"เป็ไปไม่ได้! ไม่มีทางเป็ไปได้เด็ดขาด!"
เมื่อได้ยินว่าเฉินฉางอันขอเข้าพบอยู่ที่หน้าประตู ใบหน้าชราของผู้ดูแลสามพลันซีดเผือดดุจกระดาษ เขาโพล่งออกไปตามสัญชาตญาณทันที
"เ้าเฉินฉางอันนั่นเห็นได้ชัดว่าถูก..."
พูดได้เพียงครึ่งเดียวเขาก็สำนึกได้ว่าไม่เหมาะสม ผู้ดูแลสามจึงรีบเปลี่ยนคำพูดอย่างรวดเร็ว
"เห็นได้ชัดว่ามันะโหน้าผา ฆ่าตัวตายหนีความผิดไปแล้ว!"
ผู้ดูแลสามััได้ถึงแรงกดดันที่ทวีความรุนแรงขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก เหงื่อไหลซึมเต็มหน้าผาก เขาจึงรีบอธิบายซ้ำอีกครั้ง
"เื่... เื่นี้ข้าและองครักษ์สิบกว่าคนต่างเห็นมากับตา หากคุณหนูใหญ่ไม่เชื่อสามารถ..."
คำพูดของผู้ดูแลสามยังไม่ทันจบ ก็ถูกน้ำเสียงที่เ็าและสูงส่งของจีเฟิ่งเหยียนขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
"เรียกเขาเข้ามา!"
สุ้มเสียงของจีเฟิ่งเหยียนแม้จะแ่เบา ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจเผด็จการที่ไม่อาจโต้แย้งราวกับว่าคำพูดของนางคือราชโองการ คือหลักการแห่งฟ้าและคือกฎเกณฑ์เพียงหนึ่งเดียวของโลกใบนี้
ผู้คนทำได้เพียงนอบน้อมสวามิภักดิ์ แม้แต่ความคิดที่จะขัดขืนก็ไม่สามารถก่อตัวขึ้นมาได้เลย
"เ้าค่ะ คุณหนูใหญ่!"
สาวใช้ย่อตัวลงคำนับก่อนจะเดินมุ่งหน้าออกไปนอกตำหนัก
ในระหว่างที่จ้องมองแผ่นหลังของสาวใช้ที่เดินเข้าไปกล่าวรายงาน หัวใจเทาเที่ยสีดำสนิทในร่างกายของเฉินฉางอันก็เริ่มเต้นรัวเร็วขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัวและยังแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัวอยู่ลึก ๆ ความเป็ความตายของเขารวมถึงของข้ารับใช้นับพันในจวนตระกูลจี ล้วนตกอยู่ในกำมือของคุณหนูใหญ่ผู้นี้
นอกจากฐานะตำแหน่งที่สูงส่งแล้ว พลังที่ได้จากการทะลวงขอบเขติญญาซึ่งสามารถพลิกฟ้าคว่ำดินได้เพียงแค่ยกมือ ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกพรั่นพรึงและอกสั่นขวัญแขวน
คุณหนูใหญ่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ทว่านางกลับทะลวงเข้าสู่ระดับสามแห่งขอบเขติญญาไปเมื่อสามปีก่อน
ส่วนเฉินฉางอันเป็เพียงขอบเขตสามัญระดับสามขั้นหลอมกายากระดูกเหล็ก ห่างชั้นกันถึงสิบขอบเขตช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ต้องยอมรับว่าช่องว่างระหว่างบุคคลนั้นถูกกำหนดมาั้แ่วันที่ลืมตาดูโลกจริง ๆ
ทว่ายังดีที่เฉินฉางอันได้ปลุกหัวใจเทาเที่ยขึ้นมา และเคล็ดวิชาเทาเที่ยกลืนนภาที่สามารถกลืนกินสรรพสิ่งในฟ้าดินได้
สักวันหนึ่งต่อให้เป็คุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนที่สูงส่งเ็าดั่งเทพธิดาเก้าชั้นฟ้าเขาก็จะลากลงมาสู่โลกมนุษย์และกดเอาไว้ใต้ร่างให้ได้!
สามสิบปีตะวันออก สามสิบปีตะวันตก*[1] เขาเฉินฉางอันก็มีสิทธิ์ที่จะได้เป็เ้านายดูบ้างไม่ใช่หรือ? เหตุใดเขาจะรับคุณหนูใหญ่มาเป็สาวใช้คอยปรนนิบัติไม่ได้กันเล่า?
ในขณะนั้นเอง สาวใช้ที่เข้าไปรายงานก็เดินกลับออกมา
"เฉินฉางอัน คุณหนูใหญ่ให้เ้าเข้าไปได้"
สาวใช้ผู้นี้มีนามว่า ‘ลวี่จู’ เป็สาวใช้คนสนิทของจีเฟิ่งเหยียน เมื่อสังเกตจากปราณที่ไหลเวียนรอบกายที่ยาวนานและต่อเนื่อง แม้แต่เฉินฉางอันก็ยังมองระดับพลังของนางไม่ออก แน่นอนว่าต้องแข็งแกร่งกว่าเขาอย่างแน่นอน
เฉินฉางอันดึงสติกลับมา เขาประสานมือคารวะลวี่จูที่สวมชุดกระโปรงสีเขียวครั้งหนึ่ง ก่อนจะยืดอกเชิดหน้าก้าวเข้าสู่ตำหนักหลักอย่างองอาจ
"ขอบคุณมาก หากวันนี้ข้าไม่ตาย วันหน้าจะต้องตอบแทนอย่างยิ่งใหญ่แน่นอน"
ตำหนักของจีเฟิ่งเหยียน หากไม่ได้รับคำสั่งเรียกพบย่อมไม่มีสิทธิ์ก้าวเข้ามาโดยเด็ดขาด… นี่คือกฎเหล็ก!
การที่ลวี่จูยอมเข้าไปรายงานให้ ถือว่าเป็การมอบโอกาสให้เขาได้ชำระล้างความมัวหมองให้แก่ตนเอง มิฉะนั้นต่อให้เฉินฉางอันมีความสามารถบุกฝ่าเข้าไปได้จริง เขาก็จะทำให้จีเฟิ่งเหยียนโกรธและถูกสังหารทิ้งตรงนั้นทันที
เมื่อเห็นเฉินฉางอันที่แววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจและเดินอย่างสง่าผ่าเผย รูม่านตาของลวี่จูพลันหดวูบด้วยความใ
"ในเสี้ยววิกฤตแห่งความเป็ตาย คนผู้นี้กลับมีสง่าราศีถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
…
"คารวะคุณหนูใหญ่!"
หลังจากก้าวเข้าสู่ตำหนักหลักและได้เห็นคุณหนูใหญ่ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ เฉินฉางอันก็รวบรวมความกล้าจ้องมองไปเบื้องหน้าอย่างตรงไปตรงมาพร้อมประสานมือคำนับ
ช่างเป็หญิงงามที่ล่มบ้านล่มเมืองเสียจริง
"บังอาจ! โอหังนัก!"
จีเฟิ่งเหยียนยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ผู้ดูแลใหญ่และผู้ดูแลรองที่ยืนอยู่ทั้งสองข้างรวมถึงผู้ดูแลสามที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ต่างก็พากันเอ่ยตวาดลั่น
"เ้าเป็เพียงข้ารับใช้ผู้ต่ำต้อย เข้าพบคุณหนูใหญ่แล้วเหตุใดจึงไม่รีบคุกเข่าลง เ้าเอาความกล้ามาจากไหนถึงบังอาจจ้องมองคุณหนูใหญ่ตรง ๆ เช่นนี้"
"ทหารจับตัวเฉินฉางอันเอาไว้ แล้วควักลูกตาของมันออกมาเสีย เพื่อไม่ให้ใครเอาเป็เยี่ยงอย่าง!"
เฉินฉางอันไม่ใส่ใจต่อเสียงนกเสียงกาเ่าั้ เขายังคงยืนตระหง่านอย่างองอาจอยู่หน้าตำหนัก สายตาจ้องเขม็งไปที่บัลลังก์ของคุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนผ่านบันไดหยกขาวโดยไม่กระพริบตา
"เหตุใดจึงไม่คุกเข่า?"
น้ำเสียงที่เ็าดังขึ้นประหนึ่งเสียงอัสนีที่ะเิข้างหู จนทำให้ปราณโลหิตในกายของเฉินฉางอันสั่นไหวอย่างรุนแรง เขาเซไปครั้งหนึ่งจนเกือบจะทรุดลงไปกับพื้น
"คารวะ… คุณหนูใหญ่ เมื่อห้าปีก่อนเพื่อเป็การสร้างแรงจูงใจให้ศิษย์ในตระกูลตั้งใจฝึกฝน ท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่าหากใครสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามัญระดับสามขั้นหลอมกายากระดูกเหล็กได้ ย่อมไม่จำเป็ต้องทำความเคารพด้วยการคุกเข่า"
หนทางแห่งการฝึกตนนั้นคือการฝืนลิขิต์ ความยากลำบากและอุปสรรคย่อมมีมากมายเกินกว่าจะพรรณนา
หาก้าทะลวงขอบเขตสามัญระดับหนึ่งขั้นขัดเกลากายา จำต้องอดทนต่อความเ็ปจากการเคี่ยวกรำกระดูกและเส้นเอ็น
หาก้าทะลวงขอบเขตสามัญระดับสองขั้นโลหิตหลอมรวมปราณ จำต้องอาศัยสิ่งล้ำค่าแห่งฟ้าดินเพื่อเพิ่มพูนปราณโลหิต แต่หากจะทะลวงเข้าสู่ระดับสามขั้นหลอมกายากระดูกเหล็กนอกจากต้องทนต่อความเ็ปและใช้สิ่งล้ำค่าแล้วยังต้องพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่าพร์ในการบำเพ็ญเพียรอีกด้วย
การเคี่ยวกรำร่างกายอาศัยความเพียร สิ่งล้ำค่าแห่งฟ้าดินอาศัยเงินทอง แต่ขั้นหลอมกายากระดูกเหล็กนั้นคือจุดแบ่งเส้นเขตแดน จำต้องรวบรวมทั้งความเพียร เงินทองและพร์เข้าไว้ด้วยกัน ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้เลย นี่จึงเป็อุปสรรคที่ขวางกั้นผู้บำเพ็ญเพียรกว่าเก้าส่วนในสิบส่วนเอาไว้เพื่อให้เป็แรงกระตุ้นให้แก่คนในตระกูลและเหล่าข้ารับใช้
จีเฟิ่งเหยียนเคยกล่าวคำเช่นนี้ออกมาจริง ๆ แต่ถึงจะเป็เช่นนั้น ในหมู่องครักษ์นับร้อยและข้ารับใช้นับพันของตระกูลจี ผู้ที่สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมกายากระดูกเหล็กได้นั้นมีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น
"โอหัง! คุณหนูใหญ่เคยกล่าวเช่นนั้นก็จริง แต่เ้าเฉินฉางอันเป็เพียงขั้นขัดเกลากายารู้ทั้งรู้แต่ยังบังอาจฝ่าฝืน ตามกฎแล้วต้อง..."
คำพูดของผู้ดูแลสามยังกล่าวไม่ทันจบก็ราวกับถูกบีบคอจนเสียงขาด่ พยายามหอบหายใจ เขาใจนไม่สามารถพูดจาให้เป็ประโยคที่สมบูรณ์ได้อีก
"ขั้นหลอมกายากระดูกเหล็ก! เ้าถึงกับทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามัญระดับสามขั้นหลอมกายากระดูกเหล็ก!! เป็ไปไม่ได้ เมื่อวานเ้ายังเป็แค่ระดับหนึ่ง จะเป็ไปได้อย่างไรที่จะทะลวงต่อเนื่องกันภายในวันเดียว..."
ตู้ม!
คำพูดนั้นยังไม่ทันขาดคำ พลังิญญาธาตุไฟอันบ้าคลั่งสายหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาจากฟ้ากระแทกเข้าที่ร่างของผู้ดูแลสามจนกระเด็นออกไปไกลหลายจั้งและกระอักโลหิตออกมาไม่หยุด
ดุดันและเผด็จการยิ่งนัก!
ผู้ที่ลงมือย่อมเป็จีเฟิ่งเหยียน พลังิญญาธาตุไฟห่อหุ้มร่างกายของผู้ดูแลสามและรัดลำคอเอาไว้จนเขาไม่สามารถส่งเสียงได้อีก
อุณหภูมิรอบด้านพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่างกายของผู้ดูแลสามอยู่ในจุดที่ใกล้จะลุกเป็ไฟ ความตายพุ่งจู่โจมเข้ามาดั่งกระแสน้ำหลากจนผู้ดูแลสามใกลัวจนต้องคุกเข่าร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิต
"ข้าเคยกล่าวเช่นนั้นจริง ในเมื่อเ้าทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมกายากระดูกเหล็กได้แล้วย่อมไม่จำเป็ต้องทำพิธีคุกเข่าคำนับ"
จีเฟิ่งเหยียนนั่งอยู่บนบัลลังก์ นางมองดูเฉินฉางอันที่บังอาจจ้องมองนางตรง ๆ ด้วยความสนใจเพียงเล็กน้อย
"ทว่าเื่ที่สวนสมุนไพรถูกทำลาย ต่อให้เ้าจะทะลวงเข้าสู่ระดับสามได้สำเร็จก็ยังยากที่จะพ้นจากความตาย ข้าได้มอบโอกาสให้ผู้ดูแลสามได้อธิบายไปแล้ว… ยามนี้ข้าก็จะมอบโอกาสให้เ้าเช่นเดียวกัน"
ในขณะที่จีเฟิ่งเหยียนกำลังพูด ดวงตาที่งดงามนั้นก็กวาดมองมา ภายใต้สายตาคู่นี้ เฉินฉางอันััได้ถึงแรงกดดันที่ไม่เคยมีมาก่อนประหนึ่งว่าร่างกายของเขาถูกมองจนทะลุปรุโปร่ง
ไม่ว่าจะเป็การแสดงออกที่เล็กน้อยหรือท่าทางใด ๆ ก็ตาม ล้วนไม่อาจซ่อนเร้นได้และไม่มีความลับใด ๆ หลงเหลืออยู่อีก กระทั่งหัวใจเทาเที่ยสีดำสนิทในร่างกาย ภายใต้การจ้องมองจากสายตาของจีเฟิ่งเหยียนมันก็พลันหดวูบและลดจังหวะการทำงานลงทันที
เพียงพริบตาเดียว เฉินฉางอันก็รู้ซึ้งถึงความน่าสะพรึงกลัวของคุณหนูใหญ่ที่เหนือกว่าที่เขาจินตนาการไว้มากนัก หรือว่าหัวใจเทาเที่ยและเคล็ดวิชาเทาเที่ยกลืนนภาจะถูกเปิดเผยเข้าเสียแล้ว?
ของที่ฝืนลิขิต์เช่นนี้ หากถูกเปิดเผยออกมาต่อให้เป็คุณหนูใหญ่ที่มีฐานะเป็ศิษย์หลักของตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่าง ก็ยากจะรับประกันได้ว่านางจะไม่เกิดความโลภจนถึงขั้นควักหัวใจของเขาออกมาเพื่อ่ชิงสมบัติเช่นนี้ไป?
‘หยกย่อมมีความผิด’ ความหมายคือคนธรรมดาที่มีของล้ำค่าย่อมนำภัยมาสู่ตัว เื่นี้เฉินฉางอันไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจ ลำดับต่อไปเกรงว่าหากเขาพูดผิดไปเพียงคำเดียวย่อมมีแต่ต้องตายสถานเดียว!
ทว่าเมื่อลองทบทวนดู ในเมื่ออย่างไรก็ต้องตายเหมือนกัน เช่นนั้นยังจะต้องกลัวอะไรอีกเล่า!
[1] สามสิบปีตะวันออก สามสิบปีตะวันตก (三十年河东 三十年河西) หมายถึง โชคชะตาที่ไม่แน่นอน มาจากการเปลี่ยนทิศทางของแม่น้ำฮวงโหในสมัยโบราณที่มักจะเปลี่ยนทางเดินน้ำทุก ๆ หลายสิบปี ทำให้หมู่บ้านที่เคยอยู่ฝั่งตะวันออกกลายเป็อยู่ฝั่งตะวันตก