ตอนกลางวันในลิฟต์ ผมมองข้ามมีนไปราวกับคนแปลกหน้าที่ไร้ตัวตน แต่สายตาแอบจับจ้องที่คอระหงของเธอซึ่งเขารู้ดีว่ามีรอยจูบของเขาซ่อนอยู่
ผมยืนตัวตรงในชุดสูทสีเทาเข้มเนื้อดี ใบหน้าสุขุมเรียบเฉียบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนภาพความเนี้ยบกริบของสถาปนิกผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต หนุ่มใหญ่มาดอบอุ่นสุภาพที่ใคร ๆ ต่างเกรงใจ ส่วนเธอ... หนูมีนยืนอยู่มุมตรงข้ามของลิฟต์ในชุดเดรสทำงานสีครีมเรียบง่ายเรียบร้อย ดวงตากลมโตคู่สวยจดจ้องตัวเลขชั้นลิฟต์ที่ค่อย ๆ ขยับลดลงโดยไม่แม้แต่จะปรายตามามองผม เธอพยายามทำตาม 'กฎข้อที่สาม' อย่างเคร่งครัด
แต่สัญชาตญาณล่อลวงของผมกลับจับสังเกตได้อย่างรวดเร็วว่า เธอตั้งใจพันผ้าพันคอผ้าไหมผืนบางสีพาสเทลทับคอเสื้อเชิ้ตของเธอไว้อย่างมิดชิด แม้ว่าอากาศในตึกจะเย็นฉ่ำเพียงใดก็ตาม ผมเค้นยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ เพราะรู้ดีแก่ใจว่าภายใต้ผ้าไหมผืนสวยนั้นมีรอยจูบและรอยขบเม้มสีกุหลาบเข้มของผมประทับตราแสดงความเป็เ้าของอยู่หลายจุด รอยรักที่ผมฝากไว้ด้วยความป่าเถื่อนสะใจเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นล่างสุด ผมก้าวเท้าเดินนำออกไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามอง ราวกับว่าสาวน้อยผู้นั้นไม่มีตัวตนอยู่ในโลกของผมในยามที่แสงแดดส่องสว่าง
ทว่า... เกมล่อลวงของผมเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง
วันถัดมา ผมใช้ข้ออ้างในการจ้างงานตำแหน่งผู้ช่วยส่วนตัวชั่วคราวเพื่อแปลเอกสารแบบร่างโครงการระดับนานาชาติ ดึงตัวหนูมีนให้ย้ายมาทำงานที่คฤหาสน์หรูอัจฉริยะส่วนตัวของผมที่ตั้งอยู่ชานเมือง คฤหาสน์แห่งนี้เป็ผลงานชิ้นเอกที่ผมออกแบบเองทั้งหมด มันเพียบพร้อมไปด้วยระบบ Smart Home Automation ที่ทันสมัยที่สุด ทุกมุมของบ้านล้อมรอบด้วยความเงียบสงบ ต้นไม้ใหญ่หนาทึบบดบังสายตาจากภายนอก และระบบควบคุมไฟ แสง สี เสียง ทั้งหมดล้วนอยู่ในกำมือของผมผ่านแท็บเล็ตเครื่องเดียว
ในตอนกลางวัน ผมเป็เ้านายจอมเฮี้ยบที่เ็าและเคร่งครัดในหน้าที่การงาน ผมสั่งงานหนูมีนด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบไร้เยื่อใย โยนเอกสารกองโตให้เธอจัดการ และมองข้ามเธอยามเธอเดินเอาแฟ้มงานมาส่งให้ที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ในห้องทำงานส่วนตัวของผม เธอทำงานด้วยท่าทีเกร็งตื่นรนราน ทุกครั้งที่ปลายนิ้วของเราบังเอิญัักันตอนส่งเอกสาร ร่างกายของเธอจะสะดุ้งวาบและรีบชักมือกลับราวกับโดนไฟช็อต ใบหน้าหวานแดงซ่านระเรื่อด้วยความอึดอัดแน่นอก
แต่เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า... กฎของผมจะเริ่มทำงาน
ค่ำวันหนึ่ง เวลา 20.30 น.
หนูมีนนั่งแปลเอกสารอยู่เพียงลำพังในห้องทำงานเล็กชั้นล่างของคฤหาสน์ที่มีหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่เปิดรับทิวทัศน์สวนมืดสนิทด้านนอก ผมนั่งอยู่ในห้องควบคุมระบบชั้นบน จ้องมองร่างบอบบางผ่านหน้าจอแท็บเล็ตที่เชื่อมต่อกล้องวงจรปิดความละเอียดสูงแบบ Infrared ที่สามารถมองเห็นทุกรายละเอียดในความมืดได้อย่างชัดเจน
ผมแตะหน้าจอแท็บเล็ตสั่งการระบบไฟอัจฉริยะในห้องทำงานของเธอ
*ฟุ่บ!*
ไฟในห้องทำงานชั้นล่างดับวูบลงในพริบตา เหลือเพียงความมืดสนิทและแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านม่านเข้ามา หนูมีนสะดุ้งสุดตัวปล่อยปากกาในมือร่วงหล่นลงโต๊ะ เธอรีบกอดตัวเองตัวสั่นเทาด้วยความกลัวความมืดตามสัญชาตญาณ
"คุณ... คุณชานนท์คะ ไฟดับอีกแล้วเหรอคะ..." เสียงหวานของเธอสั่นเครือร้องเรียกหาผมผ่านความมืด
ผมไม่ได้เดินลงไปหาเธอ แต่ผมกดเปิดระบบไมโครโฟนสั่งการเสียงของห้องทำงานผ่านลำโพงซ่อนผนัง น้ำเสียงทุ้มต่ำ ดุดัน และไร้ความอบอุ่นของผมก้องกังวานขึ้นรอบตัวเธอในความมืด
"กฎข้อที่สี่... หนูมีน ห้ามปฏิเสธหรือขัดขืนคำสั่งของอาในความมืด" ผมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจสะกดอารมณ์
เธอสะดุ้งอีกครั้ง ร่างกายแข็งทื่อเยือกเย็นเมื่อตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เหตุไฟดับธรรมดา แต่เป็คำสั่งลงทัณฑ์ในโลกมืดของอานนท์
"ค่ะ... อานนท์..." เธอตอบรับด้วยเสียงสั่นสะท้านระคนเสียวซ่านที่จู่ ๆ ก็แล่นริ้วขึ้นมาในช่องท้อง
"ถอดเสื้อเดรสของเธอออกซะ... แล้วเดินไปที่ห้องลับกั้นกระจก One-Way ด้านหลังโซฟา" ผมสั่งผ่านลำโพงอัจฉริยะ
ผมมองผ่านหน้าจอกล้อง Infrared เห็นร่างบอบบางค่อย ๆ ยืดตัวยืนขึ้นอย่างสั่นเทา มือเรียวเอื้อมไปรูดซิปด้านหลังเดรสทำงานอย่างยากลำบาก ก่อนจะปล่อยให้ชุดเดรสร่วงหล่นลงไปกองที่ปลายเท้า เหลือเพียงชุดชั้นในลูกไม้สีดำเนื้อบางเบาโอบรัดเรือนร่างสะคราญตา ยอดอกแข็งตึงเพราะไอเย็นของเครื่องปรับอากาศและความตื่นตระหนกแสนวาบหวาม เธอเดินตัวสั่นเตาะแตะฝ่าความมืดตรงไปยังห้องลับกั้นกระจกที่ผมสั่งการ
ห้องลับแห่งนี้มีบานกระจก One-Way บานใหญ่สูงั้แ่พื้นจรดเพดานกั้นกลางระหว่างตัวห้องนอนลับกับห้องจิบเหล้าส่วนตัวของผม คนที่อยู่ในห้องลับจะมองเห็นเพียงกระจกเงาสะท้อนตัวเองในความมืด แต่ผมที่นั่งอยู่ในห้องจิบเหล้าด้านนอกจะมองเห็นทุกการกระทำภายในห้องมืดนั้นได้อย่างชัดเจนทะลุปรุโปร่ง
เมื่อเธอเดินเข้ามาในห้องมืด ผมสั่งให้เธอใช้เนกไทสีดำที่ผมวางเตรียมไว้บนเตียง ผูกมัดข้อมือทั้งสองข้างของตัวเองไว้ไขว้หลังอย่างแ่า และใช้ผ้าปิดตาสีดาร์กสนิทปิดตาตัวเองไว้จนมองไม่เห็นสิ่งใด
ผมเฝ้ามองร่างบางที่ถูกผูกมัดและปิดตา นั่งรอคอยผมอย่างจำนนอยู่บนเตียงกว้างกลางห้องมืด ความไร้หนทางต่อสู้และความกลัวปนกระสันเสียวทำให้ทรวงอกอวบอิ่มของเธอสะท้อนขึ้นลงรวดเร็วหอบหายใจกระชั้น
เวลา 21.30 น.
เพื่อเพิ่มระดับความเสี่ยงและความตื่นเต้นท้าทายขีดสุดของเกมจิตวิทยา ผมได้เชิญ 'พศิน' วิศวกรโครงสร้างหนุ่มรุ่นน้องวัย 28 ปี มาร่วมดื่มเหล้าที่คฤหาสน์ของผม พศินเป็หนุ่มหล่อหุ่นนักกีฬา ร่างกายกำยำ เต็มไปด้วยพลังงานชายหนุ่มวัยฉกรรจ์และมีความเคารพรักในตัวผมเป็อย่างมาก
เราสองคนนั่งจิบเหล้าราคาแพงอยู่บนโซฟาหนังหรูในห้องจิบเหล้าส่วนตัว ด้านหน้ากระจก One-Way บานใหญ่ที่เวลานี้สะท้อนภาพห้องจิบเหล้าสว่างสลัว แต่เื้ักระจกนั้น... หนูมีนนั่งสั่นสะท้านสะโพกกลมกลึงเด่นชัดในสภาพเปลือยเปล่ากึ่งพันธนาการอยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงสองเมตร
"เหล้ารสชาติดีมากครับพี่นนท์ บ้านพี่นี่สุดยอดจริงๆ ออกแบบได้ลึกลับและโมเดิร์นมาก" พศินเอ่ยชมพลางกระดกเหล้าเข้าปาก ใบหน้าของเขาเริ่มขึ้นสีแดงจาง ๆ ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ั์ตาของวิศวกรหนุ่มฉายแววคึกคะนองตามประสาชายโสด
"ขอบใจมากพศิน... แต่บ้านหลังนี้ยังมีห้องพิเศษอีกห้องที่ฉันยังไม่เคยเปิดเผยให้ใครดู" ผมพูดพลางคลี่ยิ้มเ้าเล่ห์ใต้กรอบแว่นสายตา จ้องมองตรงไปที่บานกระจก One-Way
"ห้องอะไรเหรอครับพี่?" พศินถามด้วยความสนใจใคร่รู้
ผมหยิบรีโมตระบบสั่งการ แตะเปิดไฟสลัวสีส้มแดงจาง ๆ ภายในห้องลับกั้นกระจกทีละน้อย แสนไฟเผยให้เห็นร่างบอบบางน่ารังแกของหนูมีนที่นอนขยับกายไปมาด้วยความอึดอัดบนเตียงกว้าง ข้อมือสองข้างถูกพันธนาการไว้ไขว้หลังและปิดตาสนิท หน้าอกขาวผ่องสะท้อนไหวตามจังหวะหายใจแรง
พศินตาเบิกกว้าง อ้าปากค้างด้วยความช็อคปนกระสันอยากกะทันหัน แก้วเหล้าในมือแทบจะร่วงหล่นลงพื้น ร่างกายของเขาร้อนรุ่มขึ้นมาทันทียามจ้องมองนวลเนื้อเนียนละเอียดของเด็กสาวเื้ักระจกบานใหญ่
"พี่... พี่นนท์... นั่นมัน... ผู้หญิงนี่ครับ! เธอ... เธอโดนมัดอยู่เหรอ?" พศินถามเสียงสั่นเครือ ละสายตาจากเรือนร่างเย้ายวนสะกดใจไม่ได้เลยสักวินาทีเดียว
"ใช่... ของเล่นชิ้นใหม่ของฉันเอง เธอเข้ามาทำสัญญายอมสยบในความมืดที่นี่" ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวพูดเื่ลมฟ้าอากาศพลางแกว่งแก้วเหล้าในมือช้าๆ "เธอไม่รู้ว่าเรามองเห็นเธอ และเธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธคำสั่งใด ๆ ทั้งสิ้นเมื่อแสงไฟดับลง"
พศินกลืนน้ำลายเหนียวลงคอที่แห้งผากจ้องมองทรวดทรงอกอวบอิ่มชูชันและเอวคอดกิ่วของหนูมีนด้วยความกำหนัดที่พุ่งสูงจนกางเกงรัดตึง
"พี่นนท์... พี่พูดจริงเหรอครับ... เธอ... ยอมทุกอย่างจริง ๆ เหรอ"
ผมยืดตัวลุกขึ้นยืน เดินตรงไปยังประตูไม้บานใหญ่หนาหนักซึ่งเป็ทางเข้าสู่ห้องมืดลับบานนั้น ผมหยิบกุญแจมือเหล็กและเข็มขัดหนังสีดำเส้นหนาจากลิ้นชักข้างโต๊ะติดมือมาด้วย ผมหันกลับมาสบตาพศิน ั์ตาของผมฉายแววคลั่งไคล้และกระหายบงการอย่างดิบเถื่อน
ผมเปิดประตูห้องลับออกอย่างแ่เบา เผยให้เห็นทางเดินสู่ห้องมืดมิดที่มีเพียงแสงสีส้มแดงจางๆ สลัวเลือนลาง
ผมยื่นเข็มขัดและกุญแจมือเหล็กส่งให้พศินที่ยืนตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นอยู่ด้านหลัง กลิ่นไอความ้าของชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ฟุ้งกระจายจนผมััได้
"มีของเล่นชิ้นใหม่แสนร่านร้อนอยู่ในความมืด... จัดการเธอได้เลยพศิน อาอนุญาต" ผมกระซิบสั่งั์ตาคลั่งไคล้ข้างหูของรุ่นน้อง
พศินรับกุญแจมือและเข็มขัดไปถือไว้ สองมือของเขาสั่นเทาระคนยินดี ั์ตาฉายแสงแห่งความดิบเถื่อนโหยหา เขาก้าวเท้าเดินตามผมเข้าสู่ความมืดมิดของห้องนอนลับบานนั้น
ในห้องมืดที่ไร้แสงสว่าง หนูมีนสะดุ้งตัวโยนทันทีเมื่อหูของเธอได้ยินเสียงฝีเท้าหนักหน่วงของชายสองคนก้าวเดินย่ำลงบนพื้นห้อง เสียงฝีเท้าคูแรกทุ้มลึกคุ้นเคยของอานนท์ แต่เสียงฝีเท้าคูที่สอง... มันแปลกประหลาด หนักหน่วง แข็งกร้าว และมีเสียงหายใจหอบกระหายแบบของคนหนุ่มที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน
"อานนท์คะ... ใคร... ใครเข้ามาด้วยเหรอคะ..." เสียงหวานสั่นระริกร้องถาม สองมือสั่นเทาขยับดึงรั้งเนกไทที่ผูกพันธนาการไว้ไขว้หลัง ร่างกายสั่นสะท้านตื่นตระหนกปนเสียวซ่านสุดกู่เมื่อตระหนักว่าภัยร้ายที่กำลังจะล่วงล้ำร่างกายของเธอในความมืดมิดนี้... อาจไม่ได้มีเพียงแค่อานนท์คนเดียวอีกต่อไป...