เล่มที่1 บทที่23 สัตว์อสูรมารทมิฬ
ที่หว่างคิ้วของสัตว์อสูรมารทมิฬเป็จุดที่เปราะบางที่สุดในระหว่างการต่อสู้ สัตว์อสูรมารทมิฬจึงป้องกันจุดนี้เป็พิเศษ ยากที่จะโจมตีได้ หากไม่ใช่เพราะซุ่มโจมตีตอนที่มันชะล่าใจเกรงว่าการต่อสู้หลังจากนี้คงจะหนักหนาทีเดียว
เสียงคำรามดังสนั่นสัตว์อสูรมารทมิฬข่วนกรงเล็บออกไป ทันใดนั้น เงาสายหนึ่งก็พุ่งตรงมาทางจั่วเฉิน
“หึ!” จั่วเฉินแค่นหัวเราะ ร่างกายสั่นไหวก่อนจะเริ่มโคจรพลังปราณธาตุสายฟ้าและไฟขึ้นพร้อมกัน เคลื่อนไหวร่างกายเป็ท่วงท่าที่สองที่ได้เรียนรู้จากห้วงมิติหินหยก
จั่วเฉินไม่เคยฝึกฝนเคล็ดวิชาปราณโบราณอย่างจริงจังมาก่อนทว่าท่วงท่านี้กลับเป็กระบวนท่าที่เขาภูมิใจที่สุด เพราะมันมีพลังโจมตีที่แข็งแกร่งมาก
ทันใดนั้น จั่วเฉินก็โจมตีออกไปสุดพลัง พลังอันน่าสะพรึงกลัวะเิออกจากร่างทั้งหมดนั้นพุ่งเข้าใส่กรงเล็บของสัตว์อสูรมารทมิฬที่ประชิดเข้ามา
ทว่าพริบตาถัดมา จั่วเฉินกลับต้องคำรามเสียงต่ำร่างกายของเขาถูกอัดกระเด็นออกไปกว่าสามเมตร ในขณะที่กรงเล็บของสัตว์อสูรมารทมิฬพลันบวมแดงขึ้นมาปรากฏรอยแผลปริแตกและมีเืไหลซึม แลดูน่ากลัวเป็อย่างมาก
“ท่วงท่านี้ร้ายกาจจริงๆน่าเสียดายที่ต่อให้ร้ายกาจขนาดไหนก็ยังมีเพียงท่าเดียว จึงยังไม่สามารถปลิดชีพได้และการะเิพลังออกมาเช่นนี้จะทำให้หลังจากนี้อ่อนกำลังลงอีก” จั่วเฉินพึมพำขณะครุ่นคิดถึงการโจมตีเมื่อครู่
ทั้งที่ะเิพลังโจมตีไปสองครั้งแล้วทว่ากลับไม่เกิดผลลัพธ์อะไร และเพราะได้รับความเ็ปรุนแรงที่กรงเล็บ แววตาของสัตว์อสูรมารทมิฬจึงกลายเป็ระแวดระวังขึ้นมา
สัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองพอจะเกิดปัญญาขึ้นแล้วจึงรับรู้ได้ว่ามนุษย์ที่อยู่ตรงหน้านี้ไม่ธรรมดา
จั่วเฉินหรี่ตา พลังของเขาไม่สามารถทำให้มันบอบช้ำได้สมกับที่เป็ยอดสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสอง หากเปลี่ยนเป็วัวมารอินทนิล เกรงว่าคงจะทนรับการโจมตีเมื่อครู่ไม่ไหวแน่
ทว่าต่อให้เป็เช่นนั้น จั่วเฉินก็รู้ดีว่าตอนนี้สัตว์อสูรตรงหน้ามีสภาพไม่ดีเท่าไรนักเพราะหว่างคิ้วที่เป็จุดเปราะบางที่สุดถูกเขาชกเข้าไปสุดพลัง อีกทั้งกรงเล็บด้านหน้าก็าเ็หนักจนเคลื่อนไหวได้ไม่คล่องพลังของมันในตอนนี้นับว่าถดถอยลงไปถึงสี่ส่วน
“พยัคฆ์ที่ไร้เขี้ยวจะกล้าแกร่งสักเท่าไรกันเชียว?”จั่วเฉินเอ่ยก่อนจะโถมตัวเข้าใส่และเปิดฉากการโจมตีต่อ
ไม่รู้ั้แ่เมื่อไรที่ดาบโค้งยาวเก้าชุ่นได้ปรากฏขึ้นในมือจั่วเฉินคมดาบคมกริบเมื่อกระทบกับแสงแล้วก็สะท้อนลำแสงแวววับออกมา จั่วเฉินพกดาบเล่มนี้มาหลายปีแม้มันจะไม่ได้ล้ำค่าอะไร ทว่าเป็เพราะเขาผสมแร่เหล็กเย็นเข้าไปในตอนที่หลอมดาบนี้จึงทำให้ดาบมีพลังเพียงพอที่จะสังหารสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองได้
แม้จะไม่เคยฝึกเคล็ดวิชาดาบมาก่อนทว่าจั่วเฉินก็ช่ำชองการใช้ดาบโค้งนี้มาก ภายใต้การโคจรพลังปราณตัวดาบก็สามารถจ้วงแทงได้ในทุกองศาพิสดาร ทุกครั้งที่โจมตีก็จะฝากรอยแผลเอาไว้บนตัวสัตว์อสูรมารทมิฬนี้
อีกอย่าง เพราะฝึกฝนเคล็ดวิชาปราณอัสนีจึงทำให้เผยความแข็งแกร่งของพลังปราณธาตุสายฟ้าในตัวออกมาให้เห็นเด่นชัด หลังจากที่พลังปราณแทรกซึมเข้าร่างสัตว์อสูรมารทมิฬแล้วร่างของมันก็ชาจนไม่อาจเคลื่อนไหวได้
เพียงครู่เดียว การต่อสู้ก็ผ่านไปถึงครึ่งเค่อบัดนี้ทั่วทั้งตัวสัตว์อสูรมารทมิฬมีรอยแผลปรากฏให้เห็นมากมาย ทุกรอยมีเืสีดำไหลรินออกมาและเพราะสูญเสียเืกับพลังไปในการต่อสู้ ท้ายที่สุด มันก็หงายหลังล้มตึงลงไปดวงตาจ้องเขม็งมาที่จั่วเฉินอย่างดุร้ายและอาฆาต
“จบสิ้นเสียเถอะ!” จั่วเฉินเอ่ยขึ้นก่อนจะสะบั้นดาบเข้าใส่หว่างคิ้วของสัตว์อสูรมารทมิฬเพื่อปลิดชีพ
เมื่อเห็นว่าตายสนิทดี จั่วเฉินจึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมาเขาสูญเสียงพลังไปมากจนเกือบจะล้มลงเพราะยืนไม่ไหว
บัดนี้สูญเสียพลังกว่าในวันวานทว่าสัตว์อสูรมารทมิฬตัวนี้ก็ไม่ใช่ธรรมดา มันแข็งแกร่งกว่าสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองทั่วไปไม่รู้เท่าไรการต่อสู้ครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะชิงลงมือก่อน เกรงว่าครั้งนี้จะต้องบอบช้ำอย่างหนักแน่
ทว่าต่อให้สูญเสียพลังแค่ไหน จั่วเฉินก็ไม่รอช้าที่จะสะบั้นดาบออกไปเพื่อเริ่มชำแหละร่างของสัตว์อสูรมารทมิฬหลังจากกวัดแกว่งดาบอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานเขาก็ชำแหละสำเร็จ หลังจากเก็บผลึกอสูรเข้าในแหวนห้วงมิติจั่วเฉินก็รีบผละตัวจากที่นี่ไปอย่างรวดเร็วเพื่อตามหาจุดลับตาฟื้นฟูพลังที่เสียไป
การต่อสู้กับสัตว์อสูรมารทมิฬครั้งนี้ได้ประโยชน์ไม่น้อย!
จั่วเฉินรู้สึกได้ว่าพลังปราณในร่างเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนอีกทั้งยังมีลางว่าใกล้จะพัฒนาเป็ระดับหลอมรวมขั้นสี่ด้วย
“ดี หากต่อสู้อีกสักครั้งก็น่าจะพัฒนาได้แล้ว”
จั่วเฉินรู้สึกคาดหวังขึ้นมา หากเขาพัฒนาเป็ระดับหลอมรวมขั้นสี่ได้ก็น่าจะรับมือสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองง่ายขึ้นเยอะ
“สัตว์อสูรมีพลังโจมตีจำกัดจึงสามารถอาศัยประสบการณ์ต่อสู้เอาชนะมันได้ หากเปลี่ยนเป็มนุษย์เกรงว่าจะอันตรายกว่านี้มาก” เขาครุ่นคิด สุดท้ายก็เริ่มรำลึกถึงความทรงจำในหัวเพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชาบงการอัสนีที่เป็เคล็ดวิชาปราณโบราณที่แลกมา
หลังจากที่ทำความเข้าใจเคล็ดวิชาไปรอบหนึ่งจั่วเฉินก็ตั้งสมาธิและเริ่มโคจรพลังปราณตามที่เคล็ดวิชาบงการอัสนีบันทึกไว้ พลังทั้งหมดในตัวถูกโคจรให้มารวมกันอยู่ที่มือขวาจากนั้นก็หลั่งไหลรวมกันที่ปลายนิ้วกลาง ก่อนจะชี้ไปยังพื้นดินเบื้องหน้า
ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับทำให้จั่วเฉินหงุดหงิดไม่น้อยแม้การชี้นิ้วออกไปเมื่อครู่จะมีเค้าลางบ้างแล้ว และมีพลังปราณพุ่งออกจากร่างไปจริงทว่าพลังการโจมตีกลับไม่ได้เื่ แทบจะไม่เกิดผลอะไรเลยสักนิด
“พลังที่รวมตัวกันยังไม่เข้มข้นพออีกอย่าง เส้นทางการโคจรพลังปราณก็ไม่ลื่นไหล จนทำให้โคจรพลังปราณได้ช้าเกินไปหัวใจของเคล็ดวิชาบงการอัสนีคือการะเิพลังในชั่วพริบตา” จั่วเฉินพึมพำ
ด้วยปัญญาของเขา ไม่นานก็วิเคราะห์ถึงจุดสำคัญได้เขาหลับตาลงและเริ่มจินตนาการถึงขั้นตอนการเรียกใช้เคล็ดวิชาบงการอัสนีทั้งหมดรวมทั้งหัวใจหลักของเคล็ดวิชาในหัว
ขณะที่จั่วเฉินหลับตาและเริ่มจินตนาการเส้นทางการโคจรเคล็ดวิชาบงการอัสนีนั้นก็พบเื่ที่น่าใอย่างหนึ่งเข้า หินหยกลึกลับในหัวคล้ายกับจะมีพลังวิเศษบางอย่างกระจายออกมาเชื่อมต่อกับจิตสำนึกของเขา
จากนั้นจั่วเฉินก็เห็นว่ามีตัวเองอีกคนปรากฏขึ้น
พูดให้ถูก สิ่งนั้นเป็เพียงเงาของเขาเท่านั้นมันสามารถเคลื่อนไหวไปตามจิตสำนึก และยังสามารถเคลื่อนไหวท่วงท่าของเคล็ดวิชาบงการอัสนีตามที่นึกคิดได้
เพราะเหตุนี้จึงทำให้เห็นจุดบกพร่องได้ทันทีเพียงแค่จิตสำนึกเดียว เงาร่างนั้นพลันกลายเป็โปร่งใสก่อนจะเผยให้เห็นแผนภาพจุดเส้นปราณในตัว
จั่วเฉินคุ้นเคยกับแผนภาพจุดเส้นปราณนี้ทีเดียวสิ่งนี้เป็เส้นทางโคจรพลังที่ยอดเยี่ยมที่สุดขณะเรียกใช้เคล็ดวิชาบงการอัสนี
“หินหยกนี้ช่างเป็ยอดสมบัติที่เกิดมาเพื่อฝึกฝนโดยเฉพาะถึงกับสามารถช่วยข้าฝึกฝนเคล็ดวิชาปราณโบราณได้ด้วย” จั่วเฉินรู้สึกปั่นป่วนขึ้นมาก่อนจะเริ่มขยับตัวไปตามเงานั้น
เขาเริ่มฝึกไปตามเงาในหินหยกบัดนี้ก็กำลังลองโคจรพลังปราณตามเส้นทางที่หินหยกลึกลับแนะนำครั้งแล้วครั้งเล่า สถานการณ์ตอนนี้คล้ายกับว่าจั่วเฉินเป็คนนอกที่กำลังดูการฝึกฝนอยู่นั่นทำให้เกิดประสิทธิภาพการฝึกดีเยี่ยม เพราะเมื่อใดที่มีจุดบกพร่อง เขาก็จะเห็นและแก้ไขได้ทันที
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่นานฟ้าก็เริ่มมืด จั่วเฉินในตอนนี้เพียงแค่ชี้นิ้วออกไปก็สามารถะเิพลังนิ้วที่แข็งแกร่งออกไปได้โดยพลังไม่แตกซ่านกระทั่งสามารถทะลวงต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้าจนทะลุได้แล้ว
“ดี สำเร็จขั้นแรกแล้วทว่ายังจับจุดสำคัญไม่ได้” จั่วเฉินพึมพำ
“เคล็ดวิชาบงการอัสนีคำว่าอัสนีต่างหากที่เป็หัวใจหลัก ทว่าพลังที่ชี้ออกไปเมื่อครู่ แม้จะดูร้ายกาจทว่ามันก็เป็แค่การะเิพลังปราณออกไปเท่านั้น ไม่นับเป็อะไรได้การสร้างสายฟ้าขึ้นในพลังชี้ต่างหากจึงจะเรียกได้ว่าเข้าถึงวิชาที่แท้จริง”
จั่วเฉินหยุดการฝึกฝนลงเพียงเท่านี้ เพราะการฝึกในความมืดไม่สะดวกเท่าไรยามนี้เป็เวลาที่เหมาะแก่การออกล่าสัตว์อสูร
เขาค่อยๆ เดินสำรวจไปทั่ว เริ่มรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของสัตว์อสูรมากมายในละแวกนี้ก่อนจะพบว่าในละแวกนี้ไม่ได้มีเพียงสัตว์อสูรมารทมิฬอย่างเดียวเท่านั้น ทว่ายังมีสัตว์อสูรชนิดอื่นด้วยอีกทั้งยังมีสัตว์อสูรที่อยู่รวมกันเป็ฝูง จึงไม่ควรเข้าไปหาเื่โดยเด็ดขาด
หลังจากหลบเลี่ยงสัตว์อสูรได้ไม่น้อยในที่สุดจั่วเฉินก็พบร่างของสัตว์อสูรมารทมิฬอีกครั้ง ทว่าจั่วเฉินก็ไม่ได้บุ่มบ่ามลงมือเพราะที่นี่มีสัตว์อสูรมารทมิฬอยู่สองตัว เทียบกันแล้วกลิ่นอายพลังของทั้งสองตัวนี้อ่อนแอกว่าตัวที่สังหารไปเล็กน้อย แต่เมื่ออยู่ด้วยกันสองตัวก็ไม่อาจประมาทได้
“โอกาสดีแท้ๆ น่าเสียดายที่อันตรายเกินไป”จั่วเฉินกัดริมฝีปาก ในใจรู้สึกลังเล
ตอนนี้ถือว่าเขาพัฒนาพลังขึ้นได้ไม่น้อยทว่าก็ยังไม่ถึงกับเป็ระดับหลอมรวมขั้นสี่ จึงยากที่จะรับมือกับสัตว์อสูรมารทมิฬพร้อมกันทั้งสองตัว
“ช่างเถอะ สู้ตายแล้วกัน ถ้าไม่ไหวลำพังความสามารถตอนนี้ก็ยังพอหนีได้”
ความคิดบ้าระห่ำเกิดขึ้นในหัว ก่อนที่จั่วเฉินจะโจมตีไปทางสัตว์อสูรทั้งสองตัวในทันที
อันตรายมักมาพร้อมกับโชคลาภ
การต่อสู้กับสัตว์อสูรมารทมิฬทั้งสองพร้อมกันนี้แม้จะอันตรายมากทว่าเป้าหมายของจั่วเฉินในตอนนี้ไม่ใช่เพียงสังหารมันเท่านั้น แต่ยัง้าพัฒนาระดับพลังด้วย
อีกเพียงก้าวเดียวก็สามารถพัฒนาเป็ระดับหลอมรวมขั้นสี่แล้วหากสามารถพัฒนาได้จากการต่อสู้ครั้งนี้ เื่ทุกอย่างหลังจากนี้ก็ง่ายแล้วถึงตอนนั้นก็มีโอกาสสังหารสัตว์อสูรมารทมิฬทั้งสองตัวได้
จั่วเฉินเคลื่อนที่อย่างว่องไวและเข้าต่อสู้กับสัตว์อสูรมารทมิฬทั้งสองตัว
การต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับฮวงสองตัวแม้จะกดดันมากทว่าสำหรับจั่วเฉินก็มีประโยชน์มากเช่นกัน ภายใต้การโจมตีของทั้งสอง การเคลื่อนไหวของจั่วเฉินกลับคล่องแคล่วมากขึ้นการรับรู้ต่ออันตรายในการต่อสู้ก็แม่นยำขึ้นด้วยเช่นกัน
เงาทั้งสามต่อสู้กันไม่หยุดท่ามกลางแสงจันทร์ยามค่ำคืนตอนที่แสงจันทร์กระทบลงมา ดาบโค้งในมือจั่วเฉินก็สะท้อนแสงแวววับออกมา
“ตายเสียเถอะ!”
ทันใดนั้น แรงฮึกเหิมของจั่วเฉินก็พุ่งสูงบัดนี้กำลังอดทนต่อแรงกดดันอันหนักหน่วงพร้อมกับโจมตีออกไปไม่หยุด ขณะเดียวกัน ก็โคจรเคล็ดวิชาปราณอัสนีเพื่อให้เืลมในร่างกับพลังปราณไหลเวียนจนถึงระดับสูงสุดไปด้วย
จู่ๆ ร่างของจั่วเฉินพลันสั่นสะท้านเพราะต้านรับไม่ไหวจึงพลาดท่าจนแผ่นหลังถูกกรงเล็บของสัตว์อสูรมารทมิฬข่วนเข้าอย่างแรงจนเกิดเป็รอยแผลยาวพริบตานั้น ความเ็ปก็แล่นไปทั่วร่าง
ขณะที่ได้รับาเ็ การเคลื่อนไหวของจั่วเฉินก็ชะงักค้างส่งผลให้เชื่องช้าลงไปไม่น้อย
“แย่ล่ะ เล่นใหญ่ไปแล้ว”จั่วเฉินเบิกตาโต รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายที่ประดังเข้ามา
สัตว์อสูรมารทมิฬมีพลังทางสายเืพิเศษชนิดหนึ่งอยู่มันสามารถแทรกซึมสู่ร่างของคู่ต่อสู้ได้ ทำให้พลังปราณติดขัด เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้จั่วเฉินจึงไม่อาจสำแดงพลังออกมาได้อีก