ตอนที่ 29 รีบไล่เราไปเร็วๆ (1)
เว่ยซื่อได้ยินดังนั้นก็จับเอาคำพูดของไฉ่เวยไปคิดเองเออเอง เสียงร้องที่ตอนแรกอ่อนลงพลันแผดเสียงดังลั่นขึ้นมาอีก ทั้งตบมือและเห่าหอน “โธ่เอ๊ย ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว แก่แล้วแก่เลยทำงานอะไรก็ไม่ได้ ถูกหลานสาวรังเกียจว่าเป็นคนไร้ค่า สวรรค์ เหตุใดท่านไม่ลืมตาขึ้นมาคิดบัญชีกับคนจิตใจเลวทรามพวกนี้”
ไฉ่เวยเปิดประตูลานบ้านให้กว้าง จากนั้นกลับไปยังห้องโถงแล้วยิ้มกริ่มพลางพูดกับเว่ยซื่อ “ท่านย่ารีบร้องไห้ให้หนักขึ้นอีกเร็ว เรียกเพื่อนบ้านทั้งหัวระแหงมาฟังความคับข้องใจของท่าน จะได้รู้ว่าพวกเราสามแม่ลูกอกตัญญูแค่ไหน ให้พวกลุงป้าน้าอามาดูว่าพวกท่านกินอะไร และพวกเราสามแม่ลูกกินอะไร ทั้งยังสามารถขับไล่พวกเราออกจากตระกูลเถียนต่อหน้าพวกลุงป้าน้าอาได้ด้วย อย่างไรพวกเราก็อกตัญญูอยู่แล้ว ท่านย่าทำเช่นนี้จะได้ไม่ต้องตกเป็นขี้ปากชาวบ้านนะเจ้าคะ”
คำพูดชุดนี้ของเถียนไฉ่เวยทำให้เสียงโหยหวนที่สร้างความลำบากให้ผู้อื่นของเว่ยซื่ออ่อนลงทันใด
เดิมทีผู้เฒ่าเถียนยังคิดว่าจู่ๆ ภรรยาเฒ่าของตนก็ฉลาด คิดวิธีดีๆ เช่นนี้ออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ร้องไห้โวยวายพลีชีพเพื่อควบคุมหลินซื่อแม่ลูก ทำให้พวกนางได้ชื่อว่าอกตัญญู รอดูว่าต่อไปใครจะกล้าออกหน้าเพื่อพวกนางอีก ในอนาคตครอบครัวของตนจะทำระยำตำบอนอะไรกับพวกนางก็ได้ทั้งนั้น แต่คิดไม่ถึงว่าเด็กสมควรตายไฉ่เวยจะไม่มีความเกรงกลัวเลยสักนิด
แบบนั้นก็จบเห่สิ ถ้าเรียกคนมาจริง พอคนอื่นเห็นว่าสิ่งที่หลินซื่อสามแม่ลูกกินตอนอยู่ในบ้านคือมันเทศเน่าเสียที่กินไม่ได้ เกรงว่าจะต้องตกเป็นขี้ปากชาวบ้านอีกว่าพวกเขาตระกูลเถียนทารุณหลินซื่อแม่ลูก จึงตะคอกใส่เว่ยซื่อ “เจ้าจะจบไม่จบ!”
แล้วหันพูดกับไฉ่เวยด้วยท่าทีอ่อนโยน “อย่าไปถือสาท่านย่าของเจ้าเลย รีบกินข้าวเร็ว”
ไฉ่เวยแสร้งทำเป็นเชื่อฟังและพูดว่า “ก็ได้”
นางหยิบชามมันเทศที่เน่าเสียพลางเรียกเสี่ยวหม่านกับหลินซื่อให้ตามนางออกไป
ผู้เฒ่าเถียนถามไล่หลังอย่างตึงเครียด “มืดมากแล้วเจ้าจะไปไหน”
“ในเมื่อท่านย่าผู้แสนมัธยัสถ์เห็นพวกข้าแล้วจิตใจไม่เป็นสุข ข้ากับท่านแม่และเสี่ยวหม่านจะไปนั่งกินที่ใต้ต้นหลิวใหญ่ท้ายหมู่บ้าน”
ต้นหลิวใหญ่เป็นจุดศูนย์รวมการซุบซิบของหมู่บ้าน แม้ตอนนี้ฟ้าจะมืดแล้ว แต่ในช่วงนอกฤดูทำนา ผู้คนจำนวนมากต่างตื่นสายและเข้านอนตอนดึก หลังอาหารเย็น ทุกคนจะชอบไปรวมตัวกันที่ใต้ต้นหลิวใหญ่ ทั้งสาวรุ่นสาวใหญ่ต่างชอบเอาเรื่องสัพเพเหระในบ้านไปคุยกัน พวกชาวไร่ชาวนาก็คุยเรื่องไร้สาระ ตอนนี้คนกำลังอยู่เยอะ ถ้าพวกนางไปกินกันที่นั่น คนอื่นย่อมเห็นว่าพวกนางกินอะไร ถึงตอนนั้นต้องถูกชาวบ้านขุดคุ้ยวิพากษ์วิจารณ์อีกแน่
ผู้เฒ่าเถียนรีบพูดลนลาน “ท่านย่าเจ้าไม่ทำอะไรแล้ว กินอยู่ในบ้านนี่แหละ” เมื่อเห็นว่าไฉ่เวยไม่หยุดเดิน หลินซื่อกับเสี่ยวหม่านที่เดินตามนางไปก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเช่นกัน ผู้เฒ่าเถียนจึงพูดอีกว่า “ข้าจะบอกให้อาสะใภ้สามของเจ้าทำบะหมี่ใส่ไข่ให้แม่เจ้าเดี๋ยวนี้เลย”
ไฉ่เวยกระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะหยุดเดินแล้วพูดว่า “ไม่จำเป็นต้องรบกวนท่านอาสะใภ้สามหรอก ท่านปู่เอาไข่กับบะหมี่และพวกเครื่องปรุงมาให้พวกเราก็พอ พวกเราทำเองก็ได้”
ผู้เฒ่าเถียนพยักหน้า “ได้เลย” แล้วสั่งให้เว่ยซื่อไปหยิบบะหมี่หนึ่งกำมือกับไข่สองฟองมามอบให้ไฉ่เวย
เว่ยซื่อโกรธมากจนหน้าดำเป็นก้นหม้อ จ้องไฉ่เวยตาเขม็งอยู่สักพัก ในที่สุดก็ไปหยิบบะหมี่หนึ่งกำมือ ไข่สองฟอง น้ำมันพืชเล็กน้อยและเกลือนิดหน่อยใส่ลงไปในตะกร้า ก่อนจะยัดให้ไฉ่เวยอย่างแรง
เถียนจินจวี๋ไม่แม้แต่จะสนใจกิน นั่งทำหน้าบูดบึ้งจ้องไฉ่เวยราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ถ้าไม่ใช่เพราะมีผู้เฒ่าเถียนอยู่ข้างๆ นางคงพุ่งไปฉีกไฉ่เวยเป็นชิ้นๆ และเอาไปเลี้ยงสุนัขแล้ว