แสงไฟฉุกเฉินในค่ายสั่นไหวเหมือนลมหายใจของคนที่กำลังจะหมดแรง สีเหลืองซีดกะพริบเป็่ ๆ เหนือแนวแผงเหล็กที่ถูกดันเข้ามาซ้อนกันเป็กำแพงชั่วคราว เงาของทหารและผู้รอดชีวิตยืดยาวผิดรูปบนพื้นคอนกรีตที่เต็มไปด้วยคราบเื ฝุ่น และรอยลากของอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ กลิ่นควันยังค้างอยู่ในอากาศ แต่ตอนนี้มันไม่ได้เป็กลิ่นหลักอีกแล้ว กลิ่นที่หนากว่าคือกลิ่นชื้นจากใต้พื้น กลิ่นดินเปิดใหม่ผสมกับอะไรบางอย่างที่อุ่น เหนียว และมีชีวิต เหมือนค่ายทั้งค่ายกำลังหายใจเอาสิ่งที่อยู่ลึกลงไปข้างล่างขึ้นมาทางรอยแตกในพื้นอย่างช้า ๆ
เสียงปืนจากแนวหน้าเงียบลงเป็ระยะ ๆ แต่ไม่มีใครรู้สึกว่ามันปลอดภัยขึ้น ความเงียบหลังการยิงกลับทำให้ทุกเสียงเล็ก ๆ ดังชัดขึ้น เสียงคนเจ็บครางในเต็นท์แพทย์ เสียงวิทยุแตกพร่าในบัญชาการ เสียงสลักโลหะขยับเพราะแรงสั่นใต้พื้น และเสียงขูดต่ำ ๆ ที่บางครั้งดังขึ้นจากใต้เท้าเหมือนมีกรงเล็บลากผ่านท้องเมือง
คาเอลยืนอยู่ตรงจุดกึ่งกลางระหว่างแนวหน้า เต็นท์แพทย์ และโต๊ะบัญชาการที่ถูกย้ายเข้ามาใกล้แนวกว่าเดิม เขาไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นเพราะถูกสั่ง แต่ร่างกายของเขาเลือกตำแหน่งนี้เองั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ ตำแหน่งที่ทำให้เขามองเห็นทุกส่วนของค่าย ทั้งทหารแนวหน้าที่กำลังหอบคนเจ็บไปรักษา เต็นท์ที่เต็มไปด้วยผู้าเ็ และแผนที่ซึ่งมีหมุดสีแดงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ปืนในมือเขาหนักขึ้นจากเหงื่อและความล้า แต่สิ่งที่หนักกว่าปืนคือความคิดที่ไม่ยอมให้เขามองอะไรเป็คน ๆ อีกต่อไป เขายังเห็นลินา เห็นอลิน่า เห็นคีรอน เห็นแจ็กซ์ เห็นมาร่าที่ยังนอนอยู่บนเตียงชั่วคราว แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เห็นระยะจากพวกเขาถึงรอยแตก เห็นเส้นทางที่ศัตรูอาจพุ่งผ่าน เห็นเวลาที่ต้องใช้ลากคนเจ็บออกจากพื้นกลางค่าย หากหลุมเปิดขึ้นอีกครั้งในตำแหน่งที่ไม่ควรเปิด ความคิดนั้นทำให้ในอกเขาเย็นลงอย่างประหลาด แต่เขาไม่กล้าหยุดมัน เพราะทุกครั้งที่เขาหยุดคิด คนอื่นอาจต้องจ่ายด้วยเื
เรนาร์ยืนอยู่หน้าโต๊ะบัญชาการ มือหนึ่งวางบนขอบแผนที่เมืองที่ยับจนมุมกระดาษเริ่มฉีก แสงไฟฉุกเฉินทำให้เงาของนิ้วเขายาวทับเส้นถนนและท่อระบายน้ำเก่าบนแผนที่ หมุดสีแดงที่มิเลียปักไว้จากรายงานหลายจุดไม่ได้ดูเหมือนตำแหน่งการโจมตีแยกกันอีกต่อไป มันเหมือนแผลที่ถูกเปิดเป็วงรอบค่าย จุดเหนือ จุดตะวันออก จุดใต้พื้นใกล้แนวซ้าย และจุดที่วิทยุรายงานแรงสั่นซ้ำ ๆ เหมือนทั้งหมดค่อย ๆ วาดโครงร่างของสิ่งที่อยู่ใต้เมืองขึ้นมาทีละเส้น เขาเงียบอยู่นานเกินไปสำหรับคนที่ต้องออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีใครกล้าเร่งเขา เพราะทุกคนรู้ว่าคำสั่งต่อไปไม่ใช่การย้ายกระสอบทรายหรือหมุนปืนกลอีกจุด มันคือการส่งคนลงไปในที่ที่ไม่มีใครรู้ว่ามีทางกลับหรือไม่
พื้นใต้โต๊ะบัญชาการสั่นเบา ๆ อีกครั้ง แก้วโลหะใบหนึ่งขยับชนกับขอบวิทยุ เสียงกริ๊กเล็ก ๆ ดังขึ้นจนคนใกล้ ๆ หันไปมองโดยไม่รู้ตัว มิเลียกดมือบนแผนที่ไม่ให้หมุดเลื่อน ดวงตาเธอไม่ได้มองคาเอลในตอนแรก เธอมองเส้นท่อเก่า มองทางระบายน้ำที่ถูกปิดทิ้งเมื่อหลายปีก่อน มองรอยสีแดงที่เธอเพิ่งลากเชื่อมจุดแรงสั่นเข้าด้วยกัน สีหน้าของเธอไม่ได้ตื่นตระหนก แต่มันนิ่งแบบคนที่เริ่มเข้าใจสิ่งที่ไม่อยากเข้าใจ บัลธาซาร์ยืนอยู่ด้านหลังเธอครึ่งก้าว ไม่แตะวิทยุ ไม่แตะแผนที่ เพียงมองมันเหมือนอ่านสิ่งที่อยู่ใต้กระดาษมากกว่าบนกระดาษ คาเอลเห็นเขาจากหางตาอีกครั้ง ชายคนนี้อยู่มาั้แ่ตอนเข้าค่าย เงียบเกินไป นิ่งเกินไป และทุกครั้งที่เขาพูด ประโยคนั้นเหมือนเปิดประตูเข้าสู่เื่ใหม่ ๆ ที่ไม่มีใครอยากเปิด
เรนาร์เงยหน้าขึ้นในที่สุด เสียงเขาไม่ดัง แต่ทำให้คนรอบโต๊ะหยุดขยับทันที
“เราต้องมีทีมเล็ก เพื่อลงไปตรวจสอบใต้ดิน”
ความเงียบที่ตามมาหนักกว่าคำสั่ง ไม่มีใครถามว่าใต้ดินตรงไหน เพราะทุกคนรู้ ทุกคนได้ยินเสียงมัน ทุกคนรู้สึกแรงสั่นผ่านพื้น ข้อเท้า กระดูก และความกลัวของตัวเองแล้ว คำว่า “ลงไป” ไม่ใช่แค่การย้ายตำแหน่ง มันคือการออกจากโลกที่ยังมีท้องฟ้า ยังมีคนจำนวนมาก ยังมีเสียงสนับสนุนจากแนว และเข้าไปในที่แคบ มืด ที่แม้แต่เสียงของตัวเองอาจถูกกลืนไปก่อนจะส่งถึงคนข้างหลัง
“ฉันจะย้ำว่าไม่ใช่คำสั่งบุก” เรนาร์พูดต่อ ช้าและชัดกว่าปกติ
“แต่เป็การหาเส้นทาง ระบุตำแหน่งต้นทางของพวกมัน เก็บข้อมูล แล้วกลับมาที่ค่าย”
คำว่า “กลับ” แขวนอยู่กลางอากาศเหมือนของบางอย่างที่เปราะเกินไป ไม่มีใครกล้าแตะมันแรง
สายตาเขาหยุดที่คาเอล
“นายไป”
คาเอลพยักหน้าเพียงเล็กน้อย เขาไม่ได้ถามว่าทำไม เพราะคำตอบอยู่ใต้เท้าเขามาตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา เขาเป็คนอ่านจังหวะของฝูงได้ก่อนคนอื่น เป็คนเชื่อมเสียงใต้ดินกับพฤติกรรมด้านหน้าได้เร็วที่สุด และน่ากลัวที่สุดคือเขาเริ่มคิดในรูปแบบเดียวกับสิ่งที่กำลังเล่นงานค่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ ช่อง ระยะ เวลา การล่อ การรอ เขาไม่แน่ใจว่านั่นคือพร์หรือสัญญาณเตือน แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแยกแยะ
เรนาร์หันไปทางซ้าย
“เธอ โวร่า”
“ฉันไป”
คำตอบของเธอสั้นเหมือนใบมีดตัดอากาศ โวร่ายืนพิงแผงเหล็กอยู่ครู่หนึ่งก่อนหน้านี้ แต่เมื่อถูกเรียก เธอยืดตัวขึ้นทันที แม้ความเหนื่อยจะกดไหล่ให้ตกลงเล็กน้อย ใบหน้าของเธอมีคราบเืแห้งเป็เส้นตามโหนกแก้ม เส้นผมที่หลุดออกจากที่มัดติดเหงื่อและฝุ่นจนยุ่ง แต่ดวงตายังคม เธอไม่ได้ทำท่าเหมือนอยากลงไป แต่เธอทำท่าเหมือนคนที่เข้าใจว่าถ้าไม่ลงไป สิ่งที่อยู่ข้างล่างจะขึ้นมาแทน
“นิกซ์”
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แสงไฟซีดทำให้ใบหน้าของเขาดูขาวเกินจริง มือขวากำแน่นอยู่ข้างตัวจนข้อนิ้วซีด ตรงข้อมือขวายังไม่มีเส้นสีดำปรากฏ แต่ทุกคนที่เห็นตอนแขนเขาขยับเองก่อนหน้านี้จำภาพนั้นได้ นิกซ์จำได้ชัดกว่าทุกคน เขาไม่กลัวแค่ใต้ดิน เขากลัวว่าใต้ดินจะเรียกสิ่งในตัวเขาให้ตอบกลับอีกครั้ง
“…ผมไป”
เสียงเขาเบา แต่ไม่ถอย
“คีรอน”
ทหารหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนชื่อของตัวเองถูกดึงออกจากความคิด เขายังมีผ้าพันแผลแน่นรอบไหล่ เืซึมเป็จุดสีเข้มใต้ขอบผ้า ดวงตาของเขาเลื่อนไปยังร่างที่ถูกคลุมผ้าขาวไว้ไม่ไกล เฮลยังอยู่ตรงนั้น ร่างนิ่ง ๆ ใต้ผ้าขาวที่ไม่มีใครมีเวลาเคลื่อนย้ายไปไกลกว่านี้ คีรอนมองมันนานเกินไปครึ่งวินาที ก่อนจะหันกลับมาหาเรนาร์
“…ครับ”
เสียงเขาไม่ดัง แต่ไม่แตก
เรนาร์กวาดตามองทีมสั้น ๆ แล้วตัดจบ
“สี่คนนี้พอ”
แจ็กซ์ก้าวเข้ามาทันที มือของเขายังมีคราบเืที่เช็ดไม่ออกติดตามร่องนิ้ว สีหน้าเขาเหมือนคนที่รู้ว่าตัวเองไม่ควรเสนอ แต่ถ้าไม่เสนอ เขาจะเกลียดตัวเอง
“เดี๋ยว… แล้วผม—”
“นายต้องอยู่ค่าย”
เรนาร์ตัดคำโดยไม่เงยหน้ามองด้วยซ้ำ แจ็กซ์อ้าปากค้าง ประโยคที่เตรียมไว้ค้างอยู่ตรงริมฝีปาก เขาหันไปมองคาเอล สีหน้าของเขาไม่ได้โกรธ แต่มันเจ็บในแบบคนที่ถูกบอกให้รออยู่ในที่ปลอดภัย ทั้งที่รู้ว่าที่นี่ก็ไม่ปลอดภัย
คาเอลมองเขาเพียงเสี้ยววินาที
“นายช่วยให้คนข้างบนรอดได้ ความรู้ของนายจำเป็ที่นี่”
แจ็กซ์หัวเราะแห้ง ๆ เสียงเหมือนลมหายใจหลุดมากกว่าความขำ
“…โคตรไม่แฟร์เลย”
“ใช่” คาเอลตอบเบา ๆ
“แต่จำเป็”
คำตอบนั้นทำให้แจ็กซ์เงียบไป เขาอยากพูดต่อ อยากบอกว่าตัวเองก็ช่วยได้ อยากบอกว่าอย่าทำเหมือนเขาเป็ภาระ แต่สายตาของคาเอลไม่ได้ดูถูกเขา มันเพียงวางหน้าที่อีกแบบหนึ่งไว้ตรงหน้า หน้าที่ที่ไม่มีความเท่ ไม่มีความกล้าในสายตาคนอื่น แต่ถ้าข้างบนแตก คนข้างล่างก็ไม่มีที่กลับ
หน้าเต็นท์แพทย์ ลินายืนกอดหุ่นตัวเล็กไว้แน่น ดวงตาเธอไม่มีน้ำตา แต่นิ่งจนคาเอลรู้สึกแย่กว่าเดิม เธอมองเขาเหมือนอยากถามว่าเขาจะกลับมาไหม แต่เด็กหญิงไม่ได้ถาม เพราะบางทีเธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าผู้ใหญ่ในคืนนี้ตอบคำถามแบบนั้นไม่ได้ คาเอลมองเธอเพียงแค่พอให้รู้ว่าเธอยังอยู่ แล้วบังคับตัวเองหันกลับ ก่อนที่ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นจะดึงเขากลับไปเป็คนที่กลัวมากพอจะหยุดก้าว
อลิน่ายังคงก้มอยู่เหนือมาร่า มือเปื้อนเืจนแดงถึงข้อมือ ผมบางส่วนหลุดลงมาติดข้างแก้ม เหงื่อทำให้ฝุ่นเกาะเป็คราบ เธอไม่ได้หันมามองทีมที่กำลังจะลงไป แต่เสียงของเธอดังขึ้นโดยไม่หยุดมือ
“ถ้าพวกนายคิดจะลงไปล่ะก็ ช่วยอย่าพาคนเจ็บกลับมาเพิ่มก็พอ”
ไม่มีใครตอบ เพราะไม่มีคำตอบที่ไม่โกหก
มิเลียยืนอยู่ข้างโต๊ะบัญชาการ นิ้วเธอยังกดหมุดสีแดงตัวหนึ่งไว้กับแผนที่เหมือนกลัวว่าถ้าปล่อย มันจะเลื่อนไปอยู่บนค่ายจริง ๆ สายตาของเธอเลื่อนจากคาเอลไปยังช่องแตกบนพื้น แล้วกลับมาที่เขาอีกครั้ง เธอไม่ได้ห้าม ไม่พูดคำอวยพร ไม่มีบทปลอบใจ แต่นั่นทำให้สายตาของเธอหนักกว่าเดิม มันเหมือนการยอมรับว่าเขาต้องลงไป ทั้งที่เธอไม่อยากให้ใครลงไปเลย
บัลธาซาร์พูดขึ้นเบา ๆ
“อย่าเลือกเดินเส้นทางที่ดูปลอดภัย”
คาเอลหันไป
บัลธาซาร์มองรอยแตกบนพื้น ไม่ใช่หน้าเขา
“นายต้องสังเกตว่ามันใช้ทางเข้าออกที่ไหน แล้วใช้ร่องรอยนั้นนำทาง”
ประโยคนั้นปักลงในหัวคาเอลทันที ทางที่ปลอดภัยเป็ความหวัง แต่ทางที่มันใช้คือหลักฐาน และศัตรูทุกตัวต้องทิ้งหลักฐานไว้ ไม่ว่าจะเป็เื กลิ่น รอยขูด หรือจังหวะของการเคลื่อนที่
เรนาร์ให้เวลาห้านาที ห้านาทีที่สั้นเกินไปสำหรับการเตรียมตัว แต่ยาวพอให้ความกลัวมีโอกาสปีนขึ้นมาถึงคอ โวร่าตรวจอาวุธของตัวเองอย่างเงียบ ๆ นิกซ์ขยับนิ้วมือขวาซ้ำ ๆ เหมือนตรวจว่ายังสั่งมันได้ คีรอนเปลี่ยนแม็กกาซีนช้าแต่ไม่พลาด แจ็กซ์ช่วยลากลังพลาสติกไปใต้เตียงคนเจ็บตามคำสั่งของอลิน่า แต่สายตาเขายังหันมาทางคาเอลเป็ระยะ ลินาไม่ขยับจากเต็นท์ มิเลียเขียนสัญลักษณ์เพิ่มบนแผนที่ บัลธาซาร์ยืนฟังบางสิ่งที่ไม่มีใครได้ยินชัด และคาเอลมองรอยแตกบนพื้น ไม่เห็นมันเป็เพียงหลุมอีกต่อไป แต่มองเห็นปากของโลกที่ถูกบังคับให้เปิด
เมื่อเรนาร์พูดว่า “ไป” ไม่มีใครต้องรอให้เขาพูดซ้ำ
ช่องลงใต้ดินไม่ได้เหมือนทางเข้า มันเป็รอยแผลของค่าย คอนกรีตถูกงัดและแตกออกเป็ช่องเอียงลงไปในความมืด ขอบคมเหมือนฟันหัก เศษปูนยังร่วงลงไปเป็ระยะและหายไปโดยไม่มีเสียงสะท้อนกลับ กลิ่นที่ลอยขึ้นมาจากช่องนั้นทำให้คีรอนกลืนน้ำลายอีกครั้ง มันไม่ใช่กลิ่นดินธรรมดา ไม่ใช่กลิ่นท่อระบายน้ำอย่างเดียว แต่มีกลิ่นชีวภาพอุ่น ๆ ปนอยู่ เหมือนเนื้อสดที่ถูกทิ้งไว้ในที่อับชื้นนานเกินไป
โวร่าลงก่อน เธอจับขอบคอนกรีตแล้วลดตัวลงอย่างรวดเร็วแต่ระมัดระวัง เสียงรองเท้ากระแทกพื้นด้านล่างดังทึบ และถูกกลืนหายไปเกือบทันที
“พื้นยังรับน้ำหนักได้”
คาเอลลงตาม มือของเขาแตะขอบคอนกรีตตอนเลื่อนตัวลง เศษแหลมบาดปลายนิ้วจนเจ็บจี๊ด ความเจ็บนั้นเล็กมากแต่ชัดเจนจนเขาเกือบยินดีที่รู้สึกมัน เพราะมันยืนยันว่าเขายังอยู่ในร่างตัวเอง ยังเป็คนที่มีผิว มีเื ไม่ใช่แค่ความคิดที่คำนวณการรอดตาย ความเย็นด้านล่างปะทะใบหน้าเขาทันที มันเป็ความเย็นที่ไม่มีลม ความเย็นปิดตายที่เก็บความชื้นไว้ในผนังและซึมผ่านเสื้อผ้า
นิกซ์ลงตาม เขาหยุดอยู่ปากช่องนานกว่าคนอื่นครึ่งวินาที ดวงตาเขามองลงไปในความมืดเหมือนมองคนที่รู้จักแต่ไม่อยากเจอ จากนั้นเขาก็กัดฟันแล้วปล่อยตัวลงมา คีรอนลงเป็คนสุดท้าย ไหล่ที่เจ็บทำให้เขาส่งเสียงหายใจผ่านฟัน แต่เขาไม่ร้อง เมื่อเท้าแตะพื้น เขารีบยกปืนขึ้นโดยไม่ต้องมีใครเตือน
แสงจาก้าส่องลงมาได้เพียงระยะสั้น ๆ หลังจากนั้นทุกอย่างถูกความมืดกลืน คาเอลเปิดไฟฉาย แสงสีขาวตัดอากาศชื้นเป็เส้นแคบ ฝุ่นและละอองบางอย่างลอยอยู่ในลำแสงจนดูเหมือนน้ำขุ่น พื้นใต้เท้าไม่เรียบ บาง่เป็ดินชื้น บาง่เป็คอนกรีตแตก บาง่มีเหล็กเส้นเก่าโผล่ออกมาจากผนังเหมือนกระดูกของเมืองที่ถูกลืม รอยขูดจำนวนมากลากเป็เส้นซ้ำ ๆ ไปตามผนัง ในระดับเดียวกันพอดีจนเห็นได้ว่าไม่ใช่รอยบังเอิญ มีคราบสีเข้มแห้งติดเป็ทางยาว บางจุดยังดูเปียกและสะท้อนแสงเล็กน้อย
เสียงที่นี่ไม่เหมือน้า มันไม่สะท้อนกลับมา เสียงฝีเท้า เสียงหายใจ เสียงสายสะพายเสียดสีกับเสื้อผ้าถูกกลืนไปเร็วเกินไป เหมือนผนังไม่ได้แค่รับเสียง แต่มันกินเสียง นั่นทำให้แม้ยืนใกล้กัน ทุกคนก็รู้สึกเหมือนถูกแยกออกคนละชั้นของความมืด
โวร่าลดตัวต่ำลงเล็กน้อย ปลายอาวุธชี้ไปข้างหน้า ใบหน้าเธอนิ่งแต่คาเอลเห็นกล้ามเนื้อกรามที่ขยับ เธอไม่ชอบพื้นที่แบบนี้ พื้นที่ที่มุมโจมตีมีมากกว่าทางหนี นิกซ์ยืนห่างจากผนังเล็กน้อยเหมือนกลัวว่าถ้าใกล้เกินไปจะได้ยินมันชัดขึ้น คีรอนพยายามควบคุมลมหายใจ แต่ยิ่งพยายาม เสียงหายใจยิ่งโดดเด่นในความเงียบ
“พวกมันใช้ทางนี้จริง ๆ” คาเอลพูดเบา ๆ
ไม่มีใครถามว่าแน่ใจไหม เพราะร่องรอยทุกอย่างบนพื้นและผนังตอบแทนเขาอยู่แล้ว
นิกซ์ยกมือกดขมับ ดวงตาเขาหรี่ลงเหมือนกำลังฟังเสียงที่ไม่ผ่านหู
“…มันยังอยู่”
คาเอลยกมือขึ้น ทุกคนหยุดตาม
“หยุด ห้ามส่งเสียง”
ตอนแรกมีเพียงความเงียบ ความเย็น และกลิ่นหนัก ๆ ของโพรง จากนั้นเสียงเสียดสีเบา ๆ ก็แทรกขึ้นมา ไม่ใช่เสียงวิ่ง ไม่ใช่เสียงกรงเล็บกระแทกพื้น แต่มันเป็เสียงยาว ต่ำ คล้ายบางสิ่งเลื่อนผ่านพื้นผิวที่ไม่เรียบ เสียงนั้นไม่ได้มาจากข้างหน้าอย่างเดียว มันอยู่ด้านข้าง ลึกลงไปด้านล่าง และบาง่เหมือนอยู่ใกล้กว่าที่ควร
นิกซ์หลับตาแน่น
“มันกำลังเคลื่อนที่”
“เร็วแค่ไหน” คาเอลถาม
“…ไม่เร็ว” นิกซ์กลืนน้ำลาย
“แต่มันไม่หยุดเคลื่อนไหวเลย”
คำตอบนั้นหนักกว่าคำว่าเร็ว เพราะสิ่งที่ไม่หยุดไม่จำเป็ต้องรีบ มันมีเวลา และพวกเขาไม่มี
พวกเขาเริ่มเดินต่อ โวร่านำเพียงครึ่งก้าว ไม่ห่างพอจะถูกแยก คาเอลอยู่กลาง นิกซ์ตามหลังทางซ้าย คีรอนปิดท้าย ทุกก้าวต้องวางอย่างระวังเพราะพื้นบางจุดลื่น บางจุดยุบลงเล็กน้อยเหมือนมีช่องว่างข้างใต้ คาเอลส่องไฟต่ำ มองรอยคราบที่แตกแขนงเหมือนรากไม้ มันไม่ได้เป็ทางเดียว แต่มันแผ่เป็เครือข่าย บางเส้นหายเข้าใต้ชั้นคอนกรีต บางเส้นเลี้ยวลงรอยแตกที่แคบเกินกว่ามนุษย์จะเข้าได้
เสียงกระแทกดังขึ้นด้านขวา ตึบ ทุกคนหันพร้อมกัน แสงไฟฉายไปหยุดที่ผนังส่วนหนึ่ง ดินและคอนกรีตยุบลงเล็กน้อย เศษฝุ่นร่วงเป็เส้นแล้วหยุด เงียบอยู่ครู่เดียว ก่อนเสียงขูดจะดังขึ้นอีกครั้ง ครืด… ใกล้กว่าเดิม
โวร่าก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว ปลายอาวุธของเธอชี้ไปที่จุดนั้น
“พวกมันทำอะไรบางอย่าง”
คาเอลยกปืน แต่ไม่ยิง
“รอจนมันขึ้นมา”
คีรอนหันมามอง สีหน้าเขาเครียดจนริมฝีปากซีด
“ถ้ามันขึ้นหลายตัวล่ะ”
“ยังไม่ขึ้นพร้อมกัน” คาเอลตอบโดยไม่ละสายตาจากพื้น
“พวกมันอยากหยั่งเชิงเรา”
คำว่า “ยัง” ทำให้ทุกคนเงียบลงอีกชั้น เพราะมันแปลว่าต่อไปอาจไม่เป็แบบนี้แล้ว
พื้นแตก ไม่ใช่ะเิ ไม่ใช่พุ่งพรวด แต่มันเปิดออกอย่างใจเย็น คอนกรีตแยกเป็รอยยาวก่อนยุบลงเป็หลุมเล็ก ๆ เศษปูนกระเด็น ฝุ่นลอยขึ้นในลำแสง กรงเล็บสีเข้มโผล่ขึ้นมาก่อน ตามด้วยหัวของเซิร์กลิงตัวหนึ่ง มันดันตัวขึ้นมาครึ่งร่าง แต่ไม่พุ่ง ดวงตามันสะท้อนแสงไฟฉาย มันมองพวกเขานิ่ง ๆ เหมือนกำลังรอให้พวกเขาเป็ฝ่ายให้ข้อมูลก่อน
คาเอลยิงทันที
ปัง
แรงสะท้อนกระแทกเข้าฝ่ามือ ะุเจาะกลางหัวของมัน ร่างนั้นกระตุกแล้วหล่นกลับลงหลุม เสียงกระแทกข้างล่างถูกกลืนไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น แต่ความเงียบหลังจากนั้นไม่ได้กลับมาเหมือนเดิม เพราะพื้นอีกจุดเริ่มสั่น แล้วอีกจุด แล้วอีกจุด
“สามจุด” โวร่าพูดทันที
เสียงแตกดังขึ้นรอบตัว แครก แครก แครก หลุมเปิดสามตำแหน่ง ไม่พร้อมกันแต่ต่อเนื่อง เหมือนมันเรียนรู้ว่าถ้าเปิดทีละจุด พวกเขาจะตามทัน ตัวแรกพุ่งขึ้นจากด้านขวา คราวนี้มันไม่รอ มันกระโจนทันทีด้วยมุมต่ำจนแทบขูดพื้น คีรอนหันไปยิง ะุเฉียดร่างมันไป เสียงปืนดังแสบหูในพื้นที่แคบ ตัวนั้นเบี่ยงกลางอากาศแล้วกระแทกเข้าหาเขาเต็มแรง ร่างคีรอนล้มลง ปืนหลุดจากมือ กรงเล็บกดลงบนอก เสียงผ้าฉีกดังชัด เืซึมเป็เส้นเข้มตามรอยข่วน
โวร่าขยับเข้าช่วย แต่เซิร์กลิงอีกตัวพุ่งขึ้นตัดหน้าเธอจากหลุมด้านซ้าย จังหวะเดียวเท่านั้นที่ช่องว่างเกิดขึ้น คาเอลเห็นคีรอน เห็นตัวที่คร่อมอยู่ เห็นอีกตัวที่กำลังพุ่งซ้ำจากด้านหลัง และเห็นว่าถ้าเขาวิ่งเข้าไป เขาจะช้าเกินไป เขายิงทันที แต่ไม่ได้ยิงตัวที่คร่อมคีรอน เขายิงตัวที่กำลังจะพุ่งซ้ำ
ปัง
ะุกระแทกเข้าด้านข้างหัวของมัน ทำให้มันสะดุดกลางอากาศ ช่องว่างเพียงครึ่งวินาทีเกิดขึ้น แค่นั้นก็พอ โวร่ากระแทกตัวที่ขวางออกด้วยไหล่ แทงลงใต้คอ บิด แล้วดึงอาวุธออกในจังหวะเดียว เธอพุ่งต่อไปหาคีรอน ใช้ปลายอาวุธแทงตัวที่คร่อมเขาจากด้านข้าง ก่อนกระแทกมันติดผนังด้วยแรงทั้งตัว
คีรอนกลิ้งออกมา หายใจเหมือนคนจมน้ำ มือสั่นคลำหาปืนตัวเอง หน้าอกมีเืซึมแต่เขายังขยับได้
“…ผม—”
“นายยังไม่ตาย” คาเอลพูด
คำพูดนั้นไม่ได้ปลอบ มันเป็การบังคับให้คีรอนกลับมาอยู่กับปัจจุบัน คีรอนกัดฟัน พยุงตัวขึ้น แล้วคว้าปืนกลับมาด้วยมือที่ยังสั่น
อีกตัวพุ่งขึ้นจากหลุมด้านหลัง คราวนี้มันเล็งนิกซ์ นิกซ์ชะงักก่อนเห็นมัน เหมือนร่างกายรู้ก่อนสายตา มือขวาของเขากระตุกแรงจนเขากัดฟัน แต่ไม่ทัน แขนขวาพุ่งออกไปเอง นิ้วงอเข้าหากันเหมือนกรงเล็บแล้วคว้าหัวของเซิร์กลิงไว้กลางอากาศ เสียงกรึบดังชัดเหมือนเปลือกแข็งบางอย่างแตกในมือ ร่างมันดิ้น กรงเล็บฟาดแขนนิกซ์จนเืซึม แต่แขนนั้นไม่ปล่อย
“ผม… ผมไม่ได้—”
คาเอลยิงซ้ำ ะุเจาะหัวมัน ร่างนั้นแน่นิ่ง น้ำหนักถ่วงแขนนิกซ์จนงอลง เขาปล่อยทันทีเหมือนถูกไฟลวก ถอยหลังชนผนัง หายใจแรงขึ้น ดวงตาจ้องนิ้วตัวเองด้วยความกลัวที่ลึกกว่าเดิม เพราะสิ่งที่ทำให้เขารอดเมื่อครู่ไม่ใช่ทักษะ ไม่ใช่การตัดสินใจ แต่มันคือสิ่งที่ขยับก่อนเขา
“อย่าเข้ามา” เขาพูดเสียงสั่น
โวร่ามองเขาเสี้ยวเดียว ไม่ก้าวเข้าไป แต่ไม่ละสายตาจากศัตรู
“เอาไว้ก่อน”
ไม่มีใครมีเวลาพอจะปลอบ ไม่มีใครมีพื้นที่พอจะกลัวอย่างเดียว
เสียงขูดลึกขึ้นจากด้านหน้า คราวนี้ไม่ใช่เสียงของตัวเล็กหลายตัว แต่มันหนัก ยาว และช้า เหมือนอะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่ากำลังเคลื่อนผ่านโพรงลึก พื้นใต้เท้าสั่นตามจังหวะนั้น นิกซ์ยกมือกดขมับ สีหน้าเ็ป
“มัน…ไม่ใช่พวกนี้”
ไม่มีใครถามว่าอะไร เพราะทุกคนรู้ว่าคำตอบคือสิ่งที่ยังไม่ควรเห็น
ทางแยกสามทางอยู่ข้างหน้า ซ้าย ขวา และตรง ทุกทางมืดเท่ากัน ทุกทางมีรอยขูด ทุกทางมีกลิ่นแบบเดียวกัน แต่เมื่อคาเอลฟังให้นานกว่าเสียงแรก เขาเริ่มแยกความต่างได้ ทางซ้ายเงียบเกินไป ทางขวามีเสียงขูดเล็ก ๆ คล้ายฝูงตัวเล็ก ส่วนทางตรงมีจังหวะต่ำ ๆ เหมือนการหายใจของอะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่า เขาไม่ใช้เวลานาน
“ทางตรง”
โวร่าหันมา
“นายมั่นใจ?”
“ไม่”
เธอพยักหน้า เพราะความมั่นใจในที่แบบนี้คือสิ่งอันตรายกว่าความไม่แน่ใจ
ทางที่พวกเขาเลือกแคบลงเรื่อย ๆ จนผนังสองข้างเสียดไหล่ทุกครั้งที่ขยับ ความชื้นซึมผ่านเสื้อเข้าถึงผิว เสียงกรงเล็บด้านหลังยังตามมา ไม่เร่ง ไม่พุ่ง แต่ไม่หายไป เหมือนมันรู้ว่าพวกเขาไม่มีทางหนีออกจากเส้นทางนี้จริง ๆ ทุกก้าวต้องคิดก่อนวาง ถ้าสะดุด ไม่มีที่ให้ล้ม ถ้าหยุด ไม่มีที่ให้ถอย โวร่าขยับนำทีละนิด นิกซ์ตามหลังเธอ แขนขวาถูกกดแนบไว้กับอก คีรอนเดินหลังนิกซ์ ลมหายใจของเขาไม่สม่ำเสมอ เขาพยายามเงียบ แต่ความพยายามนั้นทำให้เสียงหายใจยิ่งชัดในพื้นที่ที่เสียงถูกบีบให้เล็กลง คาเอลปิดท้าย เขาไม่หันกลับ แต่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างหลัง รู้ว่ามันตามมา และรู้ว่ามันไม่รีบ
มันไม่ได้ล่า แต่มันกำลังต้อน
ความคิดนั้นผุดขึ้นในหัวเขาอย่างเ็า
เสียงเปลี่ยนก่อนที่ภาพจะเปลี่ยน จากเสียงอับแคบที่ถูกผนังกลืน มันเริ่มมีที่ให้สะท้อนมากขึ้น ลมหายใจของพวกเขากลับมาดังขึ้นเล็กน้อย โวร่าชะลอทันที ไม่ใช่เพราะเห็นอะไร แต่เพราะรู้ว่าพื้นที่ข้างหน้ากำลังเปิด นิกซ์เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาเขาไม่ได้โฟกัสที่ทางข้างหน้า แต่เหมือนฟังบางอย่างลึกลงไปในความมืด
“…มันไม่เหมือนเดิม”
คีรอนถามเสียงเบา
“คืออะไร”
นิกซ์ใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะตอบ
“…มันไม่ใช่ทางแล้ว”
โวร่าก้าวออกจากช่องแคบก่อน คาเอลตามออกมา และหยุดนิ่งทันที แสงไฟฉายในมือเขาส่องออกไปข้างหน้า แต่ไม่ชนผนัง มันหายเข้าไปในความกว้างจนดูเหมือนแสงถูกกลืน พื้นด้านหน้ายุบเป็แอ่งขนาดใหญ่ ผิวมันไม่เหมือนคอนกรีต ไม่เหมือนดิน มันเหมือนมีชั้นบาง ๆ เคลื่อนไหวอยู่ใต้เปลือกแข็ง ทุกครั้งที่มันกระเพื่อม ฝุ่นบนพื้นจะสั่นแล้วตกลงใหม่ จังหวะของมันช้า สม่ำเสมอ ขึ้น ลง ขึ้น ลง เหมือนพื้นที่ตรงนั้นกำลังหายใจ
โวร่าก้าวไปครึ่งก้าวแล้วหยุดทันที เธอรู้สึกแรงดันผ่านรองเท้าก่อนพูด
“…อย่าเดินตรงกลาง”
ไม่มีใครถามว่าทำไม
ผนังรอบโพรงเต็มไปด้วยรู นับไม่ถ้วน บางรูเล็กพอให้แขนลอด บางรูใหญ่พอให้เซิร์กลิงทั้งตัวพุ่งออกมาได้ บางรูมีของเหลวหนืดไหลลงมาเป็เส้นช้า ๆ บางรูขยับเล็กน้อยเหมือนมีบางสิ่งหลับอยู่ข้างใน และบางรูมีดวงตา ตอนแรกคาเอลคิดว่าเป็แสงสะท้อนจากความชื้น แต่เมื่อเขาขยับไฟฉาย จุดสะท้อนเ่าั้ขยับกลับ ไม่ใช่ทั้งหมด แต่หลายจุดพอให้รู้ว่ามันไม่ใช่ผนัง ดวงตาเ่าั้ไม่ได้เหมือนกัน บางดวงเล็ก บางดวงใหญ่ บางดวงปิดครึ่งเหมือนยังไม่ตื่น แต่สิ่งที่เหมือนกันคือมันไม่ใ ไม่หด ไม่หลบ ไม่กะพริบ มันเพียงมอง นิ่ง นาน เหมือนกำลังเก็บข้อมูล
นิกซ์ถอยครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“…มันมองเห็นเรา…”
คีรอนยกปืนขึ้นตามสัญชาตญาณ แต่ไม่กล้ายิง เพราะมันมีมากเกินไป และเขาไม่รู้ว่าถ้าะุนัดแรกดังขึ้นในที่นี้ อะไรจะตื่นตามมัน
คาเอลมองพื้น มองจังหวะขึ้นลง มองของเหลวที่ไหลจากรูหลายจุดลงสู่ร่องกลางของแอ่ง มองรอยขูดที่แยกออกจากโพรงไปยังทางย่อยมากมาย และทุกอย่างเริ่มเชื่อมกันในหัวเขา ไม่ใช่โพรง ไม่ใช่ทางผ่าน ไม่ใช่รังเล็ก ๆ แต่มันคือระบบ ระบบที่เลี้ยง ส่ง และผลิตฝูงขึ้นไปยังพื้น้า ทุกเสียงขูด ทุกแรงสั่น ทุกหลุมที่เปิดในค่ายล้วนมีรากมาจากที่แบบนี้
“นี่คือเส้นทางที่มันใช้ผ่าน” เขาพูดเบา ๆ
เสียงของเขาถูกโพรงกลืนไปบางส่วน แต่ทุกคนยังได้ยิน
“ต้นทางของพวกมัน”