ฤดูหนาวที่มีแสงอาทิตย์และหมู่บ้านที่คนตายไม่รู้ว่าตัวเองตายแล้ว หรือเมื่อโรคที่รักษาไม่ได้กลายเป็ประตูสู่โลกที่อยู่ระหว่างสองฝั่ง
ว่ากันว่า "มีสถานที่บางแห่งในโลกนี้ที่ขอบระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่จากไปแล้วบางลงจนแทบมองไม่เห็นในเวลากลางวัน และในยามค่ำ มันหายไปเลย
คนที่ไปถึงสถานที่เ่าั้มักไม่รู้ว่าตัวเองข้ามผ่านแล้วจนกว่าจะหันกลับมามองรอยเท้าของตัวเอง และพบว่ามันลอยอยู่เหนือพื้นดินเล็กน้อย
ถึงตอนนั้น สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือไม่ใ และหาคนที่รู้ทางกลับออกมาด้วยกัน"
☽ อารัมภบทเช้าที่ไม่มีภารกิจ ☽
มีเช้าวันหนึ่งหลังจากคืนที่คดีของขุนนางเว่ยปิดลง
อู๋หลิงซางตื่นขึ้นมาและนอนอยู่บนเตียงเป็ครั้งแรกในรอบเดือน
ไม่ใช่เพราะเจ็บป่วย ไม่ใช่เพราะี้เีแต่เพราะสมองของเขาที่ปกติเริ่มทำงานทันทีที่ตื่นขึ้น คิดถึงคนไข้ คิดถึงยาคิดถึงแผนการ ครั้งนี้นิ่งอยู่อย่างแปลกประหลาด
เขานอนมองเพดานไม้สักครู่
รู้สึกถึงความเงียบของโรงหมอในยามรุ่งสางกลิ่นสมุนไพรที่ซึมอยู่ในไม้ผนัง เสียงลมเบาๆ ที่พัดผ่านช่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท
และรู้สึกถึงบางสิ่งที่เขาไม่รู้จะเรียกว่าอะไร
บางสิ่งที่เบากว่าปกติ
เขาลุกขึ้น ล้างหน้า แต่งตัวและออกมาที่ห้องครัว
เย่เซิ่นอวี๋นั่งอยู่ที่โต๊ะแล้วมือหนึ่งถือถ้วยชา อีกมือถือขนมปังที่น่าจะซื้อมาจากร้านข้างๆ ั้แ่ก่อนรุ่งสางกำลังอ่านบันทึกที่เขาเขียนเองอยู่อย่างสงบ
เมื่อเห็นหลิงซาง เขาชูขนมปังอีกก้อนขึ้น
"ซื้อมาสองก้อน" เขาพูดเรียบๆราวกับสิ่งนั้นเป็เื่ปกติ
หลิงซางรับขนมปังนั้น นั่งลง
ความเงียบที่ตามมานั้นสบายในแบบที่ต้องใช้เวลาสร้างมันขึ้นไม่ใช่ความเงียบของคนไม่รู้จะพูดอะไรแต่เป็ความเงียบของคนที่รู้สึกว่าไม่ต้องพูดก็ได้
"หยูหลานไปตลาดเช้า" เซิ่นอวี๋พูดหลังจากสักครู่
"รู้" หลิงซางตอบ
"คนไข้รายแรกมาเก้าโมง"
"รู้"
"งั้นตอนนี้ท่านหมอมีเวลา" เซิ่นอวี๋พูดแล้วก็พลิกกลับไปอ่านบันทึกต่อ ราวกับไม่ได้้าคำตอบ
หลิงซางกัดขนมปังมองเซิ่นอวี๋ที่กำลังอ่านอยู่
มองนานพอที่จะสังเกตเห็นสิ่งที่ปกติไม่ได้สังเกตแสงเช้าตกลงบนด้านข้างของใบหน้าเขา เส้นผมที่ยังไม่ได้มัดเรียบร้อยพลิ้วเบาๆรอยแผลเป็ที่ข้อมือซ้ายที่โผล่ออกมาจากขอบแขนเสื้อและท่าทางที่ผ่อนคลายกว่าปกติในแบบที่บ่งบอกว่าเขารู้สึกปลอดภัยในสถานที่นี้
หลิงซางคิดในใจ
"ภาพนี้ควรเก็บไว้ในใจ"
"ท่านหมอมองอะไรอยู่" เซิ่นอวี๋ถามโดยไม่ยกหน้าจากบันทึก
"แสงเช้า" หลิงซางตอบ
"แสงเช้าอยู่ข้างหน้า ไม่ใช่ข้างๆ"
"บางครั้งแสงเช้าก็ตกลงบนสิ่งที่อยู่ข้างๆแล้วก็ดูดีกว่า"
เซิ่นอวี๋หยุดพลิกหน้า
ยกหน้าขึ้นมองหลิงซาง
หลิงซางกินขนมปังต่อโดยไม่แสดงว่ารู้ว่ากำลังถูกมอง
และมุมปากของเซิ่นอวี๋ขยับขึ้นเล็กน้อยในแบบที่เขาพยายามซ่อนแต่ซ่อนไม่ค่อยสำเร็จ
เขาคิดในใจ "อ้ออย่างนั้นเองหรือ"
☁ จดหมายจากหมู่บ้านที่ไม่มีในแผนที่☁
จดหมายมาถึงในบ่ายวันนั้น
ไม่ใช่จดหมายปกติ กระดาษหยาบที่คนทั่วไปใช้หมึกที่ดูราวกับเขียนด้วยนิ้วมือมากกว่าปากกาตัวอักษรสั่นเล็กน้อยราวกับมือที่เขียนกำลังสั่น
แต่ข้อความนั้นชัดเจน
"หมู่บ้านของข้ามีโรคร้าย ไม่ใช่โรคไม่ใช่ผี หมอทำอะไรไม่ได้ คนตายไม่ยอมจากไป ขอหมอผู้มีคุณธรรมแวะมาเยี่ยมหมู่บ้านหมอก มุ่งเหนือสามวัน ถามคนตัดฟืนจะถึง"
หลิงซางอ่านจดหมายนั้นสองรอบ
แล้วก็ส่งให้เซิ่นอวี๋
เซิ่นอวี๋อ่านครั้งเดียว วางลง
"หมู่บ้านที่ไม่มีในแผนที่" เขาพูด
"คนตายไม่ยอมจากไป" หลิงซางพูดทับ "นั่นคือประโยคที่น่าสนใจกว่า"
"เพราะมันอาจหมายถึงโรคที่ทำให้ดูตายแต่ยังมีชีวิตอยู่" เซิ่นอวี๋วิเคราะห์ "หรืออาจหมายถึงสิ่งที่พูดตรงๆว่าคนตายที่ยังไม่ได้ไปจริงๆ"
"ท่านคิดว่าเป็อันไหน"
เซิ่นอวี๋พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง
"ท่านหมอเชื่อเื่ิญญา" เขาพูด ไม่ใช่คำถาม
"ข้าเชื่อสิ่งที่มีหลักฐาน" หลิงซางตอบ "และข้าเคยเห็นสิ่งที่อธิบายด้วยวิทยาศาสตร์การแพทย์ไม่ได้มากพอที่จะรู้ว่าขอบเขตของ'หลักฐาน' นั้นกว้างกว่าที่ตำราบอก"
"นั่นคือคำตอบที่หลีกเลี่ยงการตอบตรงๆที่ดีมาก" เซิ่นอวี๋พูด
"นั่นคือคำตอบที่ซื่อสัตย์" หลิงซางแก้ไข
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขา แล้วก็มองจดหมายอีกครั้ง
"ข้าเคยเห็นิญญา" เขาพูดเงียบๆ "หรืออย่างน้อยก็เห็นสิ่งที่ข้าไม่มีคำอธิบายอื่นหลายครั้งระหว่างทำงาน บางครั้งพวกมันนำทางข้า บางครั้งพวกมันขอร้อง"
หลิงซางฟัง ไม่แสดงความสงสัยไม่แสดงว่าไม่เชื่อ
"รอยแผลเป็ที่ข้อมือท่าน" เขาพูดช้าๆ "เมื่อท่านัักับสิ่งที่ผิดปกติมันเรืองขึ้นไหม"
เซิ่นอวี๋มองข้อมือซ้าย
"เกือบทุกครั้ง"
"งั้นท่านก็มีลางสังหรณ์ที่ดีกว่าข้า" หลิงซางพูดเรียบๆ "ไปด้วยกัน"
หยูหลานได้ยินเื่นี้เมื่อกลับมาจากตลาด
เธอวางตะกร้าลง มองจดหมาย มองทั้งสองคน
"ข้าไปด้วย" เธอพูด
"ท่านต้องดูแลโรงหมอ" หลิงซางพูด
"ข้าฝากเพื่อนที่เรียนแพทย์ด้วยกันมาดูแลได้" หยูหลานตอบ "และท่านซาง้าคนช่วยเตรียมยาถ้าต้องรักษาคนทั้งหมู่บ้าน"
"เธอพูดถูก" เซิ่นอวี๋พูดก่อนที่หลิงซางจะโต้แย้ง
หลิงซางมองเซิ่นอวี๋
"ท่านเห็นด้วยเพราะอะไร"
"เพราะถ้าคดีนี้เกี่ยวข้องกับิญญาข้าไม่แน่ใจว่าสองคนจะพอ" เซิ่นอวี๋ตอบตรงๆ "และคุณหมอผู้ช่วยนั้นน่ากลัวกว่าสิ่งส่วนใหญ่ที่ข้าเคยเจอ"
หยูหลานยิ้ม
"ขอบคุณท่านเซิ่น"
????สามวันบนเส้นทางและสิ่งที่เซิ่นอวี๋สอน????
เส้นทางมุ่งเหนือ วันที่หนึ่ง
เส้นทางมุ่งเหนือจากฉางอันผ่านทุ่งโล่งก่อนที่ต้นไม้จะค่อยๆหนาแน่นขึ้นเมื่อเข้าสู่เขตเขา อากาศหนาวกว่าในเมือง ลมมีกลิ่นดินกลิ่นหิมะที่ยังค้างอยู่บนยอดเขาในระยะไกล
ม้าสามตัว หลิงซาง เซิ่นอวี๋ หยูหลานเดินทางในจังหวะที่ไม่รีบ
วันแรกเซิ่นอวี๋สอนหยูหลานเื่การอ่านรอยทางธรรมชาติ
"รอยเท้าสัตว์บอกว่าพื้นที่ข้างหน้าปลอดภัยหรือเปล่า" เขาอธิบายขณะที่ทั้งสามหยุดพักริมลำธาร"ถ้าสัตว์ป่าไม่ผ่านทางใดทางหมายความว่ามีบางสิ่งที่พวกมันหลีกเลี่ยง"
"บางสิ่งอย่างไร" หยูหลานถาม
"ขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์ที่หลีกเลี่ยงและรูปแบบที่หลีกเลี่ยง" เซิ่นอวี๋อธิบาย "นกหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีพิษในดินกวางหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีนักล่า และสัตว์ทั้งหมดหลีกเลี่ยง—"
"พื้นที่ที่มีพลังงานผิดปกติ" หลิงซางพูดต่อ ยืนอยู่ที่ขอบลำธารจ้องมองน้ำที่ใสแต่เย็น
เซิ่นอวี๋หันมามองเขา
"ท่านหมอเคยสังเกตเื่นั้นด้วยหรือ"
"ข้าเคยตามหายาสมุนไพรในป่า" หลิงซางพูด "และพบว่าต้นยาบางชนิดขึ้นอยู่ในพื้นที่ที่สัตว์ไม่เข้าใกล้เพราะพลังงานของต้นยานั้นแรงเกินไปสำหรับร่างกายสัตว์ แต่เหมาะกับการรักษา"
"พลังงานรักษาและพลังงานอันตรายอยู่ในที่เดียวกัน" หยูหลานพูดขึ้น เข้าใจ
"บ่อยกว่าที่คิด" หลิงซางพูด
เซิ่นอวี๋มองหลิงซางอยู่ครู่หนึ่งในแสงกลางวันของทุ่งหญ้าที่กว้างท่าทางปกติที่เรียบร้อยของหมอผู้นี้ดูต่างออกไปเล็กน้อย ผ่อนคลายกว่า เปิดกว่าราวกับว่าการออกจากเมืองทำให้บางชั้นที่ห่อหุ้มอยู่หลุดออกโดยไม่รู้ตัว
"ท่านหมอชอบออกนอกเมืองไหม" เขาถาม
หลิงซางคิดอยู่สักครู่ก่อนตอบ
"ข้าชอบที่ที่ความเรียบง่ายมีคุณค่าของมันเอง" เขาพูด "ในเมืองทุกสิ่ง้าชื่อ ้าสถานะ ้าเหตุผล ที่นี่" เขายกมือขึ้นเล็กน้อยในท่าทางที่บ่งชี้ถึงทุ่งหญ้ารอบๆ"ต้นไม้ขึ้นเพราะดินดีน้ำไหลเพราะมีที่ต่ำ ไม่มีอะไรที่ต้องอธิบาย"
หยูหลานมองทั้งสองคนสลับกัน
แล้วก็หันไปดูม้าของตัวเองอย่างตั้งใจผิดปกติ
วันที่สอง กลางป่า......
ฝนปรอยลงมาในตอนบ่ายของวันที่สอง ไม่หนักแต่ทำให้อากาศเย็นลงและถนนลื่นพวกเขาหยุดพักใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีกิ่งก้านกว้างพอที่จะกันฝนได้บ้าง
หยูหลานไปเก็บน้ำสำหรับม้าทิ้งสองคนไว้ในความเงียบของป่าและเสียงฝน
เซิ่นอวี๋นั่งพิงลำต้น ยกหัวเข่า วางแขนพาดจ้องมองฝนที่ตกลงผ่านใบไม้เป็เส้นสายเงิน
หลิงซางนั่งข้างๆ ระยะห่างพอสมควรแต่ไม่ไกลมากกำลังตรวจดูยาในย่าม ตรวจสอบว่าความชื้นทำให้สมุนไพรเสียหายไหม
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดขึ้น
"อะไร"
"เมื่อท่านรักษาคนท่านรู้สึกอะไรไหม"
หลิงซางหยุดมือที่ตรวจยา
"ถามเื่พลัง"
"ถามเื่ความรู้สึก" เซิ่นอวี๋พูดแก้ "ข้าอยากรู้ว่าสำหรับท่านมันเป็แค่งาน หรือมีอะไรมากกว่านั้น"
หลิงซางนิ่งอยู่นานเสียงฝนตกทำหน้าที่เติมเต็มความเงียบ
"ตอนที่ข้าเยียวยาคนด้วยพลัง" เขาพูดช้าๆ "มันไม่ใช่แค่การส่งพลังออกไปมันเหมือนกับว่าข้าััได้ถึงสิ่งที่าเ็ในคนนั้น ไม่ใช่แค่ร่างกายบางครั้งข้าััได้ถึงความเ็ปที่ลึกกว่า ความกลัว ความโศกเศร้าความเหนื่อยล้าที่สะสมมานาน"
เซิ่นอวี๋ฟังโดยไม่ขัด
"และข้าไม่รักษาได้ทุกอย่าง" หลิงซางพูดต่อ เสียงเบาลง "ร่างกายที่ข้าเยียวยาได้แต่สิ่งที่ลึกกว่านั้นบางครั้งข้าแค่ััได้ว่ามันมีอยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้"
"นั่นทำให้ท่านหมอเป็ห่วงไหม" เซิ่นอวี๋ถาม เสียงอ่อนกว่าปกติ
"มากกว่าที่แสดงออก" หลิงซางตอบตรงๆ
เซิ่นอวี๋หันมามองเขามองนานพอที่จะเห็นสิ่งที่คำตอบนั้นซ่อนไว้ ความห่วงใยที่ลึกและเงียบที่ไม่มีทางออกเพราะมันผูกกับข้อจำกัดของพลังที่มี
"ท่านหมอรักษาคนอื่น" เขาพูดเบาๆ "แต่ใครรักษาท่านหมอ"
คำถามนั้นตกลงในความเงียบ
หลิงซางมองออกไปที่ฝนที่ตกนอกร่มใบไม้
"ข้าไม่้าการรักษา"
"ทุกคน้า" เซิ่นอวี๋พูด ไม่โต้เถียง แค่บอก
ความเงียบอีกครู่หนึ่ง
จากนั้นหลิงซางก็พูดสิ่งที่เขาไม่คาดว่าจะพูด
"บางครั้ง" เขาพูดเงียบมาก "เมื่อข้าเหนื่อยจากการรักษาพลังหมด ร่างกายเหนื่อย แต่ไม่อยากนอน ข้าแค่้านั่งอยู่เฉยๆโดยมีใครบางคนอยู่ด้วย ไม่ต้องพูด ไม่ต้องทำอะไร แค่อยู่"
"ข้าทำอย่างนั้นได้" เซิ่นอวี๋พูดทันทีราวกับรอคำนี้อยู่แล้ว
หลิงซางหันมามอง
เซิ่นอวี๋มองกลับ ดวงตาตรงและชัดเจน
"ข้าสามารถนั่งอยู่เฉยๆโดยไม่พูดได้นาน" เขาพูด "ข้าฝึกมาตลอดชีวิตในการรอโดยไม่สร้างเสียง"
หลิงซางมองหน้าเขาอีกครู่
แล้วก็หันกลับไปที่ย่ามยา
แต่มุมปากของเขาขยับขึ้นเล็กน้อยเล็กมากจนถ้าไม่ได้มองใกล้ๆ จะมองไม่เห็น
เซิ่นอวี๋เห็น
และเก็บมันไว้ในความทรงจำในที่ที่เขาเก็บสิ่งที่มีค่า
วันที่สาม พบคนตัดฟืน.....
ชายชราที่ตัดฟืนอยู่ริมขอบป่าเมื่อเห็นม้าสามตัวก็หยุดมือ
เมื่อหลิงซางถามถึงหมู่บ้านหมอกชายชราวางขวานลง ใบหน้าที่เหี่ยวย่นของเขาแสดงอารมณ์บางอย่างที่อ่านยาก
"ท่านจะไปที่นั่นจริงๆ หรือ"
"มีจดหมายเชิญ" หลิงซางบอก
ชายชราส่ายหัว "หลายคนที่ไปแล้วไม่กลับมา"
"ไม่กลับมาหรือกลับมาเปลี่ยนไป" เซิ่นอวี๋ถามตรงๆ
ชายชราคิดอยู่สักครู่
"ทั้งสองแบบ" เขาตอบ "บางคนหายไปในหมอกบางคนกลับมาแต่ตาไม่เหมือนเดิม ราวกับว่าพวกเขาเห็นบางสิ่งที่ไม่ควรเห็น"
"ทางไปอย่างไร" หลิงซางถามนิ่ง
ชายชรามองเขานานแล้วก็ชี้ไปทางเหนือที่มีหมอกจางๆ ลอยอยู่แม้จะเป็เวลาบ่าย
"เดินตามหมอก" เขาพูด "เมื่อถึงจุดที่หมอกหนาจนมองไม่เห็นมืออย่าหยุดเดินต่อไปจนกว่าจะเย็น ถ้าหยุด หมอกจะกลืนท่านไว้"
"และถ้าเย็นแล้ว" หยูหลานถาม
"ถ้าเย็นแล้วแต่ยังไม่เห็นไฟหมายความว่าหมู่บ้านไม่ยอมรับท่าน"
"ถ้าเห็นไฟ?"
"ก็เดินเข้าไปเถิด" ชายชราพูด "และจำไว้ว่าไม่ว่าจะเห็นอะไรในนั้น อย่าััสิ่งที่ท่านไม่รู้จัก"
????หมู่บ้านหมอกและโรคที่ไม่มีชื่อ ????
หมอกเริ่มหนาขึ้นเมื่อพวกเขาเข้าใกล้
ไม่ใช่หมอกธรรมดา สีขาวขุ่นที่เคลื่อนไหวช้าๆราวกับมันรู้ว่ามีคนกำลังเข้ามา รอยแผลเป็บนข้อมือซ้ายของเซิ่นอวี๋เรืองขึ้นเบาๆ
"อยู่ใกล้แล้ว" เขาพูดเงียบๆ
หลิงซางรู้สึกบางสิ่งที่ปลายนิ้วความเย็นที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่จากอากาศ แต่จากภายในราวกับพลังในตัวเขาตื่นตัวขึ้นตอบสนองต่อบางสิ่งในพื้นที่นี้
เขาวางกุ้ยหยูสีขาวที่แขวนไว้ที่เอวออกมาถือไว้ในมือทันทีที่ัั ความเย็นที่ปลายนิ้วสม่ำเสมอขึ้น ควบคุมได้ง่ายขึ้น
"เดินต่อ" เขาบอก "ตามที่ชายชราบอก"
หมอกหนาขึ้น หนาขึ้น จนมองไม่เห็นม้าตัวข้างๆแม้จะอยู่ห่างกันแค่ก้าวสองก้าว
หยูหลานร้องเรียกเบาๆ "ท่านซาง?"
"อยู่นี่" หลิงซางตอบ "เดินต่อ"
ความเงียบของหมอกนั้นต่างจากความเงียบทั่วไปในนั้นไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงลม ไม่มีเสียงแมลงมีแค่เสียงก้าวเท้าของพวกเขาเองที่ดูดังผิดปกติราวกับเสียงสะท้อนกลับมาจากผนังที่มองไม่เห็น
เซิ่นอวี๋ขี่ม้านำอยู่ข้างหน้ามือซ้ายที่รอยแผลเรืองอยู่ยกขึ้นเล็กน้อย ราวกับรับสัญญาณจากบางสิ่ง
จากนั้นแสงส้มอ่อนๆ ปรากฏขึ้นในหมอก
ไฟ
และเมื่อพวกเขาเดินออกมาจากหมอกหนาสู่บริเวณที่ชัดเจนกว่า
หมู่บ้านหมอกปรากฏอยู่เบื้องหน้า
หมู่บ้านเล็กๆ สิบกว่าหลังบ้านไม้ที่ดูแลรักษาดีแต่เงียบเกินไปสำหรับเวลาเย็นปกติในเวลานี้ควรมีกลิ่นอาหารปรุง เสียงเด็กเล่น เสียงคุยกันระหว่างเพื่อนบ้าน
แต่เงียบ
เงียบสนิทยกเว้นเสียงไฟที่โคมหน้าบ้านแต่ละหลัง
และที่กลางลานหมู่บ้าน
มีชายวัยกลางคนยืนรออยู่คนเดียวใบหน้าซีดผิดปกติ ตาล้อมด้วยรอยดำของคนที่ไม่ได้นอนนาน
"ท่านหมอมาแล้ว" เขาพูดเสียงสั่นเล็กน้อยด้วยความโล่งใจ
"ข้าคืออู๋หลิงซาง" หลิงซางลงจากม้า "ท่านส่งจดหมายมา?"
"ข้าชื่อเฉินิ ผู้ใหญ่บ้าน" ชายนั้นก้มศีรษะ "ขอบคุณที่มา"
"บอกข้าว่าเกิดอะไรขึ้น" หลิงซางพูดตรง
ผู้ใหญ่บ้านเฉินิมองรอบๆหมู่บ้านที่เงียบงัน มองในแบบที่บ่งบอกว่าเขากำลังมองหาบางสิ่งที่ไม่มีตัวตน
"มาข้างในก่อนเถิด" เขาพูด เสียงเบา "อย่าคุยเื่นี้กลางลาน"
"ทำไม" เซิ่นอวี๋ถาม
ผู้ใหญ่บ้านมองเขา แล้วก็พูดสั้นๆที่ทำให้ไออุ่นบริเวณนั้นรู้สึกเย็นลงทันที
"เพราะพวกเขาฟังอยู่"
ในบ้านของผู้ใหญ่บ้านชาร้อนถูกเทออกมาและประตูปิดสนิท หน้าต่างทุกบานมีผ้าสีแดงแขวนไว้ที่กรอบสีที่คนทั่วไปเชื่อว่าป้องกันิญญา
"สองเดือนก่อน" เฉินิเริ่มเล่า "ชายหนุ่มคนหนึ่งในหมู่บ้านล้มป่วยอาการแปลกมาก ตัวร้อน แต่ผิวเย็น พูดไม่รู้เื่ เหมือนกำลังคุยกับคนที่ไม่มีอยู่จริง"
"แล้วอาการพัฒนาไปอย่างไร" หลิงซางถาม
"สามวันหลังจากนั้นเขาตาย" เฉินิพูด "แต่—" เขาหยุด มือกำแน่น "หลังจากที่เขาตายและฝังแล้วเพื่อนบ้านบอกว่าเห็นเขาเดินอยู่ในหมู่บ้านกลางดึก"
"เห็นรูปทรง" เซิ่นอวี๋พูด "หรือเห็นชัดเจน"
"ชัดเจน" เฉินิตอบ "ชัดจนคุยด้วยได้เขาจำคนรู้จักได้ ถามเื่ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านพูดเื่ที่เกิดขึ้นหลังจากที่เขาตายแล้ว"
"แล้วเขาบอกไหมว่าทำไมถึงยังอยู่" หยูหลานถาม
"บอกว่า ยังหาทางออกไม่เจอ" เฉินิพูด เสียงสั่น "และหลังจากนั้นคนอื่นในหมู่บ้านก็เริ่มป่วยแบบเดิม ตอนนี้มีสี่คนที่ป่วยสองคนตายไปแล้วแต่ยังอยู่ในหมู่บ้าน มีเด็กสาวหนึ่งคนที่ป่วยมาสามวันแล้ว"
"พาข้าไปดูเด็กสาวก่อน" หลิงซางลุกขึ้น
????โรคที่หมอดูไม่ออก ⚕
เด็กสาวชื่อ เสี่ยวเหมย อายุสิบสี่ปีนอนอยู่บนเตียงในบ้านที่มีแม่นั่งเฝ้าข้างๆ ตลอดเวลา
ร่างกายที่ผอมบางของเธอดูเล็กลงกว่าอายุจริงผิวซีดจนเห็นเส้นเืฝอยที่ขมับชัดเจน ลมหายใจสม่ำเสมอแต่เบามากผิดปกติและดวงตาที่ปิดอยู่นั้น ขยับบ้างเป็ครั้งคราว ราวกับกำลังฝันในแบบที่เข้มข้น
แต่ที่ทำให้หลิงซางหยุดอยู่กับที่ั้แ่เดินเข้ามาในห้องคือ
อุณหภูมิ
ห้องนั้นเย็นกว่าอุณหภูมิภายนอกทั้งที่มีเตาไฟจุดอยู่ตรงมุม
เย็นแบบที่ไม่ใช่ความเย็นธรรมดา
หลิงซางััได้ทันทีว่ามันคืออะไร พลังของเขาที่ตื่นตัวอยู่แล้วั้แ่เข้ามาในหมอกนั้นตอบสนองต่ออะไรบางสิ่งในห้องนี้
มีพลังงานอีกอย่างอยู่ที่นี่
เขาคุกเข่าลงข้างเตียงวางมือที่ข้อมือของเสี่ยวเหมย
ชีพจรเบา สม่ำเสมอ แต่ไม่ปกติมันเต้นในจังหวะที่ดูเหมือนมีสองจังหวะซ้อนกัน จังหวะของคนมีชีวิตและจังหวะของบางสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์
หลิงซางคิดในใจ
"มีบางสิ่งอยู่ในร่างของเธอ"
เขายกมือออกมาหันไปมองเซิ่นอวี๋ที่ยืนอยู่ที่ประตู
เซิ่นอวี๋พยักหน้าเล็กน้อยรอยแผลของเขาเรืองอยู่ชัดเจน บอกว่าเขารู้สึกบางสิ่งเช่นกัน
"แม่ท่านเสี่ยวเหมย" หลิงซางเรียกแม่ของเด็กสาว "ก่อนที่เธอจะเริ่มป่วยมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นไหม"
หญิงวัยกลางคนที่ดูเหนื่อยล้าจากการเฝ้าลูกหลายวันขยับ
"มีคืนหนึ่งที่เธอบอกว่าได้ยินเสียงร้องไห้จากนอกบ้าน" เธอพูดเบาๆ "เธอออกไปดูแต่ไม่เห็นใคร กลับเข้ามาแล้วก็เริ่มป่วยั้แ่รุ่งเช้า"
"เสียงร้องไห้" หลิงซางพูดซ้ำ มองเซิ่นอวี๋
"เสียงเรียกร้องความช่วยเหลือ" เซิ่นอวี๋พูดเงียบๆ "หรือเป็กับดัก"
"หรือทั้งสองอย่างพร้อมกัน" หลิงซางพูดต่อ
เขาหันกลับมาที่เสี่ยวเหมยวางมือลงบนหน้าผากของเธอ หลับตา
แสงสีขาวเรืองออกมาจากฝ่ามือ ช้าๆ ระมัดระวังไม่ใช่การรักษาแบบเต็มกำลัง แต่เป็การ สำรวจ — ส่งพลังออกไปเบาๆเพื่อรับรู้ว่าข้างในมีอะไร
และสิ่งที่เขาััได้นั้น
ทำให้เขาเปิดตาขึ้น
"มีิญญาในร่างของเธอ" เขาพูดตรงๆให้เฉินิและแม่ของเสี่ยวเหมยได้ยิน "ไม่ใช่ิญญาชั่วร้ายแต่เป็ิญญาที่หลงทางหาทางออกไม่ได้และบังเอิญเข้ามาในร่างของเธอเมื่อเธอออกไปกลางดึก"
"มันจะทำร้ายลูกสาวข้าไหม" แม่ถาม เสียงสั่น
"มันไม่ตั้งใจ" หลิงซางตอบ "แต่ถ้าทิ้งไว้นานิญญาที่อยู่ในร่างมนุษย์จะดึงเอาพลังชีวิตออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เหมือนกับไฟสองดวงที่จุดอยู่ในโถเดียวกันโถไม่ได้ออกแบบมาสำหรับสองดวง"
"งั้นต้องทำอะไร" เซิ่นอวี๋ถาม
"ต้องช่วยให้ิญญานั้นหาทางออก" หลิงซางพูด "แต่ถ้าดึงออกด้วยกำลังเด็กสาวอาจได้รับาเ็ เพราะมันอยู่ในนั้นนานพอที่จะพันกันแล้วบางส่วน"
"ต้องให้มันออกเอง" หยูหลานพูดขึ้น เข้าใจ
"ต้องเปิดทางให้มัน" หลิงซางยืนยัน "และก่อนที่จะทำได้ต้องรู้ว่ามันคือใคร ทำไมถึงยังอยู่ ทำไมถึงหาทางออกไม่เจอ"
"ข้าจะถามมัน" เซิ่นอวี๋พูด
ทุกคนมองเขา
"ข้าสื่อสารกับิญญาได้บ้าง" เขาพูดเรียบๆราวกับบอกว่าตัวเองว่ายน้ำเป็ "ไม่ใช่ทุกดวง และไม่ใช่ทุกครั้งแต่ิญญาที่หลงทางมัก้าพูด มากกว่าิญญาทั่วไป"
♥️เมื่อหมอกไม่ได้ซ่อน แต่รอเวลา ♥️
"หมอกในยามรุ่งสางไม่ได้ซ่อนโลกจากผู้คน มันซ่อนสิ่งที่โลกยังไม่พร้อมให้เห็น
และในหมู่บ้านเล็กๆกลางหุบเขาที่ไม่มีชื่อในแผนที่ คนตายได้เรียนรู้ว่าการจากไปนั้นไม่น่ากลัว ถ้าได้พูดสิ่งที่ต้องพูดก่อน
และคนที่ยังมีชีวิตสองคน ที่เดินทางผ่านหมอกนั้นด้วยกันก็เรียนรู้บางสิ่งด้วยเช่นกัน
ว่าบางเื่ที่ค้างอยู่ในอก ยิ่งค้างนานก็ยิ่งหนักและสิ่งที่พูดออกมาก่อนสายเกินไป มักจะเบากว่าที่กลัวเสมอ"
♥️"หมอกจางเห็นฟ้าใสใจสงบรู้ว่าที่ใดคือบ้าน" ♥️
..สุสาส์นราคะ...