-วันนี้ตัวคุณ...ได้‘สื่อ’สารเสียงจากสิ่งใต้อกนั้นออกไปแล้วรึยัง? –
...‘สื่อ’ คำนามแสนสั้นที่ความหมายไม่ได้สั้นตามตัวอักษรที่เป็ตามพจนานุกรมไทยนั้นระบุไว้อย่างชัดเจนว่ามันคือการติดต่อให้ถึงกันสื่อความหมายความเข้าใจ ชักนำให้รู้จักกัน โดยวิธีการหลากหลายประเภทไม่ว่าจะเป็สื่อสารด้วยรูปวาดรูปภาพสำเนียงเสียงหรือด้วยข้อความตัวอักษรอย่างที่เขากำลังมองและรับรู้มันอยู่ตอนนี้...
ผลสรุป :
[ ไม่ผ่านการพิจารณา ]
- ตัวอักษรสีแดงกล้ำเด่นชัดชวนระคายจอประสาทตาและต่อมอารมณ์ -
“นั่นเป็รอบที่แปดของอาทิตย์นี้ใช่ไหม?”เสียงทุ้มข้างกายเอ่ยทักเมื่ออีกฝ่ายชะโงกหน้ามามองตัวอักษรบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเขาคำถามถึงจำนวนการเห็นสิ่งๆนี้ชวนให้ยกยิ้มมุมปากก่อนจะหันเก้าอี้กลับไปตอบคำเฉลยด้วยโทนเสียงปกติที่ทุกคนให้ฉายาว่ามนุษย์เสาทราย
“ไม่ใช่...”
“เก้าต่างหาก”...น่าภูมิใจกับเลขเบิ้ลสวยๆตีหวยดีไหมนะ?
“ฮะ ฮ่า~ เข้าใจสร้างอามรณ์ขัน แต่มันจะเริ่มไม่ขำแล้วนะพวก”เ้าของคำถามคนเดิมหัวเราะแบบโมโนโทนในมุขหยอกล้อที่ความจริงกลับเป็ตลกร้ายของชีวิตคนทำงานอีเมล์ที่ปรากฏเด่นหลาอยู่ตอนนี้คือคำพิจารณาถึงผลงานการถ่ายรูปของเขาที่มีกำหนดจะต้องลงนิตยสารบริษัทในอีกสองอาทิตย์หน้าซึ่งมันควรจะผ่านได้แล้ว แต่จนวันนี้มันก็ยังเป็คำๆเดิมครั้งที่เก้าที่ได้รับการปฏิเสธจากหัวหน้าระดับสูงสุดที่ไม่คิดจะฟังแิของเขาสักนิด
ตัดสินแค่ตัวภาพแต่ไม่ดูความหมายที่ภาพจะสื่อ...
“งานนายขึ้นตัวแดงเกือบถึงลิมิตของบริษัทแล้วรู้ใช่ไหม? สูงสุดได้แค่สิบครั้ง”
“อ่า...”...ทั้งเก้าครั้งที่ผ่านมาก็ปรับเปลี่ยนสุดแนวทางที่มีจนปัญญาจะทำให้พอใจ เพราะรู้ว่ามันเป็เชิงพาณิชย์ ไม่ใช่เพื่อทัศนะความงาม
“คำว่า อ่าไม่ใช่ปฏิกิริยาของคนที่ใกล้จะโดนพักงาน ขอละ!~ ช่วยจริงจังหน่อย แซนมึงจะนิ่งเป็เสาไม่ได้นะเว้ย”ร่างเพื่อนสนิทไถเก้าอี้มาข้างๆพลางจ้องหน้าเขาด้วยความจริงจังชื่อเล่นที่ถูกเรียกอย่างเรียบๆเป็สัญญาณเตือนว่าเพื่อนร่างเล็กแต่ฝีมือเกินตัวจะเริ่มเทศน์อีกรอบฝ่ามือผอมจึงยกขึ้นปรามพร้อมเอ่ยปากในสิ่งที่คนอีกคนก็คงรู้จักนิสัยของเขาดี
“รู้น่าอย่าเพิ่งบ่น...เฮ่อ~ ถ่ายแต่มุมเมืองเชิงค้าขายแบบนี้ มันไม่ใช่ทางของกู มึงก็รู้ เฟิร์ส”
“กูรู้พ่อคนรักน้ำรักปลา แดกซากุระ มันไม่ใช่ทางของมึง แต่มันคือทางของเงินที่มึงต้องหามาใช้ให้ไม่ต้องแย่งอาหารปลาแดก”
“ก็อร่อยดี...ฮ่า~ หยอกน่า รู้ว่ามึงเป็ห่วงขอบใจ”สโลแกนชวนขำที่เพื่อนตัวดีตั้งเรียกรอยยิ้มบนมุมปากจนอดแหย่กลับไม่ได้แต่ท่าทีถอนหายใจสุดปอดกับดวงตาฉายแววกังวลตรงหน้าก็ยังคงเดิมและตัวเขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะสื่ออะไร
“เออแล้วมึงจะเอายังไงต่อ?ถ้าส่งงานคราวหน้ามึงไม่ผ่าน...”
ผลสรุป :
[ พักงาน ]
- ตัวอักษรสีแดงชาดที่ลดจำนวนคำลง แต่ทวีคูณความรุนแรงขึ้นเท่าตัว –
...อีเมล์ในอนาคตที่อาจส่งมาถึงกล่องข้อความของเขาหรือไม่ก็ขึ้นกับภาพงานที่จำต้องแก้ไขตามสิ่งที่หัวหน้าคนใหญ่้าหากเขาทำสำเร็จก็เป็อันดีไปที่หน้าที่การงานจะมั่นคงได้เดินทางมานั่งแหมะบนเก้าอี้ในบริษัทอีกแต่ถ้าไม่...ซึ่งเขารู้แก่ใจว่าเปอร์เซ็นต์ในทางนี้สูงกว่าเป็เท่าตัวจากการแก้ไขนับครั้งไม่ถ้วนการงานที่ได้จับกล้องท้าแสงไฟอย่างที่ชอบจะกลายเป็มือจับอาหารปลาและจัดไฟในตู้ปลาแทนข่าวร้ายขั้นวิกฤตสำหรับคนเมืองกรุงที่ชีวิตเหมือนอยู่ในหนังเอาตัวรอดจากการอดตายยังไงยังงั้น...
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเศษฐกิจ่นี้ที่ก็นะพูดอะไรไม่ได้นี่นะ...
“เฟิร์ส มึงไม่ต้องกังวลมันจะพาลทำมึงกดดันงานตัวเองไปด้วย ระวังจะเสร็จไม่ทันเดดไลน์เอานะใต้ตาเหมือนแพนด้า พักบ้างก็ดี...”เอ่ยด้วยสำเนียงเนือยๆอย่างนิสัยเพื่อคลายความกังวลของอีกฝ่ายลงโดยไม่ลืมแซวขำๆกับหน้าที่การงานของเพื่อนสนิทที่รัดตัวจนเตียงนอนเป็สิ่งที่มันโหยหาตบบ่าเบาๆเป็กำลังใจอีกครั้งก่อนจะยกกล่องบุหรี่ขึ้นโชว์แทนการขอตัวไปมุมระเบียงประจำ
“เอาเป็ว่าไว้ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันขอไปเติมก่อนละ”
แต่เพียงก้าวหันหนีออกไปเสียงจากคนด้านหลังก็กระซิบแ่เบามาตามชั้นอากาศแสนชัดเจนในการได้ยินของเขา...ได้ยินได้ฟังมาเสมอ
“ฝีมือระดับมึงก็ไปได้ไกลแบบสบายๆแท้ๆกล้าๆหน่อยสิว่ะ”
“........”
ผิดแล้วเขาไม่ได้เก่งอะไรหรอก
ก็แค่ทำอย่างที่ตัวเองเป็เก่งก็เท่านั้นเอง...แต่การเป็อย่างที่คนอื่นหวังให้เป็น่ะโคตรห่วย
...ห้วงความคิดไหลวนคล้ายวังวนที่หลบหนีไม่พ้นเื่ฝีมือหรือความสามารถที่เพื่อนสนิทเฝ้าบอกในทุกครั้งเขาก็จะคิดตอบอีกฝ่ายไปในใจเสมอเพราะหากพูดคงโดยมันเทศน์ชุดใหญ่ที่ดูถูกตัวเองแต่ตามตรงก็ต้องยอมรับว่าตัวเขาเป็ตากล้องที่ใช้อามรณ์ศิลป์ทำงานมากเกินไปไม่ปรับเข้ากับเชิงพาณิชย์ทำให้พาลเสียงานเสียการก็มีบ่อยต่างกับอีกคนที่ไหลลื่นและปรับตัวลุยทำงานได้เสมอจนก้าวขึ้นมาเป็ตากล้องอันดับหนึ่งของบริษัทได้ทั้งที่เข้าทำงานพร้อมกันเขายินดีกับเพื่อนสนิทตัวเล็กเสมอแต่ตอนนี้กลับทำให้มันมากังวลห่วงเขาซะอย่างนั้น...ไม่ดีเลย
“ฟู ~..........”...ไอความกดดันบนสองบ่าคล้ายทิ้งน้ำหนักลงมาอีกเป็เท่าตัวที่ไม่สามารถเป็อย่างที่ใครคาดหวังฝ่ามือจึงยกม้วนนิโคตินอัดเข้าปอดให้ควันจางลบความเครียดที่มักแสร้งแสดงออกด้วยท่าทีเนือยๆอยู่ตลอดเปลี่ยนมาซึมซับความสงบเงียบเคล้าเสียงสายลมพัดแทรกใบไม้ให้ใจฟื้นฟู–...
[สูดมลพิษอีกละ? ทุกวันนี้แย่งอาหารปลากินไม่พอ ยังจะทำลายปอดอีก]
“อย่าเพิ่งกวนน่าขอความสงบหน่อย เ้าขุน”
...ความสงบพังทลายลงในพริบตาด้วยเสียงเจื้อยแจ้วบนลาดไหล่...ใช่บนไหล่ของเขาที่ตอนนี้มีเด็กชายตัวจิ๋วในชุดขาวนอนเกาพุงตัวเองด้วยท่าทีสุดแสนสบายชวนให้หรี่ตามองพลางโบกมือไล่เพื่อทวงคืนสันติสุขต่อระบบการได้ยิน
[ห๊า!? นี้กล้าไล่กันเหรอ!?]...แต่เดซิเบลข้างหูก็ยังเท่าเดิมและเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามนิสัยของคุณภูตประจำตัว
[ภูตพราย‘เ้าขุน’]
-จิติญญาของบรรพชนผู้นำพาความรัก-
...สิ่งมีชีวิตปริศนาที่คล้ายเป็พลังเหนือธรรมชาติที่เขามีสถิตกับตัวั้แ่จำความได้จนได้รู้ว่าแท้จริงแล้วตระกูลของเขาทุกคนจะมีภูตประจำตัวเพื่อคอยดูแลและนำพามาซึ่งรักแท้เสมือนกามเทพประจำกายที่ไม่ได้แผงศรเวทย์มนต์ตามนวนิยายแต่ช่วยในรูปแบบการแนะนำเท่านั้นแต่...คุณภูตผู้ประเสริฐที่อยู่กับเขาน่ะ
ออกไปทางเด็กสามขวบมากกว่า...
[นี้ๆๆ เ้าไม่ได้ซื้อชานมไข่มุกให้ข้าเลยนะบอกจะซื้อให้ั้แ่อาทิตย์ที่แล้ว โกหกเทพมันบาปรู้ไหม!]
วันๆร้องหาแต่ของกิน...
อีกเื่หมดยุคน้ำแดงถวายแล้วนะ
“นายไม่ใช่เทพแค่ภูตอ้วน...ฉันซื้อให้แล้วเถอะ แค่นายลืมว่ากินไปแล้ว”
[ไม่รู้ละ ก็ฉันอยากกินนิ!ขากลับซื้อให้ด้วย ไม่งั้นคืนนี้จะหลอกผี แบร่!]คำขู่พร้อมลิ้นยาวโผล่ออกมาเพื่อหลอก ซึ่งสำหรับคนมองมันก็แค่เด็กเล่นที่ความน่ากลัวเท่าหมาชิวาวาโกรธจัดแต่เพื่อความสงบสุขของเวลานอนก็จำต้องส่งเครื่องบรรณาการให้คุณภูตยอมอยู่เฉยๆ
“เฮ่อ~...ครับๆ จะซื้อถวายให้นะครับ ตอนนี้เอาจุ๊บปาจุ๊ปส์ไปก่อนแล้วกันคุณภูตเ้าขุน”
“ภูตตนอื่นเขาขี้โวยวายแบบนี้รึเปล่า?...”
...นินทาเ้าจิ๋วข้างกายที่กินลูกอมจนแก้มป่องด้วยความหมั่นไส้ระคนเอ็นดูแม้จะมีปากเสียงกันบ่อยตามนิสัยที่แตกต่าง แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องจริงจังเ้าตัวเล็กก็คล้ายจะพองตัวอย่างองอาจและคอยเตือนสติเขาเสมอดวงตาเหล่มองตัวป่วนชั่วครู่ก่อนจะหันชมวิวป่าคอนกรีกพลางอัดพลังจากแท่งนิโคตินให้เรียบร้อยเพื่อเข้าไปทำงานต่อ...แต่ไม่ทันที่มือจะแตะเม้าส์ปากกาคู่ใจแก้งานคุณเ้าประจำก็ยืนก่อกวนอยู่บนแผ่นเพลทซะงั้น...
[เมื่อกี้ที่เพื่อนเ้าบอกว่าโดนพักงานน่ะทำไมไม่ลาออกไปก่อนซะเลยล่ะ? เ้าก็ไม่ได้ชอบงานที่นี่เพื่อนเ้าก็ดูออก ทนเป็ผีเกาะโต๊ะทำงานอยู่ได้ อีกนิดข้าจะนึกเป็ภูตประจำศพ]
‘อย่าชวนคุยเวลามีคนอื่นอยู่ด้วยสิเดี๋ยวเขาหาว่าฉันเป็บ้าคุยคนเดียว’…โปรแกรมโน้ตถูกเปิดขึ้นบนหน้าจอเพื่อพิมพ์บอกแทนการใช้เสียงเหมือนปกติที่ทำ
[เ้าก็เพี้ยนๆอยู่แล้วจะกลัวอะไรกับแค่บ้า?]
‘ให้ฉันมีชีวิตสงบๆเถอะ’
‘ส่วนเื่ลาออกน่ะเศรษฐกิจแบบนี้ใครเขาจะกล้าลาออก ไม่มีเงินซื้อชาไข่มุกให้นายไม่รู้นะทำไปเรื่อยๆแบบนี้ เดี๋ยวสักวันมันก็ดีขึ้นเอง–’
[พูดว่าเดี๋ยวสักวันโยนภาระให้อนาคตจังเลยนะ]...เสียงเข้มดังตัดผ่านก่อนที่นิ้วจะพิมพ์ตอบเสร็จเสี้ยวหน้าละจากจอคอมมามองภูตน้อยที่ตีสีหน้านิ่งพร้อมคำบอกที่ชวนให้จิตใจกระตุกวูบใหญ่
[ความฝันหรือโอกาสมันก็เหมือนคนเปรียบเทียบได้เสมือนความรัก ถ้าเ้าไม่เดินไปหา เอาแต่รอเวลาให้เดินมา...แล้วเมื่อไรจะได้เจอกัน]
“.......”...โดนดุซะแล้ว
[บนโลกนี้กระทั่งโลกของภูตอย่างข้า ก็ไม่มีใคร ไม่มีอะไรหยุดรอหรือเดินเข้ามาหาเองหรอกนะถ้าไม่เป็ฝ่ายเดินเข้าไปหาด้วยเช่นกัน แซน]...สองแขนเล็กกอดอกอย่างผู้ใหญ่สั่งสอนเด็กทั้งที่ตัวสูงเพียงปากกาหนึ่งด้ามทว่าคำพูดที่กล่าวออกมากลับสร้างแรงพลังประหลาดจนภายในอกสั่นะเืแฝงความอบอุ่นก่อนเขาจะคลี่ยิ้มเมื่อรับรู้ได้เต็มอกว่าคนตัวจิ๋วเป็ห่วงตัวเขาที่เฉาลงทุกวันแต่นิสัยทำให้คนอื่นเป็ห่วงมันไม่ใช่ทางของเขาละนะ...
“พูดอะไรสมอายุตัวเองเป็ด้วย? น่าใจังครับ คุณเ้าขุน”...ปิดจบด้วยการแหย่หน้านิ่งดีที่สุด อย่าให้ใครต้องเป็ห่วงเลย
[นิ!! ได้ฟังบ้างไหม?ข้าพูดให้เ้าคิดได้ว่าการรอเปื่อยๆน่ะ มันไม่ช่วยอะไร!? ไอ้เ้าหัวสาหร่ายทะเลหน้านิ่งเป็โขดหิน!]
“ครับๆ ฟังครับแล้วก็ช่วยให้เกียรติหน้าตาฉันหน่อยก็ดี”....เรียกซะ ต้องแอบหันมองกระจกเลย
.
แต่ที่บอกว่าให้ฉันฟังก็ฟังอยู่ตลอดนะ...‘ฟังเสียง’ ตัวเองที่กำลังร้องบอกให้กล้าน่ะ