ค่ำคืนนี้ของหมู่บ้านต้าเจี่ย…เสียงจากการเคาะกระบอกไม้ไผ่เรียกประชุมของทางผู้นำฝ่ายผลิตและเลขาธิการพรรคคอมมูนของหมู่บ้านรวมไปถึงสมาชิกฝ่ายผลิตทุกคน ถูกเรียกระดมเพื่อทำการประชุมเื่การเปลี่ยนแปลงนโยบายการผลิตจากนาแปลงใหญ่แบบเดิมคือทุกคนทำงานแลกแต้มแรงงานแล้วนำแต้มไปแลกอาหารกับส่วนกลาง กลายมาเป็
นโยบาย4ทันสมัย คือการปฎิรูปด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรม การทหาร และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี
ซึ่งชาวนาและเกษตรกรสามารถเลี้ยงไก่เลี้ยงหมูปลูกข้าวปลูกพืชไร่กันเองแต่ต้องนำผลผลิตส่วนหนึ่งไปขายให้กับรัฐบาลโดยทางรัฐบาลจะให้ราคากลางให้กับทางเกษตรกร ส่วนที่เหลือจะตกเป็ของเ้าของผลผลิตนั้นๆ และสามารถนำไปขายในราคาตลาดโดยราคานี้จะถูกกำหนดขึ้นตามกลไกของตลาด รัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซง
เกิดเสียงดังโฉงฉางกูคุยมึงคุยของชาวบ้าน ท่ามกลางความวิตกกังวลของชาวบ้าน คนที่ไม่รู้เื่ราวก็คาดเดาไปต่างๆนานา ที่ทำการพรรคในชุมชน เมื่อได้ประกาศนโยบายการผลิตแบบใหม่ด้วยการกำหนดและจัดสรรที่ดินทำกิน โดยการแยกกันผลิตตามจำนวนถือครองที่ดิน โดย่แรกยังต้องเช่าของรัฐบาลไปก่อน
ใครจะเช่าที่ดินเพิ่มก็ได้ โดยจะมีหนังสือโดยทางการเป็ผู้ออกให้ ใครจะปลูกบ้านหลังใหญ่แค่ไหนก็ได้แต่ต้องเสียค่าเช่าที่ดินแพงกว่าบ้านหลังเล็กกว่า
……
เมื่อกลับมาจากที่ประชุม ซ่งเอ้อเฉินก็ได้เล่าเื่ให้ครอบครัวฟัง นางหลิวแอบสบตากับซ่งอันหลิน หญิงสาวแอบส่งยิ้มบางๆให้กับมารดาตนเอง
“ตอนนี้ต้องรอให้เก็บผลผลิตข้าวโพดชุดนี้ก่อน เราถึงเริ่มปลูกข้าวในฤดูฝนที่จะถึงนี้ได้โดยจะมีการแบ่งแปลงนาให้ชาวนาทั้งหมดโดยใช้วิธีการเช่าที่นาก่อนโดยจ่ายค่าเช่าเป็ผลผลิต ”
ซ่งเอ้อเฉินมีความกังวลในแววตา เข้าไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดคุยกับครอบครัวยังไง เขากังวลไปหมดทั้งเื่อาหารการกินจะพอสำหรับหนาวนี้หรือไม่ทั้งเื่ที่นาจะได้ผลผลิตดีหรือไม่
ซ่งอันหลินมองดูแววตาที่ค่อนข้างกระสับกระส่ายของบิดาตัวเองจึงกล่าวว่า.."พ่อจ้ะนี่คือเงินที่เหลือจากการขายหญ้าและส่วนหนึ่งคือเงินที่ย่าแบ่งให้ครอบครัวของเรา จริงๆมีมากกว่านี้แต่วันนี้ลูกนำไปซื้อของใช้ที่จำเป็ในเมืองมาบางส่วน"
เมื่อซ่งเอ้อเฉินเห็นเงินที่กองตรงหน้าก็ตื่นเต้นเป็อย่างมาก.."มะ..มันมากขนาดนี้เลยเหรอ"
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเขาไม่เคยจับต้องเงินทองมากไปกว่า5เหมา เพราะทุกเหมาที่หามาได้จะถูกเก็บโดยย่าซ่งทั้งหมด แม้แต่ตอนที่เขามีครอบครัวแล้ว เงินของครอบครัวที่เขาหามาได้ก็ต้องส่งเข้ากองกลางทั้งหมด
มันคือกฎของย่าซ่ง ส่วนธัญพืชและข้าวปลาอาหารพี่สะใภ้ใหญ่จะเป็คนดูแล พอแยกครอบครัวมาได้แค่ไม่กี่วัน เขาก็มีโอกาสได้เห็นเงินมากกว่าสองร้อยหยวนวางตรงหน้า
นี่ถ้าไม่ใช่ว่าเขาหยิกตัวเองจนรู้สึกเจ็บเขาต้องคิดว่ามันคือความฝันแน่ๆ..
ซ่งอันหลินได้ทีก็รีบ ปรับทัศนคติพ่อของตัวเองต่อ “พ่อจ๊ะ..พ่อกำลังกังวลว่าจะประคองชีวิตของคนในครอบครัวไปยังไงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้ใช่ไหมจ๊ะ จริงๆแล้วพวกเรามีความสามารถเพียงแค่โดนกดทับไว้ด้วยคำด่าคำบ่นของย่า ถ้าพ่อไม่เชื่อพ่อก็ดูเงินที่กองตรงหน้านี้สิจ๊ะ ต่อไปลูกจะเป็คนดูแลเื่อาหารการกินของครอบครัวเราเอง พ่อสบายใจได้เลยจ้ะเราจะไม่อดตายมีแต่จะรุ่งโรจน์ขึ้นทุกวัน”
ซ่งเอ้อเฉินฟังลูกสาวพูดจบก็พยักหน้าตาแดงกล่ำ น้ำตาลูกผู้ชายจะไม่มีทางหลั่งให้ลูกเมียได้เห็นอย่างเด็ดขาดมันน่าอายเกินไป
“ได้ต่อไปเราจะเชื่อลูก” ในเมื่อหัวหน้าครอบครัวมอบดาบกายสิทธิ์ให้เธอแล้ว มีเหรอที่ซ่งอันหลินจะไม่ใช้ เธอเริ่มแต่งนิยายโม้แหลก เธอโกหกเื่แอบเอาหนังสือของซ่งต้าเกินมามาอ่าน ว่าจริงๆแล้วเธอเรียนเก่งมากพอโดนย่าบังคับห้ามเรียนหนังสือเธอก็ยังแอบอ่านและแอบศึกษาต่อจากตำราของซ่งต้าเกินที่เธอแอบขโมยมาเธอจึงรู้หลายเื่แต่ไม่กล้าแสดงออกมาให้ใครรู้กลัวโดนย่าซ่งทำโทษ
“….” ทุกคนในครอบครัวนั่งฟังอ้าปากแต่ไม่มีใครแสดงความคิดเห็น
แม้ว่าซ่งซิ่วหลันจะรู้สึกแปลกๆแต่ก็ไม่รู้ว่ามันแปลกตรงไหนแต่ก็ช่างเถอะ ในเมื่อพี่ใหญ่เป็คนฉลาดทำให้ทุกคนรอดจากการอดอยากก็ต้องเชื่อพี่ใหญ่ ส่วนหลิวหงกับซ่งเอ้อเฉินก็ต้องมองว่าลูกตัวเองดีที่สุดอยู่แล้วไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
.
.
ซ่งอันหลินให้แม่กับซ่งซิ่วหลันพักอยู่บ้านเพื่อเย็บผ้าให้กับครอบครัว ไม่ต้องออกไปทำงานแลกแต้ม สามคนแม่ลูกสาละวนอยู่กับการวัดตัวและตัดผ้าเพื่อทำการเย็บ ฝีเข็มของหลิวหงไม่ถึงกับเลิศเลอแต่ก็ดูดีเสียจนน่าแปลกใจ
“แม่คะ แม่เคยเย็บผ้ามาก่อนเหรอค่ะ”
“เคยสิ..สมัยแม่ยังเด็กตอนอยู่กับครอบครัวเดิมยายของแม่เย็บผ้าเก่งมากทั้งปักทั้งเย็บสวยกว่าใครๆในหมู่บ้านเลยนะ”
เสียงพูดถึงความหลังอย่างมีความสุขของหลิวหงดังขึ้นเป็ระยะๆ
“ถึงว่าเสี่ยวหลันถึงได้เก่งเหมือนแม่ ดูสิเย็บผ้านวมเกือบเสร็จแล้ว” ซ่งอันหลินพูดชมน้องสาวตัวเองแบบเนียนๆแต่มือของตัวเธอเองไม่มีผ้าอยู่สักชิ้นเพราะทำไม่เป็ แต่หลิวหงก็ไม่ได้ถือสาเสี่ยวหลินของเธออ่อนแอและโดนทารุนมาั้แ่เล็กตอนนี้มีโอกาสได้สบายขึ้นมาบ้างเธอไม่อยากไปจู้จี้กับลูกมาก
“เสี่ยวหลินไปทำอาหารกลางวันเถอะใกล้เวลาที่พ่อจะพักกลางวันแล้ว เดี๋ยวให้เสี่ยวหลันไปส่งให้พ่อ”
ซ่งอันหลิน รีบลุกขึ้นไปทำในสิ่งที่ตนเองถนัดดีกว่า นั่นคือการ..สั่งอาหารจากระบบ หึหึ
วันนี้ไหนๆก็มีครัวแล้วเธอจะโชว์ฝีมือเองก็แล้วกัน ซ่งอันหลินเดินเข้าครัวพร้อมกับกดสั่งซื้อแป้งสาลี ข้าวขาว5ชั่งไข่ไก่สิบฟองและเครื่องปรุงรสตามยุคสมัยจากในระบบ เธอไม่ลืมที่จะซื้อหมูสามชั้นเพื่อจะนำมาทำสามชั้นตุ๋นเต้าเจี้ยวของโปรดของเธอ
เครื่องปรุงในครัวและวัตถุดิบถูกกดสั่งซื้อมาจากระบบพร้อมกับไม่ลืมสั่งแบบที่เป็บรรจุภัณฑ์ตามยุคสมัยนี้ “….” ตายแล้วเกิดมีคนสงสัยว่าของเหล่านี้มาจากไหนจะทำไง
ซ่งอันหลินรีบนำของทั้งหมดใส่ลงไปในตะกร้าใบเล็กแล้วเอาวางไว้มุมลับตาของห้องครัว
“แม่.. แม่เห็นตะกร้าที่ลูกใส่ของใช้ในครัวไหมคะ วันก่อนลูกไปซื้อมาจากในเมืองมาด้วยไม่รู้ใครเป็คนเก็บ เสี่ยวหลันเห็นรึเปล่าไปช่วยพี่หาตะกร้าหน่อยสิ”
เสี่ยวหลันลุกขึ้น วิ่งไปหาในบ้านและวิ่งเข้าไปในครัว “พี่ใหญ่..อยู่ตรงข้างโอ่งน้ำนี่ไง” เสียงะโออกมาจากในครัว ซ่งอันหลินทำทีเป็ยิ้มเก้อๆแล้วบ่นพึมพำ.."แปลกจริงทำไมเมื่อกี้ถึงหาไม่เจอกันนะ"
โอ้ยย…เธออยากเอามือทึ้งผมตัวเอง นี่ฉันต้องแสดงละครปัญญาอ่อนแบบนี้อีกนานไหมเนี่ย บ้าจริงหญิงสาวบ่นในใจแต่ช่วยไม่ได้แม้จะเป็คนในครอบครัวก็เถอะจะให้มาโป๊ะแตกไม่ได้
ผ่านไปประมาณ45นาที สามชั้นตุ๋นเต้าเจียวก็ถูกยกลงมาจากเตากลิ่นหอมฉุยของหมู่ตู๋นเต้าเจี้ยวลอยไปถึงจมูกป้าสะใภ้ที่เดินมาด้อมๆมองๆอยู่บริเวณหน้าบ้าน
ที่แท้ป้าสะใภ้ใหญ่ แอบมาสำรวจความเป็อยู่ของบ้านรองนี่เอง หลังจากผ่านความใเื่ิญญาปู่ซ่งไปหลายวันจนเริ่มลืมความหวาดกลัว นิสัยเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ก็เริ่มกำเริบอีกครั้ง
ที่เดินมาดูเพราะเห็นว่าเมื่อวันก่อนนังเด็กอันหลินนั่นเข้าในเมืองเที่ยวหอบข้าวหอบของพะรุงพะรังกลับมา ทำเอาเธอแทบกระอักเืเงินทองที่พวกมันนำไปถลุงไม่ใช่เงินของเธอหรอกเหรอน่าตายนัก