แม้ว่าเหยียนเฉินจะเลือกจากไปโดยไม่เอ่ยคำใด ทว่าดรุณีน้อยข้างกายยังคงหันหลังกลับไปโบกมือให้ในทิศทางที่เขาเดินจากไป
"ขอบพระคุณผู้าุโที่ช่วยนำทาง เดินทางปลอดภัยนะเ้าคะ!" ดรุณีน้อยกล่าวเช่นนั้น
แม้เหยียนเฉินจะได้ยินคำพูดของนาง แต่เขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหันกลับมา และค่อย ๆ เดินไกลออกไปจนลับสายตาของทั้งสองคน ถึงกระนั้น ดรุณีน้อยก็ไม่ได้ใส่ใจ
หลังจากเหยียนเฉินจากไป รอยยิ้มที่มุมปากของนางก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจางหายไปเลยแม้แต่น้อย เด็กหญิงคนนั้นเพียงหันกลับมามองไปยังหลินฉางชิงที่อยู่ด้านข้าง
"ศิษย์พี่ฉางชิง ไม่ได้พบกันเสียนาน ไม่ทราบว่าท่านคิดถึงข้าบ้างหรือไม่เ้าคะ?" เด็กหญิงกะพริบตาโตคู่สวย มองไปยังหลินฉางชิงพร้อมกับเอ่ยถาม
สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังนั้น ราวกับกำลังบอกเล่าว่าในยามนี้เด็กหญิงปรารถนาเพียงใดที่จะได้ยินคำตอบที่นางอยากได้ยินจากปากของหลินฉางชิง
ั้แ่เริ่มเห็นเด็กหญิง สมองของหลินฉางชิงก็ทำงานอย่างรวดเร็ว คอยค้นหาความทรงจำก่อนหน้านี้ของตนเองอย่างต่อเนื่อง
เขารู้สึกว่าดรุณีน้อยตรงหน้าช่างดูคุ้นตาเหลือเกิน แต่เนื่องจากิญญาในร่างกายตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็คนอื่นไปแล้ว ดังนั้นหลินฉางชิงจึงพยายามนึกย้อนกลับไป เพื่อที่จะทราบว่าตัวตนของดรุณีน้อยตรงหน้านี้คือใคร
และในที่สุด เขาก็นึกออก
"แน่นอน"
เมื่อเผชิญหน้ากับดรุณีน้อย หลินฉางชิงยิ้มบาง ๆ เขาค่อย ๆ พยักหน้า พลางยืนนิ่งอยู่กับที่ พร้อมกับแผ่ซ่านกลิ่นอายที่อ่อนโยนออกมา
"ไม่ได้พบกันเสียนาน ศิษย์น้องชิงเสวี่ย" หลินฉางชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา
บุคคลตรงหน้านี้มีนามว่าลั่วชิงเสวี่ย เป็ศิษย์ของสำนักชูซานเช่นเดียวกัน ปีนี้อยู่ในวัยแรกแย้ม เปรียบได้กับดอกไม้ที่กำลังจะผลิบาน
เวลาที่ลั่วชิงเสวี่ยเข้าสู่สำนักชูซานนั้น ช้ากว่าหลินฉางชิงถึงห้าปีเต็ม
ก่อนที่หลินฉางชิงจะถูกถอดถอนฐานะ บรรดาศิษย์ของสำนักชูซานต่างเคยคิดว่าศิษย์พี่ใหญ่หลินฉางชิงเป็คนที่เข้าถึงได้ยาก มีเพียงลั่วชิงเสวี่ยเท่านั้นที่รู้ดีในใจว่าหลินฉางชิงไม่เพียงแต่ละเอียดอ่อนและอ่อนโยน แต่ยังเป็กันเองอย่างยิ่ง ไม่มีท่าทีถือตัวแม้แต่น้อย ทั้งยังเป็ศิษย์พี่ที่ใส่ใจเป็ที่สุด
"ข้าจำได้ว่าท่านอาจารย์น่าจะจัดให้เ้าออกไปฝึกฝนประสบการณ์ภายนอกมิใช่หรือ?" หลินฉางชิงถามต่อ
อาจารย์ของทั้งสองคนคือคนเดียวกัน นั่นคือเ้าสำนักชูซาน เสิ่นอู๋หยา
เสิ่นอู๋หยามีศิษย์ในสังกัดไม่มาก และผู้ที่มีพร์ดีที่สุดก็คือหลินฉางชิงและลั่วชิงเสวี่ย ด้วยเหตุนี้ ใน่เวลาที่ผ่านมา หลินฉางชิงจึงได้รับคำสั่งจากเสิ่นอู๋หยาให้คอยชี้แนะแนวทางการบำเพ็ญเพียรแก่ลั่วชิงเสวี่ยอยู่บ่อยครั้ง
เมื่อเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างลั่วชิงเสวี่ยและหลินฉางชิงจึงสนิทสนมกันมากขึ้น
ทางด้านลั่วชิงเสวี่ย เมื่อได้ยินหลินฉางชิงตอบว่าเขาก็คิดถึงนาง รอยยิ้มก็ยิ่งกว้างขึ้นทันที
"ข้าเพิ่งกลับมาเมื่อสองวันก่อนเ้าค่ะ" นางตอบ
ขณะที่พูด ลั่วชิงเสวี่ยจ้องมองหลินฉางชิงตรงหน้า ในสายตาของนาง กลับมีความตัดพ้อปรากฏขึ้นมาวูบหนึ่ง
"พอกลับมาถึงก็รีบไปหาศิษย์พี่ แต่ผลคือหาไม่พบ ข้าเที่ยวสอบถามศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักอยู่นาน ถึงได้รู้ว่าศิษย์พี่ถูกลงโทษกักขังอยู่ที่นี่ ทั้งยังถูกทำลายวรยุทธ์อีกด้วย" กล่าวถึงเื่นี้ น้ำเสียงของลั่วชิงเสวี่ยก็พลอยหม่นหมองลงตามไปด้วย
เมื่อมองดรุณีน้อยตรงหน้า ในสายตาของหลินฉางชิงก็ปรากฏอารมณ์ที่ซับซ้อน
ั้แ่เขาถูกส่งมายังูเาด้านหลัง บรรดาศิษย์สำนักชูซานที่เคยเรียกเขาว่าศิษย์พี่ใหญ่ด้วยความเคารพ ไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนเขาเลยแม้แต่คนเดียว
ตลอดระยะเวลาสี่เดือน นอกจากเหยียนเฉินแล้ว เขาก็ไม่เคยพบเจอใครอีกเลย แม้แต่เสิ่นอู๋หยาก็ไม่เคยมาแลมองเขาแม้เพียงหางตา
"ศิษย์น้องชิงเสวี่ย ข้า..."
หลินฉางชิง้าจะอธิบาย ทว่าในยามนี้ คำอธิบายทั้งหลายดูจะไร้น้ำหนัก เื่ที่ผิดพลาดได้เกิดขึ้นแล้ว หลินฉางชิงไม่รู้ว่าควรจะพูดสิ่งใดในชั่วขณะนี้
'บางทีในสายตาของศิษย์น้องชิงเสวี่ย คงจะผิดหวังในตัวศิษย์พี่คนนี้มากสินะ?' หลินฉางชิงคิดในใจ
เขามีความทรงจำต่าง ๆ ระหว่างเขากับลั่วชิงเสวี่ย จึงไม่ใช่เื่ยากที่จะคาดเดาความคิดที่เป็ไปได้ของลั่วชิงเสวี่ยในตอนนี้ ทว่าลั่วชิงเสวี่ยในยามนี้กลับเงยหน้าขึ้นและจ้องมองหลินฉางชิงตรง ๆ
"ข้าเชื่อมั่นในตัวศิษย์พี่เ้าค่ะ" นางกล่าวขึ้นมาทันที
"หา?"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินฉางชิงถึงกับชะงัก เขาไม่คาดคิดเลยว่าลั่วชิงเสวี่ยจะพูดเช่นนี้ออกมาอย่างกะทันหัน
"ศิษย์พี่คนอื่น ๆ ต่างบอกว่าศิษย์พี่ฉางชิงทรยศสำนักชูซาน ปล่อยตัวปีศาจสาวไป แต่ข้าเข้าใจดีว่าศิษย์พี่ฉางชิงไม่มีทางเป็คนเช่นนั้นแน่นอน การที่ศิษย์พี่ทำเช่นนี้ จะต้องมีเหตุผลบางอย่างซ่อนอยู่แน่ ๆ เ้าค่ะ"
ลั่วชิงเสวี่ยจ้องมองหลินฉางชิง ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น และความเชื่อมั่นนี้ ดูจะหนักแน่นอย่างยิ่ง
ในพริบตาที่หลินฉางชิงเห็นสายตานั้น ร่างกายของเขาก็พลอยแข็งทื่อไปชั่วขณะ
"แม้ตอนนี้ศิษย์พี่จะถูกกักขังอยู่ที่นี่และไม่มีวรยุทธ์แล้ว แต่ในใจของชิงเสวี่ย ศิษย์พี่ก็ยังคงเป็ศิษย์พี่ จุดนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเ้าค่ะ" ลั่วชิงเสวี่ยกล่าวต่อไป
หลินฉางชิงได้สติกลับมา
สำหรับความเชื่อมั่นของลั่วชิงเสวี่ยในครั้งนี้ เขารู้สึกราวกับมีกระแสความอบอุ่นไหลผ่านหัวใจ ทั้งที่เขายังไม่ได้อธิบายอะไรและถึงขั้นเตรียมใจไว้แล้วว่าลั่วชิงเสวี่ยอาจจะมาเพื่อตัดความสัมพันธ์กับเขา นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพูดคำเช่นนี้ออกมา
ทว่าหลินฉางชิงในตอนนี้ กลับมีสติครบถ้วน
เื่นี้เดิมทีไม่ใช่สิ่งที่เขาเป็คนทำ และความทรงจำก็เลือนลางมาก ดังนั้นแม้จะรู้สึกตื้นตันแต่หลินฉางชิงก็ไม่อยากเสียเวลากับเื่นี้มากเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้ใครสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ
"ศิษย์น้องชิงเสวี่ย ่นี้ผลการบำเพ็ญเพียรของเ้าเป็อย่างไรบ้าง? การฝึกฝนที่ท่านอาจารย์จัดให้เ้าน่าจะลำบากมากสินะ" หลินฉางชิงถาม
การเปลี่ยนหัวข้อสนทนานี้ดูจะห้วนไปเสียหน่อย แต่ดูเหมือนว่าลั่วชิงเสวี่ยจะไม่ใส่ใจเื่นี้เท่าใดนัก
"ข้าสบายดีทุกอย่างเ้าค่ะ แม้ว่าขั้นตอนจะทรมานอยู่บ้าง แต่โชคดีที่ข้าอดทนผ่านมันมาได้ทั้งหมด ศิษย์พี่เ้าคะ ตอนนี้วรยุทธ์ของข้า บรรลุถึงขั้นสร้างรากฐานแล้วนะเ้าคะ!"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ลั่วชิงเสวี่ยก็ยืดอกขึ้นแสดงท่าทางภาคภูมิใจอย่างยิ่ง พร้อมกับกล่าวกับหลินฉางชิง
"เร็วขนาดนี้เชียว?" หลินฉางชิงรู้สึกประหลาดใจ
หากนับดูแล้ว ลั่วชิงเสวี่ยเข้าสู่สำนักชูซานได้เพียงปีเดียวเท่านั้น ระยะเวลาสั้น ๆ เช่นนี้กลับสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานได้ พร์ของแม่นางน้อยคนนี้ ช่างน่าทึ่งจนน่าใจริง ๆ
"ถ้าเป็เช่นนั้น เ้าก็คงจะสามารถปีนบันไดเจตจำนงกระบี่ เพื่อทดสอบพร์ของตนเองได้แล้วสินะ?" หลินฉางชิงกล่าวเสริม
มีเพียงผู้ที่ก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานเท่านั้นจึงจะมีคุณสมบัติในการปีนบันไดเจตจำนงกระบี่ เห็นได้ชัดว่าลั่วชิงเสวี่ยมีคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว
เมื่อได้ยินดังนั้น อีกฝ่ายก็พยักหน้า
"ใช่แล้วเ้าค่ะ" นางกล่าวต่อ "แต่ศิษย์พี่เ้าคะ ความจริงก่อนที่ข้าจะมาที่นี่ ข้าได้ปีนบันไดเจตจำนงกระบี่ไปครั้งหนึ่งแล้วเ้าค่ะ ท่านลองทายดูสิเ้าคะว่า ผลลัพธ์สุดท้ายคืออะไร?"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ลั่วชิงเสวี่ยกะพริบตาอย่างซุกซน มองไปยังหลินฉางชิงพร้อมกับเอ่ยถาม
เมื่อได้ยินคำนี้ หลินฉางชิงเลิกคิ้วขึ้น เขาไม่คิดว่าลั่วชิงเสวี่ยจะรวดเร็วขนาดนี้ ถึงขั้นปีนบันไดเจตจำนงกระบี่ไปแล้วครั้งหนึ่ง...
"เดี๋ยวก่อน!" หลินฉางชิงโพล่งขึ้นมาทันที
เขามองลั่วชิงเสวี่ยตรงหน้า ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจยิ่งขึ้น