73 :ดาวดับแสง (1)
“หรือจะเรียกฉันว่า ลลัน ก็ได้นะ”
ลลัน...ผู้หญิงตรงหน้านี้คือ ลลัน? เนียร์ได้แต่มองอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ เมื่อจู่ๆ คนที่กำลังนึกถึงปรากฏขึ้นมาได้ในจิตใจของเธอ ในเมื่อเนียร์ไม่เคยเจออีกฝ่ายมาก่อนจึงไม่ใช่ความทรงจำของตัวเองแน่ และหลังจากที่กิลบอกว่าผู้หญิงคนนี้...ตายไปแล้ว
ไม่มีทั้งร่างเนื้อและไม่ใช่ทั้งความทรงจำ แล้วผู้หญิงตรงหน้านี้ปรากฏขึ้นมาได้อย่างไร
“แค่อะไร”
เนียร์สะดุ้งตัวโหยง จู่ๆก็มีใครบางคนเดินผ่านทะลุตัวเธอไปต่อหน้าต่อตาอย่างกับผีทะลุร่าง และใครคนนั้นก็คือ ตนัย...สินะ?
เด็กสาวไม่แน่ใจ เพราะเขาเหมือนจะเด็กลง น่าจะอายุมากกว่าเนียร์ไม่กี่ปี แต่เค้าโครงหน้ายังบอกได้ชัดว่าเขาคือตนัยแน่นอน ไม่มีทางเป็นคนอื่นไปได้ และนั่นยิ่งทำให้เนียร์สับสนกว่าเดิมว่าภาพตรงหน้านี้คืออะไรกันแน่
“ความทรงจำของฉันไงล่ะ”
ตนัยในร่างที่คุ้นตาเนียร์โผล่ขึ้นมาข้างตัวเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ ดวงตาสีน้ำตาลแก่จ้องไปยังภาพที่ชายหญิงคู่นั้นคุยกันด้วยสายตาราวกับทั้งถวิลหาและเจ็บปวด โดยเฉพาะในยามมองหญิงสาวนามว่า ลลัน ตนัยต้องรีบถอนสายตากลับมา เหมือนหากมองนานเกินกว่านี้ หัวใจเขาคงแหลกเป็นเสี่ยง
เนียร์รับรู้ได้ถึงความรู้สึกของเขา หากไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายต้องรู้สึกอย่างนั้นด้วย “ความทรงจำของนายเหรอ แล้วทำไมฉันถึงเห็นมันได้ล่ะ”
ถึงตรงนี้ตนัยกลับแค่นหัวเราะ แล้วจับโซ่ที่ขึงเนียร์ไว้ด้วยสายตาคล้ายเย้ยหยัน “เพราะการควบคุมเธอ ฉันต้องเข้าใจในตัวเธอ ความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดนั้นทำให้เธอเชื่อมโยงมาถึงฉันได้เช่นกัน ในเมืองฉันเห็นอดีตของเธอได้ ในทางกลับกัน เธอก็เห็นของฉันได้เช่นกัน” ว่าแล้วเขาก็ดึงโซ่ไปข้างหลัง ทำให้คอเนียร์ถูกรั้งไว้จนหายใจลำบาก
“อย่ามายุ่มย่ามกับความทรงจำของฉัน นิศาชล” เสียงเน้นหนักที่บอกถึงอารมณ์ขุ่นมัว
แต่คำขู่นั้นไม่อาจทำให้เนียร์หวาดกลัว เด็กสาวส่งคำท้าทายผ่านทางสายตากลับไป
“ขุดคุ้ยของคนอื่นได้หน้าตาเฉย แต่ทีของตัวเองกลับห้ามไม่ให้ดูเนี่ยนะ จะเอาแต่ได้เกินไปแล้วมั้ง ตนัย”
ดวงตาสองคู่จ้องกันอย่างไม่ลดละ แม้เนียร์จะอยู่ในสภาพลำบากกว่า เธอก็ไม่คิดลดสายตาลง จนกระทั่งตนัยปล่อยมือที่จับโซ่ลงในที่สุด ให้เนียร์กลับมาหายใจได้ตามปกติอีกครั้ง...แค่เพียงไม่กี่วินาที เพราะถัดมามือหนาสองข้างก็ยกขึ้นจับหน้าเธอ นิ้วเลิกเสยผมหน้าเธอไปและจิกหัวไว้แน่นจนเจ็บ ดึงเข้าไปใกล้ใบหน้าของอีกฝ่าย
“ทำไม เธออยากเห็นเหรอว่าฉันต้องเจอกับอะไรมาบ้าง อยากรู้งั้นเหรอว่าทำไมฉันถึงกลายมาเป็นแบบนี้!” ตนัยถาม ใช้น้ำเสียงคาดคั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเหมือนเนียร์กำลังแย่งชิงสิ่งสำคัญไปจากเขา
ไม่ต้องการให้ใครเห็น ไม่อยากให้ใครมาแตะต้องความทรงจำนี้! เพราะมันคือสมบัติล้ำค่าระหว่างเขากับเธอคนนั้นเท่านั้น!
เนียร์กัดฟันแน่นข่มต่อความเจ็บบนหัว ก่อนตะคอกกลับไป “ใช่! ฉันอยากรู้ นายเคยบอกเองนี่ว่าไม่ว่าใครก็คิดว่าตัวเองนั้นทุกข์ที่สุด ฉะนั้นฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าความทุกข์ของนายมันเป็นไง!” แล้วเนียร์ก็สะบัดหัวจนหลุดจากมือที่จิกเธอเธอได้สำเร็จ ก่อนเหลือบตาขึ้นมองชายหนุ่ม เอ่ยเสียงลอดไรฟัน
“แล้วฉันจะคอยดู ว่ามันจะมากพอสมกับที่นายอ้างไว้รึเปล่า”
ทั้งสายตาและน้ำเสียงกำลังท้าทายตนัยอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ฝ่ายถูกท้าทายอย่างตนัยถึงกับลั่นหัวเราะออกมา
น่าแปลก...ที่เนียร์ไม่รู้สึกถึงความรื่นรมย์ในเสียงหัวเราะนั้น เหมือนทุกครั้งที่เขาหัวเราะ เนียร์ไม่เคยจับได้ถึงกระแสแห่งความสุขเลย เหมือนตอนที่เธอฝืนหัวเราะออกมาตอนที่เห็นพวกเอลมีท่าทีหวาดกลัวในตัวเธอ ที่ยิ่งหัวเราะมากเท่าไหร่...นั่นยิ่งหมายถึงความเจ็บปวดทรมานที่ซ่อนเอาไว้
...นายเจอกับอะไรมากันแน่ ตนัย...
เนียร์อยากรู้
“...ได้สิ ถ้าเธออยากจะรู้นักล่ะก็” ตนัยหยุดหัวเราะได้ในที่สุด เขาเอามือกุมหน้าตัวเองไว้ทำให้เนียร์ไม่เห็นว่าเขาทำหน้ายังไงอยู่ แล้วเขาก็หันไปทางภาพในอดีต...รู้แล้วว่าไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ต่อให้ต้องทนดูภาพเหล่านั้นอีกครั้งก็ตาม
อดีต...ที่ครั้งหนึ่งเคยมีความสุข
“เรียกฉันว่า ลลัน ก็ได้นะ”
เสียงใสเอ่ยบอก มันคงทำให้ใครต่อใครรู้สึกดี หากไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายนั้นกำลังอยู่ในอารมณ์หงุดหงิด
จะไม่ให้หงุดหงิดได้ไงเล่า เมื่อเขาเพิ่งถูกเจ้าของร้านด่ามาอยู่หยกๆ โทษฐานที่ทำหยาบคายกับลูกค้า ทั้งที่ไม่ว่าจะมองยังไง ตนัยก็เห็นว่าลูกค้านั่นแหละที่เป็นฝ่ายผิด ทั้งที่เป็นแบบนั้น...เขากลับถูกผู้หญิงจากไหนก็ไม่รู้ มาหัวเราะซ้ำเติมเสียอีก
หญิงสาวพอจะจับอารมณ์ขุ่นเคืองนั้นได้ จึงทำหน้าสำนึกผิด “ขอโทษจริงๆที่เผลอหัวเราะใส่คุณ แต่ฉันไม่ได้มีเจตนาจะเยาะเย้ยหรืออะไรทำนองนั้นจริงๆ นะ แค่...”
อีกฝ่ายเว้นช่วงนานพลางใช้นิ้วเกาแก้มไปด้วย ดึงความสนใจให้คนที่รอฟังอยู่ต้องทักทวง “แค่อะไร”
เธอส่งยิ้มแห้งๆ มาให้ แล้วพูดต่อเสียงเบาเหมือนกลัวว่าเขาจะโมโห “แค่นึกขำที่เจอคนประหลาดอย่างคุณน่ะ แหะๆ”
เท่านั้นตนัยก็ถึงขีดสุด
“มาแหะๆ อะไรล่ะ นั่นมันก็ไม่ต่างกับหัวเราะเยาะเลยไม่ใช่รึไง!” ตนัยตวาดลั่น แล้วหันไปกุมขมับตัวเอง เกิดมา 17 ปีเพิ่งเคยถูกคนอื่นหาว่าเป็นตัวประหลาด และคนพูดก็ไม่ใช่คนรู้จักมักจี่กันเลยสักนิด
อา...ท่านพ่อและเหล่าเทพแห่งธรรมชาติทั้งปวงครับ ความเชื่อใจต่อคนภายนอกที่เขาเคยมีเริ่มจะสั่นคลอนแล้วล่ะครับ
ในขณะที่กำลังคิดอย่างนั้นอยู่นั่นเอง ที่หญิงสาวจากโลกภายนอกกล่าวต่อ
“แต่ฉันชื่นชมคุณนะ”
ตนัยชะงักกึก ไม่เข้าใจว่าเธอจะมาชื่นชมอะไรเขา ทั้งที่เพิ่งพูดไปอยู่หยกๆ ว่าเขามันประหลาด ดวงตาสีน้ำตาลแก่เลื่อนมองใบหน้าหญิงสาว ที่คราวนี้รู้สึกจะเห็นชัดอย่างเต็มตากว่าครั้งแรก
“หลายคนชอบพูดว่าลูกค้านั้นคือพระเจ้า โดยที่ไม่สนใจเลยว่าสิ่งที่พระเจ้าทำอยู่นั้นผิดรึเปล่า ที่คุณช่วยพนักงานหญิงคนนั้นจากการถูกลวนลามน่ะ ฉันชื่นชมคุณมากเลยล่ะ” เธอว่าพลางส่งยิ้มกว้างมาให้ จนตนัยคิดว่าตัวเองตาฝาดไปรึเปล่าที่เหมือนเห็นแสงเจิดจ้าส่องมาจากเธอ
ความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นมาในหัวใจ หัวใจนั้นกำลังเต้นเร็วด้วยความปิติ เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มันคือ...ความภาคภูมิใจ?
ท่านพ่อไม่เคยชื่นชมเขาแบบนี้มาก่อน ยิ่งตอนที่ตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตอยู่ในโลกภายนอกเช่นนี้ยิ่งถูกกีดกัน ความจริงแล้วความคิดของพวกเขามักสวนทางอยู่เสมอ จนไม่ว่าเขาจะทำอะไร ก็ดูผิดไปหมด
“นี่ แล้วคุณล่ะ ชื่ออะไรเหรอ”
ตนัยมุ่นคิ้ว กำลังจะถามกลับไปอยู่แล้วว่าไม่รู้จักเขารึไง แต่ห้ามตัวเองไว้ทัน ลืมไปสนิทว่าโลกภายนอก ไม่มีใครคนไหนรู้จักตัวตนของเขาหรอก ที่นี่ไม่ใช่บนเกาะที่ไม่ว่าใครต่างต้องรู้จักลูกชายของท่านเดสิต ว่าที่ผู้นำเผ่าคนต่อไป
“ตนัย ฉันชื่อ ตนัย วงศ์วลายุ”
“ยินดีที่ได้รู้จักน้า ตนัย ฉันชื่อ...โอ๊ะ ลืมไป ฉันบอกไปแล้วนี่นา ฮิๆ ไว้เจอกันใหม่ก็แล้วกันนะ ตนัย” เธอเรียกชื่อเขา ด้วยน้ำเสียงราวกับจะยินดีเสียเหลือเกินที่รู้จักกัน
ตนัยยังคงอยู่ที่เดิมแม้อีกฝ่ายจะจากไปแล้ว รอยยิ้มใสซื่อนั้นยังตราตรึง กับชื่อของเธอที่จรดลึกในความทรงจำ เผลอพึมพำชื่อนั้นออกมาเบาๆ
“...ลลัน” หญิงสาวที่รู้จักกันเพียงไม่กี่นาที แต่กลับสร้างความรู้สึกมากมายให้เกิดขึ้นในหัวใจ
“ลลัน” เอ่ยย้ำอีกครั้ง ราวกับเพื่อไม่ให้ตัวเองนั้นหลงลืม
นั่นคือครั้งแรกที่ได้พบกับเธอ
ครึ่งเดือนมาแล้วที่ตนัยตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตอยู่ในโลกภายนอก แม้เดสิต พ่อของเขาจะค้านหัวชนฝาก็ตาม เป็นแบบนั้นทุกครั้งที่เริ่มพูดถึงเรื่องนี้
เดสิตจะกล่าวหาว่าคนโลกภายนอกเลวอย่างนั้นเลวอย่างนี้ ซึ่งตนัยที่มีความเห็นต่างออกไปจะเถียงกลับว่ามันไม่ใช่ เขาเชื่อว่าไม่ว่าจะคนในเผ่าหรือคนพวกนั้น ย่อมต้องมีทั้งดีและเลว และเขาเชื่อว่าคนพวกนั้นต้องมีส่วนดีไม่ต่างจากพวกเขาแน่นอน แล้วจากการเถียงก็เริ่มเป็นทะเลาะ เมื่อถึงขีดสุด เดสิตที่ตวาดจนหน้าแดง เส้นเลือดปูดแถวขมับเด่นชัดก็ตะคอกใส่ลั่นว่า เขาอยากจะไปไหนก็ไป จะไม่ยุ่งและลาขาดกันที
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ
ตนัยที่กลับมาจากร้านฟาสต์ฟู้ดที่ทำงานอยู่ มาห้องเช่าที่เล็กเท่ารูหนู ก็อดถอนหายใจไม่ได้ และล้มตัวลงใส่เตียงที่กินที่เกือบทั้งหมดของห้อง
ทันทีที่มาถึงประเทศนี้แล้ว ตนัยก็พบว่าคนในเผ่าที่ออกมาทำงานอยู่ในโลกภายนอก ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ให้คำสัตย์สาบานตนแล้วว่าจะไม่ให้โลกภายนอกทำให้จิตใจต้องมัวหมอง ก็มายืนรอรับอยู่แล้ว คอยช่วยอำนวยเรื่องต่างๆให้เขาในระดับหนึ่ง
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นคำสั่งของใคร เมื่อมีอยู่เพียงตระกูลเดียวที่สามารถออกคำสั่งกับคนกลุ่มนี้ได้ นั่นคือตระกูลวงศ์วลายุ แน่นอนว่าคนนั้นไม่ใช่ตนัย ดังนั้นก็เหลืออยู่เพียงคนเดียว
อยากบอกกลับไปว่ายุ่งไม่เข้าเรื่อง ต่อให้ไม่มีคนมาช่วย เขาคนเดียวก็เอาตัวรอดได้อยู่แล้ว...นั่นเป็นความคิดในช่วงแรกๆ ที่มาถึง แต่หลังจากต้องไปทำงานหาเงินมาใช้อยู่ใช้กิน ได้พบเจอผู้คนหลากหลาย ก็ทำให้ความคิดของเขาเริ่มเปลี่ยน
มีมากรายที่ทำให้ตนัยอดทนไม่ไหวต้องเข้าไปจัดการ และถูกผู้จัดการด่ากลับทุกทีจนเกือบโดนไล่ออกอยู่หลายรอบ ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแท้ๆ เป็นกฎเกณฑ์พิลึกที่ตนัยไม่เข้าใจ ที่ลูกค้าคือฝ่ายถูกเสมอ และที่แน่ยิ่งไปกว่านั้น คือคนไร้เงินไม่มีสิทธิ์อันใดทั้งสิ้น
เงิน
บนเกาะไม่มีเรื่องเงินตราเข้ามายุ่งเกี่ยวแม้แต่น้อย ทุกอย่างที่แต่ล่ะคนมีจะถูกนำมาแบ่งปันซึ่งกันและกัน แต่ในโลกภายนอกนี้
เงินคือทุกสิ่ง คืออำนาจ
ตนัยเหนื่อยล้าเต็มที ตั้งแต่เกิดมา มักมีคนคอยให้ความเคารพและเกียรติ์เสมอ แต่พอมาอยู่ในที่ที่มีกฎประหลาดพวกนี้แล้ว เขากลับกลายเป็นคนไร้ค่าในทันใด ไม่มีใครให้ความสำคัญ ทุกคนปฏิบัติตัวใส่ราวกับเขาเป็นทาสรับใช้
ไม่สิ...คนของตระกูลดราอูเกฟิสยังมีสภาพที่ดีกว่าเขาตอนนี้ซะอีก
ชายหนุ่มตะแคงตัว เอาแขนหนุนต่างหมอน หงุดหงิดขึ้นมาทันใด นึกถึงสองสามีภรรยาจากตระกูลนั้นที่คอยดูแลเขามาแต่เด็กจนไม่ต่างจากพ่อแม่แท้ๆ หงุดหงิดเพราะเมื่อนึกถึงก็รู้สึกคิดถึงขึ้นมา ตอนจากมาพวกเขาไม่ห้ามอะไรราวกับจะรู้ว่านี่เป็นสิ่งที่เขาต้องการทำ และคงมีแค่สองคนนั้นเท่านั้น ที่เป็นห่วงเขาจากใจจริง มีเพียงแค่สองคนนั้นที่เอ่ยชมเวลาเขาทำอะไรเป็นดั่งสิ่งที่คนเป็นพ่อแม่ควรกระทำ
‘ฉันชื่นชมคุณนะ’
ทันใด ภาพหญิงสาวแปลกหน้าที่เจอเมื่อเย็นก็ผุดเข้ามาในหัว ตนัยรับรู้ได้ว่าเธอต่างจากคนอื่นๆ ที่เคยเจอมา จู่ๆก็หัวเราะใส่ หาว่าเขาประหลาด แต่น่าแปลก ยามเธอยิ้มกลับรู้สึกว่าโลกนี้สว่างไสวขึ้นทัน นั่นทำให้ตนัยเผลอคลี่ยิ้มออกมาอย่างไม่ทันรู้ตัว
“เป็นผู้หญิงที่พิลึกชะมัด”
...ติ๊ก...ติ๊ก...ติ๊ก...
เสียงเข็มของเครื่องที่ใช้จับเวลาโดยเฉพาะกระดิกไปเรื่อยไม่หยุดหย่อน สร้างความกดดันให้กับคนที่ได้ยินมันเป็นอย่างยิ่ง เมื่อต้องทำเวลากับมัน
มือใหญ่ยกขึ้นเสยผมที่ปรกอยู่บนหน้าขึ้นไปและเป็นที่รองรับน้ำหนักศีรษะที่ทิ้งตัวลงมา คิ้วขมวดเป็นปมประดุจเจอปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ออก มืออีกข้างจับดินสอแน่น ปลายดินสอจิ้มไปที่จุดหนึ่งบนแผ่นกระดาษไว้นานแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะเขียนอะไรลงไป สายเหลือบมองเครื่องจับเวลาเป็นระยะ มันบอกว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีเพื่อไขปริศนาข้อนี้
คนที่นั่งบนโต๊ะฝั่งตรงข้ามเห็นเขามีท่าทีเครียดจัด อดไม่ได้คิดอยากเข้ามาช่วย “ตนัย...”
ชายหนุ่มยกมือห้ามเธอเป็นการบอกว่าอย่าพูดอะไรออกมาทันที ขณะที่สายตายังจับจ้องตัวเลขขยุกขยุย หน้าตาประหลาดที่เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะต้องมาเผชิญหน้ากับมันต่อ
ติ๊ก...ติ๊ก...กรี๊ง!!
เสียงร้องสุดท้ายเป็นสัญญาณบอกว่าเวลาได้สิ้นสุดลงแล้ว และคนที่ยังไขปริศนาข้อสุดท้ายไม่ได้ก็แทบจะหักดินสอทิ้งคามือ ยังดีที่อีกฝ่ายไหวตัวทันคว้ามันมาเก็บไว้ได้
“ให้ตายเถอะ! นี่มันโจทย์เทพโลกไหนกัน ทำไมมันถึงได้ยุ่งยากซับซ้อนแบบนี้” ตนัยชี้นิ้วด่าแผ่นกระดาษที่หญิงสาวฝั่งตรงข้ามเก็บไปตรวจในทันใด
“อ่า...โลกนี้แหละค่ะ” ลลันยิ้มแหยกับคำเทียบของชายหนุ่ม แอบคิดอยู่ในในว่านี่เป็นแค่โจทย์เลขของเด็กม.ต้นเท่านั้นเองนะ นี่หากเขาไปเจอของเด็กม.ปลาย หรือเด็กมหาลัยฯ คงจะไม่ใช่แค่โลกนี้แล้วล่ะ จักรวาลอื่นเลยกระมัง
“ถามจริงเถอะลลัน ทำไมพวกคุณต้องเรียนเรื่องพวกนี้ด้วยกัน ผมไม่เห็นจะรู้สึกว่ามันเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เลย” ตนัยนั่งเท้าคาง พูดอย่างเอือมๆแต่ยังเลือกใช้คำสุภาพกับหญิงสาว นั่นเพราะเขารู้ว่าลลันอายุมากกว่าเขาหนึ่งปี ไม่รู้ทำไม เขารู้สึกว่าความจริงข้อนี้ทำให้หงุดหงิดมากซะยิ่งกว่าการที่ต้องให้เธอมาคอยสอนเรื่องโลกภายนอกให้แบบนี้ซะอีก
หลังจากได้พบกับลลันในวันนั้น ไม่กี่วันต่อมาตนัยก็ได้พบเธออีกครั้ง หลังจากได้คุยกันเริ่มสนิทมากขึ้น ลลันก็ตัดสินใจจะสอนเรื่องเรียนต่างๆ ให้กับเขา หลังจากรู้ว่าเขาไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้เลยสักนิด ช่วงเวลานั้นคือตอนกลางวันในร้านอาหารที่ตนัยทำงานอยู่ เพราะเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีลูกค้า
ลลันกำลังจะตอบ แต่กลับถูกผู้หญิงอีกคนที่เป็นพนักงานเสิร์ฟของร้านนี้เข้ามาขัดและตอบคำถามให้เสียก่อน
“ไม่ได้ใช้จริงหรอก แค่รู้ไว้ไปสอบเท่านั้นแหละ เอ้านี่ น้ำจ้ะ” เธอคนนั้นวางแก้วน้ำให้ทั้งสองคน แต่กลับโปรยยิ้มหวานให้ตนัยคนเดียว “อยากได้อะไรก็บอกฉันได้เลยนะตนัย เดี๋ยวฉันเลี้ยงเธอเอง”
ตนัยไม่ค่อยชอบใจนักกับการที่อีกฝ่ายมาบอกว่าจะเลี้ยงแบบนั้น เพราะเหมือนกำลังโดนดูถูกว่าตัวเองไม่มีเงินยังไงยังงั้น แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ต้องการสื่อแบบนั้นก็ตาม แต่ตนัยยังพยายามยิ้มแบบดีๆไปให้ “ขอบคุณ ป่าน แต่ไม่เป็นไรหรอก ผมพอจะมีเงินอยู่บ้าง”
ถึงจะถูกปฏิเสธ แต่ป่าน ผู้หญิงคนเดียวกับที่ได้ตนัยช่วยไว้ตอนถูกลวนลามก็ยังคงส่งยิ้มหยาดเยิ้มแบบคาดหวังอะไรสักอย่างอยู่ ทว่าตนัยกลับไม่ได้สนใจ เขามุ่งมั่นอยู่แต่กับการอ่านหนังสือเรียนวิชาอื่นที่ไม่ใช่คณิตศาสตร์ของลลันจนไม่สนใจอย่างอื่นอีกแล้ว ทำให้ป่านจำยอมถอยล่าออกไป แต่สายตานั้นยังสื่อได้ว่าจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
จนคนเห็นใจเป็นฝ่ายผู้หญิงด้วยกันเองอย่าง ลลัน
“ตนัย คุณนี่ไม่รู้จะเรียกว่าซื่อบื้อหรืออะไรดีนะ”
ดวงตาสีน้ำตาลแก่ตวัดขึ้นใส่ลลันทันทีที่ถูกว่าเช่นนั้น พูดด้วยน้ำเสียงข่มอารมณ์ “ขอโทษด้วยละกัน ผมคงไม่ฉลาดเท่าคนภายนอกอย่างพวกคุณ”
ลลันรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิด เขาคงนึกว่าเธอพูดถึงเรื่องที่เขาทำข้อสอบไม่ได้เมื่อกี้นี้ หญิงสาวจึงรีบแก้คำ “ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องเรียน แต่หมายถึงเรื่องป่านต่างหากล่ะคะ อีกอย่างฉันตรวจคำตอบที่คุณทำแล้ว ก็โอเคนะคะ แค่ทำไม่เสร็จข้อเดียว อย่าเพิ่งด่าตัวเองแบบนั้นสิ” เธอว่าพลางยื่นกระดาษที่ตรวจเสร็จแล้วคืนเจ้าของ
ถึงจะมีผิดบ้าง แต่ส่วนใหญ่ที่ตนัยทำไปก็ถูกเกินครึ่ง ถึงจะยังไม่ถึงขึ้นที่เขาพอใจแต่ก็พอทำให้เขาใจเย็นลง “แล้วป่านมาเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ”
“ถามจริงๆ เถอะค่ะ” ลลันทำหน้ามุ่ย ยื่นหน้าเข้ามาพูดใกล้ๆไม่อยากให้เจ้าของชื่อที่กำลังถูกพูดถึงนั้นได้ยิน “คุณไม่รู้จริงๆเหรอคะว่าป่านสนใจคุณอยู่น่ะ”
“ถ้าสนแล้วทำไมล่ะ ไม่เกี่ยวอะไรกับผมไม่ใช่เหรอ” ตนัยพูดจาเหมือนคนไร้จิตใจ แต่ความจริงแล้วเขาแค่เคยถูกคนจำนวนมากกว่านี้สนใจมาแล้วเท่านั้นเอง ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ชายและหญิง เจอมาเยอะจนแทบไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับมันอีกแล้ว
เมื่อรู้ว่าบอกแบบอ้อมๆ คงไม่ได้ผล ลลันจึงพูดตรงๆ “ฉันหมายความว่า ป่านน่ะแอบชอบคุณอยู่นะ คุณไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ”
“...แต่ผมไม่ได้ชอบเธอ อีกอย่าง...ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อเรื่องแบบนั้น”
“งั้นคุณจากบ้านมาตั้งไกลเพื่ออะไรกันล่ะคะ” ลลันรู้แค่ว่าบ้านของเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ซึ่งไกลมากๆ เท่านั้น
คำถามนั้นทำให้ตนัยเหมือนจะอึ้งไป เมื่อเหตุผลที่เขาออกจากเกาะมาที่แห่งนี้ คือเพื่อพิสูจน์ว่าคนภายนอกกับคนในเผ่านั้นก็ไม่ได้ต่างกัน ตั้งใจลบคำสบประมาทว่าคนพวกนี้เลวร้ายกว่าคนของตัวเอง เพราะตนัยก็ไม่คิดหรอกว่าคนในเผ่าเอดีวาสจะดีเลิศเลอตามที่เดสิตกล่าวว่าไว้
แต่...แล้วยังไงต่อล่ะ เขาพิสูจน์ว่ามันเป็นจริงหรือโกหกแล้วมันช่วยให้เปลี่ยนแปลงอะไรได้ขึ้นมาอย่างนั้นเหรอ เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม...ทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่ว่าเขาจะมาที่นี่หรือไม่ก็ตาม...
แววตาของชายหนุ่มสลดลงเมื่อรู้ความจริงข้อนี้ จนเกิดความท้อถอยว่าแท้จริงแล้ว ตัวเขานั้นมาไกลถึงขนาดนี้เพื่ออะไรกันแน่
ขณะนั้นเองที่ตนัยเริ่มรู้สึกว่าในร้านมีบางอย่างเกิดขึ้น เกิดเสียงคล้ายคนแอบหัวเราะกันอยู่ สิ่งนั้นเรียกความสนใจให้เขามองตาม แต่ปรากฏว่าเพียงแค่เขาเงยหน้ามองขึ้นมา ก็ได้พบกับต้นตอเสียงหัวเราะนั้น
เมื่อหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามกำลังใช้นิ้วเสยปลายจมูกตัวเองให้ยื่นแบบหมู แลบลิ้นปลิ้นตาขยับตัวไหวไปมาเป็นคลื่นคล้ายตัวหนอนเหมือนคนบ้าอยู่ตรงหน้าตนัยนี้เอง ภาพตรงหน้าที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นทำให้ต่อมหัวเราะของตนัยทำงานอย่างห้ามไม่อยู่
“ลลัน นั่นทำท่าอะไรของคุณเนี่ย อุ๊บ..ไม่ไหวแล้ว หึๆๆ” ความพยายามจะกลั้นไม่ให้ตัวเองขำพังทลายเมื่อเจอกับท่าพิสดารเข้า หัวเราะออกมามากซะจนน้ำตาไหลทีเดียว
“อ๊ะ! หัวเราะแล้ว” ลลันเลิกทำท่าพิลึกนั่นทันทีที่เห็นชายหนุ่มทำในสิ่งที่เธอหวังเอาไว้ “เฮ! นึกว่าจะต้องงัดไม้ตายออกมา คุณถึงจะยอมหัวเราะซะอีก ดีจัง”
“ดะ..เดี๋ยวนะ” ตนัยสูดลมหายใจตัวเองให้เลิกขำ “คุณหมายความว่าไง อยากให้ผมหัวเราะตายรึไง”
“ก็ทุกทีตนัยชอบเอาแต่ทำหน้าเครียดนี่นา เมื่อกี้ก็เหมือนกัน ทำหน้าเหมือนคน...” ลลันไม่พูดต่อ จงใจข้ามคำนั้นไว้แล้วพูดต่อ “ฉันแค่อยากให้คุณยิ้มบ้างก็เท่านั้นเอง”
ตนัยมองรอยยิ้มชัยชนะของหญิงสาวแล้วไม่เข้าใจ เขาไม่เข้าใจในตัวเธอเลยสักนิดเดียว สีหน้าเปลี่ยนเป็นอย่างเดิมอย่างรวดเร็ว “ทำไมคุณต้องมาสนใจด้วยว่าผมจะเป็นยังไง คนอื่นก็เป็นเพียงแค่คนอื่น ทำไมต้องสนใจด้วยว่าคนคนนั้นจะยิ้มหรือไม่ยิ้ม จะมีความสุขหรือว่าเศร้า มันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วยรึไง”
ถ้อยประโยคที่ราวกับจะสื่อถึงความเดียวดายนั้น ทำให้รอยยิ้มบนหน้าของลลันหายไปพลัน และแปรเป็นขุ่นเคืองอย่างรวดเร็ว
“ก็ชีวิตคนเรามันต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ แล้วการที่อยากจะเห็นคนรอบตัวมีรอยยิ้มมีความสุขมันก็ไม่ผิดตรงไหนไม่ใช่เหรอคะ”
“แล้วยามที่คุณเจ็บปวด มีใครคนไหนเข้ามาปลอบโยนคุณรึเปล่าล่ะ” ตนัยสวนกลับ นึกถึงพวกคนในเผ่า ผู้คนมากมายให้ความสนใจ ปฏิบัติตนราวกับเขาเป็นคนพิเศษ แต่ยามที่เขาเจ็บปวดหรือทรมาน ไม่เห็นมีใครจะเข้ามาสนใจเลย ยิ่งโดยเฉพาะ...พ่อของเขา “เพราะยังไง...คนพวกนั้นก็เป็นคนอื่นอยู่ดี ไม่มีใครจะมาสนใจตัวเองได้ดีเท่ากับตัวเราอีกแล้ว เพราะงั้นก็ไม่เห็นต้องสนใจเลยว่าคนรอบข้างจะเป็นไง”
“ก็ได้” ลลันพูดอย่างนั้นพร้อมกับนั่งลงที่เดิม น้ำเสียงดูเรียบเย็นต่างไปจากทุกครั้งจนตนัยอดใจหายไม่ได้ “ก็ได้ค่ะ ถ้าตนัยพูดอย่างนั้นล่ะก็ ต่อไปนี้ฉันจะไม่สนใจว่าคุณหรือคนอื่นจะเป็นยังไงอีกแล้ว ฉันจะไม่ยิ้มอีก จะไม่หัวเราะแล้วก็เอาแต่ทำหน้าเครียดเหมือนตัวเองป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้ายตลอดเวลาเลยด้วย เพราะยังไงก็ไม่มีคนสนใจอยู่แล้วนี่ว่าฉันจะทำหน้าแบบไหน”
“อย่านะ!”
คำค้านดังขึ้นทันที รวดเร็วมากจนกระทั่งตัวคนพูดเองยังตะลึง
ตนัยจับปากตัวเองเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป เขาแค่ลองนึกภาพตามที่ลลันพูดเท่านั้น นึกถึงเธอตอนที่จะไม่ยิ้มอีกต่อไป เขาจะไม่ได้เห็นรอยยิ้มหรือได้ยินเสียงหัวเราะของเธออีก หัวใจของเขาปฏิเสธสิ่งนั้นเร็วซะยิ่งกว่าสมองจะสั่งการซะอีก
“เอ่อ...” ตนัยเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อเขากลับคำพูดของตัวเองเอาดื้อๆ จนอีกฝ่ายน่าจะโกรธ แต่ลลันไม่ได้มีท่าทีว่าจะเป็นแบบนั้นเลยสักนิด กลับกัน หญิงสาวกลับยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้
“ล้อเล่นหรอกน่า” ลลันว่า “ให้ฉันทำแบบนั้นตลอดเวลาก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ แบบนั้นฉันคงอึดอัดตายเลย เพราะงั้น ไม่ล่ะค่ะ ไม่ต้องห่วงหรอกนะคะ เพราะฉันน่ะนะ ชอบที่จะยิ้มที่สุดเลยล่ะ” ว่าแล้ว ลลันก็สิ่งยิ้มกว้างกลับมา
รอยยิ้มสดใสส่องประกาย ช่วยขจัดความหม่นหมองในใจของตนัยออกไปได้รวดเร็วปานร่ายมนตร์ใส่ และตนัยก็ไม่เข้าใจตัวเองเลย ว่าทำไมรอยยิ้มของเธอถึงมีอิทธิพลต่อเขามากขนาดนี้
“...ขอโทษนะ ที่เผลอพูดแบบนั้นออกไป” ตนัยยอมรับแต่โดยดี
ลลันส่ายหน้าเบาๆ “ฉันไม่รู้หรอกนะว่าที่ที่คุณจากมาเป็นที่แบบไหน แต่ว่านะ ต่อให้คุณจะผลักไสฉันยังไงก็ตาม จะห้ามหรืออะไร ฉันก็ไม่มีทางหยุดยิ้มเด็ดขาด”
“ดีแล้ว” ตนัยพึมพำเสียงเบา แต่ลลันก็ยังคงได้ยิน ดวงตาสีอ่อนของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นชายหนุ่มคลี่ยิ้มบาง “เพราะผมชอบรอยยิ้มของคุณมากเลยล่ะ”
ตนัยคงพูดออกมาแบบนั้นโดยไม่ทันคิดว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน หรืออาจจะรู้แต่ไม่ได้มีความหมายแอบแฝงอะไรทั้งนั้น ถึงได้ไม่เข้าใจ ว่าทำไมเมื่อเงยหน้ามองเธอ ถึงได้เห็นหญิงสาวแก้มแดงเรื่อราวกับจะเป็นไข้อย่างนั้น