เมื่อเห็นท่าทางฉุนเฉียวของนาง จั๋วเจาเจี๋ยก็อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ “คุณหนูเมิ่งเป็คนแบบนี้หรือ ทำไมข้าถึงยังไม่รู้สึกนะ”
“เ้าเป็คุณหนูตระกูลโหว หากิ่ผิงโหวอยู่ตรงหน้าไทโส่วเมืองม่อหลิงจะทำอันใดได้” โหยวชั่นเบ้ปากแล้วพูดว่า “ที่ม่อหลิง นางมองข้ามคนอื่นแต่ก็ไม่ได้มองข้ามตัวเ้า! เ้าไม่รู้สึกหรือว่าทุกครั้งที่ได้พบนางก็มักจะชวนเ้าไปเที่ยวเล่น เ้าคิดว่าเป็เพราะสาเหตุอะไรล่ะ จะมีอะไรนอกเสียจากรู้สึกว่าในบรรดาคุณหนูม่อหลิงนี้ มีเ้าที่คู่ควรจะไปเที่ยวเล่นกับนางมากที่สุด”
เมื่อถูกนางย้ำเตือน จั๋วเจาเจี๋ยก็นึกย้อนความทรงจำถึงคุณหนูเมิ่งอย่างจริงจัง เป็ความจริงที่ว่านอกจากตนเองแล้วก็ไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับคนรอบข้างเลย จึงอดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา “ข้ายังรู้ว่านางชอบนิสัยใจคอของข้าเป็พิเศษ”
“ถ้าพูดถึงเื่นิสัยใจคอ ข้าดีมากกว่าเ้านัก” โหยวชั่นบุ้ยปาก
ทั้งสองพูดคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยๆ จั๋วเจาเจี๋ยก็ลืมความกังวลใจที่จะต้องกลับไปยังสกุลจั๋วชั่วคราว
พอตกบ่ายทั้งสองก็ไปคารวะทักทายปานซื่อ ปานซื่อเห็นพวกนางก็ทักขึ้นว่า “ยายหนูสามวันนี้เ้าพาน้องสาวไปกินข้าวที่เรือนของพวกเ้าก่อน ไม่ต้องมาที่นี่จนถึงพรุ่งนี้ก่อนเที่ยง”
จั๋วเจาเจี๋ยนิ่งชะงักไป โหยวชั่นถามด้วยความสงสัย “ทำไมล่ะเ้าคะ”
“ข้ามีธุระนิดหน่อย ทำไมล่ะ ให้น้องสาวของเ้าไปกินข้าวที่เรือนไม่ได้หรือ” ปานซื่อทั้งอารมณ์ดีปนกับอารมณ์ขัน จิ้มระหว่างหัวคิ้วของนางเบาๆ แล้วพูดว่า “พวกเ้าเที่ยวเล่นด้วยกันทุกวันมิใช่หรือ”
โหยวชั่นรีบตอบ “ท่านย่า ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นเสียหน่อย จะไปใจแคบอย่างนั้นได้อย่างไรเล่า เพียงแต่แปลกใจว่าตอนนี้พี่หญิงรองก็กลับไปแล้ว ท่านย่ายังมีธุระอะไรอีกหรือ” ถึงแม้จั๋วเจาเจี๋ยจะกินข้าวที่เรือนตวนอี๋ย่วนเสียส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกินในเรือนปินเว่ยไม่ได้
“พี่รองของพวกเ้าไปแล้ว แต่คนของสกุลเจียงยังมาไม่ถึง!” ปานซื่อเห็นนางต้องซักถามจนรู้ความ สุดท้ายจึงยอมเปิดเผยออกมาเล็กน้อย “จดหมายของเมืองลี่หยาง เมื่อวานได้ถูกส่งออกไปแล้ว แต่ลี่หยางไม่ได้ใกล้เหมือนเมืองเจิ้น ที่นั่นเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งคืน ตอนนี้ก็น่าจะไปถึงแล้ว...ข้าเลยคิดว่าปกติเห็นพวกเ้าเที่ยวเล่นด้วยกันมาตลอด และกลัวว่าเจาเจี๋ยกินข้าวคนเดียวแล้วจะรู้สึกเบื่อหน่าย”
เมื่อได้ยินสาเหตุที่ปานซื่อบอกมา โหยวชั่นค่อยดึงจั๋วเจาเจี๋ยออกไปอย่างพออกพอใจ
วันนี้จั๋วเจาเจี๋ยกับโหยวชั่นก็ไปคุยเล่นกันที่บ้านรอง เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ โหยวหลินที่ออกไปเดินสำรวจร้านค้าได้กลับเข้ามาแล้ว พาโหยวจวี้ลูกชายคนโตของบ้านรองมาด้วย เพราะนับเป็ลุงกับหลานในสายเื จั๋วเจาเจี๋ยไม่มีอะไรที่ต้องหลบเลี่ยง โหยวหลินทักทายชวนให้กินข้าวด้วยกัน หลังมื้ออาหาร โหยวชั่นคุยอะไรกับจั๋วเจาเจี๋ยอีกประเดี๋ยวแล้วค่อยส่งนางกลับไปที่เรือนปิ่นเว่ย แต่โหยวหลินกลับเรียกพวกนางไว้แล้วกำชับว่า “พรุ่งนี้อย่าไปรบกวนที่เรือนตวนอี๋ย่วน”
โหยวชั่นถามด้วยความประหลาดใจ “ท่านย่าพูดเพียงว่าห้ามพวกเราไปหาก่อนเที่ยงมิใช่หรือ”
“คนของสกุลเจียงมาช้า อีกอย่างพวกเขามาอย่างเป็ทางการ เมื่อครู่ได้ส่งสารมาถึงว่าพรุ่งนี้จึงจะมาเยี่ยมอย่างเป็ทางการ ครั้งนี้เกรงว่าจะไม่สามารถรวบรัดตัดความแก้ไขปัญหาได้ พวกเราอย่าได้ไปก้าวก่ายเลย” ความกังวลของโหยวหลินแสดงออกมาระหว่างหัวคิ้ว ถึงแม้สกุลโหยวจะมีอิทธิพลในม่อหลิง เพราะโหยวรั่วหังเคยเป็บัณฑิตจากฮั่นหลินและปัจจุบันยังเป็ครอบครัวบัณฑิตซึ่งเป็ที่ยอมรับโดยทั่วกัน แต่สกุลเจียงเองก็เป็ตระกูลใหญ่ในลี่หยาง ในครอบครัวมีหลายคนที่เป็ขุนนางในเมืองหลวง ตอนที่ฮูหยินใหญ่เจียงซื่อยังอยู่ในบ้านส่วนตัวก็ได้ความรักจากบิดามารดามาก ในปีนั้นที่ยอมแต่งก็เพราะฐานะสะใภ้ใหญ่ของครอบครัวบัณฑิตฮั่นหลิน นางช่วยโหยวเซี่ยนจัดการงานในบ้านอยู่หลายปี ให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาว จัดการบ้านสกุลโหยวที่มีขนาดใหญ่โตจนทุกอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย...เช่นนี้จึงไม่มีใครกล้าติเตียนสะใภ้ใหญ่สักคำ นึกไม่ถึงว่าจะถูกอนุสาปแช่ง...ถึงแม้ไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อว่าการตายของเจียงซื่อมาจากการสาปแช่ง แต่ไม่ว่าเื่ราวแบบนี้จะเกิดขึ้นกับลูกสาวที่ออกเรือนไปแล้วของครอบครัวไหน ตราบใดที่บ้านพ่อแม่ยังมีคนในครอบครัวอยู่ ก็ย่อมต้องไปเยี่ยมเยียนเพื่อพูดอะไรบ้าง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสกุลเจียงที่ไม่ได้มีเจียงซื่อเป็ลูกสาวเพียงคนเดียว ถ้าไม่ให้สกุลโหยวออกมาชี้แจง ลูกสาวคนอื่นๆ ของสกุลเจียงมิต้องถูกทางครอบครัวสามีดูถูกอีกมากมายหรือ
ที่โหยวหลินปวดหัวก็คือถึงแม้พ่อแม่ของเจียงซื่อจะตายไปแล้ว แต่พี่น้องของนางล้วนรับมือด้วยยากมาตลอด ในปีนั้นที่โหยวเซี่ยนถูกปลดออกจากตำแหน่ง ก็เกี่ยวกับการที่ทอดทิ้งเจียงซื่อเอาไว้ที่บ้าน แล้วไปใช้ชีวิตรื่นเริงมีความสุขกับอนุสาวสวยน่ารัก เป็ที่ขัดหูขัดตาแก่สกุลเจียงมาก ในระหว่างการประเมินบังเอิญตกอยู่ในมือคนรู้จักของพี่น้องสกุลเจียงที่เป็ขุนนางในเมืองหลวงพวกนั้น ซอกแซกอาศัยเส้นสายจนขุดเอาความผิดของโหยวเซี่ยนออกมาเพื่อให้เขาถูกปลด
เื่นี้สกุลเจียงจงใจชี้แจงอย่างคลุมเครือให้กับทางสกุลโหยวเพื่อเป็การตักเตือน โหยวรั่วหังเองก็ใช่จะไม่มีเพื่อนเก่าอยู่ในเมืองหลวง ญาติพี่น้องที่เกี่ยวดองกันกับทางสกุลจั๋วก็ไม่ได้อ่อนแอ ไม่ได้ไร้กำลังจะต้านทานสกุลเจียงเลย จะทำอย่างไรได้ เขาเป็คนหัวโบราณไม่ยืดหยุ่น รู้สึกว่าโหยวเซี่ยนผิดต่อเจียงซื่อจริงๆ แทนที่จะถือสาหาความกลับดุด่าโหยวเซี่ยนไปรอบหนึ่ง...ต่อมาด้วยสาเหตุนี้สกุลเจียงจึงมาเยี่ยมเยียนเพื่อเป็การขอโทษอย่างเงียบๆ แต่จะอย่างไรก็ไม่เรียกโหยวเซี่ยนให้กลับเข้าทำงาน จะเห็นได้ว่าครอบครัวนี้เป็ฝ่ายที่ไม่ยอมเสียเปรียบเลย
อุปนิสัยของโหยวหลินค่อนข้างคล้ายกับโหยวรั่วหัง พูดจาไม่เก่งแต่มีความซื่อตรง เมื่อเทียบกับความหัวแข็งของโหยวรั่วหังแล้ว เขาออกจะกลัวเื่วุ่นวายมากกว่า
ฮูหยินรองเหลือบมองเขาครู่หนึ่ง “คำพูดนี้ฟังดูเหมือนเด็กๆ ในบ้านเราจะพบเจอแขกไม่ได้อย่างไรอย่างนั้น!”
แล้วก็หันมาพูดกับโหยวชั่นและจั๋วเจาเจี๋ย “พวกเ้าอย่าไปสนใจคำพูดเหล่านี้เลย อะไรคือการที่บอกว่าอย่าออกไปเปิดเผยหน้าตา แค่อย่าไปรบกวนผู้ใหญ่พูดคุยธุระกับคนของสกุลเจียงก็พอแล้ว นี่เป็บ้านของเรา คนในบ้านเรายินดีจะไปที่ไหนเวลาไหนก็ได้ เกี่ยวอะไรกับบ้านสกุลเจียงด้วยเล่า”
โหยวหลินตอบด้วยความเบื่อหน่าย “แต่ไหนแต่ไรมาพวกนางทั้งคู่เป็คนซุกซน บอกให้อย่าวิ่งชนผู้อื่น ยิ่งพูดยิ่งยาก!”
“เ้าก็กลัวโน่นกลัวนี่ไปหมด!” ฮูหยินรองหงุดหงิดใจที่หลอมเหล็กให้เป็เหล็กกล้าไม่ได้ “พวกนางอายุอานามเท่านี้แล้ว ทั้งยังเป็บ้านของนางเอง จะวิ่งไปชนใครได้เล่า ต่อให้ชนเข้าจริงๆ คนบ้านสกุลเจียงจะถือสาหาความกับเด็กสองคนได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านี้หากพวกเขาเอาเื่นี้ไปพูดจริงๆ ก็เห็นได้ชัดว่าเจตนาทำเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่ ถึงตรงนั้นจะไม่มีเด็กทั้งสองคนนี้แต่ก็คงหาข้ออ้างอื่นขึ้นมา...พรุ่งนี้คนที่ต้องพูดคุยเื่นี้คือท่านพ่อ ท่านแม่ กับสกุลเจียง เ้าเองก็ไม่จำเป็ต้องไปเช่นกัน เ้าจะกลัวอะไรเล่า”
เห็นโหยวหลินไม่พูดจา ยังคงมีท่าทางเบื่อหน่าย จึงไม่แยแสเขา กำชับโหยวชั่นกับจั๋วเจาเจี๋ยว่า “อย่าไปฟังเขา! พวกเ้าไปเล่นกันเถอะ!”
ทั้งสองจึงจูงมือกันถอยออกไปยังด้านนอกเรือน ขณะที่กำลังสวมรองเท้าไม้ ก็เห็นมีคนเดินเข้ามาคนหนึ่งทางสวนด้านหน้า ถึงแม้บนระเบียงทางเดินจะมีโคมไฟแขวนอยู่ แต่ก็ทิ้งระยะห่างจากกันหลายก้าว และสามารถส่องสว่างได้เพียงบนทางเดิน ส่วนคนที่อยู่หลังสุมทุมพุ่มไม้กลางสวนก็มองเห็นเพียงเงาตะคุ่มๆ โหยวชั่นเหลือบมองเห็นพอดีจึงสะดุ้งใ รีบยืดตัวตรงถามออกไป “ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/547b0d7f8436af8c93f4d81fb200dfad