ตอนที่ 13 วัตถุวิเศษ
ซูหนี่ว์รับรู้ได้ถึงปราณเซียนที่ขยายพรั่งพรูขึ้นจนทะลวงระดับขั้นสู่รากฐานขั้นเก้า หญิงสาวลืมตาเปิดขึ้นด้วยความตกตะลึงขีดสุด นางหันขวับมองไปทางเฟยอวี่อย่างตกตะลึง “ข้าพึ่งบรรลุรากฐานขั้นแปดเมื่อสามวันที่แล้ว และตั้งใจฝึกฝนมาตลอด และกลับใช้เวลาเพียงสามวันบรรลุสู่รากฐานขั้นเก้า ท่านปู่จะต้องใมากแน่ๆ”
หญิงสาวนึกภาพของท่านปู่ที่แย้มยิ้มเปี่ยมสุข ซูลงขึ้นชื่อในฐานะยอดฝีมือฉกาจก่อนจะเกิดโศกนาฏกรรมจนทำให้พลังยุทธถดถอยลงน่าใจหาย ต่อให้เป็ซูลงเองล้วนมิอาจบรรลุสู่รากฐานขั้นเก้าในสามวัน ชายชราจะต้องดีใจปนประหลาดใจในพร์ของซูหนี่ว์อย่างแน่นอน!!
แววตาสีฟ้ากระจ่างใสดุจทะเลครามจับจ้องบุรุษเบื้องหน้าไม่กระพริบตา “ท่านพี่ ท่านทำได้เยี่ยงไร? ท่านใช้กลวิเศษใช่หรือไม่?” นางจดจำจังหวะที่ปราณเซียนมากมายไหลทะลักเข้าสู่ร่างเนื่องจากพลังการดูดซับที่สูงขึ้นถึงสิบเท่า นี่มันยิ่งกว่าโอสถชั้นเลิศใดในเมืองธาราคราม แม้กระทั่ง โอสถที่มาจากเมืองหลวงยังมิอาจทาบเทียม นางจินตนาการถึงสิ่งที่ทำให้การดูดซับปราณเซียนทะยานสูงขึ้นสิบเท่าไม่ออกเลย
มีเพียงรอยยิ้มยินดีบนใบหน้าของชายหนุ่ม ฉับพลันนั้นเองที่ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็เรียบนิ่งดุจผิวน้ำ เขากล่าวตอบอย่างสงบเยือกเย็น “มันคือความลับของข้า”
ซูหนี่ว์ขมวดคิ้วมุ่น “ความลับกระทั่งข้า?” เฟยอวี่เป็คนที่ขยันขันแข็งั้แ่เด็ก ขยันจนเรียกว่าบ้าเลยก็ได้ ในหนึ่งวัน เขาไม่ทำอะไรนอกจากฝึกปรือพลังลมปราณ ซูหนี่ว์หลงใหลพี่ชายที่เป็แบบนั้นจึงไปนั่งเฝ้าอยู่ใกล้บริเวณฝึกของเขาเสมอ นางจะไม่ชวนเขาคุยหากการฝึกนั้นเป็การนั่งสมาธิ แต่ถ้าเป็การฝึกความอดทนของร่างกายอย่างรับแรงกระแทรกจากน้ำตก นางล้วนชวนพี่ชายคุยด้วยอยู่บ่อยครั้ง ความผูกพันนี้เองที่ทำให้สองพี่น้องไม่เคยมีความลับอันใดต่อกัน
เฟยอวี่ผงกศีรษะเชื่องช้า ชายหนุ่มเข้าใจความรู้สึกของนางดี พวกเขาทั้งคู่ไม่เคยมีความลับต่อกันมาก่อน
“ข้าขอโทษ” เฟยอวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดอย่างมาก
ซูหนี่ว์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าของนางคล้ายไม่ได้โกรธอะไรเลยแม้แต่น้อย “ถ้าท่านพี่เฟยอวี่ยืนกรานขนาดนั้น ข้าย่อมไม่บีบบังคับเค้นท่าน” นางยังคงเชื่อใจเฟยอวี่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันคงมีเหตุผลที่สำคัญมากจริงๆถึงบอกนางไม่ได้
ทันใดนั้น เฟยอวี่กุมฝ่ามือบองบางทั้งสองของซูหนี่ว์แแ่ “ข้าจะออกไปท่องยุทธภพและกลายเป็เซียนที่แข็งแกร่งที่สุด น้องซูหนี่ว์มากับพี่เถอะ ออกท่องโลกแห่งนี้ไปด้วยกัน ด้วยพร์ของเ้าต้องกลายเป็เซียนได้แน่ๆ”
ั์ตาของซูหนี่ว์ขยายโตกว้าง ดวงใจของหญิงสาวพองโตสุขสม ท่านพี่ที่จากเมืองธาราครามไปถึงหนึ่งเดือนเต็มถ่อมานี่เพื่อชวนข้าท่องยุทธภพ… จู่ๆ หยาดน้ำตาใสไหลผ่านแก้มน้ำนวลอย่างไม่รู้ตัว เป็หยดน้ำตาที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกปิติซึ้งใจ ซูหนี่ว์คิดมาเสมอว่าหลังจากการออกจากเมืองของท่านพี่ เขาคงไม่หวนกลับมาอีกแล้ว สถานที่ที่เต็มไปด้วยคำลวงหลอก การหยามเหยียดและ่ชิง …ตระกูลซูกระทำกับเขาถึงขนาดนั้น…ผู้คนทั้งเมืองทำกับเขาถึงขนาดนั้น
ซูหนี่ว์เช็ดคราบน้ำตาเผยรอยยิ้มยินดี “ข้าไปกับท่านพี่ไม่ได้”
เฟยอวี่เลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจ สิ่งนี้อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ของเขาโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องรอให้ชายหนุ่มเอ่ยคำถามใด ซูหนี่ว์พลันกล่าวตอบถึงสาเหตุในทันที “…ท่านปู่ยังอยู่ที่นี่ แม้ท่านขยั้นขยอให้ท่านปู่ย้ายบ้านตามไป ทว่า หลุมศพของท่านย่าก็อยู่ที่นี่ และเมืองธาราครามคือบ้านเกิดท่านย่าด้วย ท่านปู่ไม่ยอมเป็แน่ ข้าอยากอยู่ดูแลท่านปู่ไม่คิดเสียดายพร์ของตนเองด้วย!”
สีหน้าและน้ำเสียงของซูหนี่ว์หนักแน่นอย่างยิ่ง เป็แววตาแข็งกร้าวที่ต่อให้เทพเซียนลงมาก็มิอาจแปรเปลี่ยนความคิดนี้ไปได้ เฟยอวี่เผยรอยยิ้มบาง เขาพอคาดเดาถึงเหตุผลที่นางปฏิเสธได้ซึ่งเป็ไปตามที่เขาคิดจริงๆ
“พี่ไม่บังคับเ้าเช่นกัน ฝากบอกลาท่านปู่ด้วย” เฟยอวี่หันกายกลับเดินตรงไปที่หน้าต่าง ทันใดนั้น สองแขนบอบบางสวมกอดเขาจากอย่างหลัง “…น้องซูหนี่ว์?”
“ท่านพี่จะไม่ทิ้งข้ากับท่านปู่ไปใช่ไหม…” ซูหนี่ว์มั่นใจเต็มสิบส่วน พลังของเฟยอวี่ขณะนี้เป็ของจริง เขาแข็งแกร่งขึ้นแล้วจริงๆ ไม่ใช่ขยะดั่งที่ผู้คนทั่วทั้งเมืองเรียกขาน นางััได้อย่างชัดเจนผ่านถ้อยคำเ่าั้…ท่านพี่ต้องทำได้แน่นอน เป็เซียนที่แข็งแกร่งที่สุดได้แน่ๆ แต่ทว่า นางกลับรู้สึกเ็ปดวงใจอย่างไร้สาเหตุ
เฟยอวี่คลายฝ่ามือของซูหนี่ว์ออกพลันลูบศีรษะของนางอย่างอ่อนโยน ไร้สิ้นคำกล่าวอันใดจากเขา
“ั้แ่วันนั้น…วันที่ท่านพี่เดินออกไปจากเมือง…มัน…เจ็บ” ซูหนี่ว์กัดฟันกล่าวเสียงสั่นเครือ หัวใจของนางเต้นถี่ระรัวขึ้น เมื่อย้อนถึงเหตุการณ์ขับส่งกดดันเฟยอวี่และซูลง ฝ่ามือของหญิงสาวบีบรัดเนื้อหนังบริเวณหัวใจแแ่ พริบตานั้น น้ำตาสุกใสของนางหลั่งไหลดุจสายธาร “ฮืออออ…มันเ็ปมากเลย…มันทรมาน…ข้าไม่อยากให้ท่านพี่จากไป”
นี่เป็อีกสาเหตุที่ซูหนี่ว์ฝืนร่างกายบำเพ็ญตนอย่างหนักหน่วง จนถึงวันที่นางกลายเป็ผู้แข็งแกร่ง นางอยากไปพาพี่ชายของตนเองกลับมา
สำหรับชายหญิงทั้งสองที่อยู่ด้วยกันมาั้แ่เด็ก ตลอดสิบห้าปีมานี้ ความผูกพันของทั้งคู่ล้วนไม่มีผู้ใดเทียบเคียงประหนึ่งเส้นด้ายที่ผูกรัดกันไว้ นี่ช่างเป็เื่น่าเวทนา สายสัมพันธ์แห่งพี่น้องฉุดกระชากความรู้สึกทั้งมวลลงสู่หบเหวลึกไร้ก้นบึ้งไร้การขัดขืน ไม่ใช่แค่ซูหนี่ว์ที่เ็ป เฟยอวี่ก็ไม่ต่างอันใดกัน…เขาถึงได้มาหานาง
ครั้งสุดท้ายที่สองพี่น้องได้เจอกันคือที่น้ำตกธารา์ ชายหญิงทั้งสองปฏิญาณต่อตัวเองแน่วแน่ว่าจะตัดอารมณ์ความรู้สึกที่ผิดธรรมชาตินี้ทิ้ง ทว่า สายสัมพันธ์ของทั้งสองคนเหนียวแน่นเกินไป แม้เปรียบประหนึ่งเส้นด้ายย่อมเป็เส้นด้ายที่มิอาจตัดได้ขาด เมื่อ่สถานการณ์หนึ่งที่เฟยอวี่กำลังจะจากไปอย่างแท้จริง ซูหนี่ว์คล้ายเจ็บแสบปวดร้าวรุนแรง ประหนึ่ง์ประทานพรลงมา ความจริงที่เที่ยงแท้ได้ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะชนและชายหญิงทั้งสองก็รับรู้พร้อมกันในวันนั้น
“ท่านพี่เฟยอวี่…ท่านมิใช่สายเืของตระกูลซู”
มันไม่ใช่คำตอกย้ำจากซูหนี่ว์ ความหมายของมันนั้นพวกเขาทราบกันอยู่แก่ใจ… เฟยอวี่เข้าไปสวมกอดซูหนี่ว์ทันที เมื่อความทรงจำตลอดหลายสิบปีวาบผ่านเข้ามา อ้อมกอดของเขายิ่งรัดแน่นขึ้น ซูหนี่ว์กอดเขากลับ สีหน้าของหญิงสาวปรากฏรอยยิ้มบาง
“รอข้าก่อนซูหนี่ว์…แล้วข้าจะกลับมาสู่ขอเ้า”
“อื้อ…ข้ารอท่านพี่เสมอ”
ภายใต้อ้อมกอดก่อนจากลา พวกเขาให้เวลากับกอดนี้เป็พิเศษ ทันใดนั้นเองที่เฟยอวี่เอ่ยกล่าวขึ้น “ข้าต้องไปแล้ว” ชายหนุ่มเคลื่อนฝ่ามือดันนางออกเล็กน้อย เพียงชั่วพริบตานั้น ซูหนี่ว์กระโจนเข้าใส่ประทับริมฝีปากบนแก้มของเขาราวกับกระต่ายน้อย สีหน้าของเฟยอวี่แข็งค้างราวกับก้อนหิน
“ฮี่ๆ” ซูหนี่ว์หัวเราะคิกคักเปี่ยมด้วยความรู้สึกยินดีสุดแสน “จูบนี้สำหรับสัญญาของเรา”
เฟยอวี่รู้สึกเสียศักดิ์ศรีในฐานะบุรุษ ชายหนุ่มโอบเอวของนางเข้าชิดใกล้ จังหวะที่ใบหน้าเคลื่อนเข้าหานางนั้น นิ้วชี้เรียวงามแตะััริมฝีปากของชายหนุ่มขัดขวางไว้ “นี่มันไม่ดีเลย ท่านพี่ควรมาขอข้าก่อนสิ” รอยยิ้มของนางแปรเปลี่ยนเป็เ้าเล่ห์ นางขยับฝ่ามือของเฟยอวี่ออก
“ท่านพี่ควรไปได้แล้วก่อนจะมีใครมาพบเข้า”
ชายหนุ่มแย้มยิ้มอย่างหุบไม่อยู่ เพียงชั่วพริบตาเดียว ห้วงอารมณ์ทั้งหมดกลับคืนสู่ความนิ่งสงบเยือกเย็น แววตาเข้มแข็งคมกล้าจับจ้องสตรีเบื้องหน้าเปี่ยมด้วยพลัง “ข้าสัญญา”
ซูหนี่ว์หันกายกลับอยู่ในจุดที่ยืนหันหลังให้บุรุษหนุ่มซึ่งเป็สัญญาณบอกว่านางพร้อมสำหรับการร่ำลาครั้งนี้แล้ว เพียงเสียงของสายลมพัดผ่านคราวหนึ่ง เรือนร่างของเฟยอวี่พลันอันตรธานหายไป
ในขณะนี้บัญญัติแห่งการสูญสลายถูกใช้พลังออกไปจนหมดสิ้นและต้องใช้เวลาฟื้นฟูหกชั่วโมงเต็ม โดยปกติตามข้อมูลที่เฟยอวี่บันทึก หากใช้ออกด้วยการกระตุ้นสูงขึ้นสิบเท่าเป็ระยะเวลาห้านาที มันยังสมควรสามารถกระตุ้นร่างกายซึ่งเหลือประสิทธิภาพเพียงเท่าเดียว ความเร็วฝีเท้าของเขาลดลงเหลือเพียงระดับเชี่ยวชาญขั้นหนึ่ง ทว่า นั่นมากพอสำหรับการออกจากเมืองธาราคราม
ระหว่างที่เฟยอวี่กำลังทะยานเหินร่างเหนือหลังคาเรือนผู้คน สุ้มเสียงเย็นเยียบของหนิงเซียนพลันดังขึ้น “เ้ามีสตรีที่ดีนี่ ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่เข้าใจ ทำไมเ้าต้องใช้พลังบัญญัติจนหมดสิ้นด้วย?” หนิงเซียนที่โตมาในสภาพแวดล้อมของเซียนแท้จริง นางไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าความรักระหว่างเพศตรงข้าม ในโลกของผู้แข็งแกร่งไร้ต้าน พวกเขามองหาถึงผลประโยชน์สูงสุดต่อตนเองเป็ลำดับแรก นางจึงมองว่าการที่เฟยอวี่ใช้พลังบัญญัติจนหมดเพียงเพื่อนารีคนเดียว มันช่างไร้สาระสิ้นดี
“ซูหนี่ว์คือคนสำคัญของข้า เ้าคงเด็กเกินไปจะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าความรัก ถ้าเ้าได้รักใครสักคนอย่างแท้จริง การเสียสละไม่ว่ามากหรือน้อยล้วนกระทำไปด้วยความเต็มใจยินดี” เฟยอวี่ไม่มีความรู้สึกเสียดายอันใดนอกจากความยินดีเท่านั้น
หนิงเซียนขมวดคิ้วมุ่น นางตะขิดตะขวงใจกับคำว่าเด็กอยู่บ้าง แต่ขณะนี้เริ่มชินชาเสียแล้ว “เ้าจะไปที่ไหนต่อ?”
“เมืองสินทารามที่ตั้งของตระกูลเหยา!!”
เฟยอวี่ทราบเื่เกี่ยวกับตระกูลเหยามาั้แ่สมัยเด็ก บุตรชายคนโตของตระกูลเหยา…เหยาหยี้ มันมาเยือนเมืองธาราครามอยู่บ่อยครั้งเพื่อเยี่ยมเยียนเยว่ชิง เื่นี้เขาทราบจากซูหนี่ว์ที่มาเล่าเื่ภายนอกให้ฟังบ่อยครั้ง ผู้ติดตามของเหยาหยี้ต่างอยู่ในระดับเชี่ยวชาญขั้นหนึ่ง พวกมันประหนึ่งมดปลวกตัวหนึ่งหากอยู่ในเมืองหลวงของทวีปั แต่ทว่า ผู้ติดตามสี่คนนี้กลับเก่งกาจรองจากผู้นำตระกูลของตระกูลเหยาเลยทีเดียว เห็นได้อย่างชัดเจนว่าบิดาของมันให้ความสำคัญกับเหยาหยี้ขนาดไหน!!
ขณะเดินทางไปเมืองสินทาราม เฟยอวี่ได้ทราบข้อมูลหลายเื่ เหยาหยี้ถูกสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ทำร้ายาเ็สาหัสนอนพักฟื้นอยู่ที่ตระกูลเหยา นี่ล้วนประจวบเหมาะกับการเดินทางไปในครั้งนี้พอดี
หนิงเซียนหลังจากได้ฟังเื่ราวขณะเดินทางไปเมืองสินทาราม เฟยอวี่เล่าเหตุการณ์ั้แ่เขายังเด็กจนถึงเหตุการณ์ในปัจจุบัน ชายหนุ่มพอมีเงินติดตัวมาบ้าง อย่างน้อยขณะนี้ก็มีสิบเหรียญทอง การเดินทางจากเมืองธาราครามสู่เมืองสินทารามนับว่าห่างไกลอยู่บ้าง แต่ด้วยความเร็วของเฟยอวี่ล้วนทำให้เวลากระชับสั้นจนน่าเหลือเชื่อ
…เพียงหนึ่งชั่วโมงก็เดินทางมาถึงเมืองสินทาราม
เมืองสินทารามเป็เมืองที่มีขนาดเล็ก ตลาดไม่ใหญ่มากนัก แต่หากเทียบกับเมืองธาราครามแล้วนับว่าใหญ่โตกว่ามาก สิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปคือตราสัญลักษณ์ของร้านค้าตระกูลเหยา สังเกตได้โดยง่ายว่าตระกูลเหยามีอิทธิพลอย่างมากในเมืองสินทาราม เฟยอวี่เดินจับจ่ายใช้สอยในตลาดเล็กน้อยเพื่อซื้อของปกปิดตัวตน
“ได้ผ้าคลุมมาแล้ว…ยังขาดแค่หน้ากาก” เฟยอวี่กล่าวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ชายหนุ่มสวมใส่ผ้าคลุมสีน้ำตาลซอมซ่อที่พึ่งซื้อมาในทันที …จู่ๆ ความทรงจำที่น้ำตกธารา์พลันผุดขึ้นมาอย่างไร้สาเหุต เขาจำวันแรกที่ไปยังสถานที่แห่งนั้นได้ดี…หน้ากากสีขาวที่ตั้งไว้ในถ้ำใต้น้ำตก
เฟยอวี่หยิบมันออกมาจากกระเป๋าเสื้อพลันปัดฝุ่นเล็กน้อย “เกือบลืมสิ่งนี้ไปเลย”
นี่คือหน้ากากใบแรกที่เขาพบก่อนปิดด่านฝึกตน หน้ากากสีขาวล้วนปรากฏลวดลายสีทองอร่ามให้ความรู้สึกประหลาด เพียงมองปราดเดียวยังทราบได้ถึงความไม่ธรรมดาของหน้ากากใบนี้
ทันใดนั้นเองที่สุ้มเสียงตื่นตระหนกดังขึ้นกึกก้องในสมอง “จะ…เ้า!! เก็บมันในแหวนมิติเร็วเข้า!!” น้ำเสียงของหนิงเซียนร้อนรนหาใดเปรียบ มาดของเด็กสาวผู้นิ่งสงบสุขุมดุจผู้าุโพลันมลายสิ้น ท่าทางร้อนรนใราวกับพบภูติผีขณะจับจ้องหน้ากากสีขาวปนทองนั้น
เฟยอวี่สับสนอยู่บ้าง แต่ด้วยปฏิกิริยาการตอบสนองเฉียบคม ชายหนุ่มพลันเก็บมันเข้าในแหวนมิติสีดำอย่างรวดเร็ว สีหน้างุนงันจับจ้องหนิงเซียนอย่างประหลาดใจ นางถึงกับร้อนรนดุจน้ำร้อนลวก…เพราะหน้ากากนี่?
“…ใช่! นี่มันใช่แน่ๆ! หน้ากากของนามแห่งจักรพรรดิ!!” หนิงเซียนเอ่ยกล่าวอย่างตกตะลึงงัน นางพลิกหน้ากากไปมาด้วยแววตาเบิกโตกว้าง ไม่ผิดเพี้ยนไปจากตำนานเลย…นี่คือมรดกของจักรพรรดิในตำนาน!!
“นามแห่งจักรพรรดิ?”
หนิงเซียนพยายามสงบสติอารมณ์ก่อนกล่าวขึ้น “เราเคยบอกไว้ว่าในดาราจักรมากมายมหาศาลนี้แบ่งโซนออกเป็สามโซน โลกต้นกำเนิด โลกแห่งราชันย์ ดินแดนเทวะ ซึ่งทั้งสามโซนนี้อยู่ภายใต้กฎของอนันตจักรวาล มีผู้ปกครองสูงสุดอย่างผู้ปกครองอนันตจักรวาล และตัวตนที่แหกกฎทั้งมวล…นามแห่งจักรพรรดิทั้งสิบหกคน”
เฟยอวี่วิงเวียนศีรษะเมื่อได้ยินคำศัพท์แปลกประหลาดเ่าั้ เขาพยายามทำความเข้าใจมันและฟังนางเล่าอยู่เงียบๆ
“ในตำนานเล่าขานกันว่ามีจักรพรรดิอยู่องค์หนึ่งที่ชอบใส่หน้ากากสีขาวล้วนปนอักขระทองคำ เราััได้ถึงกลิ่นอายสูงส่งไร้ต้านจากหน้ากากใบนี้ นี่เป็ของจริงแน่ๆ!” หนิงเซียนมั่นใจอย่างมาก นางอยากอธิบายสาเหตุที่นางมั่นใจขนาดนี้ออกไปเพิ่ม ทว่า ถ้าหากบอกว่าเคยเจอกับพวกจักรพรรดิตัวจริง เขาคงคิดตามนางได้ยาก สืบเนื่องจากพวกจักรพรรดิมีพลังอยู่เหนือสามัญสำนึกสุดกู่!
“ไม่แปลกใจเลยที่เ้าพกติดตัวตลอดแต่เรากลับหาได้รู้สึกถึงมันไม่ หน้ากากใบนี้ปกปิดกลิ่นอายได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต่อให้เป็เรายังมิอาจมองทะลุถึงระดับขั้นพลังของผู้สวมใส่ได้เลย นี่น่าเสียดายอยู่บ้าง…ตามตำนานบอกไว้ว่ามรดกของจักรพรรดิแต่ละชิ้นนั้นสามารถสั่นะเืดาราจักรได้เลย หน้ากากใบนี้คงสูญเสียคุณสมบัติจนเหลือเพียงแค่ปกปิดพลังเท่านั้น”
…เฟยอวี่เผยรอยยิ้มเหี้ยม