เมื่อเห็นว่ารันกำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง อาคาเซียก็เริ่มกล่าวอีกครั้ง
“เด็กน้อย เ้านั้นยังมีเวลาให้ครุ่นคิดอีกมาก แต่เวลาของข้าและโลกใบนี้นั้นเหลืออีกไม่มาก ข้าจะขอเข้าเื่สำคัญเลยแล้วกัน ก่อนอื่นเลยเ้าต้องทราบสถานการณ์ในโลกของข้าเสียก่อน โลกนี้มีนามตามชื่อของข้า นั่นคือ อาคาเซีย เป็โลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งเวทมนตร์และจิติญญา ไม่ว่าจะเป็เทคโนโลยี สถาปัตยกรรม วิถีชีวิตความเป็อยู่ของผู้คนบนโลกนี้ล้วนต้องพึ่งพาพลังเวทย์จนไม่สามารถแยกจากกันได้
สิ่งมีชีวิตทรงปัญญาในโลกนี้นั้นมี 3 เผ่าพันธุ์หลักและเผ่าพันธุ์ย่อยที่ด้อยกว่าอีกนับไม่ถ้วน แต่ข้าจะพูดถึงแค่ 3 เผ่าหลักเท่านั้น เพราะพวกเขามีประชากรเยอะที่สุด มีสังคมที่มีอารยะมากที่สุด มีอำนาจทางเทคโนโลยีมากที่สุด และมีกองกำลังทหารมากที่สุดในโลก ได้แก่ มนุษย์ เอลฟ์และดวอร์ฟ
นอกจากนี้ยังมีเผ่าพันธุ์ที่ไร้ซึ่งสติปัญญา เป็เพียงเดรัจฉานที่พึ่งพาสัญชาตญาณของตนในการดำรงชีวิต แต่ไม่ว่าพวกมันจะเป็สัตว์กินพืชหรือสัตว์กินเนื้อก็ล้วนสามารถใช้พลังเวทย์ในการป้องกันตัวและล่าเหยื่อได้ทั้งสิ้น ด้วยความอันตรายของมันจึงถูกผู้คนเรียกรวมๆว่ามอนสเตอร์หรือสัตว์เวทย์
แม้ว่า มนุษย์ เอลฟ์ และดวอร์ฟ ทั้งสามเผ่าพันธุ์จะมีาและความขัดแย้งกันบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นแตกหักจนต้องทำลายล้างเผ่าพันธุ์กันเลยสักครั้ง ซึ่งถือเป็ความสงบสุขที่สมดุลสำหรับข้า ความสงบสุขเช่นนี้ดำเนินไปหลายพันปีจนในที่สุด เมื่อ 100 ปีที่แล้ว รอยแยกมิติปริศนาก็ถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้ พลังของมันนั้นมหาศาลจนถึงขั้นฝ่าม่านป้องกันของโลกเข้ามาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
แน่นอนว่ามันคือการรุกรานอย่างเห็นได้ชัด ข้าจึงต้องลงมือเข้าแทรกแซงความเป็ไปของโลก ส่งคำนายให้แก่เหล่านักบวชของทั้งสามเผ่าพันธุ์ พวกเขาจำเป็ต้องร่วมมือกันเป็ครั้งแรกในการต่อกรกับรอยแยกมิติดังกล่าว ศัตรูที่อยู่หลังรอยแยกมิติได้ส่งกองทัพแมลงน่ารังเกียจเข้ากลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็ต้นไม้ ใบหญ้า สิ่งมีชีวิต หรือแม้แต่สิ่งไม่มีชีวิตเช่น ผืนดิน แม่น้ำลำธาร อากาศ พวกมันกลืนกินทุกสิ่ง
ใช้เวลาเพียงไม่นานเมื่อพวกมันเข้ามายังโลกของข้า ต้นไม้ผืนหญ้าถูกดูดพลังชีวิตจนแห้งเหี่ยวไม่เหลือแม้แต่เศษซาก ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์กลายทะเลทรายที่แห้งเหือด แม่น้ำลำธารกลายเป็บ่อมลพิษแห่งความตาย หรือแม้อากาศก็กลายเป็ก๊าซพิษเมื่อถูกพวกหายใจเข้าไป สิ่งที่อันตรายเช่นนี้ข้าไม่อาจทำใจให้มันอยู่บนโลกของข้าได้โดยเด็ดขาด ดังนั้น าระหว่างสามเผ่าพันธุ์และกองทัพแมลงต่างมิติจึงถือกำเนิดขึ้น
าดังกล่าวดำเนินมาอย่างยาวนาน โดยแรกเริ่มพวกเรานั้นเป็ฝ่ายได้เปรียบและมีโอกาสเอาชนะพวกมันได้โดยไม่ยากเย็นนัก ด้วยเทคโนโลยีเวทมนตร์และกองทัพอัศวินอันเกรียงไกร ทำให้พวกเราสามารถเอาชนะาครั้งแรกได้ในที่สุด ทั้งสามเผ่าพันธุ์ได้เข้ายึดครองรอยแยกมิติ และสร้างป้อมปราการขนาดใหญ่เพื่อป้องกันการโจมตีจากเหล่าแมลง ในขณะที่พวกมันทำได้เพียงส่งกองทัพแมลงเข้าก่อกวนไม่เว้นแต่ละวัน
เหล่านักเวทย์และนักบวชพยายามหาวิธีปิดรอยแยกมิติอันทรงพลังนี้โดยใช้เวลาวันแล้ววันเล่า และกว่าที่พวกเขาจะทำมันได้สำเร็จมันก็สายเกินไปแล้ว 20 ปีหลังจากที่พวกเรายึดครองรอยแยกมิติ เผ่าแมลงต่างดาวได้แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติอย่างกระทันหัน จู่ๆเปลือกแมลงของพวกมันก็แข็งขึ้นจนยากที่อาวุธธรรมดาจะสร้างรอยขีดข่วนให้แก่มัน เขี้ยวและกรงเล็บของพวกมันคมขึ้นจนสามารถฉีกกระชากเกราะเหล็กของอัศวินได้ในที่สุด
และที่น่ากลัวกว่านั้นคือพวกมันสามารถต้านทานพลังเวทย์ของเหล่านักเวทย์ได้ทีละเล็กทีละน้อย ยิ่งเวลาผ่านไปการโจมตีเวทย์ของเหล่านักเวทย์ก็เริ่มไม่ได้ผลอีกต่อไป ทำให้อำนาจการยิงของนักเวทย์ที่เปรียบเสมือนปืนใหญ่ในสนามรบลดลงเป็อย่างมาก
เมื่อเหล่าแมลงแข็งแกร่งขึ้นและกองทัพพันธมิตรของทั้งสามเผ่าพันธุ์อ่อนแอลงจากาการขัดสี เหล่าแมลงนับล้านๆตัวก็บุกฝ่าเข้ามาอย่างมืดฟ้ามัวดิน ทำให้ป้อมปราการในรอยแยกมิติที่พวกเราสร้างและคงอยู่มากว่า 20 ปีได้พังทลายลงมาเป็ครั้งแรก และนั่นเป็เหตุให้เราพ่ายแพ้ในาครั้งที่สองนี้ เราจำเป็ต้องถอยร่นออกมานอกรอยแยกด้วยความอับอาย
ตอนนั้นเองที่พวกเราเพิ่งมารู้ว่า พวกมันสามารถวิวัฒนาการตัวเองได้ตลอดเวลาผ่านรุ่นสู่รุ่น ขณะที่พวกมันต่อสู้กับพวกเรา แมลงรุ่นเก่าตายไปเพื่อให้แมลงรุ่นใหม่แข็งแกร่งขึ้น ที่น่ากลัวกว่านั้นคือความสามารถในการเพิ่มจำนวนอย่างไร้ที่สิ้นสุดของพวกมัน ตลอดระยะเวลาของาแมลงที่น่ารังเกียจเหล่านี้ไม่มีท่าทีว่าจะลดจำนวนลงเลย กลับกัน พวกมันเพิ่มจำนวนขึ้นทุกครั้งที่พวกเราเข้าปะทะกัน
ด้วยความสามารถบ้าๆนี้ทำให้พวกแมลงเริ่มได้เปรียบพวกเราทีละเล็กทีละน้อย แม้ว่าพวกเราจะพยายามคิดค้นเวทย์ใหม่ๆ อาวุธใหม่ๆ และเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ก็ไม่อาจตามทันการวิวัฒนาการของพวกมัน จนในที่สุด 100 ปีแห่งาอันยาวนาน โลกก็ถูกพวกมันยึดครองไปมากกว่าครึ่ง หากเราถูกดันถอยไปมากกว่านี้ละก็ ความหวังในการชนะาจะกลายเป็ศูนย์ โลกนี้จะกลายเป็ของเหล่าแมลงที่น่ารังเกียจในที่สุด
ด้วยเหตุนี้เอง ข้าจึงไม่อาจหวังพึ่งพาผู้คนบนโลกของข้าได้อีกต่อไป หนทางเดียวคือหาตัวแปรใหม่ๆจากภายนอกเพื่อช่วยโลกแห่งนี้ ข้าจึงเผาผลาญพลังจำนวนมหาศาลของโลกเพื่อวาดการทำนายและถักทอสายใยแห่งโชคชะตา เพื่อค้นหาผู้ที่เหมาะสมและเข้าข่ายความเป็ไปได้มากที่สุด จนในที่สุดสายใยแห่งโชคชะตาก็นำทางข้ามาพบิญญาของเ้าในมิติแห่งความว่าเปล่า รัน มนุษย์ผู้เป็ความหวังของโลกใบนี้…”
“........” เมื่อรันได้ฟังคำบอกกล่าวอันยาวเหยียดของอาคาเซีย เขาก็อดไม่ได้ที่จะทำหน้ามองบนพร้อมกับคิดในใจว่า อิหยังฟะ? ตูเนี่ยนะผู้กอบกู้โลก นั่นเป็สิ่งที่ตลกที่สุดและสิ่งที่ไม่น่าเป็ไปได้มากที่สุดในความคิดของเขา เธอคิดว่าเขาเป็ผู้กล้าในมังงะอิเซไกหรือไง? โลกใบนี้ต้องเลวร้ายและสิ้นหวังขนาดไหนกัน ถึงมาหวังกับคนที่ไม่มีหวังอย่างเขา เื่มันใหญ่เกินกว่าที่มนุษย์โลกธรรมดาๆอย่างเขาจะทำได้ เพราะขนาดคนทั้งโลกยังทำไม่ได้แล้วเขาคนเดียวจะทำได้ยังไง…จริงไหม?
หลังจากบ่นพึมพัมในใจ รันก็กล่าวถามถึงสิ่งที่เขาสงสัย “ฟังจากสิ่งที่คุณเล่า ดูเหมือนว่าตัวแปรที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังที่สุดอาจไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาอย่างผม แต่คือคุณผู้ที่เป็ถึงต้นไม้โลก คุณถึงขนาดสามารถควบคุมกฏเหนือธรรมชาติบางอย่างที่ผมไม่สามารถเข้าใจได้ พลังของคุณต้องมหาศาลมากแน่ๆ แล้วทำไมคุณถึงไม่ลงมือจัดการแมลงเ่าั้ด้วยตัวเองล่ะ คุณจะให้ลูกๆของคุณหลั่งเืไปทำไมกันในเมื่อผู้ปกครองอย่างคุณสามารถบดขยี้พวกมันได้ั้แ่แรก ก่อนที่พวกมันจะวิวัฒนาการจนแข็งแกร่งขนาดนี้ หรือไม่คุณก็ลงมือปิดรอยแยกมิติเองในาครั้งแรก คุณจะปล่อยให้ลูกๆของคุณใช้เวลากว่า 20 ปีในการหาทางปิดมันไปทำไมกัน?”
และนั่นคือสิ่งที่รันสงสัยมากที่สุด…
---------------------------------------------------------
สำหรับนักอ่านผู้ใจดี น่ารัก และหล่อเหลาเหมือนกับไรท์ สามารถโดเนทค่ากาแฟได้ที่ พร้อมเพย์ และ true wallet : 0939639931
---------------------------------------------------------