อสูรร้ายตนนั้นมิได้ทะยานเข้าหาทันที
มันกดกายต่ำดุจธนูที่ถูกโก่งจนสุดกรงเล็บทั้งสี่ตะปบพื้นศิลาไว้แน่นอกที่ถูกหุ้มด้วยเกราะกระดูกหนาขยับขึ้นลงอย่างเชื่องช้าั์ตาสีโลหิตจับจ้องอี้ซินไม่วางราวกับกำลังชั่งใจว่าเหยื่อเบื้องหน้านี้สมควรถูกฉีกเป็ชิ้นหรือไม่
แต่อี้ซินย่อมรู้ดียิ่ง
สัตว์อสูรเช่นนี้ไม่มีวันลังเลนาน
ที่มันยังมิลงมือหาใช่เพราะหวั่นเกรงไม่ หากแต่กำลังรอจังหวะสังหารที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้น
กลิ่นคาวโลหิตภายในอุโมงค์คับแคบยิ่งทำให้อากาศข้นอึดอัดความเย็นชื้นเกาะพราวตามผนังศิลาขณะที่ผงธุลีละเอียดใต้กรงเล็บอสูรลอยขึ้นลงอยู่ในแสงสลัวของหินดารา
อี้ซินกดกายต่ำลงมือขวากำมีดสั้นครึ่งเล่มแน่นดุจจับชะตาชีวิตตนเองส่วนมือซ้ายแตะผนังศิลาแ่เบาเพื่อหยั่งตำแหน่งยืนที่มั่นคงขาขวาซึ่งยังปวดระบมจากรอยเขี้ยวกัดสั่นสะท้านทุกครั้งยามลงน้ำหนักทว่าเขากลับฝืนข่มมันไว้ไม่ให้เผยอาการแม้แต่น้อย
หนีมิได้
อุโมงค์แห่งนี้คับแคบเกินไปอีกทั้งสัตว์อสูรตนนี้ยังว่องไวยิ่งกว่าพวกก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด
หากหันหลังให้มันชั่วพริบตาเดียวก็อาจถูกขย้ำจนเหลือแต่ซาก
อสูรร้ายขยับศีรษะช้า ๆคล้ายกำลังสูดดมบางอย่างจากร่างเขาจากนั้นมันจึงแยกเขี้ยวออกเล็กน้อยแล้วส่งเสียงครางต่ำจากลำคอ
ครืดดด...
เสียงนั้นเสียดแทงโสตประสาทประหนึ่งตะไบเหล็กขูดลงบนกระดูกคน
“จะเข้ามาก็เข้ามา”อี้ซินเอ่ยเสียงเยียบเย็น แม้ลมหายใจยังหอบหนักทว่าั์ตากลับนิ่งสงบกว่าก่อนหน้านี้มาก“หรือสัตว์เดียรัจฉานเช่นเ้าก็ยังรู้จักหวาดกลัวความตายด้วย”
ราวกับรับรู้คำยั่วเย้าอสูรร้ายพลันขบเขี้ยวจนเกิดเสียงกรอด ก่อนทะยานเข้ามาในฉับพลัน
เร็วเสียยิ่งกว่าเดิม!
อี้ซินเห็นเพียงเงาดำสายหนึ่งพุ่งตรงเข้าใส่ประหนึ่งอสนีบาตกรงเล็บคมกริบกวาดเป็เส้นโค้งหมายปาดลำคอเขาในคราเดียว เขารีบเอนกายหลบเต็มแรงคมเล็บเฉียดปลายคางไปจนเกิดสายเืบาง ๆ ทว่า ก่อนเขาจะยกมีดสวนตอบหางหนาหนักดุจแส้เหล็กของมันก็ฟาดเข้าที่สีข้างซ้ายอย่างจัง
ปัง!
ร่างของอี้ซินปลิวกระแทกผนังศิลาอย่างรุนแรง
ความเจ็บร้าวแล่นจากชายโครงพุ่งขึ้นสู่ทรวงอกจนเขาแทบสำลักโลหิตออกมาหากยังเป็ร่างเดิมอยู่ กระดูกหลายซี่คงแหลกละเอียดไปแล้ว ถึงกระนั้นแม้มิได้แตกหัก ความมึนงงก็ยังทำให้ภาพเบื้องหน้าพร่าไหวไปชั่วขณะ
อสูรร้ายไม่เปิดโอกาสแม้เสี้ยวลมหายใจ
มันทะยานตามเข้ามาอ้าปากกว้างหมายงับศีรษะเขาในคราเดียว
อี้ซินบิดศีรษะหลบสุดกำลังเขี้ยวคมจึงฝังผ่านหัวไหล่ซ้ายลงไปลึก เืสดทะลักพรู เขาคำรามต่ำใช้แขนซ้ายทั้งแขนยันลำคออสูรไว้ไม่ให้กดลงมาอีกขณะเดียวกันก็เสียบมีดสั้นเข้าใต้กรามมันเต็มแรง
ฉึก!
ทว่าคมมีดกลับจมลงไปได้เพียงครึ่งเดียว
หนังของมันหนาแน่นกว่าที่คาดไว้มาก
อสูรร้ายแผดเสียงลั่นเงยศีรษะสะบัดอย่างบ้าคลั่ง ร่างของอี้ซินถูกเหวี่ยงไปกระแทกผนังอีกครามีดสั้นหลุดจากมือกระเด็นออกไปไกล
บัดซบ!
เขายังไม่ทันตั้งหลักอสูรก็ใช้สองกรงเล็บตบสวนเข้ากลางทรวงอกอย่างหนักหน่วง
โครม!
อี้ซินกลิ้งไปตามพื้นศิลาหลายตลบโลหิตสดไหลทะลักจากหัวไหล่และมุมปากจนกลิ่นคาวยิ่งเข้มข้นกว่าเดิม
อสูรร้ายเงยหัวสูดกลิ่นโลหิตนั้นดวงตาสีชาดยิ่งคลุ้มคลั่ง
มันกดกายต่ำเตรียมทะยานปิดฉากในคราเดียว
อี้ซินหอบหายใจหนักฝ่ามือถูพื้นหมายยันกายลุกขึ้น แต่ขณะปลายนิ้วััพื้นศิลาที่เย็นชื้นความคิดหนึ่งพลันแล่นวาบผ่านสมอง
ผนังด้านขวาคับแคบกว่าเดิมเล็กน้อย
พื้นบริเวณนั้นลาดเอียง
เหนือศีรษะมีซอกศิลายื่นต่ำ
ตัวมันใหญ่เกินไป
หากบังคับทิศทางให้เหมาะมันย่อมเสียเปรียบ
อสูรร้ายทะยานเข้ามาแล้ว
แววตาของอี้ซินวาบเย็นเขาไม่ลุกขึ้นตรง ๆ หากถีบพื้นด้วยหลังเท้าซ้ายปล่อยร่างไถลเฉียงไปตามพื้นศิลาเข้าสู่่แคบด้านขวาอย่างรวดเร็ว
กรงเล็บอสูรตะปบลงตรงตำแหน่งเดิมจนสะเก็ดหินกระเด็นว่อน
พลาด!
มันคำรามลั่น หมายหันตามมาในทันทีทว่าพื้นที่คับแคบทำให้จังหวะพลิกกายของมันช้าลงไปชั่วเสี้ยวอึดใจ
และเสี้ยวอึดใจนั้น ก็เพียงพอแล้ว
อี้ซินคว้าศิลาคมขนาดกำปั้นจากพื้นยกขึ้นด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่ยังเหลืออยู่ก่อนฟาดลงใส่าแใต้กรามของมันซ้ำตรงจุดเดิมอย่างแรง
ปัก!
อสูรร้ายแผดเสียงคำรามเืดำทะลักพุ่งจากาแ
ยังมิพอ!
อี้ซินคำรามตอบกลับราวอสูรคลั่งมือเลื่อนไปคว้าหนามกระดูกบนแผ่นหลังมันแล้วกระชากศีรษะลงกระแทกเข้ากับซอกศิลายื่นต่ำอย่างสุดแรง
โครม!
หน้าผากอสูรกระแทกศิลาเต็มแรงจนเกิดเสียงแตกร้าวมันเสียหลักในทันที
อี้ซินไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือเขาทะยานไปคว้ามีดสั้นครึ่งเล่มที่ตกอยู่ไม่ไกล หันกลับมาด้วยั์ตาแดงก่ำก่อนกระโจนขึ้นคร่อมแผ่นหลังสัตว์นรกซึ่งกำลังดิ้นคลุ้มคลั่งแล้วกดมีดลงซ้ำเข้าแผลเก่าที่ใต้กราม
ฉึก!
อสูรร้ายสะบัดสุดแรงร่างของทั้งคู่ฟาดเข้ากับผนังศิลาหลายครั้ง หัวไหล่ของอี้ซินแทบหลุดออกจากเบ้าทว่าเขากลับไม่ยอมปล่อยมือแม้แต่น้อย
“ตายเสีย!”
เสียงคำรามของเขาดังก้องสะท้อนทั่วอุโมงค์แคบมือซ้ายจับศีรษะอสูรดึงเงยขึ้น ขณะมือขวากดมีดบิดลึกลงไปอีกจนคมสนิมบิ่นครึ่งเล่มแทบจมหายไปทั้งด้าม
ปัก!
โลหิตดำร้อนฉานพุ่งทะลักออกมาอาบใบหน้าของเขาทั้งหน้า
อสูรร้ายส่งเสียงร้องครั้งสุดท้ายร่างเกร็งกระตุก ก่อนค่อย ๆ ทรุดนิ่งลงกับพื้น
อี้ซินยังคงค้างอยู่บนร่างมันอีกหลายอึดใจ
มิใช่เพียงเพราะเรี่ยวแรงใกล้สิ้น
แต่เพราะเขาจำต้องมั่นใจว่าอีกฝ่ายตายสนิทแล้วจริงๆ
เมื่อแน่ชัด เขาจึงค่อยผละออกทรุดเข่าลงบนพื้นศิลาเย็นเฉียบ หอบหายใจรุนแรงประหนึ่งปอดกำลังจะแตกเป็เสี่ยง
หยดเืของตนหยดลงบนพื้นดังติ๋ง...ติ๋ง...ปะปนกับโลหิตดำของอสูร ดูวิปลาสน่าหวาดผวายิ่ง
อี้ซินยกมือขึ้นเช็ดใบหน้าอย่างลวก ๆแต่ยิ่งเช็ดกลับยิ่งทำให้โลหิตเลอะอาบแก้มและคางภาพของเขาในยามนี้เ็าเสียจนแทบไม่หลงเหลือเค้าเดิมของเด็กหนุ่มวัยสิบหกปีมีเพียงความดิบเถื่อนและความแข็งกร้าวของผู้ที่คลานผ่านประตูนรกมาครั้งแล้วครั้งเล่าเท่านั้น
“คิดจะเขมือบข้า...”เขาหัวเราะแ่เบา “เ้าหาเหยื่อผิดคนแล้ว”
เสียงนั้นค่อย ๆ จางลงพร้อมกับความปวดระบมทั่วร่างที่ย้อนกลับมาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิมหัวไหล่ซ้ายที่ถูกเขี้ยวฝังเริ่มด้านชา ขาขวาหนักอึ้งขึ้นทุกขณะทุกครั้งที่สูดหายใจเข้า ล้วนรู้สึกประหนึ่งมีคมมีดกรีดแทงอยู่ใต้ชายโครง
เขามิอาจลุกขึ้นได้ในทันที
แต่โพลงมรณะหาใช่สถานที่ให้ผู้ใดพักฟื้นนานนัก
อี้ซินกัดฟันสอดมือเข้าอกโดยไม่รู้ตัว
ตรงกลางทรวงอกยังอุ่นอยู่
และเสียงเต้นอีกจังหวะหนึ่งนั้น...เด่นชัดกว่าก่อนเล็กน้อย
ตึก...
ตึก...
ราวกับมันกำลังค่อย ๆตื่นขึ้นทุกครั้งยามเขาเผชิญโลหิตและความตาย
อี้ซินหรี่ตาลงครานี้เขาไม่ปล่อยผ่านไปเช่นก่อนแต่รวบรวมสติหยั่งลึกลงไปสำรวจความรู้สึกนั้นอย่างจริงจังเขาพบว่าใต้ชั้นเนื้อหนังกลางอก คล้ายมีพลังบางเบาสายหนึ่งหมุนวนเป็วังวนเล็ก ๆมันมิใช่ลมปราณของเขาโดยตรง ทว่ากลับผสานอยู่กับโลหิตและเส้นชีพจรใหม่อย่างแแ่
สิ่งนั้นดูดกลืนพลังหยาบกร้าวจากแก่นอสูรได้
และยิ่งเขาเข้าใกล้ความตายมันก็ยิ่งตอบสนองรุนแรงขึ้น
“หรือหยกดาราจะทิ้งสิ่งใดไว้...”เขาพึมพำกับตนเอง
แน่นอน ย่อมไม่มีผู้ใดตอบ
เขาจึงไม่เสียเวลาต่อรีบสำรวจซากอสูรร้ายตัวใหญ่แทนคราวนี้ใต้เกราะกระดูกหน้าอกของมันมีแก่นอสูรขนาดเกือบเท่านิ้วหัวแม่มือฝังลึกอยู่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาหนักแน่นกว่าพวกตัวเล็กหลายเท่าอี้ซินใช้มีดกรีดเนื้อหนังมันออกอย่างระวัง ครั้นแก่นนั้นหลุดพ้นจากร่าง กลิ่นพลังหยาบเย็นก็แผ่ซ่านออกมาจนผิวกายชาวาบ
ของล้ำค่า
เขารีบเก็บมันแยกไว้ทันทีพร้อมตัดเกราะกระดูกชิ้นเล็กส่วนหนึ่งพกติดกายเผื่อวันหน้าจะใช้เป็เครื่องป้องกันหรือทำเป็อาวุธสำรอง
จากนั้นเขาจึงเงยหน้ามองปลายอุโมงค์เบื้องบนอีกครั้ง
กระแสลมแรงขึ้นแล้ว
และยังมีกลิ่นอากาศสดใหม่กว่าด้านล่างอย่างชัดเจน
ทางออกอยู่ไม่ไกลแล้ว
อี้ซินค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้นใช้มีดเป็ไม้ค้ำชั่วคราว ก่อนก้าวต่อไปตามทางลาดชันอย่างเชื่องช้าแม้ร่างกายปวดระบมทุกส่วน ทว่าจิตใจกลับเย็นลงและมั่นคงยิ่งขึ้นทุกก้าว
เพราะทุกก้าวที่ปีนขึ้นนี้ล้วนเป็ทุกก้าวที่พาเขากลับไปหาศัตรู
อุโมงค์ค่อย ๆคับแคบลงแล้ววกสูงขึ้นเป็่ ๆ ระหว่างทาง เขาพบรอยเืเก่าคร่ำรอยกระดูกแตกหัก และซากอสูรบางส่วนที่ดูราวเคยถูกอาวุธคมกริบตัดขาดในอดีตโพลงมรณะแห่งนี้จึงหาใช่แดนตายธรรมดาไม่แต่เคยมีผู้คนหรือบางสิ่งลงมาเข่นฆ่ากันในที่แห่งนี้จริง ๆ
ยิ่งปีนสูงขึ้นประกายดาราบนผนังศิลายิ่งเลือนรางลง กลับกลายเป็หินธรรมดามากขึ้น
ท้ายที่สุดทางลาดชันก็สิ้นสุดตรงหน้าผาศิลาสูงระดับอกซึ่งมีรอยแยกแคบ ๆ อยู่้าแสงริบหรี่ของฟ้าก่อนรุ่งอรุณเล็ดลอดลงมาจากช่องนั้นพร้อมกลิ่นดินชื้นที่ถูกฝนชะเมื่อคืน
อี้ซินสูดหายใจเข้าลึกเต็มทรวงอก
กลิ่นของโลกภายนอก
เขาพยุงกายปีนขึ้นช้า ๆใช้ทั้งมือทั้งเข่าดันร่างผ่านรอยแยกแคบนั้นไปแม้ิัจะถูกศิลาเสียดสีจนถลอกอีกหลายแห่ง แต่เมื่อพ้นช่องออกมาได้ร่างทั้งร่างก็หลุดสู่ไหล่ผาสูงเื้ัเทือกเขาในที่สุด
ลมยามใกล้รุ่งพัดปะทะใบหน้า
อี้ซินหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
เบื้องบนท้องฟ้ายังถูกเมฆฝนสีหม่นปกคลุม รุ่งอรุณยังมิได้มาเยือนอย่างสมบูรณ์ทว่าแสงเทาจางที่ทอดบนขอบฟ้าก็เพียงพอให้เขามองเห็นแนวขุนเขาซ้อนทับกันไปไกลสุดสายตาผืนป่าหลังฝนดูดำทะมึนดุจอสูรร้ายหมอบนิ่งอยู่เบื้องล่างและไอหมอกสีขาวลอยอ้อยอิ่งตามหุบเหวเป็ระลอก
เขารอดออกมาแล้ว
ออกมาจากโพลงมรณะ
สถานที่ซึ่งไม่มีผู้ใดเคยนึกว่าเขาจะไต่กลับขึ้นมาได้
อี้ซินหันกลับไปมองรอยแยกแคบหลังตนอีกครารอยแยกนั้นซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้รกกับศิลาสูง หากมิรู้ตำแหน่งมาก่อนย่อมไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นจากด้านนอกได้ง่าย ๆ เขาจึงจดจำภาพตรงหน้าเงียบ ๆก่อนก้มลงหยิบดินชื้นขึ้นมากำหนึ่ง แล้วปล่อยให้มันไหลร่วงผ่านนิ้วกลับคืนสู่ผืนดิน
“ข้าจะกลับมาอีก” เขาเอ่ยเบา ๆ“ที่แห่งนี้...ยังมีวาสนาของข้าอยู่”
สายลมพัดผ่านราวตอบรับแ่เบา
อี้ซินมิรั้งอยู่ตรงนั้นนานเขาเงยตามองทิศทางของหมู่บ้านจากแนวยอดไม้และเงาขุนเขาก่อนเลือกทางลงที่ปลอดภัยที่สุด แม้ยามนี้จะยังเช้าเกินไปสำหรับการบุกกลับตรง ๆทว่าเขาจำต้องไปหยั่งดูสถานการณ์
เฒ่าหานอยู่ที่ใด
บ้านถูกค้นไปถึงเพียงไหน
หลัวเหวินซานกับพวกกลับไปแล้วหรือยัง
และ...คนในหมู่บ้านมีผู้ใดเชื่อว่าเขา“ตาย” ไปแล้วบ้าง
เขาใช้เวลาหลายชั่วยามอ้อมลงจากเขาผ่านป่าทึบอย่างระมัดระวังระหว่างทางยังต้องหยุดซ่อนตัวหลบสัตว์ป่าเล็ก ๆและเงี่ยหูฟังเสียงผู้คนอยู่หลายครั้ง ครั้นแดดสายเริ่มลอดเมฆลงมาเขาจึงขึ้นถึงเนินเตี้ยแห่งหนึ่งซึ่งมองเห็นหมู่บ้านฉางหลินอยู่ไกลลิบ
หมู่บ้านเล็กนั้นในภาพกว้างยังดูไม่ต่างจากเดิมนัก
ควันบางลอยจากปล่องครัวสองสามสาย
รั้วไม้เก่าโทรมยังล้อมเรือนแต่ละหลัง
ลานตากฟางเงียบงันหลังฝนใหญ่เมื่อคืน
ทว่าอี้ซินกลับรับรู้ได้ในทันทีว่า...มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
บางอย่างในอากาศเปลี่ยนไป
เงียบเกินไป
และผิดปกติเกินไป
เขาซ่อนกายหลังพุ่มไม้จับตามองลงไปอยู่นานพอจะเห็นว่าหน้าเรือนของตนยังมีรอยโคลนเละเทะประหนึ่งถูกผู้คนจำนวนมากเหยียบย่ำเมื่อคืนประตูไม้เปิดแง้มค้างอยู่ทั้งที่เฒ่าหานไม่เคยปล่อยให้บ้านตนเป็เช่นนั้นแม้แต่ครั้งเดียว
อี้ซินมิผลีผลามลงไป
เขารอจนแดดคล้อยและชาวบ้านเริ่มแยกย้ายกลับงานของตนจึงอ้อมไปเข้าทางท้ายหมู่บ้านผ่านสวนร้างของคนชราผู้หนึ่งการเคลื่อนไหวของเขาเงียบงันกว่าก่อนมากร่างใหม่ทำให้การย่องกายของเขาง่ายดายจนน่าตกตะลึง
ครั้นมาถึงหลังเรือนตนเองเขายิ่งกดฟันแน่น
รั้วไม้ถูกถีบพัง
โอ่งน้ำล้มแตกกระจาย
แคร่ไม้ที่เฒ่าหานใช้ตากสมุนไพรแตกหักเป็ซี่
แม้แต่แปลงสมุนไพรท้ายเรือนก็ยังถูกขุดคุ้ยจนเละเทะประหนึ่งฝูงหมูป่าลงอาละวาด
ความเย็นเยียบในทรวงอกของอี้ซินค่อยๆ แผ่ลามช้า ๆ
เขามิได้เข้าไปทางประตูหน้าหากแทรกกายผ่านหน้าต่างไม้บานเล็กด้านข้างซึ่งยามเด็กเขาเคยใช้ปีนเข้าออกอยู่บ่อยครั้งภายในห้องมืดอับ ข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ตู้ไม้ถูกงัดแผ่นกระดานใต้เตียงถูกง้างออก แม้แต่เสื่อเก่าก็ยังถูกกรีดแหวกตรวจดู
พวกมันค้นทุกซอกทุกมุมจริง ๆ
อี้ซินก้าวช้า ๆผ่านห้องนอนเล็กของตน ผ่านโต๊ะเตี้ยที่คว่ำอยู่ ผ่านตะกร้าสมุนไพรที่กระจายเกลื่อนแล้วหยุดลงหน้าห้องด้านในของเฒ่าหาน
ประตูห้องนั้นเปิดค้างอยู่
เขาดันมันเบา ๆ
เอี๊ยด...
กลิ่นโลหิตจาง ๆซึ่งแทบถูกกาลเวลาชะล้างไปสิ้น ลอยแตะปลายจมูกในทันที
อี้ซินชะงักงัน
สายตากวาดลงพื้นเห็นคราบเืแห้งสีน้ำตาลเข้มสองหย่อมอยู่ใกล้เตียงไม้ด้านข้างยังมีเศษผ้าสีหม่นชิ้นหนึ่งฉีกขาดวางอยู่เขาจำได้ในทันทีว่ามันคือชายเสื้อของเฒ่าหาน
นิ้วมือของเขาสั่นไหวเล็กน้อยยามก้มลงเก็บเศษผ้านั้นขึ้นมา
ยังมีกลิ่นโอสถอ่อน ๆ ติดอยู่
และยังมีกลิ่นเื
หัวใจของอี้ซินดำดิ่งวูบหนึ่งทว่าไม่ใช่ความสิ้นหวัง หากเป็เพลิงแค้นอันเย็นเยียบที่ค่อย ๆ กดลึกลงไปในกระดูก
เขาหมุนกายมองรอบห้องอีกครั้งเฒ่าหานมิได้อยู่ที่นี่แต่คราบโลหิตกับร่องรอยการรื้อค้นย่อมบ่งชัดว่าคนชราถูกพาตัวไปจริงและจากสภาพการต่อสู้ในห้อง เห็นได้ชัดว่าเขามิได้ยินยอมไปด้วยดี
อี้ซินเม้มปากแน่นแล้วกวาดสายตามองอย่างละเอียดอีกครา
เฒ่าหานเคยสอนเขาไว้
หากวันใดเกิดเภทภัยอย่ามองเพียงสิ่งที่สูญหาย จงมองสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ด้วย
อี้ซินจึงค่อย ๆ ก้มลงคลำขาเตียงคลำใต้โต๊ะ คลำฝาผนังไม้ทีละแผ่นจนกระทั่งปลายนิ้วแตะต้องรอยเว้าบางอย่างใต้ชั้นไม้ติดผนัง เขากดลงตามสัญชาตญาณ
กึก
แผ่นไม้เล็กด้านข้างเลื่อนออกเผยช่องลับตื้น ๆ ภายในมีเพียงของสองสิ่ง
สิ่งแรกคือถุงผ้าสีหม่นภายในบรรจุเม็ดโอสถขนาดเล็กสามเม็ด
อีกสิ่งคือแผ่นหยกจิ๋วสีหมอกขาวแกะเป็รูปจันทร์เสี้ยว
หัวใจของอี้ซินสะท้านในทันที
เขาจำแผ่นหยกนี้ได้
มันเคยผูกอยู่กับปิ่นผมของเด็กหญิงผู้นั้น...มู่ชิงหลาน
ยามยังเยาว์นางเคยมาที่เรือนหลังนี้พร้อมผู้ใหญ่ครั้งหนึ่ง แล้วทำมันตกไว้ตรงลานหลังบ้านเขาเก็บได้และตั้งใจจะคืน ทว่าไม่นานหลังจากนั้น ตระกูลมู่ก็เงียบหายไปพร้อมข่าวลือเื่การถอนพันธะหมั้นที่ไม่เคยเอ่ยชัด
เฒ่าหานไม่เคยกล่าวถึงมันอีก
แต่กลับเก็บซ่อนไว้ในช่องลับแห่งนี้
เพราะเหตุใด
อี้ซินกำแผ่นหยกเล็กนั้นไว้แน่นมันเย็นเฉียบในคราแรก แต่ไม่นานก็อุ่นขึ้นจากไอมือเขาความทรงจำใต้ต้นเหมยในวัยเยาว์ค่อย ๆ ไหลย้อนกลับมาอีกครั้งอย่างเงียบงัน
เด็กหญิงในอาภรณ์สีฟ้าอ่อน
ผ้าเช็ดหน้าปักลายเหมย
เสียงแ่เบาซึ่งไม่เคยดูแคลนเขาเหมือนผู้ใด
เพียงคิดถึงั์ตาที่เย็นกร้าวมาตลอดทางของอี้ซินก็ไหววูบเล็กน้อยก่อนกลับมาแข็งนิ่งดังเดิมเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นคราบเืบนพื้น
เวลานี้ไม่ใช่คราให้จมอยู่กับความหลัง
เขาเก็บแผ่นหยกและโอสถเข้าตัวพลันขยับหมายออกจากห้อง ทว่าในขณะนั้นเองเสียงฝีเท้ากับเสียงสนทนาสองสายก็ดังขึ้นจากด้านนอกเรือน
อี้ซินชะงักทันที
เขากลั้นลมหายใจแทบทั้งหมดถอยกายเข้ามุมอับหลังตู้ไม้พังที่ยังพอใช้กำบังได้
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
“ข้าบอกแล้วว่ามันตายแน่ตกลงไปในโพลงมรณะ มีผู้ใดรอดขึ้นมาได้บ้าง”
เป็เสียงชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งอี้ซินจำได้ว่าเป็ลุงหู ชาวบ้านที่ชอบประจบหลัวเหวินซานอยู่เสมอ
อีกเสียงตอบอย่างฝืดฝืนกว่า“แต่หัวหน้าหลัวยังสั่งให้พวกเรามาคอยเฝ้าบ้านนี้ทุกวันมิใช่หรือ”
“หึ เขาก็ระแวงเกินไปตามนิสัย”ลุงหูหัวเราะหยัน “สวะไร้ชีพจรอย่างอี้ซิน ต่อให้ไม่ตกเหวแค่าเ็เมื่อคืนก็คงตายคาป่าแล้ว”
เสียงรองเท้าฟางเหยียบเศษไม้ดังใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
“แล้วเฒ่าหานเล่า ถูกพาไปที่ใดกันแน่”
“เื่นั้นอย่าถามให้มาก”ลุงหูลดเสียงลง แต่ยังพอฟังชัด“ข้าได้ยินเพียงว่าเบื้องบนสงสัยว่าไอ้เฒ่านั่นซ่อนของสำคัญไว้จึงพาตัวไปสอบถามที่ศาลาหินทางเหนือ”
ศาลาหินทางเหนือ...
อี้ซินจารึกชื่อนั้นลงในใจทันที
อีกคนหัวเราะแห้ง“สอบถามหรือทรมานกันแน่”
“ต่างกันตรงไหน” ลุงหูสวนกลับ“คนแก่ดื้อดึงเช่นนั้น หากไม่ลงไม้ลงมือ จะมีทางคายความลับหรือ”
อี้ซินกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
เพลิงเืในอกพลุ่งขึ้นในพริบตาทว่าสีหน้ากลับนิ่งเย็นยิ่งกว่าเดิม
หากเป็เมื่อคืนเขาคงพุ่งออกไปปลิดชีพคนทั้งสองโดยไม่ลังเล
แต่ยามนี้ เขาเพียงยืนนิ่งเฝ้ารอฟังต่อไป
เพราะหากลงมือในตอนนี้พวกมันย่อมรู้ทันทีว่าเขายังไม่ตาย และเฒ่าหานอาจถูกปิดปากเร็วขึ้นหลายเท่า
“เออแล้วเื่ตระกูลมู่เป็จริงหรือไม่” อีกคนถาม“ได้ยินว่าธิดาตระกูลนั้นจะผ่านเมืองเราในอีกไม่กี่วัน”
ลุงหูหัวเราะเบา“คนระดับนั้นจะผ่านมาทำอันใด ต่อให้ผ่านจริงก็มิได้เหลือความเกี่ยวข้องใดกับเรือนนี้แล้ว อย่าลืมสิพันธะหมั้นระหว่างสวะกับหงส์ฟ้า มีแต่คนโง่เท่านั้นที่คิดว่าจะเป็จริง”
อี้ซินเม้มปากเส้นโลหิตตรงขมับเต้นระริก
ลุงหูกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสะใจ“แต่ก็ดีเหมือนกัน หากนางมาเห็นสภาพเรือนหลังนี้คงยิ่งรู้ว่าคิดถูกแล้วที่ถอยห่าง”
เสียงหัวเราะของคนทั้งสองดังขึ้นแ่เบา
ในมุมอับ แววตาของอี้ซินค่อย ๆแข็งขึ้นทีละน้อย
เขามิได้โกรธที่คนพวกนี้หัวเราะเยาะตน
เขาโกรธที่พวกมันเอ่ยถึงเฒ่าหานประหนึ่งเป็ซากหมาตัวหนึ่งและเอ่ยถึงหญิงสาวในความทรงจำของเขาราวกับเป็เพียงของสูงที่ใช้หยิบมาเย้ยหยันเล่นได้ตามใจ
ฝีเท้าทั้งสองเดินตรวจตราอยู่พักหนึ่งจากนั้นเสียงก็ห่างออกไปทางหน้าเรือน
“ไปเถิดคืนนี้ค่อยกลับมาตรวจอีกครั้ง”
“อืม เรือนผีพัง ๆ หลังนี้อยู่ใกล้นาน ๆ แล้วชวนขนลุกนัก”
เมื่อทุกสิ่งเงียบสนิทอี้ซินจึงค่อยผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ
เขามิได้ตามออกไปทันทีแต่รออีกพักใหญ่จนมั่นใจว่าทั้งสองจากไปแล้วจริง ๆ จึงค่อยก้าวออกจากมุมอับ
ใบหน้าของเขาในยามนี้สงบนิ่งอย่างประหลาด