าทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัวยิ่งขึ้น นางชักมีดแหลมวาววับออกมาจากเอว แล้วกรีดลงบนแขนอ่อนเยาว์ เปิดแผลเป็ร่องยาว เืสีแดงสดไหลออกมา กระเซ็นลงในไหสีดำ
เืที่ไหลออก แขนขาวอวบอิ่มนั้นก็แห้งเหี่ยวลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วค่อย ๆ กลับไปเป็เหมือนกิ่งไม้แห้งเหี่ยวสีดำผอมแห้ง ไหสีดำใบนั้นมีเสียงที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนดังออกมา เหมือนเสียงร้องของสัตว์บางชนิด
สัตว์... แสงสว่างวาบขึ้นในสมองของผม ยายหวังคนนี้สวมชุดชนเผ่าแม้ว แล้วยังใช้เืสด ๆ ไปเลี้ยงสัตว์ ถ้าตอนนี้ผมยังนึกไม่ออกว่าเป็การเลี้ยงกู่พิษ ผมก็คงเป็หมูโง่จริง ๆ
ยายหวังคนนี้ไม่เพียงแต่เป็คนเลี้ยงผีเท่านั้น แต่ยังเป็ผู้เชี่ยวชาญในการทำกู่พิษ ไม่แปลกใจเลยที่ตอนผมกับต้าเหว่ยค้นหาเบาะแสแทบจะหาสัตว์อะไรไม่เจอเลย
พูดถึงกู่พิษ คนทั่วไปส่วนใหญ่เคยได้ยินมาบ้าง เมืองที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงเื่พวกนี้ก็มีเซียงซี หยุนหนาน ซินเจียง หรือสถานที่ที่มีประเพณีแปลกประหลาด ได้ยินว่าใช้สัตว์มีพิษห้าชนิด นั่นก็คือ งูพิษ ตะขาบพิษ คางคกพิษ แมงมุมพิษ แมงป่องพิษ ใส่ลงในไหแล้วปล่อยให้มันฆ่ากันเอง สุดท้ายตัวที่รอดชีวิตจะเป็าาแห่งพิษ นั่นก็คือกู่พิษ
กู่พิษกินเืและกำลังวังชาของคนเป็อาหาร ชั่วร้ายอำมหิตมาก ใช้สำหรับทำร้ายคนโดยเฉพาะ เกี่ยวกับความน่ากลัวของการปล่อยพิษ แม้แต่คนธรรมดาที่ไม่ค่อยรู้เื่นี้ อาจจะเคยได้ยินแต่ก็ไม่เคยพบเห็น ตอนนี้ความหวาดกลัวกำลังซึมลึกลงในใจผม
เห็นยายหวังใช้เืและกำลังวังชาของตัวเองไปเลี้ยงกู่พิษ ผมยิ่งรู้สึกขนลุกซู่ทันที ไม่แปลกใจเลยที่ลุงอวี้ไม่กล้าเข้าใกล้นาง ดูเหมือนพวกเราจะโชคร้ายโดนหลอกเข้าให้แล้ว
“ยายแก่ ปล่อยพวกฉันไปเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันจะทำให้แกเจ็บตัว” ต้าเหว่ยถูกมัดหลังพิงกับผม ผมเห็นฉากสยองเมื่อครู่ แต่เขากลับมองไม่เห็น ได้ยินแค่เสียงยายหวังเดินเข้ามา
ผมร้อนรนจนตัวสั่น รีบใช้ร่างกายไปชนเขา อย่าให้ไอ้หนุ่มกล้ามโตคนนี้พูดจาเหลวไหลอีก ตอนนี้ถ้าทำให้ยายหวังโกรธ ก็เท่ากับหาเื่ตายชัด ๆ
ยายหวังได้ยินคำด่าของต้าเหว่ย ก็หันตัวกลับมายิ้มที่ชวนขนลุกไปอีกแล้วพูดประโยคหนึ่งออกมา
“ไอ้หนุ่มตัวโต แกก็พูดมากไปหน่อยนะ”
[1] เผ่าแม้ว : ชนเผ่ากลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำฮวงโหและแม่น้ำแยงซีเกียง
[2] ผ้าย้อมเทียน : ผ้าชนิดนี้อาจเรียกได้ว่าเป็ผ้าบาติกม้ง (Hmong Batik) ในสมัยก่อนจะใช้ผ้าที่ทำจากใยกัญชง มาทอเป็ผืน กว้างประมาณ 1 ฟุต ยาว 3 หลา พอว่างจากงานสวนไร่นา หญิงสาวชาวม้งจะใช้ปากกาเขียนขี้ผึ้ง ซึ่งทำด้วยไม้ยาวพันปากด้วยทองแดง หรือทองเหลือง ตัดเป็รูปสามเหลี่ยมใช้ด้านแหลมพันกับปลายไม้ ด้านป้านใช้จุ่มกับน้ำเทียน และใช้วิธีเขียนลายลงบนผืนผ้า จากนั้นจึงนำไปย้อมห้อม จนได้สีน้ำเงินครามเข้มจึงนำมาต้มเพื่อให้น้ำเทียนละลายออกจนปรากฏลวดลายสีขาวบนพื้นสีน้ำเงิน