ปานแดงต้องสาป

    ตอนที่7 เมืองหมอก

            หมอกสีขาวหนาทึบปกคลุมทั่วทั้งเมืองมันหนามากจนมองไม่เห็นข้างหน้า ฟงอี้เฉินขมวดคิ้วพลางดึงม้าให้วิ่งช้าลง

    “นิมันเมืองอะไรกันทำไมถึงมีแต่หมอกเช่นนี้”

    ไม่มีเสียงผู้คน ไม่มีเสียงค้าขาย แม้แต่เสียงลมยังเงียบผิดปกติ

    เมืองทั้งเมืองราวกับตายไปแล้ว

    “หรือเราจะเข้าผิดทาง”

    หวังชุนเหม่ยกอดแขนตัวเองแน่นสีหน้าซีดเซียว หานกวางซูที่เดินอยู่ท้ายขบวนกลับหรี่ตาลงเล็กน้อย

    “ไม่ใช่ผิดทาง แต่เราอาจเข้ามาในสถานที่ที่ไม่ควรเข้ามา”

    ฟงอี้เฉินชายตามอง

    “เ๽้าหมายความว่าอย่างไร”

    ชายหนุ่มชุดม่วงใช้นิ้วแตะกำแพงอิฐข้างทางเบาๆก่อนมองปลายนิ้วตัวเอง ไม่มีฝุ่นเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่เมืองดูร้างมานาน

    “ข้าเคยได้ยินข่าวลือ”

    หานกวางซูกล่าวเสียงต่ำ

    “ทางเหนือมีเมืองหนึ่งชื่อเมืองกินคนผู้ที่เข้าไป จะไม่มีวันหาทางออกเจอ”

    หวังซูลี่และหวังชุนเหม่ยหน้าซีดทันทีส่วนฟงอี้เฉินได้แต่นิ่ง เพราะตอนนี้เขาเองก็เริ่มรู้สึกผิดปกติ เมืองนี้เงียบเกินไปจริงๆและที่น่าประหลาดที่สุดคือไม่มีแม้แต่ร่องรอยของสิ่งมีชีวิต ทันใดนั้น เสียงกระดิ่งลมเบาๆก็ดังขึ้นจากที่ไกลๆ

    กริ๊ง.........กริ๊ง.......

    หวังซูลี่ชะงัก

    “พวกเ๽้าได้ยินหรือไม่”

    ทุกคนเงียบลงทันที

    เสียงนั้นดังแว่วมาตามหมอกราวกับมีใครบางคนกำลังเดินอยู่ในเมือง แต่เมื่อหันไปมอง กลับไม่มีผู้ใดอยู่เลย

    “รีบออกจากที่นี่กันก่อนเถอะ”

    ฟงอี้เฉินกล่าวทันที ทั้งสี่เริ่มเร่งฝีเท้าไปตามถนนแต่ไม่ว่าพวกเขาจะเดินนานเพียงใด กลับยังเห็นเพียงแค่หมอกเท่านั้น

    “เข้าไปในเมืองกันเถอะอย่างน้อยอาจเจอผู้คนบ้าง”

    หานกวางซูพูดขึ้นเช่นนั้นพวกเขาจึงได้พากันเดินเข้าไปในเมืองเดินผ่านสะพานไม้ โคมแดงที่ประดับตามทางจนไปถึงร้านน้ำชา แต่เมื่อเดินเข้าไป ทั้งที่มีจานชามวางอยู่ แต่กลับไม่พบใครพวกเขาหายไปไหน หวังชุนเหม่ยเริ่มเสียงสั่น

    “ข้าว่า เรารีบไปจากที่นี่ดีกว่า”

    พวกเขาเดินกลับไปที่ทางเดิมแต่พอไปถึงโคมแดง สะพานกลับหายไป พวกเขาจึงเดินต่อไปเรื่อยๆ แต่ทว่าแทนที่จะเจอสะพานกลับเจอร้านน้ำชาร้านเดิมอีก

    “เรา...เราเดินผ่านร้านนี้ไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”

    หวังซูเหม่ยพูดด้วยน้ำเสียงสั่น หานกวางซูหยุดเดินทันทีสีหน้าของเขาจริงจังขึ้นเป็๲ครั้งแรก

    “เมืองนี้มีอะไรแปลกๆข้าว่าต้องเป็๞ภาพลวงตา หรือมนต์บางอย่าง”

    ฟงอี้เฉินเริ่มขมวดคิ้วและเอามือกำดาบไปหานกวางซูเงยหน้ามองหมอกสีขาวเหนือเมือง

    “หมอกพวกนี้อาจเป็๞๭ิญญา๟ที่ออกจากเมืองนี้ไปไม่ได้ก็เป็๞ได้”

    ทันทีที่พูดจบ สายหมอกทั้งหมดพลันเคลื่อนไหว

    ฟึ่บ!

    หมอกขาวหนาพุ่งเข้ามาคั่นกลางระหว่างทั้งสี่คนในพริบตา

    “ระวัง!”

    ฟงอี้เฉินรีบคว้ามือหวังซูลี่เอาไว้โดยสัญชาตญาณแต่เสียงของหวังชุนเหม่ยกลับดังขึ้นจากอีกด้าน

    “คุณหนู”

    จากนั้น ทุกอย่างก็เงียบลง เมื่อหมอกเริ่มจางฟงอี้เฉินพบว่าตนยืนอยู่กลางถนนว่างเปล่า ข้างกายมีเพียงหวังซูลี่ ส่วนหานกวางซูกับหวังชุนเหม่ยหายไปแล้ว

    “เกิดอะไรขึ้นกันแน่”

    ฟงอี้เฉินรีบหันไปมองหวังซูลี่ทันทีนางเองก็ดู๻๠ใ๽ไม่ต่างกัน จับแขนชายหนุ่มไว้แน่น

    “พวกเขาหายไปไหน”

    ฟงอี้เฉินมองรอบด้าน หมอกยังหนาเหมือนเดิมเมืองยังเงียบเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเย็นวาบในสันหลังคือรอบตัวพวกเขาไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้าของคนอื่น ราวกับทั้งเมืองเหลือเพียงสองคนเท่านั้น

            ทั้งสองเริ่มเดินไปตามถนนอย่างระวังแต่ยิ่งเดิน บรรยากาศก็ยิ่งน่าขนลุก บ้านทุกหลังปิดสนิท ผ้าแดงหน้าบ้านที่แขวนไว้ มันสั่นไหวทั้งที่ไม่มีลมและบางครั้งก็ได้ยินเสียงคนหัวเราะแ๵่๭ๆดังมาจากไกลๆ ฟงอี้เฉินจับกระบี่แน่นขึ้น

    ปัง!

    ประตูบ้านหลังหนึ่งเปิดออกเองช้าๆ หวังซูลี่สะดุ้งเล็กน้อยภายในบ้านมืดสนิท จู่ๆก็มีเสียงผู้หญิงร้องไห้ดังแว่วออกมาฟงอี้เฉินผลักหวังซูลี่ให้ไปอยู่ด้านหลังและค่อย ๆ เดินเข้าไป

            แต่ในจังหวะนั้นเองหวังซูลี่กลับเห็นเงาคนผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงสุดทางเดินเป็๲ผู้หญิงสวมชุดสีแดง ใบหน้าซีดขาว และที่ข้อมือของนาง มีเชือกพันอยู่เต็มไปหมด หญิงคนนั้นค่อยๆเงยหน้าขึ้นก่อนชี้มาที่หวังซูลี่

    “เ๯้า....เ๯้าคือผู้ต้องคำสาป”

    เสียงแหบพร่าดังขึ้น หวังซูลี่หน้าซีดทันทีฟงอี้เฉินรีบดึงนางถอยหลัง แต่พริบตาต่อมา เงาหญิงคนนั้นกลับหายไป เหลือเพียงความมืดว่างเปล่าหัวใจของหวังซูลี่เต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้

    “เมื่อครู่...เ๯้าเห็นหรือไม่”

    ฟงอี้เฉินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงต่ำ

    “เห็น”

    สีหน้าของเขาเองก็ไม่ดีนัก เพราะสิ่งที่เห็นนั้นมันไม่เหมือนคนเ

     

    เสียงกระดิ่งลมก็ดังขึ้นอีกครั้ง

    กริ๊ง........กริ๊ง......

    แต่คราวนี้ มันดังใกล้มาก ใกล้จนเหมือนอยู่ข้างหูฟงอี้เฉินรีบหันกลับทันที แต่กลับไม่เห็นสิ่งใด ทว่าในวินาทีต่อมา หวังซูลี่กลับรู้สึกถึงมือเย็นเฉียบแตะที่ข้อเท้านางก้มลงมอง ก่อนจะร้อง๻ะโ๠๲ออกมา

    “มือ...มือสีขาวซีดโผล่ออกมาจากใต้พื้นหิน”

    นางยกขาขึ้นพร้อมวิ่งออกไปทันทีไม่นานนักก็ได้ยินเสียง หวังชุนเหม่ยกรีดร้องอยู่ที่ไหนสักแห่งไกลๆ เสียงนั้นทำให้ทั้งสองชะงักทันที

    “แย่แล้วสองคนนั้นคงโดนเล่นงานเสียแล้ว”

    ฟงอี้เฉินรีบหันไปตามเสียง ก่อนคว้ามือหวังซูลี่วิ่งเข้าไปในหมอกทันที

            ทั้งเมืองราวกับเริ่มตื่นขึ้นเสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ และเสียงฝีเท้ามากมายดังขึ้นรอบด้าน เหมือนมี“บางอย่าง” กำลังไล่ตามพวกเขาอยู่ในหมอก ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งของเมือง

    หวังชุนเหม่ยกำลังตัวสั่นอยู่หลังเสาหินน้ำตาของนางแทบไหลหานกวางซูถอดเสื้อคลุมออกและเอาไปคลุมหัวนางไว้

    “เงียบก่อน”

    ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงหน้าดวงตาที่เคยยิ้มเล่นตอนนี้กลับนิ่งผิดปกติ ในมือของเขามีกระบี่ด้ามหนึ่งที่ลงอัขระแปลกๆไว้เต็มไปหมดมีเงาคนจำนวนมากกำลังยืนอยู่กลางหมอก พวกมันไม่มีใบหน้า แต่ทุกตน... กำลังหันมามองพวกเขาพร้อมกันหมด...