หมอกสีขาวหนาทึบปกคลุมทั่วทั้งเมืองมันหนามากจนมองไม่เห็นข้างหน้า ฟงอี้เฉินขมวดคิ้วพลางดึงม้าให้วิ่งช้าลง
“นิมันเมืองอะไรกันทำไมถึงมีแต่หมอกเช่นนี้”
ไม่มีเสียงผู้คน ไม่มีเสียงค้าขาย แม้แต่เสียงลมยังเงียบผิดปกติ
เมืองทั้งเมืองราวกับตายไปแล้ว
“หรือเราจะเข้าผิดทาง”
หวังชุนเหม่ยกอดแขนตัวเองแน่นสีหน้าซีดเซียว หานกวางซูที่เดินอยู่ท้ายขบวนกลับหรี่ตาลงเล็กน้อย
“ไม่ใช่ผิดทาง แต่เราอาจเข้ามาในสถานที่ที่ไม่ควรเข้ามา”
ฟงอี้เฉินชายตามอง
“เ้าหมายความว่าอย่างไร”
ชายหนุ่มชุดม่วงใช้นิ้วแตะกำแพงอิฐข้างทางเบาๆก่อนมองปลายนิ้วตัวเอง ไม่มีฝุ่นเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่เมืองดูร้างมานาน
“ข้าเคยได้ยินข่าวลือ”
หานกวางซูกล่าวเสียงต่ำ
“ทางเหนือมีเมืองหนึ่งชื่อเมืองกินคนผู้ที่เข้าไป จะไม่มีวันหาทางออกเจอ”
หวังซูลี่และหวังชุนเหม่ยหน้าซีดทันทีส่วนฟงอี้เฉินได้แต่นิ่ง เพราะตอนนี้เขาเองก็เริ่มรู้สึกผิดปกติ เมืองนี้เงียบเกินไปจริงๆและที่น่าประหลาดที่สุดคือไม่มีแม้แต่ร่องรอยของสิ่งมีชีวิต ทันใดนั้น เสียงกระดิ่งลมเบาๆก็ดังขึ้นจากที่ไกลๆ
กริ๊ง.........กริ๊ง.......
หวังซูลี่ชะงัก
“พวกเ้าได้ยินหรือไม่”
ทุกคนเงียบลงทันที
เสียงนั้นดังแว่วมาตามหมอกราวกับมีใครบางคนกำลังเดินอยู่ในเมือง แต่เมื่อหันไปมอง กลับไม่มีผู้ใดอยู่เลย
“รีบออกจากที่นี่กันก่อนเถอะ”
ฟงอี้เฉินกล่าวทันที ทั้งสี่เริ่มเร่งฝีเท้าไปตามถนนแต่ไม่ว่าพวกเขาจะเดินนานเพียงใด กลับยังเห็นเพียงแค่หมอกเท่านั้น
“เข้าไปในเมืองกันเถอะอย่างน้อยอาจเจอผู้คนบ้าง”
หานกวางซูพูดขึ้นเช่นนั้นพวกเขาจึงได้พากันเดินเข้าไปในเมืองเดินผ่านสะพานไม้ โคมแดงที่ประดับตามทางจนไปถึงร้านน้ำชา แต่เมื่อเดินเข้าไป ทั้งที่มีจานชามวางอยู่ แต่กลับไม่พบใครพวกเขาหายไปไหน หวังชุนเหม่ยเริ่มเสียงสั่น
“ข้าว่า เรารีบไปจากที่นี่ดีกว่า”
พวกเขาเดินกลับไปที่ทางเดิมแต่พอไปถึงโคมแดง สะพานกลับหายไป พวกเขาจึงเดินต่อไปเรื่อยๆ แต่ทว่าแทนที่จะเจอสะพานกลับเจอร้านน้ำชาร้านเดิมอีก
“เรา...เราเดินผ่านร้านนี้ไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”
หวังซูเหม่ยพูดด้วยน้ำเสียงสั่น หานกวางซูหยุดเดินทันทีสีหน้าของเขาจริงจังขึ้นเป็ครั้งแรก
“เมืองนี้มีอะไรแปลกๆข้าว่าต้องเป็ภาพลวงตา หรือมนต์บางอย่าง”
ฟงอี้เฉินเริ่มขมวดคิ้วและเอามือกำดาบไปหานกวางซูเงยหน้ามองหมอกสีขาวเหนือเมือง
“หมอกพวกนี้อาจเป็ิญญาที่ออกจากเมืองนี้ไปไม่ได้ก็เป็ได้”
ทันทีที่พูดจบ สายหมอกทั้งหมดพลันเคลื่อนไหว
ฟึ่บ!
หมอกขาวหนาพุ่งเข้ามาคั่นกลางระหว่างทั้งสี่คนในพริบตา
“ระวัง!”
ฟงอี้เฉินรีบคว้ามือหวังซูลี่เอาไว้โดยสัญชาตญาณแต่เสียงของหวังชุนเหม่ยกลับดังขึ้นจากอีกด้าน
“คุณหนู”
จากนั้น ทุกอย่างก็เงียบลง เมื่อหมอกเริ่มจางฟงอี้เฉินพบว่าตนยืนอยู่กลางถนนว่างเปล่า ข้างกายมีเพียงหวังซูลี่ ส่วนหานกวางซูกับหวังชุนเหม่ยหายไปแล้ว
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ฟงอี้เฉินรีบหันไปมองหวังซูลี่ทันทีนางเองก็ดูใไม่ต่างกัน จับแขนชายหนุ่มไว้แน่น
“พวกเขาหายไปไหน”
ฟงอี้เฉินมองรอบด้าน หมอกยังหนาเหมือนเดิมเมืองยังเงียบเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเย็นวาบในสันหลังคือรอบตัวพวกเขาไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้าของคนอื่น ราวกับทั้งเมืองเหลือเพียงสองคนเท่านั้น
ทั้งสองเริ่มเดินไปตามถนนอย่างระวังแต่ยิ่งเดิน บรรยากาศก็ยิ่งน่าขนลุก บ้านทุกหลังปิดสนิท ผ้าแดงหน้าบ้านที่แขวนไว้ มันสั่นไหวทั้งที่ไม่มีลมและบางครั้งก็ได้ยินเสียงคนหัวเราะแ่ๆดังมาจากไกลๆ ฟงอี้เฉินจับกระบี่แน่นขึ้น
ปัง!
ประตูบ้านหลังหนึ่งเปิดออกเองช้าๆ หวังซูลี่สะดุ้งเล็กน้อยภายในบ้านมืดสนิท จู่ๆก็มีเสียงผู้หญิงร้องไห้ดังแว่วออกมาฟงอี้เฉินผลักหวังซูลี่ให้ไปอยู่ด้านหลังและค่อย ๆ เดินเข้าไป
แต่ในจังหวะนั้นเองหวังซูลี่กลับเห็นเงาคนผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงสุดทางเดินเป็ผู้หญิงสวมชุดสีแดง ใบหน้าซีดขาว และที่ข้อมือของนาง มีเชือกพันอยู่เต็มไปหมด หญิงคนนั้นค่อยๆเงยหน้าขึ้นก่อนชี้มาที่หวังซูลี่
“เ้า....เ้าคือผู้ต้องคำสาป”
เสียงแหบพร่าดังขึ้น หวังซูลี่หน้าซีดทันทีฟงอี้เฉินรีบดึงนางถอยหลัง แต่พริบตาต่อมา เงาหญิงคนนั้นกลับหายไป เหลือเพียงความมืดว่างเปล่าหัวใจของหวังซูลี่เต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้
“เมื่อครู่...เ้าเห็นหรือไม่”
ฟงอี้เฉินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงต่ำ
“เห็น”
สีหน้าของเขาเองก็ไม่ดีนัก เพราะสิ่งที่เห็นนั้นมันไม่เหมือนคนเ
เสียงกระดิ่งลมก็ดังขึ้นอีกครั้ง
กริ๊ง........กริ๊ง......
แต่คราวนี้ มันดังใกล้มาก ใกล้จนเหมือนอยู่ข้างหูฟงอี้เฉินรีบหันกลับทันที แต่กลับไม่เห็นสิ่งใด ทว่าในวินาทีต่อมา หวังซูลี่กลับรู้สึกถึงมือเย็นเฉียบแตะที่ข้อเท้านางก้มลงมอง ก่อนจะร้องะโออกมา
“มือ...มือสีขาวซีดโผล่ออกมาจากใต้พื้นหิน”
นางยกขาขึ้นพร้อมวิ่งออกไปทันทีไม่นานนักก็ได้ยินเสียง หวังชุนเหม่ยกรีดร้องอยู่ที่ไหนสักแห่งไกลๆ เสียงนั้นทำให้ทั้งสองชะงักทันที
“แย่แล้วสองคนนั้นคงโดนเล่นงานเสียแล้ว”
ฟงอี้เฉินรีบหันไปตามเสียง ก่อนคว้ามือหวังซูลี่วิ่งเข้าไปในหมอกทันที
ทั้งเมืองราวกับเริ่มตื่นขึ้นเสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ และเสียงฝีเท้ามากมายดังขึ้นรอบด้าน เหมือนมี“บางอย่าง” กำลังไล่ตามพวกเขาอยู่ในหมอก ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งของเมือง
หวังชุนเหม่ยกำลังตัวสั่นอยู่หลังเสาหินน้ำตาของนางแทบไหลหานกวางซูถอดเสื้อคลุมออกและเอาไปคลุมหัวนางไว้
“เงียบก่อน”
ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงหน้าดวงตาที่เคยยิ้มเล่นตอนนี้กลับนิ่งผิดปกติ ในมือของเขามีกระบี่ด้ามหนึ่งที่ลงอัขระแปลกๆไว้เต็มไปหมดมีเงาคนจำนวนมากกำลังยืนอยู่กลางหมอก พวกมันไม่มีใบหน้า แต่ทุกตน... กำลังหันมามองพวกเขาพร้อมกันหมด...