ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    เล่มที่ 4 บทที่ 112 นกตื่นธนู

            แน่นอนว่าชาวบ้านในหมู่บ้านหวังย่อมไม่เคยได้ยินสกุลหูแห่งเมืองเซียงมาก่อนหลี่ชิงชิงจึงวานให้คนในครอบครัวตระกูลหวัง ยามเดินทางไปขายซาลาเปาในเมืองให้ช่วยสืบข่าวสอบถามสักหน่อยหากว่าคนในเมืองเองก็ไม่ทราบเช่นกัน เช่นนั้นนางก็ทำได้เพียงตรงไปถามหลงจู๊หม่าเซี่ยงหนานแห่งเซียงเยวี่ยไจด้วยตัวเอง

            วันรุ่งขึ้น หวังจื้อและหวังเลี่ยงสืบข่าวเรื่องสกุลหูแห่งเมืองเซียงได้จากปากของทาสหนุ่มที่ทำงานในหอเพียวเซียง

            หวังเลี่ยงเอ่ยอย่างออกรสออกชาติ“ในเมืองมีครอบครัวสกุลหูอยู่หลายครอบครัวเลยทีเดียวทว่าครอบครัวสกุลหูที่ทำเหลาอาหารนั้นมีเพียงครอบครัวเดียวเหลาอาหารของพวกเขามีนามว่าเหลาอาหารสกุลหู นายท่านเจ้าของเหลาอาหารสกุลหูนั้น หลายปีก่อนหน้านี้ยังไว้หนวดเครายาวเฟื้อยทว่าเพราะไปเมามายที่หอโคมเขียว ยามกลับมาถึงจวนก็เห็นภรรยาเป็นเพียงไม้ประดับภรรยาของเขาโมโหมากจึงฉวยโอกาสยามที่เขาดำดิ่งอยู่ในห้วงนิทราโกนหนวดของเขาจนเกลี้ยงยามที่เขาตื่นขึ้นก็โกรธหนักจนหย่าขาดจากภรรยาต่อมาเขายังพานางโลมจากหอโคมเขียวเข้ามาเป็นอนุภรรยาในเรือนอีกด้วย”

            หลี่ชิงชิงพ่นเสียงหัวเราะเย็นชา “เขามันก็แค่บุรุษสารเลวคนหนึ่ง”

            หวังเลี่ยงหัวเราะเสียงแห้งออกมาหนึ่งเสียง มือลูบศีรษะไปมา“คนจากหอเพียวเซียงสรรเสริญนายท่านหูราวกับเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง พวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านายท่านหูนั้นใจถึงยิ่งนักเขาใจกว้างกว่าคนในเมืองยิ่ง”

            หลิวซื่อส่ายศีรษะ“นายท่านหูคือผู้อุปการะเลี้ยงดูพวกเขาแน่นอนว่าพวกเขาย่อมบอกว่านายท่านหูเป็นคนดี”

            ผู้เฒ่าหวังกวาดสายตามองบุตรชายทั้งสองเขาตีสีหน้าเคร่งขรึมเอ่ยว่า “พวกเจ้าอย่าได้ริอ่านเลียนแบบเขาเชียว!หากผู้ใดทำตามอย่างเขา ข้าจะหักขาทิ้งเสีย!”

            หวังจื้อส่ายหน้าราวกับกลองป๋องแป๋ง

            “ท่านพ่อ ท่านกำลังเอ่ยถึงเรื่องใดกัน?” หวังเลี่ยงร้องไห้ไม่ได้หัวเราะไม่ออกเขาที่ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มฟันน้ำนมไม่เคยผ่านมือสตรีใด ย่อมไม่มีทางคิดถึงเรื่องสตรีมาก่อนยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงหอโคมเขียวเลยด้วยซ้ำ

            หลี่ชิงชิงเอ่ยถามว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ยามที่พวกท่านเอ่ยเรื่องนี้กับหลงจู๊สกุลหม่า เขามีปฏิกิริยาเช่นไรหรือเจ้าคะ?”

            หลิวซื่อเอ่ยด้วยความเป็นห่วงเล็กน้อย “หลงจู๊หม่าเอ่ยว่าเขาเคยพบหน้านายท่านสกุลหูมาก่อนทั้งนายท่านสกุลหม่าและนายท่านสกุลหูต่อสู้กันทั้งในที่แจ้งและในที่ลับมานานนับปีหากสองคนที่มาเยือนหมู่บ้านหวังเป็นคนของนายท่านสกุลหูจริงๆเช่นนั้นนายท่านหูจะต้องหาเรื่องเล่นงานนายท่านสกุลหม่าอีกแน่ ชิงชิงเจ้าว่าการที่นายท่านสกุลหูกล้างัดข้อกับนายท่านสกุลหม่าเช่นนี้แสดงว่าเบื้องหลังของเขาต้องยิ่งใหญ่มากเป็นแน่แล้วเขาจะหันมาเล่นงานครอบครัวของเราหรือไม่?”

            “เรื่องนี้ยังยากที่จะเอ่ยเจ้าค่ะ”หลี่ชิงชิงเองก็เป็นกังวลเช่นกัน

            โลกนี้เป็นสังคมศักดินาผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าย่อมเป็นผู้กุมชะตาหาใช่สังคมที่ใช้หลักกฎหมายในการปกครองดั่งชาติก่อน ดังนั้นประชากรในแคว้นต้าถังจึงไม่ได้ดีไปกว่ามดนัก

            นางรู้เคล็ดลับตำรับสูตรอาหารมากมายทว่าตระกูลหวังปราศจากเบื้องหลังที่คอยปกป้อง นางจึงไม่กล้าแม้แต่จะเปิดร้านในเมืองทำได้เพียงเร่มาเร่ไปในการขายเท่านั้น

            แม้แต่การขายสูตรลับนางก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะเหยียบย่างเข้าเมืองเซียง ไม่กล้าขอราคาที่สูงจากหม่าชิง

            ยามนี้มีนายท่านหูเพิ่มมาอีกคนนางกับครอบครัวสกุลหวังก็เป็นดั่งนกที่หวาดกลัวเกาทัณฑ์ [1]

            เป็นอีกครั้งที่นางปรารถนาให้ตัวเองและครอบครัวสกุลหวังแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้

            ผู้เฒ่าหวังถอนหายใจยาว“ตกลงว่าบุรุษสองคนนั้นถูกส่งมาจากนายท่านสกุลหูจริงหรือไม่?”

            “มั่นใจแปดส่วนเจ้าค่ะ”เมื่อหลี่ชิงชิงเห็นว่าคนในครอบครัวขมวดคิ้วเป็นกังวลนางก็ครุ่นคิดสักพักก่อนเอ่ยว่า “ทหารมาใช้ขุนพลต้านรับ น้ำมาใช้ดินต้านรองไม่ว่าปัญหาใดจะเกิดขึ้น เราย่อมมีวิธีการแก้ไข ครอบครัวของพวกเราขายสูตรพริกสับดองให้หม่าชิงไปแล้วสัญญากระดาษขาวอักษรดำก็ถูกลงนามไปเรียบร้อยแล้ว หากคนสกุลหูต้องการซื้อสูตรพวกเราก็ต้องเอ่ยตามความจริง ให้นายท่านสกุลหูไปหาหม่าชิงแทน”

            ในคราแรกที่หลี่ชิงชิงตัดสินใจขายสูตรอาหารให้หม่าชิงนั้นเพราะได้ยินว่าหม่าชิงมีชื่อเสียงที่ดี

            นางสร้างผลประโยชน์มากมายให้แก่การค้าของหม่าชิงหม่าชิงย่อมต้องเห็นแก่คุณธรรมปกป้องนางกับครอบครัวสกุลหวัง ไม่ให้ถูกนายท่านสกุลหูข่มเหงรังแกจึงจะถูกไม่เช่นนั้น ต่อจากนี้จะมีผู้ใดกล้าขายสูตรอาหารให้หม่าชิงอีก?

            หวังจื้อที่เงียบอยู่นาน ในที่สุดก็เอ่ยว่า“นายท่านสกุลหม่ามอบวัวให้เรา พวกเรามิอาจผลักภาระทั้งหมดให้เขาเผชิญหน้ากับนายท่านสกุลหูเพียงคนเดียวได้”

            “เหตุใดถึงไม่ได้เล่า สูตรอาหารที่ข้าขายให้หม่าชิงนั้นลดราคาลงไม่น้อยทีเดียวอีกอย่างนะเจ้าคะ ยามนี้ครอบครัวของพวกเราหาได้มีอำนาจใดทำได้เพียงอาศัยปราการปกป้องจากหม่าชิง” หลี่ชิงชิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า“ท่านพี่ใหญ่ ท่านซื่อสัตย์เหลือเกินเจ้าค่ะ ท่านลองไตร่ตรองดูนะเจ้าคะหากว่าสูตรอาหารของข้าไร้ประโยชน์ ฮูหยินของหม่าชิงจะมอบวัวให้เราเพราะเหตุใด?”

            หลิวซื่อเอ่ยคร่ำครวญด้วยความเสียใจ“สุดท้ายก็ได้ความว่าครอบครัวของพวกเราอ่อนแอเกินไปนายท่านสกุลหูยังไม่ทันมาเยือนด้วยซ้ำ เพียงส่งสองคนนั้นมาหาซื้อพริกสับดองในหมู่บ้านของเราก็ทำให้พวกเราตกใจจนขวัญกระเจิงไปหมดแล้ว”

            “บางทีพวกเราอาจจะคิดมากเกินไปเจ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงจิบน้ำหวานที่หวังจวี๋ยกมาให้หลังจากที่ลำคอชุ่มชื้นแล้ว นางก็เอ่ยต่อว่า“นายท่านสกุลหูครอบครองทั้งกำลังและอำนาจย่อมไม่มีเหลียวสายตามองชาวนาเท้าเปื้อนโคลนอย่างพวกเราแน่นอนเจ้าค่ะ”

            ที่นางเอ่ยเช่นนี้ก็เพื่อปลอบใจครอบครัว

            ตกบ่ายของวันนั้น นางก็นั่งเกวียนเทียมวัวที่ฮูหยินสกุลหม่าส่งมาให้เข้าเมืองหวังจะพบหม่าเซี่ยงหนานด้วยตนเอง

            ผู้ใดจะรู้ เสี่ยวเอ้อร์รูปร่างผอมบางราวกับเสาไม้ไผ่ลอบกระซิบกับนางอย่างลับๆว่า “หลงจู๊ได้ข่าวว่านายท่านสกุลหูส่งคนไปที่หมู่บ้านหวังเขาเกรงว่านายท่านสกุลหูจะทำร้ายครอบครัวของท่าน จึงรีบวิ่งเข้าจวนของนายท่านเพื่อรายงานแล้วขอรับ”

            ในใจของหลี่ชิงชิงรู้สึกซาบซึ้งเล็กน้อยนางเอ่ยว่า “ขอบคุณหลงจู๊หม่ามากเจ้าค่ะ”

            เสี่ยวเอ้อร์ตั้งใจอธิบายว่า“เรื่องที่คนในหมู่บ้านของท่านขายพริกสับดองให้ร้านของพวกเราทั้งเมืองล้วนทราบกันทั้งสิ้นอีกทั้งเรื่องที่ท่านขายสูตรอาหารให้ร้านเราก็มีคนบางกลุ่มในเมืองรู้เช่นกันทว่าเรื่องของท่านไม่เคยถูกแพร่งพรายออกจากร้านของเราขอรับ”

            หลี่ชิงชิงพยักหน้าเบาๆ “ข้าทราบดีเจ้าค่ะ”

            “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเป็นฝีมือของคนในเมืองที่พูดกันเจ้าดูสิว่าข้าพูดถูก” หลิวซื่อกระซิบกระซาบข้างๆ ผู้เฒ่าหวัง“คนในหมู่บ้านของเราย่อมไม่มีทางปากมากเช่นนั้น”

            ผู้เฒ่าหวังจงใจเอ่ยเสียงดัง “แล้วคนในเมืองรู้ได้อย่างไรว่าบ้านของหวังเจากับหวังฉิวมีพริกสับดองขาย?”

            “นั่นน่ะสิคนในเมืองรู้จักคนในสกุลของพวกเราได้อย่างไร?” หลิวซื่อรู้สึกว่าที่ผู้เฒ่าหวังเอ่ยก็มีเหตุผลนางเอ่ยกับเสี่ยวเอ้อร์ว่า “ต่อให้หวังเจากับหวังฉิวหย่าขาดไปแล้วเรื่องนี้ก็คงไม่ถูกเอ่ยต่อๆ กันมาจนถึงในเมืองกระมัง?”

            เสี่ยวเอ้อร์ลูบศีรษะเอ่ยว่า“เช่นนั้นข้าก็ไม่ทราบแล้วเหมือนกันขอรับ”

            หลี่ชิงชิงพาสองผู้อาวุโสทั้งผู้เฒ่าหวังและหลิวซื่อออกจากประตูเมืองนางตั้งใจเข้าไปสืบข่าวจากพ่อค้าแม่ค้าที่ตั้งแผงขายในตลาดเล็กๆว่ามีบุรุษสองคนที่ขี่ล่อมาถามเรื่องพริกสับดองหรือไม่?

            ผู้ใดจะรู้ว่าคำถามนี้ถูกถามได้ตรงจุดนัก

            เจ้าของแผงหลายคนทราบเรื่องนี้“พวกเขาขี่ล่อตัวใหญ่ ท่าทางหยิ่งยโส วาจาหยาบคายไม่น่าฟัง น่ารำคาญเป็นอย่างยิ่ง”

            “พวกเขาต้องการซื้อพริกสับดองทว่าพวกเราที่นี่ไม่มีผู้ใดขาย เขาก็ด่าถึงมารดาแค่เห็นข้าก็รู้แล้วว่าพวกเขาไม่ใช่คนดีอันใด”

            มีเจ้าของแผงคนหนึ่งเดินมาจากแผงผักเขากระซิบเสียงเบาว่า “ข้าไม่ได้บอกพวกเขา แต่เป็นพ่อค้าปลาที่เอ่ยบอกหลังจากรับสินบนเป็นเงินสิบเหรียญทองแดงจากพวกเขาเขาบอกว่ามีบุรุษสองคนในหมู่บ้านของเจ้าที่เพิ่งจะหย่าร้างไปพวกเขานั่นแหละที่ขายพริกสับดอง”

            ที่แท้แล้วก็เป็นคนในเมืองจริงๆที่ปล่อยข่าวเรื่องหวังเจากับหวังฉิวยังมีพริกสับดองขายที่บ้าน

            หลี่ชิงชิง หลิวซื่อและผู้เฒ่าหวังมองหน้ากันและกัน

            “เงินนี่ช่างดีเหลือเกิน พวกเขาจ่ายเงินแค่นั้น ไม่ว่าจะอยากรู้เรื่องใดก็ได้คำตอบแล้ว”เจ้าของแผงคิดบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนจะเอ่ยพร้อมรอยยิ้มยินดีในความทุกข์ของผู้อื่น“พ่อค้าส้มเห็นว่าพ่อค้าปลาขายข่าวได้เงินมากมาย เขาก็เลยบอกว่าตนเองรู้สูตรพริกสับดองเฮอะๆ ทว่าสิ่งที่พ่อค้าส้มเอ่ยกลับเป็นเรื่องที่บุรุษสองคนนั้นหย่าขาดกับภรรยาอย่างไรสุดท้ายเขาก็เลยไม่ได้เงินสักแดงเดียว”

            กลุ่มหลี่ชิงชิงทั้งสามคนขอบคุณเจ้าของแผงทุกคนหลังจากนั้นก็ขึ้นเกวียนเทียมวัวกลับหมู่บ้านหวัง

            เมืองเซียง จวนสกุลหม่า ห้องโถงข้าง

            หม่าชิงกำลังฟังรายงานจากหลงจู๊ของร้านรายงานเรื่องที่เหลาอาหารสกุลหูออกอาหารจานใหม่อีกครั้งด้วยความโมโห

            “จานที่พวกเขาใช้เหมือนกับที่ร้านเราใช้ทุกประการในจานจัดวางปลาสองตัว ตัวหนึ่งเป็นปลาหลี่ อีกตัวเป็นปลาเฉาฮื้อพวกเขาใช้วิธีการย่างแบบแห้งในการปรุง ด้านบนตัวปลาโรยด้วยเมล็ดสนคั่วสุกสองเหลี่ยงนามของอาหารยังคงเป็นอวี๋หมี่จือเซียง เพียงแต่คราวนี้มิได้แถมข้าวแล้วขอรับ”

            ------------------------------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] นกที่หวาดกลัวเกาทัณฑ์หรือนกตื่นธนู (惊弓之鸟) เป็นสำนวนจีนใช้เปรียบเทียบกับคนที่เคยผ่านเหตุการณ์ที่ไม่ดีมา และภายหลังเมื่อมีอะไรมากระทบเล็กน้อยก็จะตื่นกลัวเป็นอย่างยิ่ง

    คล้ายกับเรื่องข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ] ที่คุณอ่าน

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730